‘รมว.ศธ.’ ยันวิชานาฏศิลป์ยังอยู่ในตำรา

16 ตุลาคม 2556

“สบศ.” ซัด “สพฐ.” ลืมรากเหง้าความเป็นไทย ไม่บรรจุวิชานาฏ ศิลป์ไทยในหลักสูตรใหม่ ชี้เป็นสัญลักษณ์ของชาติ ที่จำเป็นต้องเรียน ห่วง นศ.วิทยาลัยนาฏศิลป์ 12 แห่งทั่วประเทศ จบแล้วจะทำอะไร “จาตุรนต์” ชี้สังคมเข้าใจผิดและขยายความจนเลยเถิด แจงไม่ได้ตัดออกจากหลักสูตรใหม่ แต่บรรจุในกลุ่มความรู้สังคมและความเป็นมนุษย์ ยันจำเป็นต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับองค์ความรู้

จากกรณีที่มีข่าวแพร่สะพัดในโซเชียล มีเดีย ว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตัดสินใจไม่นำวิชานาฏศิลป์ไทยบรรจุในหลัก สูตรการศึกษาพื้นฐานฉบับใหม่ โดยให้เหตุผลว่าเด็กไทยมีปัญหาในด้านการศึกษาตกต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมในสังคม ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 15 ต.ค. นายสิริชัยชาญ ฟักจำรูญ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์(สบศ.) กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า วิชานาฏศิลป์ไทย แสดงถึงความเป็นไทย และคนไทย จะต้องเรียน ไม่จำเป็นเฉพาะแต่วิชานาฏศิลป์ รวมถึงวิชาอื่น ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นวิชาภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศีลธรรม ยกตัวอย่างวิชาหน้าที่พลเมือง ที่ไปแทรกอยู่ในวิชาสังคม ปรากฏว่า ก็ไม่มีการเรียนการสอนที่จริงจัง ส่งผลให้สังคมเกิดปัญหาในปัจจุบัน ซึ่งวิชาเหล่านี้เป็นวิชาที่จำเป็นของคนไทย ควรจะต้องรู้เพราะเป็นวิถีของคนไทย

นายสิริชัยชาญ กล่าวต่อว่าทั้งนี้ การนำวิชานาฏศิลป์ไปทิ้งและกำหนดกลุ่มการเรียนกว้างในหมวดสังคม โดยไม่มีการกำหนดรายชื่อ แสดงว่า จะเรียนหรือไม่เรียนก็ได้ โดยไม่มีรายชื่อจริง ๆ ว่า กำหนดให้เรียนนาฏศิลป์ ซึ่งทั้งที่จริงแล้ว หลักสูตรควรเขียนให้ชัดเจน และพัฒนาศักยภาพของนักเรียนต้องให้ครอบคลุมมากกว่านี้ เช่น ควรจะต้องเรียนนาฏศิลป์ไทย- พื้นบ้าน-สากล ดนตรีไทย-สากล ประวัติ ศาสตร์ไทย-โลก วิชาเหล่านี้ เป็นวิชาที่จะส่งผลให้พฤติกรรมเด็กนุ่มนวลขึ้น เป็นคนสุขุม ที่สำคัญหากเมื่อเครียดก็ใช้วิชาเหล่านี้บำบัดความเครียดได้ด้วย

นายสิริชัยชาญ กล่าวอีกว่าหาก ศธ. ไม่มีการกำหนดวิชานาฏศิลป์ไว้ในร่างหลักสูตรการใหม่ ยอมรับว่าจะเกิดผลกระทบ ต่อวิทยาลัยนาฏศิลป์ทั้ง 12 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงโรงเรียน สถาบันการศึกษาที่มีการเรียนการสอนวิชาเหล่านี้ เนื่องจาก ผู้เรียนส่วนใหญ่ เมื่อเรียนจบแล้ว จะเป็นครูสอนนาฏศิลป์ หาก ศธ. ไม่กำหนดว่า เด็กไทยเรียนไม่เรียนนาฏศิลป์ก็ได้ ต่อไป สบศ. หรือสถาบันการศึกษาที่ ผลิตเด็กหรือครูนาฏศิลป์ จะผลิตไปเพื่ออะไร เมื่อหน่วยงานต้นสังกัดอย่าง ศธ. ไม่สั่ง แล้วโรงเรียนจะรับครูเหล่านี้หรือไม่ ก็จะส่งผล กระทบออกมาเป็นลูกโซ่

