Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

วิทยาลัยชุมชุมสตูลคลอด 4 ยุทธศาสตร์รับอาเซียน

29 มีนาคม 2556

สตูล/ นายนำชัย กฤษณาสกุล ผอ.วิทยาลัยชุมชนสตูล กล่าวว่า ทางวิทยาลัยชุมชนสตูลตระหนักถึงความสำคัญของการเรียนรู้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเรียนรู้ทางด้านภาษา ที่มีความจำเป็นจะต้องใช้ร่วมกับอีก 9 ประเทศเพื่อนบ้าน หรือประเทศอาเซียน และในปี 58 นี้ เมื่อประเทศไทยมีการเปิดอาเซียน เราจำเป็นที่จะต้องมีการพบปะแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย การท่องเที่ยว การศึกษาเล่าเรียน ซึ่งล้วนแต่มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเรียนรู้วัฒนธรรมของแต่ละประเทศให้ท่องแท้ ก่อนที่จะมีการพบปะแลกเปลี่ยน หรือการค้าขายซึ่งกันและกัน ดังนั้นทางวิทยาลัยชุมชนสตูลจึงได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอน และการอบรมขึ้นในพื้นที่ จ.สตูล

โดยประกอบไปด้วย 1.การยกระดับการท่องเที่ยวของชุมชน ซึ่งขณะนี้ได้มีชุมชนท่องเที่ยวเกิดขึ้นในพื้นที่ จ.สตูล ถึง 12 ชุม และอาจจะเกิดขึ้นมากกว่านี้ในไม่ช้านี้ จึงได้เปิดอบรมให้แก่ชุมชนท่องเที่ยวทั้ง 12 ชุมชน ในเรื่องของการทำอาหาร การบริการแก่นักท่องเที่ยว ที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวยังชุมชนของตนเอง 2.เปิดกว้างในเรื่องของเรียนการรู้เรื่อง ภาษาโดยประกอบไปด้วย ภาษามาลายู ภาษาจีน ภาษอังกฤษ หากเปิดอาเซียนแล้วเราไม่สามารถที่จะพูดหรือสื่อสารกันได้ ก็จะทำให้การติดต่อเป็นไปอย่างยากลำบาก ดังนั้น จึงเร่งในเรื่องการเปิดสอนภาษาให้แก่พี่น้องประชาชนเสียก่อน 3.ทางวิทยาลัยชุมชนเองได้เข้าร่วมจัดทำหลักสูตรแห่งชาติ ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ในวันที่ 21-27 เมษายน 2556 นี้ เพื่อให้การศึกษาของวิทยาลัยชุมชนเองมีความก้าวหน้าระดับเดี่ยวกับมาเลเซีย 4.จัดทำตลาดกลางทางอิเลคทรอนิกส์เพื่อให้สินค้าโอท็อป แหล่งท่องเที่ยวและรีสอร์ทต่างๆ ได้สามารถขายสินค้าได้ทางเว็บไซต์ และขณะนี้เป็นที่นิยมของคนทั่วโลก โดยโครงการนี้ได้ทำร่วมกับพาณิชย์จังหวัดสตูล

ผอ.วิทยาลัยชุมชนสตูล กล่าวอีกว่า สำหรับการเรียนการสอนทุกโครงการนั้น ทางวิทยาลัยชุมชนสตูล จะมีตัวชี้วัดผู้เรียน ว่าเมื่อเรียนจบออกไปแล้วนั้น ผู้เรียนสามารถนำไปใช้ได้มากน้องเพียงใด และมีการติดตามผลทุกหลักสูตรการเรียนการสอนที่เปิดเรียน

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32301&Key=hotnews

วิทยาลัยชุมชุมสตูลคลอด 4 ยุทธศาสตร์รับอาเซียน Read More »

ส่งทีมอาสาติวภาษานักเรียน

29 มีนาคม 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จัดกิจกรรมต้อนรับหน่วยอาสาสมัครเพื่อสันติภาพสหรัฐอเมริกา (Peace Corps) รุ่นที่ 125 จำนวน 47 คน ซึ่งจะมาสอนภาษาอังกฤษให้กับนักเรียนในโรงเรียนสังกัดสพฐ.ระดับประถมศึกษา และโรงเรียนขยายโอกาสทั่วประเทศ 2 ปี โดยกิจกรรมดังกล่าวได้รับเกียรติจากนางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย มาร่วมเปิดงานเมื่อ วันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา โดยอาสาสมัครดังกล่าวเริ่มเข้ามาในไทยตั้งแต่ปี 2505 อาสาสมัครดังกล่าวจะแบ่งการทำงานเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มแรกไปทำงานกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น จะเน้นจัดกิจกรรมในชุมชน ส่วนกลุ่มที่ 2 มาทำงานร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะมีจำนวน 40 คน โดยจะกระจายไปทำงานในโรงเรียนตามจังหวัดต่างๆ

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า กลุ่มอาสาสมัครนี้จะร่วมมือกับครูในโรงเรียนอย่างใกล้ชิด ตามวัตถุประสงค์ 2 ประการ 1.ครูที่สอนระดับประถมในชนบทจะพัฒนาเทคนิคการสอน และวิธีการสอนให้นักเรียนมีส่วนร่วมไปกับการใช้ภาษาอังกฤษและวิชาอื่นๆ 2.ชุมชนในชนบทจะร่วมมือกันทำให้คุณภาพชีวิตของนักเรียน และครอบครัวดีขึ้น โดยครูเหล่านี้จะเข้ามาช่วยสอนภาษาให้กับเด็กนักเรียน และจะมาแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับคนในพื้นที่ต่างๆ ด้วย โดยโรงเรียนจะคอยดูแลจัดที่พักและอาหารให้ รวมทั้งจะมีครูประจำคอยดูแลอาสาสมัครด้วย

