Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

‘เสริมศักดิ์’ เล็งเสนอแขวน ‘ชินภัทร’ เปิดทาง ‘DSI’ เรียก 3 บิ๊ก สพฐ. สอบสวนโกงคัดเลือกครูผู้ช่วยสัปดาห์หน้า

28 มีนาคม 2556

ศึกษาธิการ * กระบวนการฟัน “คนโกง” สอบครูผู้ช่วยของ สพฐ.นิ่งสนิท “ชินภัทร” สั่งล้ม กก. 5 ชุดลงตรวจสอบ 10 พื้นที่แล้ว อ้างไม่มีมูล อย่าตรวจดีกว่า แต่ดีเอสไอยังเดินหน้าต่อ รับเป็นคดีพิเศษแล้ว เตรียมเรียก 3 บิ๊ก สพฐ. “ชินภัทรอนันต์-ไกร” มาสอบปากคำสัปดาห์หน้า ด้าน “เสริมศักดิ์” เล็งเสนอ “พงศ์เทพ” แขวน “เลขาฯ กพฐ.” เพื่อเปิดทางให้การตรวจสอบสะดวกขึ้น

กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยังจับมือใครดมไม่ได้ว่าขบวนการทุจริตสอบครูผู้ช่วยกรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หลังจากมติที่ประชุมมีคำสั่งให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ไปดำเนินการตรวจสอบใน 129 เขตพื้นที่ฯ ที่มีผลคะแนนสอบสูงผิดปกติ แต่มีแนวโน้มว่า อ.ก.ค.ศ.จะไม่ดำเนินการตามคำสั่ง โดยอ้างว่าเป็นปัญหาที่ส่วนกลางโดยเฉพาะคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และ สพฐ.จะต้องดำเนินการ

ทำให้ต่อมานายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จึงประกาศว่าจะแต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง 5 ชุด ที่มีผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธานเข้าไปตรวจสอบใน 10 เขตพื้นที่การศึกษา แต่ล่าสุดนายชินภัทรได้ยกเลิกแผนการแต่งตั้งคณะกรรมการทั้ง 5 ชุดแล้ว โดยอ้างว่าต้องการให้ฝ่ายนิติกรสอบสวนในทางลับก่อน เพราะก่อนหน้านี้มีกรณีของ สพป.ขอนแก่น เขต 3 ก็มีการสอบในทางลับก่อน เมื่อพบว่ามีมูลจึงตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง เพราะฉะนั้นเพื่อให้อยู่บนมาตรฐานเดียวกัน จึงยังไม่มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง แต่ให้สอบสวนทางลับก่อน
อย่างไรก็ตาม ทางด้านดีเอสไอยังคงเดินหน้าคดีทุจริตสอบครู โดยนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เปิดเผยว่า คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับเรื่องทุจริตการสอบครูผู้ช่วยของ สพฐ. เป็นคดีพิเศษแล้ว โดยหลังจากนี้จะเชิญผู้บริหาร สพฐ. ประกอบด้วย นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการ กพฐ., นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ. และนายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ เข้าให้ถ้อยคำกับดีเอสไอสัปดาห์หน้า เพื่อเร่งดำเนินการสอบสวน และประสานงานกับ ศธ. เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานตามเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด

วันเดียวกัน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วย ศธ. เปิดเผยว่า ได้ให้ข้อพิจารณาไปกับนายชินภัทร เลขาฯ กพฐ. ว่าควรให้รางวัลแก่ผู้ที่มาให้ข้อมูลการทุจริตสอบครูผู้ช่วย ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุดรธานี เขต 3 และ สพป.ยโสธร เขต 1 นอกจากนี้ ตนจะตั้งศูนย์อำนวยการสนับสนุนการทำงานของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา โดยตั้งผู้ตรวจราชการ ศธ. ทีมกฎหมาย เพื่อให้ข้อมูลและความช่วยเหลือ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ขณะเดียวกันตนจะออกไปตรวจเยี่ยมให้กำลังใจในพื้นที่ และจะเร่งรัดทำเรื่องนี้ให้เสร็จโดยเร็ว เพราะเป็นเรื่องใหญ่ที่กระทบภาพลักษณ์ครู

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการพิจารณาย้ายเลขาธิการ กพฐ.ระหว่างที่มีการสอบสวนหรือไม่ นายชินภัทรกล่าวว่า คงต้องดูก่อน และจะต้องหารือกับ รมว.ศธ. แต่โดยทั่วไปถ้ามีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยที่เกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ อาจจะมีผลต่อการสอบ สวน ไม่สะดวก และผู้ใต้บังคับบัญชาอาจไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ดังนั้นโดยหลักการจะมีการขอให้ขยับออกชั่วคราวระยะหนึ่ง

