Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

ผอ.อศ.ปัดฝุ่นสร้างศูนย์การศึกษา บอร์ดสกสค.ค้านเหตุแผนธุรกิจไม่ชัดเจน

22 เมษายน 2556

“ผอ.องค์การค้า” เตรียมแผนรื้อสร้างศูนย์การค้าด้านการศึกษาแบบครบวงจร “Educational Complex Center” ที่ดินโรงพิมพ์ลาดพร้าว ชวนเอกชนลงทุน คาดใช้เงินลงทุนกว่า 8,000 ล้านบาท บอร์ด สกสค.ยังไม่ยอมร่วมวง ตั้งเลขาฯ สกสค.เป็นประธานคณะทำงานศึกษารายละเอียด

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ในการประชุมบอร์ด สกสค.เมื่อเร็วๆ นี้ ได้พิจารณากรณีที่องค์การค้า (อศ.) สกสค.เตรียมเสนอแผนธุรกิจพัฒนาที่ดิน 47 ไร่ ของโรงพิมพ์องค์การค้าฯ ย่านลาดพร้าว ทำเป็น Educational Complex Center แผนธุรกิจนี้องค์การค้าฯ ต้องการนำที่ดินของตัวเอง ซึ่งอยู่ในทำเลทองมาสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่การดำเนินการธุรกิจของตัวเอง

ปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ตามแผนองค์การค้าฯ จะไม่ได้เป็นผู้ลงทุน แต่เชิญชวนให้เอกชนมาลงทุน แล้วแบ่งปันผลประโยชน์ ซึ่งองค์การค้าฯ ให้ข้อมูลว่า มีผู้สนใจเสนอตัวร่วมลงทุนแล้ว คาดว่าการลงทุนจะใช้งบประมาณ 8,000-10,000 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม บอร์ด สกสค.ยังไม่ตัดสินใจ แต่ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษารายละเอียดโครงการโดยมอบให้นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการ สกสค.เป็นประธานคณะทำงาน

“แผนธุรกิจขององค์การค้าฯ ยังไม่ชัดเจน ทั้งเรื่องมูลค่าการลงทุน แบบการก่อสร้าง กรรมสิทธิ์ว่ากี่ปีถึงจะเป็นขององค์การค้าฯ ขณะเดียวกันบอร์ดก็มีความเห็นว่า หากมีเดินหน้าโครงการ Educational Complex Center จริง ก็ควรเปิดประกาศหาผู้ลงทุนที่ให้เงื่อนไขดีสุด นอกจากนั้นยังต้องพิจารณาด้วยว่า การพัฒนาที่ดินเป็น Educational Complex Center จำเป็นต้องย้ายโรงพิมพ์ออกไปหรือไม่ ถ้าจำเป็นต้องย้ายก็ต้องกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุนจัดหาที่ดินสำหรับย้ายโรงพิมพ์ให้และควรให้กรรมสิทธิ์ที่ดินเป็นขององค์การค้าฯด้วย” ปลัด ศธ.กล่าว

ด้านนายสมมาตร มีศิลป์ ผอ.องค์การค้าฯ กล่าวว่า แผนพัฒนาที่ดินโรงพิมพ์องค์การค้าย่านลาดพร้าว เป็น Educational Complex Center เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณากันตั้งแต่ปี 2540 แล้ว แต่เกิดฟองสบู่แตกก่อน โครงการนี้จึงไม่ได้ดำเนินการต่อ แต่ปัจจุบันที่ดินย่านลาดพร้าวมีความเจริญขึ้นมา และอยู่ในแนวที่รถไฟใต้ดินผ่าน การค้าขายเป็นทำเลทอง โดยเฉพาะที่ดินโรงพิมพ์มีส่วนที่ติดถนนใหญ่ยาวกว่า 200 เมตรเหมาะที่ลงทุนพัฒนาเป็นศูนย์การค้าได้

“จะทำเป็นศูนย์การค้าด้านการศึกษาแบบครบวงจร มาที่นี่แห่งเดียวจบได้ทุกอย่างครบ อย่างไรก็ตาม ตามแผนนั้น ไม่ได้นำที่ดินทั้งหมดมาสร้างเป็น Educational Complex Center หากใช้ที่ดินแค่ 1 ใน 3 จากที่ดินแผนใหญ่กว่า 47 ไร่ โรงพิมพ์องค์การค้าฯ ก็ยังอยู่ที่เดิม ทั้งนี้องค์การค้าฯ ยังไม่นำเสนอโครงการอย่างเป็นทางการเพราะต้องรอศึกษารายละเอียดให้รอบคอบก่อน” นายสมมาตร กล่าว

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32477&Key=hotnews

ผอ.อศ.ปัดฝุ่นสร้างศูนย์การศึกษา บอร์ดสกสค.ค้านเหตุแผนธุรกิจไม่ชัดเจน Read More »

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การตรวจสอบคุณวุฒิที่ใช้สมัครสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วย

22 เมษายน 2556

ศรีชัย พรประชาธรรม ผู้อำนวยการภารกิจนโยบายและระบบบริหารงานบุคคล จากการที่ ก.ค.ศ.มีมติเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ประจำปี พ.ศ.2556 แล้ว และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามในปฏิทินการสอบฯเรียบร้อยแล้ว โดยกำหนดให้มีการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันระหว่างวันที่ 29 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2556 และสอบแข่งขันระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน 2556 นั้น เห็นว่าที่ผ่านมามีเรื่องขอหารือเกี่ยวกับคุณวุฒิที่ใช้สมัครสอบแข่งขันเข้ามายังสำนักงาน ก.ค.ศ. เป็นจำนวนมากในหลายๆ กรณีด้วยกัน ในวันนี้จึงขอหยิบยกกรณีหนึ่งที่เห็นว่าจะเป็นการบอกกล่าว ย้ำเตือนไปยังมหาวิทยาลัย และผู้สนใจสมัครสอบแข่งขัน ให้ตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบคุณวุฒิที่ใช้ในการสมัครสอบแข่งขันว่าเป็นคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรองแล้วหรือไม่อย่างไร ดังนี้