“ปัจจุบันนี้ ครูนาฏศิลป์ ดนตรี ตามโรงเรียนก็ขาดบุคลากรเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ตอนนี้นำวิชาเหล่านี้ไปแอบไว้ในกลุ่มสังคมและความเป็นมนุษย์ โดยข่าวออกมาว่า ก็อยู่ในวิชาศิลปะนั่นแหละ จะพูดอย่างนี้ก็พูดได้ เมื่อไม่ปรากฏในกลุ่มสาระ ใครจะมานั่งตีความว่าต้องเรียน ทุกวันนี้ 8 กลุ่มรายวิชา วิชานาฏศิลป์ ดนตรี ศิลปะ แต่ละวิชาเรียนยัง ไม่ถึงหน่วยก็จะแย่อยู่แล้ว ซึ่งคิดว่า หากไม่กำหนดมีผลกระทบอย่างแน่นอน เพราะวิชาเหล่านี้คือ สัญลักษณ์ของคนไทยของชาติ” อธิการบดี สบศ. กล่าว
ด้าน นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. เปิดเผยถึงกรณีที่กลุ่มอาจารย์นาฏศิลป์จากทั่วประเทศ จะรวมกลุ่มยื่นหนังสือต่อ รมว.ศึกษาธิการ เพื่อทวงถามถึงเหตุผลการตัดรายวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะมีการปรับปรุงใหม่ว่า ยังไม่ เคยได้ยินเรื่องการตัดวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรฉบับใหม่ และจากการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องก็ไม่เคยได้ยินในเรื่องนี้เช่นกัน ซึ่งจากการสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงหลักสูตร ก็พบว่าข้อความหรือข่าวที่ส่งกันไปในโซเชียลมีเดียไม่ตรงกับความเป็นจริง เพราะหลักสูตรใหม่ไม่ได้มีการตัดวิชานาฏศิลป์ออก โดยการปรับหลักสูตรครั้งนี้ได้มีการจัดกลุ่มสาระการเรียนรู้กันใหม่จาก 8 กลุ่ม เป็น 6 กลุ่มความรู้ โดยวิชานาฏศิลป์ถูกบรรจุอยู่ในกลุ่มความรู้สังคม และความเป็นมนุษย์ สำหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษา ส่วนในระดับมัธยมศึกษาจะอยู่ในระบบวิชาเลือก

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่าการจัดทำหลักสูตรฉบับใหม่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน ซึ่งมีความคืบหน้าไปมากแล้ว และผมได้ เร่งรัดให้มีการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สนใจให้มากขึ้น รวมทั้งให้มีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความคืบหน้าในเรื่องการปรับหลักสูตร ซึ่งการปรับปรุงหลักสูตร ถือเป็นเรื่องจำเป็น และจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เนื่องจากหลักสูตรฉบับปัจจุบันที่ใช้กันอยู่นี้ไม่สอดคล้องกับองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในการที่จะให้การศึกษาแก่เด็ก และเยาวชน อีกทั้งหลักสูตรเก่าที่มี 8 กลุ่ม สาระฯ ก็เกิดปัญหามากโดยเฉพาะในเด็ก เล็กที่เป็นปัญหาทำให้การใช้เวลาในการเรียน สำหรับวิชาพื้นฐานที่จำเป็นมาก ๆ เช่น ภาษาไทย คณิตศาสตร์ เหลืออยู่น้อย ส่งผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กในวิชาภาษาไทย และคณิตศาสตร์อยู่ในสภาพที่ไม่น่าพอใจอย่างมาก

“ขณะนี้เรื่องการตัดวิชานาฏศิลป์ออกจากหลักสูตรใหม่ มีการนำไปขยายความในแบบผิด ๆ และนำไปเชื่อมโยงกับวิชาอื่น เรียกว่าแต่งเสริมตกแต่งกันจนเลยเถิดไปมาก ดังนั้นจึงจะต้องมีการชี้แจงเพิ่มเติมในเรื่องนี้ให้ทุกคนเข้าใจว่าไม่ได้มีการตัดวิชานาฏศิลป์ออก และจำเป็นต้องมีการปรับหลักสูตรเพราะอะไร” รมว.ศธ.กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34475&Key=hotnews

‘รมว.ศธ.’ ยันวิชานาฏศิลป์ยังอยู่ในตำรา Read More »

กีวีส่งครูฝึกสอนในโรงเรียนไทย

16 ตุลาคม 2556

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณีสถานทูตนิวซีแลนด์ แสดงความประสงค์ขอลงนามความร่วมมือ พัฒนาภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) โดยจัดส่งนักศึกษามาฝึกสอนให้เป็นเวลา 1 ปี เนื่องจากประเทศนิวซีแลนด์ มีนักศึกษาเรียนสายครูจำนวนมาก แต่มีจำนวนร.ร.ให้ฝึกสอนน้อยกว่า ความร่วมมือนี้อยู่ระหว่างการหารือข้อตกลงปลีกย่อย เช่น การเปิด-ปิดภาคเรียนของนักศึกษานิวซีแลนด์ กลุ่มที่จะเดินทางมาสอนนักเรียนเอกชนของ สช.ไม่ตรงกับการ เปิด-ปิดภาคเรียนของร.ร.เอกชนสังกัด สช. ซึ่งเชื่อว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะตัวเทอมคาบเกี่ยวกันไม่มาก แต่ทั้งนี้สช. และนิวซีแลนด์ จะเร่งดำเนินการให้ทันเปิดภาคเรียนที่ 1/2557 โดยเบื้องต้นเสนอขอให้จัดส่งนักศึกษานิวซีแลนด์มาฝึกสอน 100 คน ซึ่งทางสถานทูตนิวซีแลนด์ได้แจ้งกลับมาว่า ในระยะแรกอาจจัดส่งครูสอนภาษาอังกฤษนำร่องมาก่อน 1 ชุด แต่ยังไม่ได้ระบุจำนวนที่แน่ชัด