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจะพิจารณาโยกย้ายผู้บริหาร สพฐ. ในกรณีของการทุจริตสอบครูผู้ช่วยในเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ นั้น คงต้องดูข้อมูลก่อนว่ามีความเชื่อมโยงกับผู้บริหารบุคคลนั้นๆ หรือไม่ และต้องดูเป็นกรณีไป อีกทั้งตนก็ยังไม่ได้หารือกับนายเสริมศักดิ์ ซึ่งมีข้อมูลในเรื่องนี้มากกว่า ส่วนที่มีผู้กังวลว่าการยังไม่โยกย้ายผู้บริหารระดับสูงใน สพฐ. ทำให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เกิดความเกรงใจนั้น ทางดีเอสไอเป็นหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม เวลาจะมาสอบสวนไม่ต้องเกรงใจใครอยู่แล้ว เว้นแต่ว่าการที่ดีเอสไอเข้ามาสอบเจ้าหน้าที่ข้าราชการแล้ว และบุคคลเหล่านั้นไม่กล้าให้ข้อมูลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งในเรื่องนี้ขอให้ใจเย็น เพราะขณะนี้มีคนส่งข้อมูลเข้ามาเป็นระยะๆ.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32281&Key=hotnews

‘เสริมศักดิ์’ เล็งเสนอแขวน ‘ชินภัทร’ เปิดทาง ‘DSI’ เรียก 3 บิ๊ก สพฐ. สอบสวนโกงคัดเลือกครูผู้ช่วยสัปดาห์หน้า Read More »

สจล.ประกาศ 3 แนวทางพัฒนาสถาบัน สู่แถวหน้า ม.วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีอาเซียน

28 มีนาคม 2556

ศ.ดร.ถวิล พึ่งมา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า เป้าหมายที่สำคัญของ สจล.ที่จะต้องก้าวไปให้ถึง คือการพัฒนาให้สถาบันเป็นสถาบัน 1 ใน 5 ของประเทศไทยภายใน 4 ปี และการเตรียมความพร้อมในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาให้เป็นสถาบัน 1 ใน 3 ของประเทศไทย และเป็น 1 ใน 10 ของสถาบันการศึกษาชั้นแนวหน้าแห่งประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยเริ่มต้นพัฒนาผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์มาใช้ในการเรียนการสอน เนื่องจากเล็งเห็นว่าคณาจารย์และบุคลากรของสถาบันมีความรู้ ความสามารถและความเชี่ยวชาญในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และมีการผลิตผลงานทางวิชาการ ดังนั้น การใช้เทคโนโลยีเป็นตัวนำจะสามารถพัฒนาศักยภาพของสถาบันและพัฒนาคุณภาพนักศึกษาได้

อธิการบดี สจล.กล่าวว่า แนวทางที่ 2 คือ ผลงานวิจัยปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ชิ้นที่นำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้งานออกมาเป็นจำนวนมาก โดยอาจารย์ผู้มีความเชี่ยวชาญนำเสนอการเรียนการสอนควบคู่งานวิจัย เป็นสิ่งที่สถาบันต้องนำมาพัฒนาต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำไปพัฒนาชุมชน สังคมและประเทศได้ และแนวทางที่ 3 การพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้นักศึกษาเกิดการปรับตัวได้ในทุกภาคอุตสาหกรรม

“สิ่งที่สถาบันยังคงเน้นย้ำอย่างต่อเนื่อง คือการพัฒนาสถาบันไปสู่การเป็นสถาบันอันดับหนึ่งทางด้านวิทยา ศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเป็นที่พึ่งของสังคม พร้อมเดินหน้าปักหมุดกำหนดทิศทางการพัฒนาคุณภาพวิชาการให้ก้าวสู่ความเป็นสากลมากขึ้น เพื่อวางรากฐานสู่ความเป็นประชาคมอาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้ โดยจะพัฒนาทั้งด้านเทคโนโลยี ผู้นำ หลักสูตร บุคลากร และการพัฒนานักศึกษาสู่ระดับสากล ที่เน้นการเป็นสถาบันการศึกษาที่มีเทคโนโลยีอันล้ำสมัย โดยใช้เทคโนโลยีด้านการเรียนการสอนให้มีความล้ำหน้า นำวิทยาการใหม่เข้ามาใช้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ตลอดจนการพัฒนาอาคารเรียนไฮเทคที่ควบคุมและประเมินผลการเรียนการสอนได้จากส่วนกลาง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องการเน้นให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะของตนเองได้อย่างเต็มที่” อธิการบดี สจล.กล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32280&Key=hotnews