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีการเปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 และได้มีการประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่ามีผู้สอบแข่งขันได้ที่มีคุณวุฒิและหรือสาขาวิชาที่ไม่ชัดเจน และไม่อาจพิจารณาได้ จึงมีหนังสือขอหารือคุณวุฒิและหรือสาขาวิชาที่ผู้สอบแข่งขันได้นำมาใช้สมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ผู้ช่วย กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป คุณวุฒิวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอัญมณี มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เนื่องจากไม่ชัดเจนว่าเป็นคุณวุฒิ และหรือสาขาวิชาที่ ก.ค.ศ.รับรองแล้วหรือไม่ และไม่สามารถพิจารณาได้ว่าเป็นคุณวุฒิและหรือสาขาวิชาที่ตรงตามประกาศรับสมัครหรือไม่

สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ตรวจสอบและมีการประสานงานไปยังมหาวิทยาลัยดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่า หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีอัญมณี เป็นหลักสูตรที่มหาวิทยาลัยปรับปรุงหลักสูตรจากหลักสูตรที่ ก.ค.ศ.เคยรับรองไว้ จึงไม่ได้ยื่นขอการรับรองหลักสูตรใหม่นี้ เนื่องจากเห็นว่ามีโครงสร้างของหลักสูตรเหมือนกัน และเพิ่งได้ขอให้ ก.ค.ศ.รับรองคุณวุฒิดังกล่าว ดังนั้น คุณวุฒินี้จึงเป็นคุณวุฒิที่ ก.ค.ศ.รับรองภายหลังการเปิดรับสมัครสอบแข่งขัน จึงทำให้ผู้สอบแข่งขันได้รายนี้ขาดคุณสมบัติเฉพาะสำหรับตำแหน่งครูผู้ช่วย ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ค.ศ.กำหนด ทำให้หมดสิทธิที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้ง

จากกรณีที่นำมาเสนอในวันนี้ จะเห็นได้ว่าการตรวจสอบการรับรองคุณวุฒิและหรือสาขาวิชาที่จะใช้สมัครสอบแข่งขันฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ถึงแม้จะสอบแข่งขันได้ รอการบรรจุ หากคุณวุฒิที่นำมาสมัครสอบ ก.ค.ศ. ยังไม่ได้รับรองก็หมดสิทธิในการบรรจุแต่งตั้งเข้ารับราชการนะครับ ดังนั้นจึงขอฝากไปยังมหาวิทยาลัยทุกแห่งให้ตรวจสอบด้วยว่าคุณวุฒิและหรือสาขาวิชาที่เปิดสอนได้มีการเสนอให้ ก.ค.ศ.รับรองเพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยแล้วหรือไม่ ถ้ายังไม่ได้ดำเนินการก็ขอให้รีบดำเนินการโดยด่วนนะครับ เพื่อนักศึกษาของท่านจะได้ไม่เสียสิทธิเช่นเดียวกับกรณีนี้

–มติชน ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32475&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การตรวจสอบคุณวุฒิที่ใช้สมัครสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุเป็นครูผู้ช่วย Read More »

สพฐ.ระดมสมองปรับแนวทางสอนใหม่

22 เมษายน 2556

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เตรียมจัดเวทีเสวนาโต๊ะกลมเกี่ยวกับแนวคิดการปรับทิศทางของห้องเรียนในเร็ว ๆ นี้ โดยจะนำแนวคิดจากหนังสือ Flip Your Classroom ซึ่งเป็นแนวคิดที่ว่าด้วยการปรับทิศทางการจัดกิจกรรมในชั้นเรียนภายใต้บริบทของเทคโนโลยี ระบบไอซีทีที่ความรู้มีอยู่ทั่วทุกสถานที่และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลามาเป็นหลักในการเสวนา เพราะปัจจุบันการเรียนการสอนที่โรงเรียนใช้อยู่นั้น เด็กมีส่วนร่วมในชั้นเรียนน้อยมาก คือ ช่วงเวลา 5 นาทีแรกจะเป็นการนำเข้าสู่บทเรียน 20 นาทีต่อมาเป็นการบรรยาย จากนั้นเป็นเวลาของการสาธิต 10 นาที และ 5 นาทีสุดท้ายครูจะตั้งคำถามให้เด็กคิดและตอบ ดังนั้นจากนี้ไปจะต้องมีการปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนและการใช้เวลาในห้องเรียน โดยใช้เทคโนโลยีที่มีมาช่วยให้เกิดการประโยชน์คล้ายกับการใช้แท็บเล็ตเป็นเครื่องมือใช้ในการสืบหาข้อมูล