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32299&Key=hotnews

ส่งทีมอาสาติวภาษานักเรียน Read More »

ศึกษาไทย เจ้าภาพสภาซีเมค’58 มอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี”

29 มีนาคม 2556

เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ

สิ้นสุดการเดินทางเยือนกรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเพื่อร่วมการประชุมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(สภาซีเมค) ครั้งที่ 47(47th SEAMEO Council Conference: SEAMEC)ระหว่างวันที่ 19-21 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา ของคณะผู้แทนไทยที่มีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)เป็นหัวเรือใหญ่ พ่วงด้วยลูกเรือระดับผู้บริหาร นายสมบัติ สุวรรณพิทักษ์รองปลัด ศธ. น.ส.ดุริยา อมตวิวัฒน์ ผอ.สำนักความสัมพันธ์ต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ โดยการประชุมครั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการและฝึกอบรมสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เป็นเจ้าภาพจัดขึ้น

สำหรับการประชุมสภาซีเมค เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีศึกษาของกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ประกอบด้วยประเทศสมาชิกจาก 10 ประเทศกลุ่มอาเซียนบวกติมอร์เลสเต เป็น 11 ประเทศ และยังมีสมาชิกสมทบอีก 6 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศสเยอรมนี นิวซีแลนด์ เนเธอร์แลนด์ สเปน และล่าสุดการประชุมครั้งที่47 ได้รับรองสหราชอาณาจักร เข้าเป็นสมาชิกสมทบเพิ่มลำดับที่ 7 ด้วย

ตลอดเวลา 3 วันของการร่วมประชุม นายพงศ์เทพ เปิดเผยถึงบทบาทของประเทศไทยในเวทีสภาซีเมค ว่า การประชุมสภาซีเมค เป็นโอกาสที่แต่ละประเทศในกลุ่มซีมีโอ ได้มารวมตัวเพื่อประชุมวาระสำคัญๆ ร่วมกัน และเป็นโอกาสที่ให้แต่ละประเทศได้หารือกันในระดับทวิภาคี ซึ่งตนได้ร่วมหารือกับ H.E. Br. Armin A. Luistro Fsc รมว.ศธ.แห่งประเทศฟิลิปปินส์ เพื่อตกลงแลกเปลี่ยนครู ซึ่งประเทศไทยมีความต้องการครูเจ้าของภาษาไปสอนในโรงเรียนที่ขาดแคลนครู ซึ่งคาดว่าอีกประมาณ 2 เดือนจะได้มีการทำความตกลงร่วมมือเป็นทางการ

นอกจากนั้น ได้ร่วมเปิดตัวศูนย์ระดับภูมิภาคว่าด้วยการเรียนรู้ตลอดชีวิตของซีมีโอ-เซล ณ กรุงฮานอย เวียดนาม ศูนย์ดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตในกลุ่มประเทศ ซึ่งการประชุมโต๊ะกลมระดับรัฐมนตรี นั้นให้ความสำคัญต่อเรื่องดังกล่าว เห็นร่วมกันว่าควรกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริม นั่นคือกลุ่มวัยทำงาน และกลุ่มผู้สูงอายุ ขณะที่กลุ่มคนทั่วไปควรใช้การศึกษามาเป็นเครื่องมือเพื่อทำให้คนตระหนักว่าการที่มีความรู้จะช่วยต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้เพิ่มให้ตนเอง ซึ่งตนได้เสนอว่าควรนำระบบเทคโนโลยีมาช่วยสนับสนุนเพื่อเป็นช่องทางให้คนเข้าถึงการศึกษาได้ง่ายขึ้น และควรร่วมกันพัฒนาซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันเพื่อการศึกษา หากประเทศใดมีแล้วนำมาแบ่งปันหรือจำหน่ายราคาถูก จะเกิดประโยชน์ต่อทุกฝ่ายทั้งจะช่วยประหยัดงบประมาณในการพัฒนาซึ่งแต่ละปีมูลค่ามหาศาล

ส่วนการเตรียมความพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 ซึ่งจากนี้เหลือเวลาอีกประมาณ 2 ปีนั้น รมว.ศึกษาธิการ ระบุด้วยว่า การประชุมสภาซีเมค ครั้งนี้มุ่งมั่นที่จะเตรียมพร้อมในเรื่องการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนด้วย โดยมีการวางแผนระดับนโยบายต่างๆ และ
กำหนดกิจกรรมที่ประเทศสมาชิกจะทำร่วมกันด้วย ซึ่งปรากฏในแถลงการณ์ยุทธศาสตร์การพัฒนาของซีมีโอและศูนย์ระดับภูมิภาค ในช่วงปี 2556-2563 มีประเด็นสำคัญ อาทิ การสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืนการร่วมมือระดับรัฐบาลจัดการศึกษาพื้นฐาน การทำงานร่วมอาเซียนเพื่อแก้ปัญหามาตรฐานและการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ เป็นต้น รวมทั้งเปิดตัวโครงการซีมีโอคอลเลจครั้งแรก เป็นเวทีที่ให้ระดับรัฐมนตรีผู้บริหารระดับสูง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน และผู้นำเยาวชนในด้านการศึกษามาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีในการจัดการศึกษาของแต่ละประเทศ เป็นการนำซีมีโอก้าวไปสู่ภาพลักษณ์ใหม่ “Golden SEAMEO” ภายในปี พ.ศ.2563 (ค.ศ. 2020) พร้อมสู่อาเซียน