สจล.ประกาศ 3 แนวทางพัฒนาสถาบัน สู่แถวหน้า ม.วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยีอาเซียน Read More »

“กบข.”ยันใช้สิทธิกองทุนคุ้มฟุ้งได้ทั้งเงินก้อน-บำนาญ/ชี้สมาชิกลาออกไม่กระทบฐานะ

28 มีนาคม 2556

เลขาฯ กบข. แจงการใช้สิทธิกองทุนคุ้มกว่าการคำนวณบำนาญแบบเดิมระบุได้รับทั้งเงินก้อนและบำนาญ เผยผู้มีสิทธิเลือกออกจากกองทุนต้องเป็นผู้รับราชการก่อนปี 2540 ยันหากมีผู้ออกไม่กระทบฐานะกองทุน

น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัยเลขาธิการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)เปิดเผยว่า แนวทางการเปิดให้ข้าราชการสมาชิก กบข. ตัดสินใจเลือกแนวทางการออกจากเป็นสมาชิกกองทุน กบข. หรือว่าจะเป็นสมาชิกต่อไป นั้น กลุ่มที่มีสิทธิตัดสินใจเลือก จะเป็นกลุ่มที่เป็นสมาชิกกองทุน กบข.ก่อนปี 2540 ปัจจุบันเหลือประมาณ 700,000 คน ขณะที่ผู้เป็นข้าราชการหลังปี 2540 จะถูกบังคับเข้าเป็นสมาชิกตามกฎหมาย กบข.ที่มีประมาณ 500,000 คน

สำหรับกรณีกลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องนั้นส่วนใหญ่เป็นกลุ่มข้าราชการใกล้เกษียณอายุราชการและเงินเดือนเต็มเพดาน เมื่อออกไปปฏิบัติงานในเขตทุรกันดารจะได้เวลาทวีคูณ เช่น ทหาร ตำรวจ ครู สาธารณสุข เพราะเมื่อเวลาราชการผ่านไป ออกไปยังหน่วยงานต่างๆ จะได้รับผลตอบแทนเพิ่ม เมื่อกลับมาคำนวณเวลาทวีคูณแล้วอาจได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการรับเงินจากกองทุน กบข.ทำให้กลุ่มที่รู้สึกว่าเสียประโยชน์ไปต้องการกลับไปรับบำนาญตามกฎหมายเดิม แต่การตัดสินใจเลือกแนวทางใด ขึ้นอยู่กับข้าราชการแต่ละบุคคลที่มีภาระหนี้สิน หรือความจำเป็นส่วนตัว

ส่วนข้อสรุปทั้งหมดต้องรอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาและเสนอสภาในขั้นต่อไป และเมื่อเปิดให้ข้าราชการเลือกแนวทางการเป็นสมาชิกของ กบข.หรือไม่นั้น จะให้เลือกภายหลังกฎหมายบังคับใช้ 1 ปี หลังจากนั้นทยอยจัดสรรเงินและคาดว่าข้าราชการ 700,000 คนมีความเข้าใจต่อความจำเป็นในการเป็นสมาชิกกบข. จึงไม่ทำให้ต้องกระทบต่อฐานะการเงินที่อยู่ในการบริหารดูแล 580,000 ล้านบาท ขณะที่ข้าราชการหลังปี 2540 จำนวน500,000 คนไม่มีสิทธิเลือกออกจากการเป็นสมาชิก โดยจะใช้เงินประเดิม ซึ่งกันสำรองไว้ประมาณ 70,000 ล้านบาทจ่ายชดเชยให้กับข้าราชการที่เลือกทางลาออก

น.ส.โสภาวดี กล่าวอีกว่า สำหรับการชดเชยให้สมาชิกกองทุน กบข.ในปัจจุบัน เมื่อเกษียณอายุราชการจะได้รับผลประโยชน์ ประกอบด้วย เงินสะสมจากเงินเดือนร้อยละ 3 เงินสมทบจากรัฐบาลร้อยละ 3 เงินชดเชยคำนวณตามสูตรบำนาญของ กบข. ร้อยละ 2 และเงินประเดิมตามอายุราชการของแต่ละคนจึงเป็นผลประโยชน์จากเงิน 4 ก้อน และยังได้รับบำนาญอีกตามสูตรคำนวณของกบข.โดยใช้อัตราเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย คูณด้วยเวลาราชการหารด้วย 50 แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 70 ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย

ทั้งนี้แผนการบริหารกองทุน กบข.ยังคงยึดหลักไม่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ เพื่อรักษาผลประโยชน์ให้กับกองทุน ปัจจุบัน กบข. กำหนดสัดส่วนลงทุนในตราสารหนี้ประมาณร้อยละ 60-70 ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนในตลาดหุ้นและลงทุนในต่างประเทศ แต่ปัจจุบันเห็นว่าการลงทุนในพันธบัตรและตราสารหนี้มีดอกเบี้ยต่ำอาจทำให้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ จึงต้องการเพิ่มสัดส่วนไปลงทุนในตลาดหุ้นมากขึ้น เพราะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32279&Key=hotnews

 

“กบข.”ยันใช้สิทธิกองทุนคุ้มฟุ้งได้ทั้งเงินก้อน-บำนาญ/ชี้สมาชิกลาออกไม่กระทบฐานะ Read More »

เลื่อนรับตรงไม่แก้ น.ร.เมินโอเน็ต ‘แอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม’ เตรียมถก 2 เม.ย.

28 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม ประธานคณะทำงานแอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม ของที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวถึงกรณีที่นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) จะหารือนอกรอบกับ ทปอ.ขอให้สอบโอเน็ตก่อนการรับตรงเข้ามหาวิทยาลัย ภายหลังพบว่ามีนักเรียน ม.6 ทำคะแนนทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ได้คะแนนศูนย์เป็นจำนวนมาก โดยคาดว่ามีปัจจัยจากการที่เด็กสอบรับตรงได้ว่า เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจ แต่ข้อสังเกตที่ระบุว่า เด็กได้ที่เรียนจากการสอบรับตรงแล้ว ทำให้ไม่ตั้งใจสอบโอเน็ต น่าจะไม่สมเหตุสมผลและไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด เพราะคะแนนโอเน็ตไม่ดี อาจมีทั้งเด็กไม่ตั้งใจสอบ หรือเป็นเรื่องของการสอนในห้องเรียนด้วยก็ได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามเด็ก ม.6 ไม่ได้สอบรับตรงหมดทุกคน และเด็กที่สอบก็มีทั้งเก่งและไม่เก่ง รวมทั้งเด็กที่สอบรับตรงบางสาขา เช่น รับตรงของกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ซึ่งตนมั่นใจว่าเด็กจะต้องตั้งใจสอบโอเน็ตสูงมาก เพราะคะแนนโอเน็ตเป็นเงื่อนไขหนึ่งในการคัดเลือก ดังนั้น หากจับประเด็นปัญหาไม่ถูก อาจทำให้หลงทิศได้ ส่วนที่เสนอให้สอบโอเน็ตก่อนการรับตรงนั้น ที่ผ่านมาแอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม พยายามขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยรับตรงช่วงเดือนมกราคม เพื่อให้เด็กเรียนจบหลักสูตร หากให้ขยับการรับตรงไปเดือนกุมภาพันธ์ก็ทำได้ โดยให้เดือนมกราคม เป็นการสอบทั้งโอเน็ต, วิชาสามัญ 7 วิชา และการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) แต่อาจมีปัญหาว่าจะทำให้เด็กเครียด ดังนั้น การจะปรับการสอบ คงต้องดูช่วงเวลาให้เหมาะสม ทางออกคือ ทั้ง ทปอ. แอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) น่าจะหาเวทีหารือกัน จะได้เข้าใจปัญหาต่างๆ ตรงกัน แต่อย่างไรก็ตามตนจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุมแอดมิสชั่นส์ฟอรั่มวันที่ 2 เมษายนนี้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32278&Key=hotnews

เลื่อนรับตรงไม่แก้ น.ร.เมินโอเน็ต ‘แอดมิสชั่นส์ฟอรั่ม’ เตรียมถก 2 เม.ย. Read More »

ประกาศผล ม.1 สพม.เขต 2 ล้น 5.6 พัน เล็งเกลี่ยลงโรงเรียน’สหวิทยาเขต-สหกิจศึกษา’ แนะพ่อแม่อย่ารอร.ร.ดัง-เขต 1 กทม. ยังว่าง 3 พัน