“ต่อไปเด็กจะมาเรียนโดยมีความพร้อมที่จะตั้งคำถามกับครู พร้อมที่จะเสวนาหรือถกแถลงในชั้นเรียนเกี่ยวกับเรื่องที่ครูมอบเป็นการบ้านให้กลับไปสืบค้นจากเนื้อหาที่มีอยู่ในแท็บเล็ตได้ ไม่ใช่มาเรียนด้วยสมองว่างเปล่าและรอรับความรู้จากครูซึ่งเป็นวิธีการแบบเดิม”เลขาธิการ กพฐ.กล่าวและว่า หากปฏิรูปกระบวนการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้สำเร็จเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อโรงเรียนที่มีข้อจำกัดได้ค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในโรงเรียนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะเด็กจะสามารถใช้เวลาเรียนด้วยตนเองได้มากขึ้น เวลาเรียนในห้องเรียนต่อวันและสัปดาห์จะลดลง แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน สื่อการเรียนการสอน ระบบอินเทอร์เน็ต แผนการสอนต้องมีความพร้อม รวมถึงครูต้องยอมรับและเข้าใจและพร้อมที่จะปรับตัวเข้าสู่การเรียนการสอนรูปแบบใหม่ด้วย.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32474&Key=hotnews

สพฐ.ระดมสมองปรับแนวทางสอนใหม่ Read More »

กศน.เน้นเรียนรู้เอง – เอ็นเน็ตผลพลอยได้

22 เมษายน 2556

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวกรณีผลคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ด้านการศึกษานอกโรงเรียน หรือ เอ็นเน็ต ประจำปีการศึกษา 2555 ที่ออกมาเฉลี่ยแต่ละวิชาค่อนข้างต่ำในทุกระดับว่า ฐานะที่ติดตามเรื่องการประเมินผลการศึกษาของผู้เรียน กศน.มาโดยตลอด หากมองในภาพรวม จากในอดีตที่ กศน.จัดทดสอบเอ็นทีกันเอง แล้วมาเข้าสู่ระบบเอ็นเน็ตที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เป็นผู้จัดถือว่า ผลการประเมินมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าคะแนนเฉลี่ยที่ได้จะต่ำกว่าร้อยละ 50 ก็ตาม แต่ก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจแล้วสำหรับผู้เรียนที่เป็นผู้ด้อยโอกาส พลาดโอกาส และขาดโอกาสทางการศึกษา

รองเลขาธิการ กศน. กล่าวต่อไปว่า ประเด็นหลักที่ทำให้ผลคะแนนออกมาไม่สูงนั้น น่าจะขึ้นอยู่กับตัวผู้เรียน เพราะคนที่เรียน กศน.ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่มีภาระมีแต่ความตั้งใจและต้องเจียดเวลามาเรียน ซึ่งประเด็นนี้เป็นพื้นฐานที่ทุกคนยอมรับได้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าการเรียน กศน. คือ การเรียนด้วยตนเอง ดังนั้นผู้เรียนต้องควบคุมตัวเองได้และต้องจัดเวลามาเรียนรวมถึงร่วมทำกิจกรรมด้วย ขณะเดียวกันกระบวนการเรียนการสอนของ กศน.เองก็ต้องมีการปรับปรุง ครูก็ต้องใกล้ชิดผู้เรียนมากขึ้นโดยต้องเป็นพี่เลี้ยงและเอาใจใส่ผู้เรียนให้มากขึ้นด้วย นอกจากนี้ถึงเวลาที่ต้องมีการทบทวนสื่อการเรียนการสอนของ กศน.ให้ตรงตามประเด็น เนื้อหาสาระ และมีระดับความยากง่ายตามระดับการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย รวมถึงต้องพัฒนาหลักสูตรโดยลดเนื้อหาบางวิชาลงซึ่งทางกลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียนกำลังศึกษาแนวทางอยู่

“ในอนาคตการเรียน กศน.จะต้องยึดหลัก “สอนน้อยเรียนมาก” ให้มากขึ้น คือ ผู้เรียนจะต้องแสวงหาความรู้ด้วยตัวเองมากขึ้น ซึ่งเป็นหลักปรัชญาการเรียนรู้ที่แท้จริงและสอดคล้องกับการเรียนตามแนวทางของ กศน. ซึ่งมั่นใจว่าผู้เรียน กศน.ทำได้แน่นอน โดยที่ผ่านมาก็มี กศน.อำเภอหลายแห่งที่ทำได้ผลเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าครูสามารถทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงและมีความสามารถในการมอบหมายงานเป็นอย่างดี” ดร.ชัยยศกล่าวและว่า หากสามารถปรับแนวทางการจัดการเรียนการสอนรวมถึงพัฒนาหลักสื่อและหลักสูตรต่าง ๆ ได้ประสบความสำเร็จ เชื่อว่าผลการทดสอบเอ็นเน็ตน่าจะดีขึ้นได้.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32473&Key=hotnews

กศน.เน้นเรียนรู้เอง – เอ็นเน็ตผลพลอยได้ Read More »

ศธ.ออกประกาศอัตราค่าเทอม EP อาชีวะ

22 เมษายน 2556

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ ได้ลงนามในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เรื่อง การเก็บเงินบำรุงการศึกษาในการจัดการเรียนการสอนอาชีวศึกษาภาคภาษาอังกฤษ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีสาระสำคัญคือ สถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนนอกเหนือหลักสูตรการศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้นักเรียนเกินมาตรฐานที่รัฐจัดให้ สามารถขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ตามความสมัครใจของผู้ปกครองและนักเรียน ดังนี้ ห้องเรียนพิเศษ English Program (EP) ระดับ ปวช.เก็บได้ไม่เกิน 25,000 บาทต่อคนต่อภาคเรียน ห้องเรียนพิเศษ Mini English Program (MEP) ระดับ ปวช. เก็บได้ไม่เกิน 17,500 บาท และห้องเรียนพิเศษด้านภาษาต่างประเทศ ด้านวิชาการ และด้านอื่น ๆ เช่น ห้องเรียนทฤษฎี และห้องเรียนปฏิบัติทางวิชาชีพ เก็บได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น และเหมาะสมกับสภาพฐานะทางเศรษฐกิจของท้องถิ่น  ยกเว้นค่าใช้จ่ายห้องเรียนพิเศษด้านภาษาอังกฤษเก็บได้ไม่เกินครึ่งหนึ่งของห้องเรียน MEP