“เราคุยกันว่า ครูนิวซีแลนด์กลุ่มนำร่องนี้ จะเข้ามาพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในร.ร.เอกชน โดยมีเงื่อนไขข้อตกลงร่วมกันว่าตลอดระยะ 1 ปี ที่นักเรียนเอกชนได้รับการสอนภาษาอังกฤษจากครูกลุ่มนำร่อง ครูฝึกสอนจะต้องเน้นพัฒนาการสื่อสารภาษาอังกฤษ ให้กับเด็กนักเรียนอย่างเข้มข้น มากกว่าการเรียนไวยากรณ์” เลขาธิการ กช.กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

! http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34473&Key=hotnews

กีวีส่งครูฝึกสอนในโรงเรียนไทย Read More »

ศธ.เล็งทำโครงการ “พรีโอดอส” ปูพื้นให้ข้อมูลนักเรียนมัธยมปลาย

16 ตุลาคม 2556

นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า การสอบคัดเลือกรับทุนโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ใน 2 รุ่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะรุ่นที่ 4 มีผู้มาสมัครสอบคัดเลือกไม่ครบทุกอำเภอ ทำให้ ศธ.ต้องจัดสอบคัดเลือกซ้ำอีกครั้งช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ฉะนั้นจึงเตรียมเสนอคณะกรรมการบริหารโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน ให้มีการจัดทำโครงการพรีโอดอส (Pre-Odos) ลงไปปูพื้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับทุนโอดอสอย่างละเอียดแก่นักเรียนมัธยมปลายในทุกอำเภอ”โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนนั้น เป็นการให้โอกาสทางการศึกษาแก่นักเรียนในแต่ละท้องถิ่น โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนดีแต่ยากจน จะได้มีโอกาสไปเรียนต่างประเทศบ้าง ขณะเดียวกันทุนเองก็อยากได้เด็กเก่งมารับทุน เพราะเขาจะสามารถเรียนรู้วิทยาการจากประเทศต่างๆ กลับมาพัฒนาบ้านเมืองได้ อย่างไรก็ตาม โครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนรุ่น 4 นั้น เปิดสอบรอบแรกไปแล้ว ไม่สามารถคัดเลือกผู้รับทุนได้ครบทุกพื้นที่ เพราะบางอำเภอไม่มีผู้มาสมัครชิงทุน จึงต้องเปิดสอบรอบ 2 อีก ฉะนั้น ถ้ามีการปูพื้นให้ความเข้าใจเกี่ยวกับทุนอย่างละเอียดแก่นักเรียนมัธยมปลายแล้ว จะส่งผลให้มีนักเรียนมาสมัครสอบชิงทุนมากขึ้น ที่ผ่านมา นักเรียนขาดข้อมูลและความเข้าใจเกี่ยวกับทุนที่มากพอ จึงทำให้เขาตัดสินใจเลือกสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งจัดสอบในช่วงเวลาเดียวกันแทน” ปลัด ศธ.กล่าว และว่า ทั้งนี้ เป้าหมายของการทำโครงการพรีโอดอสนั้น ต้องการให้มีผู้มาสมัครสอบชิงทุนมากขึ้น ให้สามารถคัดเลือกผู้รับทุนได้เต็มทุกอำเภอตั้งแต่การจัดสอบครั้งแรก และต้องการให้เด็กเก่งมาสมัครสอบชิงทุนด้วย เพื่อตอบสนองเป้าหมายโครงการที่ต้องการส่งเด็กเก่งไปเรียนรู้วิทยาการของประเทศต่างๆ อย่างไรก็ตาม สำหรับรายละเอียดของโครงการพรีโอดอสนั้น อยู่ระหว่างจัดทำ”

กรุงเทพฯ–15 ต.ค.–มติชนออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34472&Key=hotnews

ศธ.เล็งทำโครงการ “พรีโอดอส” ปูพื้นให้ข้อมูลนักเรียนมัธยมปลาย Read More »

ห่วงป.ตรีสายเทคโนโลยีหลงทางสอศ.ส่งทีมลงพื้นที่รีเช็ก/ประเมินความพร้อมสาขาที่ขอเปิดเพิ่มปี 57