28 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม นายสัจจา ศรีเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2 กรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า การประกาศผลการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2556 ในวันนี้ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งใน สพม.เขต 2 กทม.หลังการประกาศผลการสอบคัดเลือกนักเรียนทั่วไป และในเขตพื้นที่บริการ จะมีนักเรียนที่ยังไม่มีที่นั่งเรียนประมาณ 5,600 คน แต่ขณะนี้มีที่นั่งสำรองที่จะรับเข้าเรียนได้เพียง 1,400 คน ดังนั้น จึงต้องรอนักเรียนที่สอบติดโรงเรียนดัง และสละสิทธิจากโรงเรียนทั่วไป รวมถึงรอผลการจับสลากนักเรียนในเขตพื้นที่บริการเข้าเรียนในวันที่ 31 มีนาคมนี้ ซึ่งจะทำให้ทราบจำนวนที่นั่งว่างที่จะรองรับ และเกลี่ยนักเรียนเข้าไปเรียนได้ทั้งหมด จะทำให้ทราบจำนวนนักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียน เพราะเด็กเหล่านี้ไปสมัครสอบในโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง และโรงเรียนทั่วไปด้วย ทั้งนี้ หลังจากการจับสลาก เด็กคนใดที่ยังไม่มีที่เรียน ให้แจ้งชื่อที่เขตพื้นที่การศึกษาระหว่างวันที่ 7-8 เมษายน เพื่อเกลี่ยไปเรียนยังโรงเรียนสหวิทยาเขตอื่นๆ ที่ใกล้เคียงต่อไป

“อาจมีผู้ปกครองหลายคนไม่พอใจให้เกลี่ยบุตรหลานไปยังโรงเรียนสหวิทยาเขต และต้องการให้บุตรหลานเรียนในโรงเรียนที่มีชื่อเสียง ซึ่งเขตพื้นที่ฯอยากชี้แจง และทำความเข้าใจกับผู้ปกครองว่าอย่าไปยึดติดกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียง เพราะการจะให้บุตรหลานของตนเองได้เรียนโรงเรียนดีๆ จะต้องดูศักยภาพของผู้เรียนด้วย ฉะนั้น หากจะรอที่นั่งว่างจากโรงเรียนดังจึงเป็นเรื่องยาก สำหรับวิธีการเกลี่ยนักเรียนจะเกลี่ยภายใน 11 กลุ่มสหวิทยาเขตทั้งหมดก่อน หากเต็มก็จะเกลี่ยไปยังโรงเรียนสหกิจศึกษาของ กทม.และยังมีโรงเรียนเอกชนหลายแห่งใน สพม.เขต 2 กทม.ที่ยังมีที่ว่างรับได้อีก ดังนั้น ปีนี้นักเรียนชั้น ม.1 จึงไม่น่ามีปัญหาจนน่าห่วง ส่วนการประกาศผลสอบนักเรียนชั้น ม.4 จะประกาศผลในวันที่ 28 มีนาคมนี้” นายสัจจากล่าว

นายสายัณห์ รุ่งป่าสัก ผู้อำนวยการ สพม.เขต 1 กทม.กล่าวว่า การรับนักเรียนชั้น ม.1 ในเขตพื้นที่ฯ ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องเด็กล้น เนื่องจากขณะนี้มีที่นั่งว่างรับนักเรียนได้อีกประมาณ 3,000 คน ส่วนชั้น ม.4 รับได้อีก 1,000 กว่าคน ถึงแม้ว่าในปีนี้จะมียอดสมัครประมาณ 26,000 คน แต่ส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มาจากต่างจังหวัด และเด็กที่มาจากเขตพื้นที่ฯ อื่น ฉะนั้น เมื่อประกาศผลสอบ และจับสลากแล้ว จะมีเด็กที่อยู่ใน สพม.เขต 1 กทม.มีที่เรียนเพียงพอกับที่นั่งว่างอย่างแน่นอน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32277&Key=hotnews

ประกาศผล ม.1 สพม.เขต 2 ล้น 5.6 พัน เล็งเกลี่ยลงโรงเรียน’สหวิทยาเขต-สหกิจศึกษา’ แนะพ่อแม่อย่ารอร.ร.ดัง-เขต 1 กทม. ยังว่าง 3 พัน Read More »

จี้ 19 อาชีวะ ผลิตคนรองรับ’รางรถไฟ’