อย่างไรก็ดี การประชุมสภาซีเมคนี้ นายฟา อู ลวน รมว.ศึกษาธิการของเวียดนาม ได้รับเลือกให้เป็นประธานซีเมคคนใหม่ และ รมว.ศึกษาธิการของไทย นั้นได้รับเลือกให้เป็นรองประธานด้วย ซึ่งในปี 2558 นอกจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นแล้ว นายพงศ์เทพ กล่าวด้วยว่า รมว.ศึกษาธิการไทย จะได้รับเลือกเป็นประธานซีเมคและเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 48 ซึ่งคาดว่าจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมีนาคม 2558 โดยได้แจ้งต่อที่ประชุมคราวนี้ด้วยว่า ปีเดียวกันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา โดยตลอดมาทรงอุทิศพระองค์เพื่อพัฒนาการศึกษาของไทย ดังนั้น เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสดังกล่าว ศธ. จึงจัดมอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ให้แก่ครูผู้ทุ่มเทปฏิบัติงานและมีผลดีเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 48 โดยให้สิทธิขาดแก่กระทรวงศึกษาธิการทั้ง 11 ประเทศสมาชิกคัดเลือกครูที่มีคุณสมบัติตรงที่กำหนดประเทศละ 1 คนเข้ารับรางวัล ซึ่งมีประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัล 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 300,000 บาท
“ส่วนการเตรียมพร้อมในการเป็นเจ้าภาพนั้นจะใช้เวลา 2 ปีนี้ที่ไทยได้รับเลือกเป็นรองประธานสภาซีเมค ทำงานควบคู่ไปกับการเตรียมพร้อมกำหนดแนวทางที่จะผลักดันและขับเคลื่อนซีมีโออย่างไรเพื่อประโยชน์

ต่อการศึกษาในกลุ่มประเทศซีมีโอ โดยเฉพาะในปี 2558 (ค.ศ.2015)ยูเนสโกได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษและเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน ก็จะเป็นแนวทางหนึ่งด้วย” นายพงศ์เทพ กล่าวทิ้งท้าย

เริ่มตระเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ ขนาดนี้เชื่อว่าอีก 2 ปีข้างหน้าไม่ว่ามุ่งสู่ประชาคมอาเซียนเต็มตัว และภารกิจเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 48 งานหนักเพียงใดศึกษาธิการไทยเอาอยู่!

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32298&Key=hotnews

ศึกษาไทย เจ้าภาพสภาซีเมค’58 มอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” Read More »

ศธ.ชงเพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัยครูใต้

29 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. ที่โรงแรมซี เอส ปัตตานี สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และสมาพันธ์ครู 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ร่วมจัดงานรำลึกคุรุวีรชนชายแดนใต้ครั้งที่ 5 เพื่อรำลึกถึงความเสียสละและการอุทิศตนของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสียชีวิตในเหตุการณ์จากความไม่สงบ โดย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า จากการพบปะเยี่ยมเยียนครูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าสิ่งที่ครูมีความกังวลที่สุด คือ เรื่องสวัสดิภาพความไม่ปลอดภัยในชีวิต ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ดูแลความปลอดภัยครูเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตามภารกิจที่สำคัญของ ศธ. คือ ต้องดูแลการศึกษาของภาคใต้เป็นกรณีพิเศษ โดยต้องทำหน้าที่ 2 อย่างควบคู่กันไป คือ ทำอย่างไรจะให้การศึกษาเป็นเครื่องมือให้เกิดความเข้าใจที่ดี ให้อยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ ซึ่งต้องยอมรับว่าครูในพื้นที่เป็นผู้ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพัน ดังนั้นสวัสดิการของครูในพื้นที่จึงมีความจำเป็น

“ขณะนี้ ศธ. กำลังเตรียมการเพื่อเสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาภาคใต้ โดยเฉพาะเรื่องเบี้ยเสี่ยงภัยของครูที่จะต้องเพิ่มเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จาก 2,500 บาท เป็น 3,500 บาท ส่วนลูกจ้าง ครูโรงเรียนเอกชน จะได้เพิ่มเป็น 2,500 บาท ส่วนกรณีครูเสียชีวิตจากปัจจุบันที่ได้รับประมาณ 1 ล้านบาท ก็จะเพิ่มเป็น 4 ล้านบาท” นายเสริมศักดิ์กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32297&Key=hotnews

ศธ.ชงเพิ่มเบี้ยเสี่ยงภัยครูใต้ Read More »

ไขข้อสงสัย “โครงการอาคารศูนย์พัฒนาครูฯ” มุ่งหวังเพื่อสวัสดิการเพื่อนครู

29 มีนาคม 2556

สกสค.ไขข้อสงสัย “โครงการอาคารศูนย์พัฒนาครูฯ” มุ่งหวังเพื่อสวัสดิการเพื่อนครู

นับเป็นอีกโครงการหนึ่งของสำนักงานคณะกรรมการ ส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)สำหรับ”การก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่” บริเวณถนนหัสดิเสวี ตำบลช้างเผือก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ มูลค่าหลายร้อยล้านบาท ที่สกสค.มุ่งหวังให้เป็นศูนย์กลางการให้สวัสดิการด้านที่พักแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา และเพื่อเป็นศูนย์กลางการประชุม สัมมนา ฝึกอบรมแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจน หน่วยงานทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง

การก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯ ที่ได้ดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้วนั้นได้กลายเป็นประเด็นข้อสงสัยต่างๆ โดย นายวัฒนา วรรณโสภา รองเลขาธิการสกสค. ระบุว่าโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯ แห่งนี้มีจำนวน 7 ชั้น มีพื้นที่ประมาณ 15,811 ตารางเมตร ประกอบด้วย ห้องพัก 300 ห้อง ห้องประชุมใหญ่ ห้องโถงต้อนรับ ห้องโถงจัดเลี้ยง ที่จอดรถยนต์และ ห้องเครื่อง โดยดำเนินการการก่อสร้างตามงบประมาณ 499 ล้านบาท และในปีที่ผ่านมาได้เปิดให้มีการประมูลผ่านระบบ อิเล็กทรอนิสก์หรืออีอ๊อกชั่นส์ โดยบริษัทเอกค้าไทยชนะการประมูลในครั้งนั้นด้วยราคาประมาณ 360 ล้านบาท และได้ลงมือดำเนินการก่อสร้างด้วยการเริ่มปรับพื้นดินและการลงเสาเข็มบริเวณการก่อสร้างในช่วงของคณะกรรมการ สกสค.ชุดเก่าที่มีนายเกษม กลั่นยิ่ง เป็นเลขาธิการ สกสค. ซึ่งมีคณะกรรมการอำนวยการการก่อสร้าง และคณะกรรมการตรวจการจ้างเข้ามาดูแล รวมทั้งสกสค.ได้ว่าจ้างให้สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) มาเป็นที่ปรึกษาควบคุมการก่อสร้าง
“สจล.ได้เข้ามาตรวจดูโครงการนี้และมีความเห็นเสนอมาว่า การก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ 7 ชั้นแห่งนี้ ควรจะต้องเพิ่มชั้นอาคารที่จอดรถ อีก 2 ชั้น เพราะไม่เช่นนั้น แล้วหากมีการเข้ามาพักและประชุม สัมมนาและฝึกอบรมของครูอาจจะไม่เพียงพอ ทำให้ต้องนำเรื่องนี้เสนอพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.สมัยนายเกษมอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากการจะเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างเพิ่มเติมเป็นอำนาจของที่ประชุม คณะกรรมการ สกสค.แต่เนื่องจากช่วงนั้นเป็นรอยต่อที่คณะกรรมการ สกสค.ชุดเก่าจะหมดวาระแล้วจึงมีการให้รอเสนอใน คณะกรรมการ สกสค.ชุดใหม่ และ นายเกษมเองก็หมดวาระไปด้วยในช่วงนั้น ทำให้ได้นำเสนอต่อคณะกรรมการ สกสค.ชุดใหม่พิจารณาเมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2555และได้มีมติให้ดำเนินการก่อสร้างโดยเพิ่มการก่อสร้างจำนวน 7 รายการตามที่เสนอขออนุมัติไป 15 รายการ ตามที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบังโดยไม่ได้เพิ่มงบประมาณการก่อสร้างแต่อย่างใด ส่วนการเสนอให้ เพิ่มชั้นอาคารอีกสองชั้นเพื่อใช้เป็น ที่จอดรถนั้น ไม่ได้รับการอนุมัติ ”

หลังจากนั้น สกสค.ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังบริษัทเอกค้าไทยเพื่อให้ ทราบถึงมติของที่ประชุมคณะกรรมการ สกสค.ที่ให้ดำเนินการก่อสร้างและทาง บริษัทฯ ได้ทำหนังสือแจ้งกลับมายังสกสค.ว่าวันที่ 28 มกราคม 2556 ทางบริษัทจะดำเนินการตามมติดังกล่าว ซึ่งเนื่องจากช่วงนั้นได้เกิดน้ำท่วมบริเวณพื้นที่ก่อสร้างและทางบริษัทฯ ได้เข้าไปสำรวจและได้ทำการสูบน้ำออกจากบริเวณที่มีการตอกเสาเข็มและตากหน้าดินให้แห้ง รวมทั้งสำรวจว่าเสาเข็ม ที่ถูกน้ำแช่ขังอยู่มีความแข็งแรงหรือไม่ จนกระทั่งวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา คณะกรรมการอำนวยการการก่อสร้าง และคณะกรรมการตรวจการจ้าง เพื่อเร่งรัดในการดำเนินงานให้เป็นไปตามแผน บริษัทฯ และสจล.ได้ลงพื้นที่ไปดูหน้างานการก่อสร้าง จนล่าสุดได้ประชุมหารือกันมีมติให้บริษัทฯ ทำแผนงานต่างๆ เสนอคณะกรรมการอำนวยการการก่อสร้าง และคณะกรรมการตรวจการจ้าง จนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาการก่อสร้างในเดือนธันวาคม 2556 saleยุ้ย aw/ปอ”ที่มีการพูดกันอยู่บ่อยๆ ว่าโครงการนี้มีการดำเนินการไม่โปร่งใส ส่อไปในทางทุจริตรวมถึงการฮั้วประมูล ในฐานะตัวแทน สกสค. ขอเรียนว่าสกสค. ได้ดำเนินการด้วยความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ขณะนี้ การเบิกเงินงวดแรกก็ยังไม่ได้เบิกสักบาทเลย และที่มีผู้ออกมาระบุว่ามีการลงนามสัญญาการก่อสร้างใหม่ก็ไม่เป็นความจริงเพราะไม่ได้ลงนามสัญญาอะไรใหม่เลยใช้สัญญาเดิม และไม่ได้เริ่มสัญญาใหม่ตั้งแต่วันที่ 28 มกราคม ส่วนที่มีการร้องเรียนไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ทำให้ สกสค. ไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งทางดีเอสไอได้ลงพื้นที่ตรวจสอบที่ จ.เชียงใหม่และ ได้เข้าไปสอบถาม ตรวจสอบสัญญาเงื่อนไขต่างๆ โดยได้ทำหนังสือแจ้งมายัง สกสค.วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ระบุว่าจากการสืบสวนกรณีการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯ ยังไม่ปรากฎข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าการจัดจ้างมีลักษณะเข้าข่ายความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2542 หรือขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และแก้ไขเพิ่มเติม ดังนั้นดีเอสไอ จึงได้ยุติเรื่อง อนึ่งเพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดและเป็นไปตามระเบียบ ข้อบังคับจึงขอให้สกสค.เร่งรัดบริหาร จัดจ้างโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯให้เป็นไปตามสัญญาต่อไป ซึ่งแสดงว่าให้ดำเนินการได้ต่อไป ทั้งนี้การที่มีหน่วยงาน และบุคคลเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้นั้นสกสค.ไม่ขัดข้องเพราะทุกอย่างดำเนินการถูกต้องตามขั้นตอนต่างๆ ไม่ได้ผิดเงื่อนไขอะไรแต่ความล่าช้าที่เกิดขึ้นในการก่อสร้างในช่วงที่ผ่านมาเพราะต้องรอคณะกรรมการ สกสค.ชุดใหม่เท่านั้นเองและความเสียหายต่างๆ ก็ไม่มี”
อย่างไรก็ตาม สกสค.มีความมุ่งหวัง และมุ่งมั่นในการเดินหน้าโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาฯ ต่อไปเพื่อจุดมุ่งหมายของการจัดสวัสดิการให้แก่เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างดีที่สุด