15 ตุลาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยภายหลังบอร์ด กอศ.เข้าพบนายจาตุรนต์ ฉายแสงรมว.ศึกษาธิการ เพื่อหารือเรื่องการจัดการศึกษาอาชีวศึกษา เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมได้พูดคุยถึงหลักสูตรการเรียนการสอนของอาชีวศึกษา โดยเฉพาะในระดับปริญญาตรีซึ่งเห็นด้วยกับการจัดการศึกษาที่อยู่ในรูปแบบทวิภาคีโดยขณะนี้ รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่องให้ใช้หลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พ.ศ.2556 ของสถาบันการอาชีวศึกษา 9 สถาบัน 16 สาขาวิชาแล้ว และสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็ได้มีหนังสือรับทราบและรับรองหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการแล้วเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จะแจ้งไปยังสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อเทียบอัตราเงินเดือนของผู้จบการศึกษาต่อไป

“รมว.ศึกษาธิการ รู้สึกเป็นห่วงว่าสถาบันการอาชีวศึกษาที่เปิดสอนในระดับปริญญาตรีได้นำหลักสูตรดังกล่าวไปใช้ตรงกับรายละเอียดที่กำหนดไว้หรือไม่ อาทิคุณสมบัติของผู้เรียนที่จะต้องจบในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) และมีงานทำอยู่แล้ว ไม่ใช่มาเรียนจบแล้วจึงไปหางานทำ จำนวนนักเรียนต่อห้องที่กำหนดไว้ห้องละ 20 คน และมีการจัดการสอนรูปแบบทวิภาคีจริงหรือไม่ ซึ่งการส่งเด็กไปฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการนั้น เด็กได้ฝึกงานตรงตามสาขาที่เรียนมาหรือไม่ ดังนั้น รมว.ศึกษาธิการ จึงได้สั่งการให้ สอศ.จัดทีมลงไปติดตามตรวจสอบการเปิดสอนระดับปริญญาตรีของสถาบันการอาชีวศึกษาทุกแห่งที่ได้เปิดสอน ว่าดำเนินการตามรายละเอียดที่กำหนดไว้หรือไม่”

นายชัยพฤกษ์กล่าวและว่า ขณะนี้ สอศ. ได้เปิดให้สถาบันการอาชีวศึกษาที่มีความพร้อมในการเปิดสอนระดับปริญญาตรี ในปีการศึกษา 2557 ส่งแผนการจัดการเรียนการสอนมาพิจารณาภายในเดือน พ.ย. 56 นี้จากนั้น สอศ. จะส่งทีมลงไปประเมินความพร้อมของสถาบันการอาชีวศึกษาว่าพร้อมจริงหรือไม่ ถ้ามีความพร้อมก็จะอนุญาตให้เปิดสอน ทั้งนี้สาขาที่จะเปิดสอนในปีการศึกษาหน้านั้น จะต้องเป็นสาขาที่ไม่ซ้ำซ้อนกับสาขาที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ อีกทั้งไม่ควรเปิดซ้ำสาขาที่วิทยาลัยในกลุ่มสถาบันการอาชีวศึกษาในจังหวัดเดียวกัน หรือพื้นที่ใกล้เคียงเปิดสอนอยู่แล้ว และต้องเน้นสาขาที่เป็นความต้องการของท้องถิ่นและประเทศเป็นหลัก ดังนั้น ในปีการศึกษา 2557 จะเปิดได้กี่แห่งก็คงต้องขึ้นอยู่กับความพร้อมของสถาบันการอาชีวศึกษาแต่คาดว่าคงจะเปิดเพิ่มอีกไม่มาก

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34463&Key=hotnews

ห่วงป.ตรีสายเทคโนโลยีหลงทางสอศ.ส่งทีมลงพื้นที่รีเช็ก/ประเมินความพร้อมสาขาที่ขอเปิดเพิ่มปี 57 Read More »

จี้รัฐบาล 10 ชาติ อาเซียนใส่ใจดูแลครู

15 ตุลาคม 2556

ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา เปิดเผยว่า จากการประชุมสภาครูอาเซียน ครั้งที่ 29 ระหว่างวันที่ 11-13 ต.ค. 2556 ที่ประเทศมาเลเซีย ที่ประชุมได้ข้อสรุปที่เป็นข้อเสนอร่วมกันว่า ทุกประเทศในอาเซียนควรมีการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกัน เพื่อให้การศึกษาในกลุ่มอาเซียนมีคุณภาพมากขึ้น และอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละประเทศได้พัฒนาครูโดยใช้กระบวนการพัฒนาวิชาชีพทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ขณะเดียวกันอยากให้มีการกระตุ้นและส่งเสริมบทบาทของครูในการพัฒนาบุคลิกภาพของเด็กโดยรวมในทุกด้าน ที่สำคัญอยากให้รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องส่งเสริมสวัสดิการและดูแลครูให้อยู่ในสภาพที่ดี โดยเรียกร้องให้รัฐบาลทั้ง 10 ประเทศในอาเซียนให้การสนับสนุนอย่างจริงจัง เพื่อให้การศึกษาในภูมิภาคมีคุณภาพ