28 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 27 มีนาคม ที่โรงแรมเอเชีย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวมอบนโยบายการดำเนินงานขับเคลื่อนสถาบันการอาชีวศึกษา โดยมีนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษา คณะกรรมการสถาบันทั้ง 19 แห่ง และผู้เกี่ยวข้องเข้าร่วมว่า ขอให้สถาบันการอาชีวศึกษา เปิดสอนสาขาที่เป็นความต้องการของภาคอุตสาหกรรม บริการในพื้นที่ วางแผนการผลิตคนไม่ให้ซ้ำซ้อนกัน ซึ่งต้องทำงานร่วมกับภาคเอกชน ภาคอุตสาหกรรม รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

นายพงศ์เทพกล่าวว่า ความต้องการแรงงานที่ต้องจับตาเป็นอันดับต้น คือ การผลิตกำลังคนรองรับการขนส่งระบบราง ทั้งใต้ดิน บนดิน ซึ่งต้องใช้กำลังคนมหาศาล โครงสร้างสถาบัน ต้องสามารถดึงดูดผู้ปกครอง นักเรียนได้ และสิ่งที่ใช้ได้ผลคือ การประกันอนาคตที่ดีให้ผู้เรียน ซึ่งพูดได้เต็มปากว่า เรียนสายนี้มี งานทำแน่นอน ถ้าทำให้เด็กเห็นอนาคต จะเต็มใจ เรียน รัฐบาลต้องการปรับสัดส่วนการเรียนต่อสายอาชีพและสายสามัญเป็น 50:50 จากปัจจุบัน นักเรียน 64% เลือกเรียนสายสามัญ เหลือแค่ 36% เรียนต่อสายอาชีพ ฉะนั้น เป็น ภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีว ศึกษา (สอศ.) ที่ต้องหาทางให้บรรลุเป้าหมาย

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า หลังจากนี้คณะกรรมการสภาสถาบันแต่ละแห่ง จะต้องไปพิจารณาหลักสูตรที่ได้มีการยกร่างไว้แล้ว และนำเสนอต่อที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (บอร์ด กอศ.) ในวันที่ 10 เมษายนนี้ เพื่อให้ความเห็นชอบและเปิดรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2556 โดยปีแรกมีแผนที่จะเปิดรับปริญญาตรี 85 วิทยาลัยใน 19 สถาบัน จำนวน 16 สาขาวิชา วิทยาลัยแต่ละแห่ง รับแห่งละ 20 คน รวม 1,720 คน โดยแต่ละวิทยาลัยจะเปิดสอน 1 สาขาในวิชาที่ตนเองมีความพร้อมที่สุด ซึ่งการรับนักศึกษาจะเปิดรับนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จากทุกสังกัด แต่ไม่รับประกันว่าเด็กที่สมัครจะได้เรียนทุกคน เพราะจะเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32276&Key=hotnews

จี้ 19 อาชีวะ ผลิตคนรองรับ’รางรถไฟ’ Read More »

จำนวนครู น่าเป็นห่วงมากกว่าคุณภาพการสอน 0 คน

zero teacher in school
zero teacher in school

พบข้อมูลจำนวนครูต่อโรงเรียน แล้วรู้สึกน่าเป็นห่วงมี 2 กรณี
กรณีแรกที่เข้าข่ายน่าเป็นห่วงมาก คือ ทั้งโรงเรียนมีครู 1 คน
กรณีที่สองที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือ ทั้งโรงเรียนมีครู 0 คน

จากข่าววิชาการเรื่อง “ปัญหาการศึกษาไทยถอยหลังลงคลอง ชี้การเรียนการสอนด้อย-ขาดจิตสำนึก” ที่  ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะกลุ่มเป้าหมายครูเพื่อสังคม
ในหัวข้อเรื่อง”บทบาทของครูต่อการศึกษา สังคมและประเทศชาติ
ชี้ว่า ปัญหาของการศึกษาไทยในขณะนี้มีอยู่ 3 เรื่อง
1. ปัญหาการขาดความรับผิดชอบของครู ทั้งที่มีการให้งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท หรือแม้แต่การเพิ่มเงินเดือนครูให้มากขึ้น แต่กลับปรากฏว่าการเรียนการสอนไม่ดีขึ้น และส่งผลให้สัมฤทธิ์ผลทางการเรียนไม่ปรากฏ
2. ปัญหาความแตกต่างทางการศึกษา จากอัตราครูที่สูงขึ้น เงินเดือนที่สูงขึ้น มีผู้บริหารจำนวนมากขึ้น แต่การศึกษากลับถดถอยไม่มีความก้าวหน้า
3. เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรงระหว่างโรงเรียนในเมืองหลวง เมืองใหญ่ และชนบท ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่ เพราะระบบการเมืองที่ล้มลุกคลุกคลาน ไม่เข้มแข็ง ไม่มั่นคง แต่ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนที่มีการจัดการเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ
บรรทัดสุดท้ายชี้ว่า
ขณะนี้มีโรงเรียนอีกหลายพันแห่งที่มีครูคนเดียว แต่ต้องสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151501840442272&set=a.423083752271.195205.350024507271
http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32209&Key=hotnews
http://202.143.169.168/emis/table_school.php?areaid=50

