Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

Biodata ของ สกว.

biodata of trf
biodata of trf

สกว. จัดทำจดหมายข่าว หรือสาร Biodata ซึ่งเป็นข่าวสารประจำสัปดาห์มาตั้งแต่ปี 2550 ใน http://biodata.trf.or.th/list_all_news.aspx
พบว่า รายการข่าวสารฉบับแรกที่เผยแพร่ คือ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 (2007)
ประชาชนสามารถลงทะเบียนรับจดหมายข่าว
ทางอีเมลได้ที่ http://biodata.trf.or.th
เมื่อนับถึงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2556 มีมาแล้วทั้งหมด 266 ฉบับ
ซึ่งอ่านได้ทั้งผ่านเว็บเพจ และ pdf file

หัวข้อต่าง ๆ ประกอบด้วย
1. บทนำ
2. มุมเอกสาร/สิ่งพิมพ์แนะนำประจำสัปดาห์
3. ปิดท้ายสาร Biodata ด้วยข่าวประชาสัมพันธ์ อาทิ การประชุมทางวิชาการ เป็นต้น
4. ข่าวสารทุนวิจัย สกว.
5. ข่าวสารทั่วไปของ สกว.
6. ข่าวสารทุนวิจัยของหน่วยงานอื่น
7. ข่าวสารทั่วไปของหน่วยงานอื่น

 

Biodata ของ สกว. Read More »

หนุนพัฒนาสุขาภิบาล ร.ร.

26 มีนาคม 2556

นายเสมอ สร้อยคำ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเตย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) อุบลราชธานี เขต 5 ในฐานะคณะทำงานวางแผนการดำเนินงานกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา เปิดเผยว่า จากการที่ได้มีการดำเนินกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันฯ จนถึงปัจจุบันมีเงินกองทุนเกือบ 2,000 ล้านบาท และในปีนี้เป็นปีแรกที่จะมีโครงการเสริม คือ การพัฒนาระบบสุขาภิบาลในโรงเรียน ตั้งงบฯไว้ 40 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในชนบทที่ยังขาดวัสดุอุปกรณ์เครื่องครัว ตลอดจนโรงอาหารที่ยังไม่อยู่ในระบบสุขาภิบาลที่ดีพอ เพราะเราเชื่อว่าเมื่อสามารถส่งเสริมให้โรงเรียนผลิตอาหารได้เองแล้ว แต่ถ้าไม่มีอุปกรณ์ ไม่มีบ่อบำบัดน้ำเสีย ไม่มีถาดหลุม ไม่มีอ่างล้างมือ และเครื่องครัวที่ดี ไม่มีระบบสุขาภิบาลที่ดี มีแต่อาคารโทรม ๆ เก่า ๆ คุณภาพอาหารที่ดีก็คงไม่เกิดขึ้นได้ ทางกองทุนฯ จึงได้ตั้งงบฯ เพื่อให้โรงเรียนนำไปดำเนินการปรับปรุงเรื่องดังกล่าว โดยโรงเรียนสามารถทำเรื่องขอรับเงินอุดหนุนในส่วนนี้ได้ที่ สพป.ที่โรงเรียนสังกัดอยู่ จากนั้น สพป.ต่าง ๆ จะเรียงลำดับความจำเป็นของแต่ละโรงเรียน และส่งข้อมูลมาที่คณะกรรมการกองทุนฯ เพื่อพิจารณาจัดสรรงบฯ ให้ไปดำเนินการต่อไป.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 27 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32239&Key=hotnews

 

หนุนพัฒนาสุขาภิบาล ร.ร. Read More »

สจล.แนะยกเครื่องสภาวิชาชีพ แนะอายุ 60 ปีห้ามนั่งกรรมการ-ชี้คิดไม่ทันเด็ก

26 มีนาคม 2556

อธิการบดี สจล.แนะยกเครื่องสภาวิชาชีพชี้เอาคนอายุ 60 ปี มานั่งกรรมการ คิดไม่ทันเด็กรุ่นใหม่ ส่งผลมหาวิทยาลัยปรับหลักสูตร ให้ทันสมัยสอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชนเป็นไปได้ยาก เหตุติดกฎของสภาพวิชาชีพ เผยต้องใช้มาตรการบังคับ เชื่อมโยงโบนัสกระตุ้นอาจารย์ทำงานวิจัย