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32296&Key=hotnews

 

ไขข้อสงสัย “โครงการอาคารศูนย์พัฒนาครูฯ” มุ่งหวังเพื่อสวัสดิการเพื่อนครู Read More »

อ.ก.ค.ศ.อีสานยื่น 3 ข้อ ฟันตัวการโกงสอบครู

29 มีนาคม 2556

‘เลขาฯ กพฐ.’พร้อมให้ปากคำคดีทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วย ‘ดีเอสไอ’ 2 เม.ย. ‘เสริมศักดิ์’ ยังไม่โยกบิ๊ก สพฐ. ด้านชมรม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯอีสาน จี้รัฐบาลฟันตัวการโกงสอบ

ความคืบหน้ากรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับกรณีทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ครั้งที่ผ่านมา ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นคดีพิเศษ และเตรียมเชิญนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (กพฐ.) นายอนันต์ ระงับทุกข์ รองเลขาธิการ กพฐ. และนายไกร เกษทัน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบบริหารงานบุคคลและนิติการ สพฐ. มาให้ถ้อยคำ เพราะมีส่วนเกี่ยว ข้องโดยตรงกับการจัดสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยครั้งนี้นั้น

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า หลังจากที่ดีเอสไอมีมติรับเรื่องทุจริตการสอบครูผู้ช่วยเป็นคดีพิเศษแล้ว ดีเอสไอจะมีอำนาจสมบูรณ์ในการสอบสวนเรื่องนี้ โดยเฉพาะการขอข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนกำลังพิจารณาตั้งคณะกรรมการเพิ่มขึ้นอีก 1 ชุด เพื่อรวบรวมสรุปข้อมูลทั้งหมดเกี่ยวกับการสอบสวนทุจริต ทั้งที่ได้จากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการทุจริตสอบครูผู้ช่วยชุดที่นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. เป็นประธาน และที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า เมื่อดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว จะพิจารณาย้ายผู้บริหารระดับสูงใน สพฐ.ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือไม่ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการสอบสวน นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า ยังไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ และยังไม่ได้พูดคุยกับนายชินภัทร ต้องขอดูข้อมูลการสอบสวนของดีเอสไอหลังจากรับเป็นคดีพิเศษก่อน ซึ่งทั้งหมดจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ แต่ยืนยันว่า ศธ.ยินดีให้ความร่วมมือกับดีเอสไอในการให้ข้อมูลต่างๆ แน่นอน

นายพิษณุกล่าวว่า ทางดีเอสไอได้ติดต่อมายังตน เพื่อขอข้อมูลหลักฐานที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ ได้ตรวจสอบไว้ โดยกำลังรวบรวมข้อมูลหลักฐานที่มีอยู่ส่งมอบให้นายเสริมศักดิ์ ก่อนนำส่งให้ดีเอสไอต่อไป ทั้งนี้ ข้อมูลหลักฐานที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯได้ตรวจสอบไว้นั้น บางส่วนได้ส่งมอบให้ดีเอสไอไปแล้ว เช่น โพยเฉลยข้อสอบ ส่วนที่จะส่งมอบให้คราวนี้ส่วนใหญ่จะเป็นข้อมูลการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้อง 30-40 คน ซึ่งมีทั้งผู้เห็นเหตุการณ์ ผู้เข้าสอบ ผู้คุมสอบ ผู้บริหารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และผู้กระทำผิดที่รับสารภาพ โดยในจำนวนนี้มี 3 ราย ที่ยอมรับสารภาพและมีการซัดทอดถึงบุคคลอื่น ดีเอสไอสามารถนำไปใช้ขยายผลการสอบสวนถึงตัวการในขบวนการทุจริตได้