จำนวนครู น่าเป็นห่วงมากกว่าคุณภาพการสอน 0 คน Read More »

สถิติจำนวนนักเรียนในแต่ละโรงเรียน

ศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
(Office of the basic education commission department operation center)

ได้จัดทำสรุปรายงานข้อมูลจาก data on web ได้ละเอียด มีระบบช่วยค้นหาโรงเรียน มีเมนูสำหรับโรงเรียน ได้แก่  1) คำอธิบายการกรอกข้อมูล 2) สำหรับเขตพื้นที่การศึกษา 3) กรอกข้อมูลโรงเรียนรัฐบาล 4) กรอกข้อมูลโรงเรียนเอกชน 5) รายงานข้อมูลโรงเรียนรัฐบาล 6) รายงานข้อมูลโรงเรียนเอกชน 7) ตรวจสอบการส่งข้อมูล 8) สรุปการรายงานข้อมูล ซึ่งข้อมูลหนึ่งที่ลองเข้าไปดู คือ สรุปภาพรวมโรงเรียนทุกสังกัด จำนวนนักเรียน และจำนวนห้องเรียน

information eis
information eis

http://doc.obec.go.th/doc/web_doc/information_eis.htm

สถิติจำนวนนักเรียนในแต่ละโรงเรียน Read More »

ปี 2554 ประเทศมีอัตราส่วนครู 20 ต่อ 1

student and teacher 2554
student and teacher 2554

ข้อมูลจำนวนครู จำนวนอาจารย์ และผู้สอนในปีการศึกษา 2554
ณ วันที่ 4 กันยายน 2555
พบว่า ประเทศไทยมีครู/คณาจารย์/ผู้สอน
จำนวน 696,231 คน ดูแลนักเรียน นิสิต นักศึกษา จำนวน 13,954,735 คน
คิดเป็นนักเรียน 20.04 คนต่อครูหนึ่งคน
http://www.moc.moe.go.th/ViewContent.aspx?ID=4281

ปี 2554 ประเทศมีอัตราส่วนครู 20 ต่อ 1 Read More »

ปฏิรูปบทบาทเด็กไทย พัฒนาอย่างไรสู่ ‘อาเซียน’

27 มีนาคม 2556

พลาดิศัย จันทรทัต

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญในภารกิจพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนไทย ควบคู่กับการฉลองครบรอบการก่อตั้ง 15 ปี “สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว” ม.มหิดล จึงจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 2 เรื่อง “การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนสู่ประชาคมอาเซียน” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

การประชุมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาคีด้านสังคมอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มาร่วมสร้างภูมิคุ้มกันให้ ‘เด็กไทย’ ได้มีความพร้อมและคุณสมบัติที่เพียงพอต่อการเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน ซึ่งเหลือเวลาไม่ถึง 2 ปีนับจากนี้
เพื่อกะเทาะโจทย์ต่างๆ ให้เห็นถึงแก่น เจ้าภาพจึงแบ่งประเด็นเสวนาออกเป็น 6 ห้องย่อย ให้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเด็กและเยาวชน ด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านแพทยศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ หรือด้านพฤติกรรมศาสตร์ ได้ปล่อยของ และร่วมถกกรณีศึกษา รวมถึงเปิดรับข้อคิดข้อเสนอ ตลอดจนบทความวิจัยจากผู้ร่วมงาน

ประกอบด้วย ห้องการพัฒนาศักยภาพของสมอง และการรู้คิดของเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ห้องการพัฒนาศักยภาพด้านอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรมของเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ห้องการพัฒนาศักยภาพด้านสังคม วัฒนธรรมของเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
ห้องบทบาทของการศึกษา ต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ห้องบทบาทของสื่อและเทคโนโลยี ต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน และห้องการพัฒนาศักยภาพเด็กด้อยโอกาส เด็กชายขอบ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