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อไปว่า การเปิดห้องเรียนพิเศษของสถานศึกษาต้องได้รับอนุมัติจาก สอศ. และการเก็บเงินบำรุงการศึกษาต้องเป็นไปตามประกาศ ศธ. และต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการสถานศึกษา โดยประกาศให้ผู้ปกครองและนักเรียน นักศึกษาทราบล่วงหน้า และสถานศึกษาต้องพิจารณาให้การดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้อยโอกาส โดยไม่รอนสิทธิที่จะได้เรียนกับครูชาวต่างประเทศ โดยจัดให้ทุกคนได้เรียนสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 2 ชั่วโมง การเรียนการฝึกคอมพิวเตอร์ และการใช้บริการอินเทอร์เน็ตปีละ 40 ชั่วโมง เป็นต้น ทั้งนี้สามารถเก็บเงินบำรุงการศึกษาดังกล่าวได้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 เป็นต้นไป ส่วนสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร ปวช.ปกติ ไม่สามารถเรียกเก็บเงินจากผู้ปกครองได้ เนื่องจากรัฐบาลได้จ่ายเงินอุดหนุนให้แล้ว

“ปีการศึกษา 2555 สถานศึกษาในสังกัด สอศ. ได้มีการนำร่องจัดห้องเรียน EP, MEP และห้องเรียนพิเศษต่าง ๆ โดยส่วนใหญ่ไม่เก็บค่าใช้จ่าย แต่เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาเพิ่มเติมจากมาตรฐานทั่วไป ดังนั้นเพื่อให้การขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเป็นไปในแนวทางเดียวกัน การกำหนดหลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติดังกล่าวจึงเป็นการคุ้มครองผู้ปกครองไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32472&Key=hotnews

ศธ.ออกประกาศอัตราค่าเทอม EP อาชีวะ Read More »

ถกยุทธศาสตร์การศึกษาฯ Trip สุดท้าย ก่อนคลอดแผนยุทธศาสตร์การศึกษาชาติ

22 เมษายน 2556

เป็นครั้งสุดท้ายแล้วสำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ.2556-2558 ซึ่งครั้งนี้จัดขึ้นที่โรงแรมเดอะรีเจ้นท์ ชะอำ บีช รีสอร์ท หัวหิน-ชะอำ จ.เพชรบุรี โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายผ่านวีดิทัศน์ จากนั้น ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวสรุปภาพรวมจากการประชุมทั้ง 4 ภาค ท่ามกลาง ผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,600 คน

พลตรีศรชัย มนตริวัต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษาวิชาการทหาร กล่าวว่าปัจจัยสำคัญของการพัฒนาคุณภาพการศึกษาคือครู ซึ่งการพัฒนาครูเดินมาถูกทางแล้ว โรงเรียนที่มีครูเก่งๆ แม้จะอยูในที่ห่างไกลก็สามารถพัฒนานักเรียนให้เก่งได้ และควรส่งเสริมให้คนที่อยากเป็นครูให้ได้เรียนด้านครู ไม่ใช่เอาคนที่เรียนไม่เก่งหรือเรียนไม่ได้มาเป็นครู ในส่วน ของกระทรวงกลาโหมมีการจัดการศึกษาอยู่หลายหน่วยงาน เช่น โรงเรียนเตรียมทหาร โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า วิทยาลัยแพทย์ทหาร แต่ที่ผ่านมาการทำงานของกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงกลาโหมยังประสานงานกันน้อย อยากให้มีการประสานงานกันมากขึ้น

รศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร ประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ กล่าวว่า การจัดการศึกษาจะต้องให้ความสำคัญกับการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และการสร้างคนให้เป็นคนดีและคนเก่ง คือเป็นคนที่มีคุณธรรม จริยธรรมและใฝ่หาความรู้ ส่วนการจัดการเรียนการสอนจะต้องเป็นการเรียนรู้แบบวิจัยและเรียนโดยใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem based Learning) คือสอนให้รู้ปัญหาและหาวิธีแก้ เริ่มตั้งแต่เด็กโดยจัดเนื้อหา ให้ตรงกับวัย และยุคนี้เป็นยุคของเศรษฐกิจบนฐานวัฒนธรรม ดังนั้นควรจะใช้วัฒนธรรมไทยในการสื่อสารและเชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ

ศ.กิตติคุณ ดร.สมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงปี 2545 เป็นยุคที่ประเทศไทยเผชิญกับความไม่เสมอภาคทางการศึกษา ซึ่งปัจจุบันปัญหาดังกล่าวยังคงมีอยู่และยิ่งมีช่องว่างเพิ่มมากขึ้น และมีบางเรื่องที่ตั้งเป้าหมายไว้แต่ยังทำไม่ได้ เช่น การเพิ่ม โอเน็ตร้อยละ 40 และจะต้องใช้ยุทธศาสตร์ที่ผ่านมาเป็น บทเรียน สิ่งใดบ้างที่ทำแล้วไม่ประสบความสำเร็จ สิ่งใด ที่ทำแล้วประสบความสำเร็จและควรสานต่อ