นายชินภัทรกล่าวว่า ได้รับหนังสือแจ้งจากดีเอสไอให้ไปให้ข้อมูลในวันที่ 2 เมษายนนี้ ซึ่งตนจะเดินทางไปให้ข้อมูลด้วยตัวเอง และพร้อมที่จะชี้แจงขั้นตอนการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยทั้งหมด ที่ผ่านมาไม่ได้มีโอกาสชี้แจงเอง ฉะนั้น คราวนี้จึงเป็นโอกาสดี ทั้งนี้ ในการชี้แจงจะเตรียมเอกสารและข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับภารกิจ สพฐ.ที่เกี่ยวข้อง อาทิ การออกข้อสอบ การตรวจข้อสอบ เป็นต้น ส่วนเรื่องการดำเนินการตามมติที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ให้ สพฐ.จัดส่งเอกสารและข้อมูลต่างๆ ไปให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา 129 เขต เพื่อตรวจสอบและพิจารณาเพิกถอนการสอบครูผู้ช่วยนั้น สพฐ.ได้ส่งข้อมูลคะแนนสอบไปให้เขตพื้นที่ฯแล้ว ส่วนหนังสือแจ้งให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯดำเนินการในเรื่องนี้นั้น ทางสำนักงาน ก.ค.ศ.จะจัดส่งหนังสือแจ้งไปเอง
“ผมไม่หนักใจ เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นไม่มีอะไรซับซ้อน สพฐ.ทำทุกอย่างตรงไปตรงมา และมีบันทึกการดำเนินการทุกขั้นตอนไว้อย่างชัดเจน มีกรรมการรับผิดชอบทุกขั้นตอน จึงมั่นใจว่าหน่วยงานสอบสวนกลางอย่างดีเอสไอจะสอบสวนด้วยความถี่ถ้วนจนได้ข้อสรุปที่ตรงความจริง” นายชินภัทรกล่าว และว่า สำหรับกรณีที่ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่ฯ 10 เขต ที่ส่อว่าจะมีการทุจริตการสอบ วิตกกังวลว่าจะถูกโยกย้ายให้มาช่วยราชการที่ สพฐ.นั้น ไม่อยากให้กลัวกันไป เพราะการดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอน”

ด้านนายสานิตย์ พลศรี อนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 1 ในฐานะตัวแทนชมรม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ในวันเดียวกันนี้ทางชมรม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมีผู้แทนจากเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ อาทิ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 2, 4, 5, 7, สพป.เลย เขต 2, สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 2, 4, 5, 7, สพป.เลย เขต 2, สพป.ชัยภูมิ เขต 1 เป็นต้น ได้ประชุมหารือกรณีที่ประชุม ก.ค.ศ.มีมติให้ส่งข้อมูลให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯไปตรวจสอบและพิจารณาการเพิกถอนการสอบครูผู้ช่วยภายใน 15 วันนั้น ในที่ประชุมมีมติให้ออกแถลงการณ์เรียกร้องไปยังรัฐบาล ก.ค.ศ.และผู้เกี่ยวข้องใน 3 ประเด็น ได้แก่ 1.ขอให้เร่งรัดดำเนินการเอาผิดกับบุคคลที่เป็นตัวการใหญ่ใน ศธ.ทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างจริงจัง 2.ขอให้ ก.ค.ศ.ดำเนินการยกเลิกผลการสอบตามข้อมูลของดีเอสไอ รวมทั้งการเพิกถอนรายบุคคลที่มีคะแนนสูงผิดปกติ และการยกเลิกรายเขต และ 3.ขอให้ ก.ค.ศ.ยกเลิกหลักเกณฑ์วิธีการสอบแข่งขัน และวิธีดำเนินการสอบแข่งขันคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีเหตุจำเป็น หรือมีเหตุพิเศษ ว12 ตามหนังสือเวียนที่ ศธ 0206.2/ว14 ลงวันที่ 25 เมษายน 2555 เนื่องจากขัดต่อเจตนารมณ์แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 47 วรรคแรก ที่จะส่อให้เกิดการทุจริตได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32295&Key=hotnews

อ.ก.ค.ศ.อีสานยื่น 3 ข้อ ฟันตัวการโกงสอบครู Read More »

สพฐ.จับสลาก ม.1 ทั่วประเทศ 31 มี.ค. ตั้งโต๊ะหาที่เรียนซับน้ำตาเด็กพลาดหวัง สพม.2 เกลี่ย 5.6 พันลง ร.ร.’เอกชน-กทม.’

29 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 28 มีนาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงการรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปีการศึกษา 2556 ว่า ใน วันที่ 31 มีนาคม จะมีการจับสลากเข้าเรียนชั้น ม.1 ในเขตพื้นที่บริการ ซึ่งได้สั่งการให้เขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศโดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงจัดโต๊ะเพื่อลงทะเบียนแสดงความจำนงให้เขตพื้นที่การศึกษาหาที่เรียนให้แก่นักเรียนที่พลาดหวังจากจับสลากเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 โดยไม่ต้องรอให้นักเรียนที่พลาดหวังไปแจ้งชื่อในวันที่ 7-8 เมษายน ตามปฏิทินที่กำหนดไว้เดิม

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่หลังจากประกาศผลสอบเข้าเรียน ม.1 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2 กรุงเทพมหานคร แล้วมีนักเรียนยังไม่มีที่เรียนอีกประมาณ 5,600 คนนั้น คงต้องดูในภาพรวมของโรงเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่การศึกษานี้ทุกสังกัดไม่ใช่เฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพฐ.เท่านั้น ฉะนั้น คิดว่าจำนวนนักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียน นั้น ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะในเขตพื้นที่การศึกษานี้ ยังมีโรงเรียนเอกชน โรงเรียนในสังกัดกรุงเทพมหานครที่จะรับนักเรียนเข้าเรียนต่อชั้น ม.1 ได้

นายสัจจา ศรีเจริญ ผอ.สพม.เขต 2 กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ภาพรวมการประกาศผลสอบของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ในวันที่ 28 มีนาคม เรียบร้อยดี ยังไม่พบปัญหา ซึ่งในส่วนของการรับนักเรียนชั้น ม.4 นั้น ไม่น่ากังวล เพราะโรงเรียนจะรับนักเรียนชั้น ม.3 เดิมเข้าศึกษาต่อไปหมดแล้ว ที่เหลือก็เป็นเด็กจาก ที่อื่นเท่านั้น ส่วนกรณีของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) ที่เกรงว่าอาจจะมีปัญหาการรับ ม.4 เหมือนปีที่แล้วนั้น ในปีนี้ยังไม่มีข้อมูลการร้องเรียนเข้ามา สำหรับตัวเลขการรับ ม.4 ใน สพม.เขต 2 กรุงเทพ มหานคร เปิดเพิ่มจากการรับนักเรียนชั้น ม.3 เดิมจำนวน 3,128 คน แต่มียอดผู้มาสมัคร 6,000 กว่าคน ดังนั้น เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาอะไร และจะสามารถเกลี่ยเด็กให้ลงตัวได้อย่างแน่นอน