สำหรับเวทีบท บาทการศึกษานั้น ‘ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์’ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ หน.กลุ่มที่ปรึกษา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ง มองว่าประเทศไทยมีต้นทุนด้านภาษา และวัฒนธรรม เพราะภูมิประเทศตั้งอยู่ใจกลางนานาประเทศ ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ไม่เว้นแม้กระทั่งพี่บิ๊ก อย่างจีน
ดังนั้นเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีพรมแดนติดกับเพื่อนบ้าน จึงมีต้นทุนทางด้านภาษา เช่น ภาคใต้พูดภาษามลายู ภาคเหนือพูดภาษาไทยใหญ่ ภาษาพม่า ภาคอีสานพูดภาษาลาว ภาษากัมพูชาได้

ในส่วนของการศึกษานั้น ถึงจะอยู่ในระดับปานกลางหากเทียบกับชาติสมาชิกที่เหลือ แต่ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของประเทศ หากเราดึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของแต่ละประเทศ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่การศึกษาไทยจะถีบตัวไปถึงระดับต้นๆ ได้
ส่วนสิ่งที่เป็นจุดอ่อนสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยนั้น คุณหมอชี้ว่าคือความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมต้องการให้เด็กมีให้เด็กเป็น ฉะนั้นครูควรส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ หรือเรียนรู้จากชุมนุมชมรมต่างๆ เพราะจะเกิดประโยชน์กับตัวเด็กในด้านการคิดวิเคราะห์ ที่นอกเหนือจากกรอบการเรียนรู้ในชั้นเรียนอย่างมหาศาล

นอกจากนี้เด็กไทยต้องมี Self Learning หรือการสร้างโอกาสให้ตัวเอง โดยเฉพาะทักษะการอ่าน ทักษะการใช้ไอที ตลอดจนพฤติกรรมของผู้ปกครอง หรือParent Support Learning ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเด็กอนุบาลไปจนถึงประถมศึกษา จำเป็นต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้ปกครอง เช่น ช่วยลูกทำการบ้าน หรือเข้าเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่ส่งลูกไปเรียนพิเศษอย่างในปัจจุบัน
“สิ่งสำคัญอีกประการคือการเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งเด็กไทยครองแชมป์การใช้เพื่อบันเทิงเป็นหลัก หากไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ เด็กไทยวัยก่อนเรียน วัยเรียน และวัยรุ่นจะได้รับบาป 12 ประการ วัยก่อนเรียนจะสมาธิเสีย ทักษะสังคมไม่พัฒนา และการเรียนรู้ต่ำ เด็กวัยเรียนจะอ้วน เสพติดความรุนแรง ติดเกม และวินัยรวมทั้งการเรียนเสีย ส่วนวัยรุ่นจะค่านิยมพฤติกรรมทางเพศเสีย ค่านิยมการบริโภคเปลี่ยน มีพฤติกรรมรังแกและล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต และสุดท้ายคือติดอินเตอร์เน็ต” หมอยงยุทธกล่าว

ก่อนแนะนำปิดท้ายว่า ผู้ปกครองจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกผ่านหลักการง่ายๆ คือ 3 ต้อง ได้แก่ ต้องกำหนดโปรแกรมที่จะเล่น ต้องกำหนดเวลา และต้องใช้เวลาร่วมกันในการใช้อินเตอร์ เน็ต และ 3 ไม่ คือ ไม่มีอินเตอร์เน็ตในห้องนอนลูก ไม่เป็นแบบอย่างที่ผิดในการเล่นอินเตอร์เน็ต และไม่ใช้อินเตอร์เน็ตในเวลาครอบครัว
ด้าน อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดการประชุม ตอนหนึ่งว่า หากพูดถึงระบบการศึกษาไทย ยังมีสองสิ่งที่ไทยไม่เคยทำอย่างจริงจัง นั่นก็คือ การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน และคุณภาพของครู

“ครูต้องปรับเปลี่ยนจากสอนทั้งชั่วโมง โดยให้เด็กก้มหน้าก้มตาจดอย่างเดียว มาเป็นสอนน้อยลงและเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น ผิดถูกไม่สำคัญ เพราะประโยชน์คือเด็กได้คิดวิเคราะห์ โดยที่ครูสามารถสรุปสาระในท้ายชั่วโมงได้”

หวังว่าข้อคิดดีๆ และบทสรุปที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ จะนำไปสู่หนทางการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้การพัฒนาต่อยอดงานวิจัย หรือผลักดันไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่นำร่อง ตลอดจนทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้ เกิดขึ้นจริงในสังคมนี้

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32267&Key=hotnews

ปฏิรูปบทบาทเด็กไทย พัฒนาอย่างไรสู่ ‘อาเซียน’ Read More »