ศ.ดร.ถวิล พึ่งมา อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยี พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดเผยว่า ตลอด 6 เดือนที่ดำรงตำแหน่อธิการบดี พยายามส่งเสริมการดำเนินงานเพื่อพัฒนางานวิจัยที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อันนำไปสู่การพัฒนาแก้ไขปัญหาให้แก่ประเทศไทย และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย ของมหาวิทยาลัยที่ตั้งไว้ว่าจะเป็นเบอร์หนึ่งของ งานวิจัย ผลักดันให้มีงานวิจัยประมาณ 1,000 ชิ้นต่อปี

“ผมได้มีการวางแนวทางในการดำเนินงานจัดสรรงบประมาณด้านวิจัยเพิ่มขึ้นร้อยละ 30 ของงบรายได้ของสถาบัน แบ่งเป็น 100 ล้านบาทต่อปี มีการจัดตั้งกองทุนวิจัย จัดตั้งคลินิก วิจัย และมีมาตรการในการสร้างแรงจูงใจให้อาจารย์หันมาทำงานวิจัยเพิ่มมากขึ้น เช่น ผลงานวิจัยของอาจารย์ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารก็จะได้ผลตอบแทน 5,000 บาท ต่อชิ้น แต่อาจารย์ที่สนใจทำงานวิจัยก็ยังมีจำนวนน้อยมากเพราะต้องยอมรับว่า อาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่บังคับยาก จูงใจยาก บางคนไม่อยากทำก็คือไม่อยากทำ ทางสถาบันจึงได้เพิ่มมาตรการบังคับให้อาจารย์ทุกคนต้องทำงานวิจัย 20 % ของการทำงาน หากอาจารย์ไม่ทำก็จะไม่ได้โบนัส ทำให้ขณะนี้มีงานวิจัยเพิ่มขึ้นมาอีก 10% คาดว่าจะสรุปในเดือนตุลาคม 2556 นี้ ว่ามีงานวิจัยเพิ่มขึ้นจำนวนกี่ชิ้น” ศ.ดร.ถวิล กล่าว

ศ.ดร.ถวิล กล่าวต่อว่า สิ่งที่อยากทำมากที่สุดในขณะนี้ คืออยากขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบุคคลในสังคมเข้ามาช่วยยกเครื่องสภาวิชาชีพใหม่ โดยเฉพาะการคัดเลือก สรรหาคณะกรรมการการสภาวิชาชีพต่าง ๆ เช่น วิศวกรรมศาสตร์สถาปัตยกรรมศาสตร์ ครุศาสตร์ ที่ควรจะเปิดโอกาสให้คนหนุ่มรุ่นใหม่ ไฟแรง มีประสบการณ์ใหม่ ๆ และมาจากหน่วยงานที่หลากหลายเข้ามานั่งตำแหน่งกรรมการสภาวิชาชีพบ้าง

“ไม่ใช่เอาคนอายุ 60 ปีขึ้นไป เกษียณอายุ ตกงานมาทำงาน เพราะต่อให้พวกเขาเก่งมีประสบการณ์ ความรู้ดี แต่พวกเขามักไม่รับฟังคนรุ่นใหม่ ยึดติดความคิดเก่า ๆ ดูแต่เรื่อง วิสัยทัศน์ คิดไม่ทันเด็กรุ่นใหม่ และกระแสโลกอีกทั้งการไม่เปลี่ยนแปลงเหล่าสภาวิชาชีพ จะส่งผลทำให้การพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยแข่งขันกับประเทศอื่น ๆ และสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตเป็นไปได้ยาก เนื่องจากหลักสูตรถูกควบคุมโดยสภาวิชาชีพ ทั้งที่จริง ๆ หลักสูตรในแต่ละสถาบันอุมดมศึกษาควรมีความแตกต่างกัน ไม่ควรเหมือนกันทั้งประเทศไทย หรือใกล้เคียงกันทั้งประเทศไทยอย่างตอนนี้ ” อธิการบดี สจล.กลาวในที่สุด