ศ.ดร.ไพฑูรย์ กล่าวต่อไปว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าสิ่งที่จะทำให้การศึกษาเกิดคุณภาพประกอบด้วย 4 ประการสำคัญคือ คุณภาพการเรียนการสอน คุณภาพหลักสูตรและสิ่งแวดล้อมในการเรียน สภาพแวดล้อมที่สนับสนุนส่งเสริม และครูที่ดี ที่จะต้องได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องมีการกระจายครูอย่างเป็นธรรมไม่ใช่กระจุกอยู่ที่ใดที่หนึ่ง ทั้งนี้ที่ประชุมยังมีความเชื่อด้วยว่าคุณภาพการศึกษาของภูมิภาคจะเกิดขึ้นได้ต้องเป็นความร่วมมือกันทั้งภูมิภาค

“ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าคุณภาพการศึกษาขึ้นอยู่กับครูเป็นหลัก โดยครูต้องเป็นครูที่มีคุณภาพ หมายถึงการศึกษาจะมีคุณภาพได้ขึ้นอยู่กับครูที่มีคุณภาพ ซึ่งที่ประชุมยังได้ย้ำถึงบทบาทของครูว่า ต้องมีบทบาทการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงและสนับสนุนพัฒนาการของเด็กให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และอยากให้ครูมองไปในอนาคตให้มากขึ้น” ประธานคณะกรรมการคุรุสภา กล่าวและว่า หลังจากนี้จะมีการประมวลผลสรุปทั้งหมดจากการประชุม และจัดทำเป็นข้อเสนอทั้งจากที่ประชุมโดยตรง และข้อเสนอจากกรรมการคุรุสภา จากนั้นจะพิจารณาว่าส่วนใดจะนำเสนอต่อสาธารณชน หรือส่วนใดจะเสนอรัฐบาล และส่วนใดที่คุรุสภาจะสามารถดำเนินการได้ทันที เพื่อผลักดันให้ข้อตกลงเกิดเป็นผลได้จริง.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 16 ต.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34464&Key=hotnews

จี้รัฐบาล 10 ชาติ อาเซียนใส่ใจดูแลครู Read More »

สทศ.เสียงแข็งยังไม่เผยแพร่ข้อสอบเก่า เครือข่ายพ่อแม่ฯ เดินหน้าล่าชื่อกดดัน

15 ตุลาคม 2556

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศร ประธานเครือข่ายพ่อแม่ เยาวชน เพื่อการปฏิรูปการศึกษา และตัวแทนนักเรียนได้มาหารือกับตน เกี่ยวกับการให้ สทศ.เผยแพร่ข้อสอบเก่าของ สทศ. เช่น ข้อสอบแบบทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ข้อสอบทดสอบความถนัดทั่วไป หรือแกต และข้อสอบทดสอบความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ หรือแพต เป็นต้น แต่ตนยืนยันว่า สทศ.ยังไม่สามารถเผยแพร่ข้อสอบได้ เพราะต้องทำคลังข้อสอบให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ขณะเดียวกันเครือข่ายพ่อแม่ฯ เสนอว่าน่าจะให้ครูในโรงเรียนมาร่วมออกข้อสอบของ สทศ.มากขึ้น เพราะครูรู้ว่าเด็กเรียนอะไรบ้าง

“ที่ผ่านมา สทศ.พยายามดึงครูมาร่วมออกข้อสอบอยู่แล้ว แต่ครูส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีเวลา ดังนั้น สทศ. จึงมีแนวคิดว่าหากครูมาร่วมออกข้อสอบของ สทศ. ให้สามารถนำผลจากการออกข้อสอบไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการขอต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจากทางคุรุสภาได้ด้วย เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ครูมาร่วมออกข้อสอบ เพราะการให้เป็นเงินอาจจะไม่ได้ผลมากนัก เนื่องจากครูไปเปิดสอนติวพิเศษให้แก่เด็กจะได้เงินมากกว่า” รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าว

ด้าน พญ.กมลพรรณ กล่าวว่า กลุ่มนักเรียนและผู้ปกครองยังยืนยันที่จะให้สทศ.เผยแพร่ข้อสอบเก่า เพื่อให้นักเรียน ครูอาจารย์ และบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อสอบ และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบข้อสอบและผลสอบได้อย่างโปร่งใสมากขึ้น แต่ สทศ. ยืนยันว่าจะต้องทำคลังข้อสอบให้เสร็จก่อน ดังนั้นทางเครือข่ายจะเคลื่อนไหวเรื่องนี้ต่อไป รวมทั้งเดินหน้า เปิดล่ารายชื่อผู้ที่เห็นด้วยกับการเผยแพร่ข้อสอบให้มาร่วมกันลงชื่อได้ที่ www.parent-youth.net www.eduzones.com และ kamolpanch@gmail.com เพื่อจะได้รวบรวมเสนอต่อ สทศ. ซึ่งขณะนี้มีผู้มาลงชื่อแล้ว 1,182 คน.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34461&Key=hotnews