นายสายัณห์ รุ่งป่าสัก ผอ.สพม.เขต 1 กรุงเทพ มหานคร กล่าวว่า ได้กำชับให้โรงเรียนดำเนินการตามนโยบายการรับนักเรียน และเชื่อมั่นว่าโรงเรียนจะดำเนินการด้วยความโปร่งใส เพื่อให้เด็กได้รับโอกาสเข้าเรียนอย่างเป็นธรรมทุกคน ทั้งนี้ ต้องเป็นไปตามแผนการรับนักเรียนที่แต่ละโรงกำหนดไว้ ส่วนที่เหลือจะต้องเกลี่ยไปยังโรงเรียนที่ยังมีที่ว่าง ซึ่งเขตพื้นที่ฯเตรียมรายชื่อโรงเรียนไว้แล้ว ดังนั้น ในวันรับสมัคร อยากขอให้ผู้ปกครองตัดสินใจเลือกรายชื่อโรงเรียนที่ประสงค์จะให้ลูกเข้าเรียนสำรองไว้ทันที เพื่อที่ว่าเด็กจะได้มีที่เรียนและไม่เป็นปัญหา เพราะตามตัวเลขนักเรียนที่ทางเขตพื้นที่ฯมีอยู่ เด็กจะต้องมีที่เรียนทุกคน เว้นแต่ว่าผู้ปกครองเจาะจงเลือกให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนดังเท่านั้น ซึ่งตรงนี้เท่ากับสร้างความลำบากใจให้โรงเรียน

“ที่ผ่านมาผู้ปกครองมักจะไม่ยอม และอยากให้ลูกเข้าเรียนโรงเรียนดัง ซึ่งบอกตามตรงว่าโรงเรียนยอดนิยมต่างๆ ตอนนี้เต็มเกือบหมดแล้ว ขอร้องผู้ปกครองอย่ากดดันโรงเรียน และยอมรับในกติกา รีบเลือกโรงเรียนสำรองไว้ เพราะถ้าไม่เลือก ก็ต้องตัดสินใจไปเรียนโรงเรียนเอกชน” นายสายัณห์กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32294&Key=hotnews

สพฐ.จับสลาก ม.1 ทั่วประเทศ 31 มี.ค. ตั้งโต๊ะหาที่เรียนซับน้ำตาเด็กพลาดหวัง สพม.2 เกลี่ย 5.6 พันลง ร.ร.’เอกชน-กทม.’ Read More »

มรส.ร่วม 6 สพท. พัฒนาครูระบบพี่เลี้ยง ตั้งเป้าสร้างแม่พิมพ์เก่งครบคุณภาพ-คุณธรรม

28 มีนาคม 2556

รศ.ปราณี เพชรแก้ว รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่าง มรส.กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจำนวน 6 แห่ง ประกอบด้วย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชุมพร เขต 1 เขต 2, สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 2 เขต 3, สพป.ระนอง เขต 1 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 11 เพื่อร่วมเป็นคู่พัฒนาครูโดยใช้กระบวนการสร้างระบบ พี่เลี้ยง ว่า การพัฒนาครูโดยกระบวนการสร้างระบบพี่เลี้ยงเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพัฒนาสังคมและคุณภาพชีวิตที่รัฐบาลกำหนดขึ้น และให้ถือเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษากับสถาบันอุดมศึกษาที่เข้าร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครูตามสมรรถนะให้เป็นครูดี ครูเก่ง มีคุณภาพ คุณธรรม สอดคล้องกับการจัดการเรียนการสอน บริบทความต้องการและความสนใจ

รองอธิการบดี มรส.กล่าวว่า ความเป็นมาของการพัฒนาครูโดยใช้กระบวนการระบบพี่เลี้ยง เริ่มจากการที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดนโยบายให้เขตพื้นที่การศึกษาสำรวจความต้องการและความจำเป็นของครูในการพัฒนาแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ มาวิเคราะห์วางแผนพัฒนาครูและบุคลากรการศึกษาในสังกัด ทำข้อกำหนด ขอบเขตงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา

ด้าน ดร.สถาพร สังข์ขาวสุทธิรักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา มรส. กล่าวว่า โครงการนี้ต้องการพัฒนาครูให้มีทักษะในการโค้ชชิ่ง คือ ช่วยพัฒนาขีดความสามารถในการเรียนของเด็ก รวมถึงการช่วยเหลือ ให้คำแนะนำ ให้กำลังใจและให้โอกาสเด็กในการทำสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการเรียนการสอนและคุณภาพของตัวเด็กเอง โดยในส่วนของ มรส.เห็นความสำคัญในเรื่องนี้มานานแล้ว จึงได้จัดตั้งสถาบันพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาขึ้นในสังกัดคณะครุศาสตร์ เพื่อดูแลรับผิดชอบโดยเฉพาะ

ทางด้านนายวรรณะ บุญสุข ผู้อำนวยการ สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 3 กล่าวว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาสามารถเลือกลงนามความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาใดก็ได้ที่เข้าร่วมโครงการพัฒนาครูทั่วประเทศ แต่ สพป.สุราษฎร์ธานี เขต 3 เลือกทำความร่วมมือกับ มรส. เพราะร่วมงานกันมาและเห็นมาตลอดว่ามหาวิทยาลัยมีความ มุ่งมั่น ทุ่มเทและตั้งใจจริงที่จะพัฒนาครู ถือเป็นพันธมิตรและกัลยาณมิตรทางการศึกษาที่ร่วมงานกันมาอย่างยาวนาน