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 26 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32238&Key=hotnews

สจล.แนะยกเครื่องสภาวิชาชีพ แนะอายุ 60 ปีห้ามนั่งกรรมการ-ชี้คิดไม่ทันเด็ก Read More »

สอศ.จัดชุมนุมลูกเสืออาเซียน

26 มีนาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดงานชุมนุมลูกเสือ เนตรนารีวิสามัญ อาชีวศึกษา ระดับชาติ ครั้งที่ 17 วันที่ 23-29 มี.ค.นี้ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งมีลูกเสือในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา เข้าร่วมเพื่อสร้างความสัมพันธ์เครือข่ายลูกเสือกลุ่มอาเซียน เปิดโลกทัศน์ วิสัยทัศน์ของนักเรียน นักศึกษา และเป็นการเตรียมความพร้อมเข้าสู่อาเซียน เปิดโอกาสให้ลูกเสือ เนตรนารีวิสามัญ มีโอกาสใช้ชีวิตและการทำกิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามแนวทางของลูกเสือ การแสดงความรู้ ความสามารถ ทักษะทางลูกเสือ และศักยภาพทางด้านคุณธรรม จริยธรรม โดยมีลูกเสือ เนตรนารีวิสามัญอาชีวะ และผู้ที่เกี่ยวข้อง กว่า 4,000 คน และลูกเสือ เนตรนารีจากประเทศกลุ่มอาเซียน 50 คน เข้าร่วม
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ภายในค่ายจะจัดตามธรรมเนียมลูกเสือวิสามัญเน้นใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น เพื่อแสดงถึงความมีวินัยในตนเอง เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเชิงสร้างสรรค์ แบ่งเป็น 7 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมชาวค่าย กิจกรรมหลัก กิจกรรมวิชาการลูกเสือ ทักษะชีวิต แข่งทักษะลูกเสือ นันทนาการ และกิจกรรมยามว่าง ซึ่งจะทำให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ได้ฝึกทักษะและประสบการณ์ชีวิต รู้จักทำงานร่วมกับผู้อื่น สามารถก้าวสู่เส้นทางอาชีพได้ทันที

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 27 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32236&Key=hotnews

สอศ.จัดชุมนุมลูกเสืออาเซียน Read More »

อธิการฯ มสด.แนะทางรอด พนง. มหา’ลัย

26 มีนาคม 2556

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) กล่าวในการมอบนโยบายการประเมินผลการปฏิบัติราชการของบุคลากรในมหาวิทยาลัยฯ ว่า มสด. ได้มีการกำหนดรูปแบบการประเมินบุคลากรเจ้าหน้าที่ประจำตามสัญญาจ้างไว้จัดเจนตามสมรรถนะการปฏิบัติ 9 ข้อ แบ่งตามสมรรถนะหลัก 6 ข้อ อาทิ ความเป็นสวนดุสิต, ความมุ่งมั่นสู่ความสำเร็จที่เป็นเลิศ, การสั่งสมความเชี่ยวชาญในวิชาชีพ, การสร้างเครือข่ายพันธมิตร, การดำรงตนอยู่ในวินัย คุณธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ, ความเข้าใจมหาวิทยาลัย และสมรรถนะเฉพาะอีก 3 ข้อ อาทิ ความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงาน, การพัฒนานวัตกรรมจากฐานความรู้ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน ทั้งนี้เพื่อสร้างความเข้าใจต่อองค์กรและให้การทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยมีหัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้ประเมิน 2 ครั้งต่อปี เพื่อนำผลประเมินมาเป็นเกณฑ์พิจารณาต่อสัญญาจ้างหรือเพิ่มเงินเดือน “ขณะนี้เราพยายามผลักดันให้ราชภัฏสวนดุสิตสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ เพื่อที่จะขออัตราส่วนการเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยฯ เพิ่ม ดังนั้นบุคลากรตามอัตราจ้างควรจัดทำแฟ้มสะสมงาน (Portfolio) เพื่อไว้รองรับการประเมินที่จะเกิดขึ้น นอกจากนี้จะต้องแสดงศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ อธิการบดี มสด. กล่าว