สทศ.เสียงแข็งยังไม่เผยแพร่ข้อสอบเก่า เครือข่ายพ่อแม่ฯ เดินหน้าล่าชื่อกดดัน Read More »

มรส.ทบทวนยุทธศาสตร์พัฒนารับปี’ 57 ขับเคลื่อนสู่มหาวิทยาลัย 6 มิติ

15 ตุลาคม 2556

ผศ.ดร.ประโยชน์ คุปต์กาญจนากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) กล่าวถึงการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนยุทธศาสตร์การบริหารมหาวิทยาลัยในระดับผู้บริหาร เพื่อทบทวนการทำงานในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา ว่า ในการประชุมได้หยิบยกเอา 5 ประเด็นยุทธศาสตร์มาทบทวน ได้แก่

1.การผลิตบัณฑิต พัฒนาครู และบุคลากรทางการศึกษา

2.การวิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ชุมชน

3.การบริการวิชาการ และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม

4.การพัฒนาระบบบริหารจัดการ และ

5.การแข่งขันในประชาคมอาเซียน

อธิการบดี มรส. กล่าวว่า ในการประชุมได้เจาะลึกลงไปในแต่ละยุทธศาสตร์ว่าจะไปให้ถึงเป้าหมายได้อย่างไร เช่น ด้านการพัฒนาบุคคล ได้กำหนดเป้าหมายที่จะเพิ่มจำนวนอาจารย์ที่มีคุณวุฒิปริญญาเอกและมีตำแหน่งทางวิชาการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ ให้บุคลากรทั้งสองสายได้มีโอกาสพัฒนา เติบโตเต็มตามศักยภาพของตน

อธิการบดี มรส.กล่าวต่อไปว่า ส่วนด้านคุณภาพการจัดการศึกษา แบ่งเป็น 3 ระยะ คือ ต้นน้ำ ได้แก่ การรับนักศึกษา-อาจารย์ และการพัฒนาหลักสูตร กลางน้ำ ได้แก่ รูปแบบการเรียนการสอน การพัฒนาอาจารย์ การนิเทศนักศึกษา การพัฒนาระบบสารสนเทศ ส่วนปลายน้ำ ได้แก่ การติดตามและการพัฒนาคุณภาพบัณฑิต การประเมินอาจารย์ และการประเมินหลักสูตร หากเปรียบคุณภาพการจัดการศึกษาเป็นแม่น้ำสายหนึ่ง ถ้าทำให้ต้นน้ำมีคุณภาพน้ำที่ดีได้ ก็ทำให้กลางน้ำมีคุณภาพได้ด้วย และท้ายที่สุดปลายน้ำก็ไม่มีทางที่จะเป็นน้ำเสียไปได้

“เป้าประสงค์การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์คือการนำ มรส.สู่ “มหาวิทยาลัย 6 มิติ” คือ 1.เป็นมหาวิทยาลัยของชุมชน 2.เป็นมหาวิทยาลัยเขียวสะอาด 3.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งการเรียนรู้ 4.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งอาเซียน 5.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ และ 6.เป็นมหาวิทยาลัยแห่งความสุข ซึ่งทั้ง 6 มิติเป็นการออกแบบองค์กรร่วมกันของประชาคม มรส.” อธิการบดี มรส. กล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34460&Key=hotnews

มรส.ทบทวนยุทธศาสตร์พัฒนารับปี’ 57 ขับเคลื่อนสู่มหาวิทยาลัย 6 มิติ Read More »

สพฐ.นำร่องห้องไอที 20 ร.ร.ทั่วประเทศ

15 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มี นโยบายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำร่องจัดทำห้องเรียนแบบ smart classroom หรือห้องเรียนที่ใช้อุปกรณ์ไอซีที มาช่วยจัดการเรียนการสอนเต็มรูปแบบขึ้น โดยนายจาตุรนต์ต้องการให้ศึกษาข้อดี และข้อเสีย เพื่อดูว่า smart classroom ส่งผลต่อผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอย่างไร เพื่อนำผลการศึกษามาเป็นข้อมูลพื้นฐานประกอบการตัดสินใจว่าจะดำเนินการโครงการจัดสร้าง smart classroom ในโรงเรียนทั่วไปหรือไม่ และขณะนี้กำลังจัดทำคุณลักษณะของ smart classroom ต้นแบบอยู่