รศ.นรีวรรณ จินตกานนท์ รองประธานคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา กล่าวว่า เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ทำให้คนทัดเทียมกัน แต่จะต้องไม่ทิ้งภูมิปัญญาและวัฒนธรรมไทยและควรบรรจุให้เข้าไปอยู่ในโลกไซเบอร์ด้วย และเห็นด้วยกับการเรียนภาษาเพื่อนบ้านเพื่อเตรียมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า เขมร ลาว นอกจากนี้การเรียนการสอนควรให้มีการเรียนเกี่ยวกับการเรียงความ ย่อความ และหน้าที่พลเมืองด้วย เพราะเด็กยุคนี้เขียนเรียงความ ย่อความไม่เป็น สุดท้ายจะต้องทำแผนที่สามารถแจ้งให้ทราบว่าอีก 5 ปีประเทศไทยต้องการคนอย่างไร เพื่อมหาวิทยาลัยจะได้ผลิตคนได้ตรงตามต้องการ

นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้นำเสนอ “ยุทธศาสตร์ประเทศ” (Country Strategy) ของกระทรวงศึกษาธิการ และรายงานผลการดำเนินงานด้านการศึกษาในระยะเวลาที่ผ่านมา โดยมีนักวิชาการศึกษาหลายท่านร่วมแสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา

ดร.วีระชัย เตชะวิจิตร์ ประธานกรรมการโรงเรียนนานาชาติเดอะ รีเจ้นท์ เสนอแนะว่า ควรปลูกฝัง คุณธรรมและทักษะสังคมให้กับเด็กตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาตอนต้นที่เรียกว่า C-GRIP คือการสอนให้เด็กเรียนรู้จากเหตุการณ์จริงหรือกิจกรรม ซึ่งประกอบด้วย Courage คือ กล้าคิด กล้าทำ Generosity ปลูกฝังเรื่องจิตอาสาช่วยผู้ที่ลำบากหรือด้อยกว่า, Resolution พัฒนาความสามารถและมองหาจุดบกพร่องของตนเองและสัญญาว่าจะไม่ทำอีก, Imagination พัฒนาความสามารถในการจินตนาการและค้นคิดของใหม่ที่เป็นประโยชน์หรือจินตนาการในการแก้ไขปัญหาที่เห็นซ้ำซากหรือเพิ่งเกิดใหม่, Principle การปลูกฝังคุณธรรมประจำใจ โดยใช้ประสบการณ์การเรียนรู้ การพัฒนาด้านคุณธรรมจริยธรรมและทักษะทางสังคมดังกล่าวข้างต้น เช่น สอนไม่ให้เด็กเกลียดชังเพื่อนต่างผิว เคารพ ความคิดเห็นของเพื่อน สามารถทำงานเป็นกลุ่มได้ ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักแบ่งปัน กล้าที่จะทำดี เป็นผู้นำและแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อน เห็นคุณค่าของตัวเอง มีความเมตตาและช่วยเหลือผู้อื่น

ดร.บูรพาทิศ พลอยสุวรรณ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ได้รายงานถึงการติดตาม ประเมินผลการจัดการศึกษาตามนโยบายรัฐบาลในพื้นที่ ภาคกลาง พบข้อมูลที่น่าสนใจคือ ครูคิดว่าวิชาในหลักสูตรที่ปรับปรุงใหม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตได้มากที่สุดคือ ภาษาไทย รองลงมาคือภาษาอังกฤษ ส่วนศิลปะนำไปใช้น้อยที่สุด สอดคล้องกับนักเรียนมัธยมที่เห็นว่าภาษาไทยใช้กับชีวิตประจำวันได้มากที่สุด ศิลปะน้อยที่สุด และนักเรียนมีความเห็นว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์มากที่สุด แต่ส่งเสริมด้านคุณธรรมจริยธรรม น้อยที่สุด ซึ่งตรงกันข้ามกลับครูและผู้บริหารที่เห็นว่า การจัดโครงการหรือกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม มีความเหมาะสมและเพียงพอ นอกจากนี้ยังพบว่าห้องสมุดโรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้ที่นักเรียนใช้มากที่สุด

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อได้ที่ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต กรุงเทพ 10300 โทรศัพท์ 0-2668-7123 ต่อ 2413, 2414, 2416 เว็บไซต์ www.onec.go.th

–มติชน ฉบับวันที่ 22 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32471&Key=hotnews

 

ถกยุทธศาสตร์การศึกษาฯ Trip สุดท้าย ก่อนคลอดแผนยุทธศาสตร์การศึกษาชาติ Read More »

องค์การค้าฯ เล็งจับมือจีนผุดโรงงานผลิตแท็บเล็ตขายในไทย

19 เมษายน 2556

ผุดโปรเจกต์ยักษ์ ! องค์การค้าฯ เล็งจับมือนักลงทุนจีนสร้างโรงงานผลิตแท็บเล็ตจำหน่ายในประเทศ เน้นผลิตแท็บเล็ตราคากลางๆ สบายกระเป๋า เน้นกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัด “สมมาตร” การันตี องค์การค้าฯ ไม่ต้องควักสักบาทแค่จัดหาสถานที่ ส่วนภาระอื่นๆ เครื่องจักร บุคลากร เป็นของผู้ลงทุนจากจีน ด้านบอร์ด สกสค.ดับฝันระบุแผนธุรกิจไม่ชัดเจนตีกลับพร้อมตั้งกรรมการศึกษารู้ผลภายใน 3 เดือน

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ว่า ในการประชุมบอร์ด สกสค.วานนี้ (18 เม.ย.) นายสมมาตร มีศิลป์ ผู้อำนวยการองค์การค้า ของ สกสค.ได้เสนอแผนธุรกิจร่วมทุนกับผู้ประกอบการจากประเทศจีน เพื่อเปิดโรงงานผลิตแท็บเล็ตสำหรับจำหน่ายในประเทศไทย ทั้งนี้ เพราะองค์การค้าฯ เล็งเห็นว่า ในอนาคตหนังสือเรียนจะถูกลดความสำคัญลง และถูกแทนที่ด้วยสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่อย่างแท็บเล็ต จึงต้องการเปิดตลาดทางด้านแท็บเล็ตเต็มตัว