–มติชน ฉบับวันที่ 27 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32235&Key=hotnews

อธิการฯ มสด.แนะทางรอด พนง. มหา’ลัย Read More »

พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์ อย่าเพิ่งท้อใจ ! ..เพียงแค่เกิดการ’ทุจริตสอบครู’

26 มีนาคม 2556

ดร.พิษณุ ตุลสุข หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ถือเป็นเรื่องดังฉาวโฉ่ไปทั่วประเทศและชาวโลก เมื่อเกิดการทุจริตในการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยของประเทศไทย เป็นข่าวใหญ่และเป็นที่ติดตามความคืบหน้าในการตามจับตัวขบวนการผู้ทุจริตให้ปรากฏ และบางกระแสยังบอกว่างานนี้อาจเป็น ‘มวยล้ม ต้มคนดู”ระหว่างที่ พนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นำโดย นายธานินทร์ เปรมปรีดิ์ ผอ.ศูนย์ป้องกันและปราบปรามทุจริต ในฐานะหัวหน้าชุดสืบสวนฯ กำลังเดินหน้าสืบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วยกรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว.12 ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งมีการจัดสอบไปเมื่อวันที่ 13 ม.ค. 56 ที่ผ่านมา

โดยผลการสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นของดีเอสไอตรงกับผลสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกระทรวงศึกษาธิการทั้ง 4 เขตพื้นที่การศึกษา คือ สรุปรายงานชี้ชัดว่าการทุจริตมีบุคคล 3 ส่วนเกี่ยวข้องทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และผู้เข้าสอบ โดยข้อพิรุธการทุจริตมากถึง 9 ข้อสำคัญ
นับเป็นโอกาสดีในช่วงที่กำลังรอผลว่าทางดีเอสไอกำลังพิจารณาว่าจะรับทำเป็นคดีพิเศษหรือไม่นั้น? ทีมข่าวเดลินิวส์ มีโอกาสได้รับเกียรติจากทาง ดร.พิษณุ ตุลสุข หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ได้เขียนบทความพิเศษผ่านทางเดลินิวส์ เพื่อให้กำลังใจกับวงการพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ เรื่อง “อย่าสิ้นหวังครูดี เพียงเพราะมีการทุจริตสอบครู”
ดร.พิษณุ เปิดใจว่าถึงแม้ขบวนการทุจริตจะยิ่งใหญ่อย่างไร มีความร่วมมือโกงจากใครเป็นผู้ใหญ่ระดับไหนในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เชื่อว่าผลจากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงศึกษาธิการ ที่แต่งตั้งโดย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ คงจะสาวไปถึงแน่นอน
คำถามของสังคมก็คือ ทำไมคนที่อยากเป็นครูจึงร่วมขบวนการทุจริตถึงจำนวน 400-500 คน คนที่จะไปเป็นครูแต่ยอมทุจริตเพื่อเป็นครู จึงเป็นคำถามว่า ถ้าจับไม่ได้ไล่ไม่ทัน คนเหล่านี้ได้เข้าไปรับราชการเป็นครูจริง ๆ เขาจะสอนลูกศิษย์อย่างไร เพราะเมื่อต้นธารแห่งความดีได้แม่พิมพ์ที่ไม่ดีตั้งแต่ต้น อนาคตของลูกหลานอนาคตของประเทศไทยจะเป็นอย่างไร หรือจะเป็นสังคมอุดมด้วยคนโกง
รัฐบาลที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในนโยบายข้อ 1.3 ไว้อย่างชัดเจนว่าจะป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐอย่างจริงจัง