“เบื้องต้น สพฐ.ตั้งใจนำร่องพร้อมกับ 5 ภูมิภาค รวม 20 โรง เฉลี่ยภูมิภาคละ 4 โรง ครอบคลุมโรงเรียนประถมและมัธยม รวมถึงโรงเรียนทุกประเภท ทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ และโรงเรียนที่มีผลสัมฤทธิ์จัดการศึกษาระดับเด่นและด้อย เพื่อเปรียบเทียบว่าการนำ smart classroom มาใช้ส่งผลต่อนักเรียนของโรงเรียนแต่ละประเภทอย่างไร คาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการได้ในภาคเรียน 1 ปีการศึกษา 2557” นายอภิชาติกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34457&Key=hotnews

 

สพฐ.นำร่องห้องไอที 20 ร.ร.ทั่วประเทศ Read More »

ศธ.เบรกยกระดับสกอ.เทียบ’ทบวง’เร็วไป

15 ตุลาคม 2556

“จาตุรนต์” เบรกดัน “สกอ.” เทียบเท่า “ทบวง” ชี้เน้นเรื่องปรับโครงสร้างของกระทรวงก่อน ลั่นเร่งสร้างคุณภาพบัณฑิต-งานวิจัย

จากกรณีที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เสนอให้มีการศึกษาถึงการแยกอุดมศึกษาออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)มาเป็นกระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัยซึ่งนายทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)แสดงความเห็นด้วยแต่เสนอว่าควรเป็นการตั้งทบวง ภายใต้ ศธ.ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 ต.ค.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ในเวลานี้ หาก ศธ.จะเน้นเรื่องปรับโครงสร้างของกระทรวงก่อน ก็จะทำให้วงการการศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องหันมาพูดกันแต่เรื่องเหล่านี้ ซึ่งตลอดช่วง10 ปีที่ผ่านมา ก็เห็นชัดแล้วว่าการเน้นแต่เรื่องการปรับโครงสร้าง ถือเป็นจุดบกพร่อง และจุดอ่อนที่สำคัญมากในการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้นตนคิดว่าขณะนี้ควรจะมาหารือกันก่อนว่าจะจัดการอุดมศึกษาอย่างไรให้มีคุณภาพ ทั้งในเรื่องการวิจัยและผลิตบัณฑิต จากนั้นจึงไปสู่ประเด็นว่ามีความจำเป็นอย่างไรที่จะต้องปรับโครงสร้าง ซึ่งตนก็ยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้

“เรื่องโครงสร้างกระทรวงทำกันมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว แน่นอนว่ามีปัญหาหลายอย่างที่ต้องแก้ไข ซึ่งต้องมีสักวันหนึ่งที่จะต้องมาพูดกันว่าจะปรับโครงสร้างให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้นได้อย่างไร แต่คงไม่ใช่เวลานี้ เพราะถ้าเราย้อนมาพูด เรื่องนี้เร็วเกินไปก็จะทำให้ดึงความสนใจ จากเรื่องที่ควรจะทำ นั่นก็คือการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการเรียนการสอนการเพิ่มคุณภาพทั้งงานวิจัย การจัดการศึกษาและการผลิตบัณฑิตให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ เช่น การผลิตครูให้ตรงกับความต้องการ และมีคุณลักษณะที่ดี ไม่ใช่ผลิตครูจนล้นความต้องการนอกจากนี้จะต้องยกระดับมหาวิทยาลัยและผลิตบัณฑิตให้สามารถแข่งขันกับนานาประเทศได้ดังนั้นผมจึงอยากให้เน้นในเรื่องเหล่านี้ก่อน” นายจาตุรนต์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34456&Key=hotnews

ศธ.เบรกยกระดับสกอ.เทียบ’ทบวง’เร็วไป Read More »

ทปอ.ย้ำมหาวิทยาลัยรับตรง ม.ค.57 ตั้ง ‘กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย’ อิสระ

14 ตุลาคม 2556

13 ต.ค.56 ที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยที่ประชุมยืนยันมติเดิม และย้ำให้มหาวิทยาลัยต่างๆ จัดสอบระบบรับตรงพร้อมกันในช่วงเดือน ม.ค. ซึ่งขณะนี้ยังเหลือมหาวิทยาลัยอีกประมาณ 95% ที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดสอบรับตรง แต่ทั้งนี้ระบบรับตรงดังกล่าวจะเป็นการรับตรงทั่วไป ไม่รวมถึงระบบโควตา เช่น โครงการพิเศษ ที่สามารถจะดำเนินการจัดสอบได้ตามความเหมาะสม