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 29 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32285&Key=hotnews

มรส.ร่วม 6 สพท. พัฒนาครูระบบพี่เลี้ยง ตั้งเป้าสร้างแม่พิมพ์เก่งครบคุณภาพ-คุณธรรม Read More »

สอศ.เปิดหลักสูตรอีพี 121 วิทยาลัย เร่งออกประกาศ ศธ. ระบุค่าเทอมไม่แพงมาก

28 มีนาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า เนื่องจากเด็กอาชีวะส่วนใหญ่เป็นเด็กที่โดดเด่นในภาคปฏิบัติ ส่วนภาคทฤษฎีโดยเฉพาะความรู้ความเข้าใจด้านภาษาอังกฤษนั้นยังต้องได้รับการพัฒนา เมื่อปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จึงเปิดสอนหลักสูตร English Program (อีพี) ใน 5 วิทยาลัย และ Mini English Program (เอ็มอีพี) ใน 27 วิทยาลัย รวม 32 วิทยาลัย ครอบคลุม 28 จังหวัด เพื่อจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งผลวิเคราะห์ที่ได้รับจากการเปิดหลักสูตรดังกล่าว พบว่า ผู้เรียนให้ความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะช่วยพัฒนาศักยภาพให้เป็นที่ต้องการของตลาด และการันตีการมีงานทำได้ โดยในปีแรกนี้มีเด็กเข้าเรียนทั้งสิ้น 2,061 คน แบ่งเป็นระดับ ปวช. 1,224 คน และ ปวส. อีก 837 คน ดังนั้น ในปีการศึกษา 2556 นี้ สอศ.จึงขยายหลักสูตรให้ครอบคลุม 121 วิทยาลัย ทุกจังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็น อีพี 5 แห่ง และเอ็มอีพี 116 แห่ง รวม 153 วิทยาลัย ตั้งเป้ารับเด็ก 6,000 คน

“การเรียนการสอนยังเหมือนเดิมคือ อีพี เรียนทุกวิชาเป็นภาษาอังกฤษหมด ยกเว้นวิชาภาษาไทย สังคม และพระพุทธศาสนา ส่วนเอ็มอีพีจะเน้นภาษาอังกฤษเทอมละ 4 วิชา โดยทั้งสองหลักสูตรมีครูต่างชาติเป็นผู้สอนเช่นเดิม สิ่งที่ สอศ.ยังเคลียร์ไม่ได้คือค่าเทอมหลักสูตรอีพี และเอ็มอีพี ระดับ ปวช. และอีพี และเอ็มอีพี ระดับปวส. ควรมีค่าเทอมอยู่ในอัตราไหนบ้าง เนื่องจากทั้ง 2 หลักสูตรมีค่าใช้จ่ายในการจ้างครูต่างชาติมาสอน ดังนั้นวิทยาลัยที่เปิดรับสมัครทั้ง 2 หลักสูตรนี้ จึงต้องเปิดรับสมัครหลักสูตรอีพี และเอ็มอีพี โดยมีค่าเทอมที่แตกต่างจากหลักสูตรภาคปกติไม่มากนักเหมือน 32 วิทยาลัยที่เปิดไปก่อนหน้านี้ แต่ปัญหานี้จะมีความชัดเจน เมื่ออัตราค่าเทอมออกเป็นประกาศกระทรวง ซึ่งคาดว่าคงไม่เกิน 2 เดือนนี้ สอศ.เชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการมีกำลังคนสายปฏิบัติ ที่ไม่ถูกจำกัดในเรื่องภาษาอังกฤษอีกต่อไป” นายชัยพฤกษ์กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 29 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32284&Key=hotnews

สอศ.เปิดหลักสูตรอีพี 121 วิทยาลัย เร่งออกประกาศ ศธ. ระบุค่าเทอมไม่แพงมาก Read More »

เคาะวิธีสอบครูผู้ช่วยปี’56

28 มีนาคม 2556

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 ปี 2556 ซึ่งคาดว่าจะจัดสอบในช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค. เหมือนเดิม ซึ่งขณะนี้มีอัตราว่าง 666 อัตรา ใน 83 เขตพื้นที่การศึกษา แยกเป็นสพป. 55 เขต และ สพม. 28 เขต ต่างจากการสอบที่ผ่านมา โดยจะให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา รวมกลุ่มจัดสอบ แบ่งเป็น 12 กลุ่ม ตามเขตตรวจราชการและให้ผู้ตรวจราชการศธ. กำกับดูแลจัดสอบด้วย กำหนดหลักสูตรการสอบแข่งขันที่จะให้มีการสอบสัมภาษณ์

ปลัดศธ.กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ที่ประชุมเห็นว่า ผลต่างคะแนนสอบสัมภาษณ์แต่ละรายไม่ควรเกิน 5 คะแนน และให้สอบพร้อมกันทั้ง 3 ภาค คือ ภาค ก. ข. และ ค. โดยจะให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้ออกข้อสอบ จัดส่งข้อสอบตรวจกระดาษคำตอบ และประมวลผลการสอบ และให้สมัครสอบได้เพียงเขตพื้นที่การศึกษาเดียวเท่านั้น ไม่ให้สมัครสอบซ้ำ หากตรวจพบว่าไปสมัครสอบหลายแห่งจะถูกตัดสิทธิ์ในการบรรจุแต่งตั้ง

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32283&Key=hotnews

เคาะวิธีสอบครูผู้ช่วยปี’56 Read More »