ดังนั้นวันนี้จึงจำเป็นต้องรักษานโยบายที่จะธำรงไว้ซึ่งการสร้างแม่พิมพ์ที่ดีของประเทศชาติ!
แต่เป็นที่น่าแปลกใจตรงที่ ขบวนการทุจริตครั้งนี้ ทั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกระทรวงศึกษาธิการและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ต่างฟันธงว่ามีการร่วมกันทุจริตจากผู้บริหารในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในรั้ววังจันทรเกษมด้วย ยิ่งทำให้เป็นความคลางแคลงใจสงสัยต่อไปว่า ถ้าผู้คุมบังเหียนการจัดการศึกษาในรั้วเสมาเป็นอย่างนี้แล้ว ผู้ใต้บังคับบัญชาในระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและระดับโรงเรียนจะเป็นอย่างไร คิดไปแล้วก็วังเวง?
ความหดหู่หัวใจคนไม่เกิดเฉพาะแต่คนในสังคมหรือสาธารณชน แต่คนในวงการศึกษาเองก็หดหู่ว่าเกิดอะไรขึ้นในยุคสมัยอย่างนี้ วิชาชีพครูที่ออกกฎหมายมารองรับเป็นวิชาชีพควบคุม ใครจะเป็นครูต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูจึงจะเป็นครูได้ เป็นวิชาชีพชั้นสูงมีค่าตอบแทนสูง เด็กจบจากมัธยมศึกษาตอนปลายต่างมุ่งหน้าและใฝ่ฝันจะเป็นครู โดยมียอดการสมัครเข้าคณะครุศาสตร์หรือศึกษาศาสตร์สูงกว่าคณะอื่น ๆ ในทุกมหาวิทยาลัยในประเทศไทย และเป็นเด็กเก่ง เด็กดีที่อยากเป็นครู เป็นอนาคตของอนาคตประเทศไทยในการที่จะสร้างผลผลิต คือ ประชากรในอนาคตของประเทศให้มีคุณภาพ คุณธรรมและเป็นคุณค่าสำคัญ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ทรงคุณค่าของประเทศ
เมื่อเป็นข่าวฉาวโฉ่ เป็นวิกฤติที่ต้องยอมรับว่าได้เกิดขึ้นจริงในวงการศึกษาของประเทศ ควรใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการที่จะปฏิวัติระบบการสอบบรรจุครู โดยตั้งคำถามแบบนอกกรอบว่า ทำไม ‘นักเรียนนายร้อย” ไม่ต้องไปสอบบรรจุเป็น ‘นายทหาร” เป็น ‘นายตำรวจ” แต่ทำไมเป็นบัณฑิตที่จบครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ เป็นบัณฑิตครูแล้วต้องไปสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นครู ปีหนึ่ง ๆ สมัครกันประมาณ 1 แสนคน
มีความเห็นว่าน่าจะมีวิธีคิดใหม่ที่ควรคัดเด็กดี เด็กเก่งและมีศรัทธาต่อวิชาชีพครู ปรารถนาที่จะเป็นครู ที่เราคัดเลือก”สุดยอด”เด็กมัธยมศึกษาตอนปลายเหล่านี้จากทุกเขตพื้นที่ในประเทศไทย นำมาเรียนในสถาบันผลิตครูที่เป็นมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่เปิดสอนคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ทั่วประเทศ แต่ให้เลือกว่าสถาบันนี้จะผลิตครูวิชาเอกอะไร ไม่ใช่ผลิตเก่งไปทุกวิชาเอก เลือกวิชาเอกที่เป็นหนึ่งของสถาบันนั้นไม่เกิน 3 วิชาเอก
ลองคิดดูได้ว่าถ้า ตัวป้อน ที่คัดเด็กดี เด็กเก่ง มาเรียนครูในสถาบันผู้ผลิต ที่มีคุณภาพเยี่ยม และมีกติกากำกับต้องเรียนไม่ต่ำกว่าเกรด 3.00 ถ้าต่ำกว่านี้ก็หลุดไปจากโอกาสที่จะเป็นครูตามแนวคิดนี้ ถ้า ตัวป้อน ดีกระบวนการผลิตดี โดย ทฤษฎีระบบ ก็ยืนยันว่า ผลผลิต จะต้องดี ดังนั้นหากใช้ระบบนี้เราก็จะมีครูในอนาคตที่ดี และสามารถส่งครูดีเหล่านี้กลับไปบรรจุและแต่งตั้งเป็นครูที่ภูมิลำเนาหรือจังหวัดหรือเขตพื้นที่ ของตนเอง