ส่วนที่หลายฝ่ายต้องการจะให้มีการปรับระบบรับตรงในช่วงปีนี้คงเป็นไปไม่ได้แล้ว รวมทั้งที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ อยากให้มหาวิทยาลัยจัดสอบรับตรงภายหลังเด็กจบการศึกษาแล้ว นั้น ทาง ทปอ.เห็นด้วยและเรื่องนี้ก็ได้มีการหารือกันมาตลอด แต่สุดท้ายติดปัญหาทางเทคนิคในการดำเนินการจัดสอบ ถ้าจะให้เลื่อนจัดสอบรับตรงในปีนี้ก็คงไม่ทัน เพราะมหาวิทยาลัยทุกแห่งได้วางแผนการดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยได้ประกาศไปแล้วล่วงหน้าว่ามหาวิทยาลัยจะจัดสอบพร้อมกันในช่วงเดือนม.ค.เพราะฉะนั้นการสอบรับตรงประจำปีการศึกษา 2557 มหาวิทยาลัยจะจัดสอบเดือน ม.ค.2557 ถ้าจะขยับการสอบก็จะทำให้รวนไปทั้งระบบ แต่เมื่อสิ้นสุดการดำเนินการจะสรุปปัญหาอุปสรรคต่างๆ ทั้งหมด เพื่อนำไปปรับใช้ในปีการศึกษา 2558

ศ.ดร.สมคิด กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้มีการหารือถึงข้อเสนอ ทปอ.ที่ให้มีการศึกษาถึงการแยกอุดมศึกษา ออกจากกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)มาเป็น กระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัย ซึ่งเห็นตรงกันว่าจะเดินหน้าต่อไป ขณะที่ ศ.(พิเศษ) ดร.ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (เลขาธิการ กกอ.) เห็นว่าหากจะแยกออกมาเป็นกระทรวงอุดมศึกษาและการวิจัย เป็นโจทย์ใหญ่และเป็นไปได้ยาก จึงไม่ได้เสนอให้มีการตั้งเป็นทบวง ภายใต้ ศธ. ซึ่งในประเทศไทยยังไม่เคยมีการตั้งทบวงภายใต้กระทรวงมาก่อน แต่แนวทางดังกล่าวมีการกำหนดไว้ในมาตรา 11 ของพ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วเห็นด้วยเพราะจะทำให้มหาวิทยาลัยมีความอิสระและยังมีความเชื่อมโยงกับศธ.อยู่

รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี มฟล. ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษา และจัดทำโครงการจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าไม่อยากให้เป็นทบวงที่อยู่ภายใต้ ศธ. แต่อยากให้เป็นทบวงอิสระ เพราะจะทำให้รัฐมนตรีประจำทบวงมีอิสระในการบริหารงาน ไม่ต้องไปขึ้นตรงต่อ รมว.ศึกษาธิการ

ขณะที่ ศ.(พิเศษ) ดร.ทศพร กล่าวว่า ได้เสนอกับที่ประชุม ทปอ. ใน 4 เรื่อง ได้แก่

1. ให้มหาวิทยาลัยต่างๆ มีบทบาทสำคัญต่อการช่วยเหลือประเทศและแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยเฉพาะการสร้างงานวิจัย และทำเรื่องธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ช่วยเหลือผู้ประกอบการของประเทศ และช่วยชุมชนรอบมหาวิทยาลัยให้มีความเข้มแข็งซึ่งมหาวิทยาลัยก็รับข้อเสนอดังกล่าวแล้ว

2.เรื่องการประกันคุณภาพภายในของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และการประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ซึ่งเห็นว่า ไม่ควรมีหลักเกณฑ์เดียวที่ใช้กับทุกหน่วยงาน แต่ควรมีหลักเกณฑ์ที่หลากหลาย

3. เรื่องกฎหมายอุดมศึกษา โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลนั้นตนไม่เห็นด้วยที่จะใช้มาตรฐานเดียวกันทุกมหาวิทยาลัย แต่ควรจะกำหนดเป็นมาตรฐานขั้นต่ำที่นำไปใช้ร่วมกันได้ตามความเหมาะสม

4.เรื่องกระทรวงอุดมศึกษาฯ ซึ่ง ทปอ.ได้มีการทำเรื่องแยกเป็นกระทรวงอุดมศึกษาฯ ซึ่งจากประสบการณ์ที่ตน เป็นเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร .) เห็นว่าการตั้งกระทรวงใหม่เป็นเรื่องยาก ดังนั้น ควรมีการจัดตั้งเป็นทบวง โดยมีบทบาทเรื่องอุดมศึกษาโดยเฉพาะ เพราะถ้านำในส่วนงานวิจัยมารวมด้วยอาจจะมีปัญหากับกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งยังต้องการให้มีการแยกในส่วนอุดมศึกษา ออกจากการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้วย

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34444&Key=hotnews

ทปอ.ย้ำมหาวิทยาลัยรับตรง ม.ค.57 ตั้ง ‘กระทรวงอุดมศึกษาและวิจัย’ อิสระ Read More »