นางพนิตา กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ตามแผนธุรกิจที่องค์การค้าฯ เสนอนั้น ระบุว่าองค์การค้าฯ จะเป็นผู้จัดหาสถานที่ให้ซึ่งเบื้องต้นองค์การค้าฯ ได้เสนอขอใช้ที่ดินโรงพิมพ์องค์การค้าฯ ลาดพร้าวมาปรับปรุงเป็นโรงงานผลิตแท็บเล็ต ขณะที่นักลงทุนจากจีนจะเป็นผู้ออกทุนในการก่อสร้างโรงงานทั้งหมด โดยมีกลุ่มลูกค้าเป้าหมายหลัก คือ นักเรียน เพราะถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีโครงการแจกแท็บเล็ตให้นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 1ไปบ้างแล้วแต่ก็ยังแจกไม่ครบทุกชั้นปี ยังมีนักเรียนจำนวนมากที่ไม่มีแท็บเล็ตใช้
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมพิจารณาแล้วเห็นว่าแผนการทำธุรกิจในการสร้างโรงงานผลิตแท็บเล็ตขององค์การค้าฯ นั้นยังขาดความชัดเจนและขาดรายละเอียดอยู่ในหลายเรื่องโดยเฉพาะไม่มีแผนบริหารความเสี่ยงจึงยังไม่อนุมัติโครงการดังกล่าว และให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาเรื่องนี้ก่อน มีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นตัวแทนจาก สกสค.และองค์การค้าฯ ส่วนที่ 2 ตัวแทนจากองค์กรหลักต่างๆ รวมถึงตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานปลัด ศธ.และส่วนที่ 3 องค์กรภายนอก เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ และกระเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที)

“บอร์ดได้ให้เวลาคณะทำงานต่างๆ ไปศึกษาเรื่องนี้เป็นเวลา 3 เดือน โดยเฉพาะศึกษาในประเด็นความคุ้มค่าในการลงทุน แล้วให้นำผลการศึกษามาหารือในบอร์ด สกสค.อีกครั้ง แล้วบอร์ดจะตัดสินใจบนพื้นฐานข้อมูลดังกล่าวว่าสมควรไฟเขียนให้โครงการหรือไม่ เพราะเสียงในที่ประชุมวันนี้บางส่วนเห็นว่าองค์การค้าฯ ควรจะเป็นตัวแทนจำหน่ายมากกว่า เพราะเป็นสิ่งที่องค์การค้าฯ ไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่ม ใช้ร้านค้าต่างๆ กว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศที่เป็นตัวแทนจำหน่ายองค์การค้าฯ มาเป็นที่ระบายสินค้าได้เลย อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตแท็บเล็ตจริงๆ จะต้องเปิดกว้างหาผู้ประกอบการที่ให้เงื่อนไขที่ดีที่สุดมาร่วมลงทุนโดยไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ประกอบการจากจีนที่องค์การค้าฯ ได้ไปประสานงานไว้เพราะการร่วมทุนกับต่างชาติเป็นเรื่องที่ยุ่งยากจะต้องดูเรื่องของหลักกฎหมายและต้องเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)” นางพนิตา กล่าว

ด้านนายสมสมาตร กล่าวว่า ตามแผนธุรกิจที่วางไว้นั้น องค์การค้าฯ จะเป็นผู้จัดเตรียมสถานที่ให้ โดยวางแผนดัดแปลงอาคารเหลือใช้ 1 หลังในบริเวณโรงพิมพ์ลาดพร้าวทำเป็นตัวโรงงาน ส่วนผู้ลงทุนจากจีนจะเป็นผู้จัดหาเครื่องจักร วิศวกร บุคลากร และเทคโนโลยีการในการผลิตแท็บเล็ต แต่ส่วนมูลค่าการลงทุนและการแบ่งปันกำไรนั้น ยังไม่ได้มีการกำหนด เพราะต้องรอให้บอร์ด สกสค.ไฟเขียวให้โครงการเดินหน้าได้ก่อน จึงจะสามารถเจรจาในรายละเอียดกับทางผู้ลงทุนได้
“วางแผนไว้ว่า ระยะแรกนั้น จะเป็นการทดลองตลาด เพราะฉะนั้น จะสร้างเป็นโรงงานขนาดกลางก่อน ส่วนตัวผลิตภัณฑ์นั้นอาจมีหลายรุ่นแต่จะเน้นผลิตแท็บเล็ตที่มีราคาปานกลาง ประมาณ 5,000-6,000 บาทต่อเครื่อง เพราะกลุ่มลูกค้าของโครงการนี้ จะเป็นนักเรียน ครูในต่างจังหวัด เพราะยังมีนักเรียน และครูอีกมากที่ยังไม่ได้รับแจกเครื่องแท็บเล็ตจากรัฐบาล และองค์การค้าฯ ก็มีร้านค้าตัวแทนในต่างจังหวัดอยู่แล้ว สามารถใช้เป็นช่องทางในการกระจายสินค้าได้“ นายสมมาตร กล่าวและว่า ขณะนี้ องค์การค้าเตรียมกำลังเตรียมเปิดร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์เพิ่มเติมในโรงเรียนอีกด้วยซึ่งได้สำรวจพื้นที่ไว้แล้วประมาณ 70 โรงและว่า โครงการนี้ไม่มีความเสี่ยงอย่างแน่นอน เพราะองค์การค้า ไม่ได้ลงทุนเพิ่มเติม แค่ดัดแปลงอาคารที่มีอยู่มาเป็นโรงงาน ภาระการลงทุนจะอยู่ที่นักลงทุนที่จะมาร่วมโครงการ

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32466&Key=hotnews

องค์การค้าฯ เล็งจับมือจีนผุดโรงงานผลิตแท็บเล็ตขายในไทย Read More »

“9 มทร.” ประชุมเตรียมรับมือ 19 สถาบันอาชีวะเปิด ป.ตรี

19 เมษายน 2556

นายนำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดี มทร. 9 แห่ง เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา 19 แห่ง และเตรียมความพร้อมจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ถึงปริญญาตรีนั้น คิดว่า มทร. 9 แห่ง คงไม่ได้รับผลกระทบเท่าใดนัก ที่ผ่านมาแต่ละ มทร.ได้เตรียมความพร้อม รวมถึงปรับหลักสูตรให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ทั้งนี้ ที่ประชุมอธิการบดี มทร. 9 แห่ง ยังได้พูดคุย และส่งสัญญาณเรื่องนี้ให้ทุกสถาบันเตรียมความพร้อมรับการแข่งขันที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต แต่คิดว่าทุกสถาบันต่างก็มีความเข้มแข็ง เพราะเตรียมความพร้อมมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปรับหลักสูตรปริญญาตรี 4 ปี เพื่อรองรับทั้งผู้ที่จบระดับ ม.6 และประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ขณะที่หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปี ที่จะรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เองก็ไม่ได้ทิ้ง แม้ที่ผ่านมาจะพบข้อมูลว่ามีนักเรียนให้ความสนใจเข้าเรียน ปวส.ทั้งสังกัด สอศ.และของโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนน้อยลงก็ตาม

“หลังจาก สอศ.เปิดสอนปริญญาตรี คิดว่าโรงเรียนอาชีวะเอกชน จะเป็นหน่วยงานที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะหลักสูตรที่เปิดสอนอาจไม่สอดรับกับหลักสูตรที่จะไปเรียนต่อในระดับ ปวส. หรือปริญญาตรี ดังนั้น ทำให้เด็กเลือกที่จะเรียนในสถาบันที่เรียน ปวช. หรือ ปวส.แล้วเรียนต่อที่เดียวจนจบปริญญาตรีได้เลย ซึ่ง มทร.เองอาจต้องคิด และเตรียมหลักสูตรเพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้ด้วย” นายนำยุทธ กล่าว

ที่มา: http://www.prachachat.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32465&Key=hotnews

“9 มทร.” ประชุมเตรียมรับมือ 19 สถาบันอาชีวะเปิด ป.ตรี Read More »

สอท.แนะนักเรียนให้รีบตัดสินใจเลือกคณะแอดมิชชัน

19 เมษายน 2556

สอท.ย้ำ นร.รีบตัดสินใจเลือกคณะแอดมิชชัน และตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการสมัครให้เรียบร้อย

นางศศิธร อหิงสโก ผู้จัดการสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ตามที่สอท.ได้เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชัน ประจำปีการศึกษา 2556 ระหว่าง วันที่ 11-21 เม.ย.2556 ทาง www.cuas.or.th ชำระเงินค่าสมัคร วันที่ 11-23 เม.ย.2556 ผ่านทางธนาคาร หรือ ณ ที่ทำการไปรษณีย์ไทย นั้น ข้อมูล วันที่ 18 เม.ย.2556 มีผู้สมัคร จำนวน 70,689 คน ชำระเงิน จำนวน 21,878 คน ซึ่งถือว่าจำนวนผู้ชำระเงินยังน้อย ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะว่านักเรียนยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเลือกคณะอะไร แต่ยังพอมีเวลาสมัครและชำระเงิน ดังนั้นตนฝากนักเรียนให้รีบตัดสินใจได้แล้ว รวมทั้งตรวจสอบการสมัครให้เรียบร้อยและชำระเงิน เพื่อการสมัครจะได้สมบูรณ์

ทั้งนี้ ขอฝากนักเรียนที่สมัครและชำระเงินเรียบร้อยแล้วให้ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลการสมัครทาง www.cuas.or.th ยื่นคำร้องขอแก้ไขข้อมูลส่วนตัวจนถึงวันที่ 26 เม.ย.2556 ทางโทรสารหมายเลข 0-2354-5155-6 ตรวจสอบคะแนนดิบที่ใช้ในการคัดเลือกฯ และรายชื่อนักเรียนที่ถูกตัดสิทธิ์แอดมิชชั่นกลาง วันที่ 28-30 เม.ย.2556 www.cuas.or.th ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกายวันที่ 9 พ.ค.2556 www.cuas.or.th สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย วันที่ 14-16 พ.ค.2556 และมหาวิทยาลัย/สถาบันอุดมศึกษาที่สอบได้ ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา วันที่ 22 พ.ค.2556 www.cuas.or.th

. –ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32464&Key=hotnews

สอท.แนะนักเรียนให้รีบตัดสินใจเลือกคณะแอดมิชชัน Read More »

เด็กไทยเสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ที่ญี่ปุ่น

19 เมษายน 2556

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์ และ สสวท. พานักเรียนยุววิจัยรุ่นแรกจากจังหวัดน่านและฉะเชิงเทรา เสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ร่วมกับนักเรียนจากทั่วโลก ที่ประเทศญี่ปุ่น

กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ(สดร.) ร่วมกับ กระทรวงศึกษาธิการ โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(สสวท.) นำนักเรียนยุววิจัยรุ่นแรกโชว์ผลงานวิจัยทางดาราศาสตร์ ณ มหาวิทยาลัยไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ในการประชุม Junior Session of Astronomical Society of Japan 2013 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยมีดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ พร้อมด้วยนายสุพจน์ วุฒิโสภณ หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาศาสตร์รากฐาน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.วิภู รุโจปการ วิทยากร และที่ปรึกษาโครงการ จาก Steward Arizona Observatory นำทีมนักเรียน 6 คน อาจารย์ที่ปรึกษา 2 คน จากโรงเรียนปัว จ.น่าน และโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา เดินทางไปนำเสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ระดับนักเรียน ในการประชุมดังกล่าว ซึ่งเป็นเวทีนำเสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ของยุววิจัยดาราศาสตร์จากทั่วโลก

ดร.ศรัณย์ โปษยะจินดา รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า สดร. ได้คัดเลือกโรงเรียน โรงเรียนปัว จ.น่านและโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งครูและนักเรียนจะมาอบรมพร้อมกันเพื่อเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการทำวิจัยทางดาราศาสตร์ นักเรียนจะต้องคิดโครงงานวิจัยขึ้นมาคนละ 1 เรื่องโดยมีครูที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำในการทำวิจัย มีทีมที่ปรึกษาช่วยเหลือในด้านเทคนิคดาราศาสตร์ต่างๆ แล้วคัดเลือกออกมา 6 โครงงาน นำไปเสนอผลงานใน Junior Session of Astronomical Society of Japan 2013 ขณะที่เด็กนักเรียนญี่ปุ่นมีการทำโครงงานทางดาราศาสตร์ในงานนี้กว่าร้อยโครงงาน ซึ่งญี่ปุ่นเน้นให้เด็กทำงานวิจัยอย่างมืออาชีพ เน้นการใช้ความคิด การวางแผน อุปกรณ์ต่างๆ ก็ขอยืมจากนักดาราศาสตร์สมัครเล่นใกล้เขตโรงเรียน รวมถึงการใช้กล้องโทรทรรศน์จากหอดูดาวซึ่งมีอยู่แทบทุกจังหวัด

สำหรับโครงงานวิจัยดาราศาสตร์ของเด็กไทยที่นำเสนอในการประชุมนี้ ค่อนข้างเป็นงานวิจัยในระดับสูง ทำการวิจัยโดยใช้กล้องโทรทรรศน์ที่ติดตั้งอยู่ ณ ประเทศชิลี ควบคุมระยะไกลผ่านระบบอินเทอร์เน็ต และเนื่องจากเป็นกล้องขนาดใหญ่จำเป็นต้องมีการให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด จึงดำเนินการผ่านโชเชียลเน็ตเวิร์ค ผลการวิจัยที่ได้อาจไม่ใช่องค์ความรู้ใหม่ แต่เด็กจะได้ฝึกฝนการทำงานวิจัยดาราศาสตร์อย่างเป็นระบบ ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เรียนรู้ด้วยตัวเอง รวมถึงการนำเสนอผลงานของตนให้เป็นที่ยอมรับ

อาจารย์จิราภรณ์ ก๋าแก้ว ครูจากโรงเรียนปัว จ.น่าน เล่าถึงประสบการณ์ที่ได้รับว่า เป็นโอกาสดีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่อยู่ห่างไกลได้เข้าร่วมโครงการฯ หากพูดถึงความรู้ด้านดาราศาสตร์ เด็กมักจะไม่เข้าใจ เด็กอยากรู้แต่ไม่มีใครอธิบาย แต่เมื่อเด็กได้มาเรียนรู้ ณ จุดนี้ เป็นสิ่งที่ดี และควรเปิดโอกาสให้เด็กที่สนใจไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนไหนได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้

นายตุลยรัฐ รัตนประภา นักเรียนที่นำเสนอผลงานวิจัย กล่าวว่า ดีใจที่ได้รับการคัดเลือกให้ไปนำเสนอผลงานทางด้านดาราศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่น และงานวิจัยนี้ ได้เรียนรู้ถึงวิธีในการทำวิจัยดาราศาสตร์ ฝึกฝนวิธีคิดอย่างเป็นระบบ และรู้จักวางแผนการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน

ผลงานวิจัยที่นำเสนอแบบปากเปล่าในการประชุมดังกล่าว จำนวน 6 โครงงาน ประกอบด้วย
1. คาบการแปรแสงของระบบดาวคู่อุปราคา V357 Peg โดย นางสาวรัตนาวดี ฑีฆะวงษ์ โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ ฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

2. ความหนาแน่นของดาวฤกษ์เป็นฟังก์ชันของละติจูดในกาแลกซีทางช้างเผือกที่ลองจิจูดที่ 0 โดย นายรัชชานนท์ บัวรอด โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ ฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

3. การหาความเร็วของดาวหาง C262p/McNaught-Russell ในเดือนตุลาคม 2555 โดย นายณปัณณ์ เจริญสินรุ่งเรือง โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฏิ์ ฉะเชิงเทรา จ.ฉะเชิงเทรา

4. การหาระยะห่างของดาราจักรแมกเจลแลนใหญ่จากการแปรแสงของดาวแปรแสงแบบเซเฟอิด โดย นางสาวชลียา พรมมา โรงเรียนปัว จ.น่าน

5. การวัดระยะห่างจากโลกถึงกาแลกซีด้วย Supernova la โดย นายวสุทิน ขอดแก้ว โรงเรียนปัว จ.น่าน และ

6. ความรีของกาแลกซี่ทรงรีในกระจุกกาแลกซี่ฟอร์ฟอร์แนกซ์ โดย นายตุลยรัฐ รัตนะประภา โรงเรียนปัว จ.น่าน

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32463&Key=hotnews

เด็กไทยเสนอผลงานวิจัยดาราศาสตร์ที่ญี่ปุ่น Read More »