หากเป็นเช่นนี้ กระทรวงศึกษาธิการก็ไม่ต้องมีนโยบายครูคืนถิ่นหลอก ๆ และไม่เป็นธรรมเพื่อสร้างภาพอีก เพราะผลผลิต คือ บัณฑิตครูได้คืนถิ่นตั้งแต่วันบรรจุใหม่แล้ว และที่สำคัญคือไม่ต้องมีการสอบแข่งขันสอบคัดเลือกให้ขบวนการทุจริตจ้องหาประโยชน์และสร้างความอื้อฉาวทำลายสังคมครูอีก
โครงการ ครูมืออาชีพ ของรัฐบาลเป็นทางออกที่สามารถทำได้ โดยหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกที่ ก.ค.ศ. (คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา) สามารถกำหนดได้ ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และ หน่วยงานผู้ใช้ที่ใหญ่ที่สุด คือ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่นับจากปี พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป จะมีข้าราชการครูเกษียณอายุราชการกว่า 20,000 คน จนถึง ปี พ.ศ.2562 จะมีข้าราชการครูเกษียณอายุราชการถึง 26,000 กว่าคนและยังไม่นับรวมครู ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและ กศน.
หากมีกระบวนการวางแผนที่ดี ว่าเขตพื้นที่การศึกษาใดต้องการครูวิชาเอกอะไร เท่าไรใน 5 ปีข้างหน้า โดยทำแผนเป็น 10 ปี อัตราเกษียณอายุราชการเท่าไรจะบรรจุย้อนกลับไปเท่าไร ก็เสนอให้สถาบันผู้ผลิต ผลิตครูวิชาเอกนั้น จากเด็กมัธยมศึกษาตอนปลายที่มาจากเขตพื้นที่เหล่านั้น ตามหลักเศรษฐศาสตร์ ดีมานด์-ซัพพลาย การผลิตก็จะพอดีกับความต้องการใช้ได้ครูที่ดี มีกระบวนการผลิตอย่างมีคุณภาพ เราก็จะได้ครูดีโดยไม่ต้องมีการสอบบรรจุและแข่งขันไม่ต้องกังวลและต่อสู้กับขบวนการทุจริตที่มีหลากหลายรูปแบบและพัฒนาวิธีโกง ที่แนบเนียนมากขึ้น เหมือนที่เป็นอยู่ในวันนี้
คำถามสุดท้ายว่าทำได้ไหม? ผมตอบว่าทำได้ เพราะผู้บริหารระดับเขตพื้นที่การศึกษา ผู้บริหารโรงเรียนรออยู่แล้ว ทุกคนต้องการแนวทางและการปฏิบัติที่ดีงาม มุ่งสู่จุดหมายเดียวกัน คือ สร้างเยาวชนสู่อนาคตด้วยเอกลักษณ์ของชาติ จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ยึดหลักศาสนาและรักษาอุดมการณ์และเอกลักษณ์ของประเทศไทย ที่สำคัญคือ นโยบายที่ชัดเจนของรัฐบาล ที่นายกรัฐมนตรีได้กำชับมา ที่กระทรวงศึกษาธิการโดยตลอดว่า ให้อยู่ในหลักการและความชอบธรรม
ดังนั้นจึงต้องขอย้อนกลับไปยังคำถามว่า สิ่งที่ผมทำไม่ใช่ทำเพราะแก้แค้น ล้างแค้น แต่ทำตามนโยบายรัฐบาลและรักองค์กร ใครมาทำให้องค์กรและวิชาชีพครูเสื่อม ผมรับไม่ได้!!
ที่กล่าวมาทั้งหมดจะให้ทำไหม ใครทำ และไม่ต้องมากล่าวหาผมอีกว่าเลื่อยขาเก้าอี้ใคร ใครที่ทำได้ก็มาทำผมรับได้ แต่ขอทำความเข้าใจว่าผมคือครู และหัวใจผมอยู่ที่ครู อยากได้ครูที่มีจิตวิญญาณของความเป็นครู ผมเกิดจากครู เติบโตจากครู ครูคือจิตวิญญาณของผม .

“จักอุทิศชีวิตนี้เพื่อมวลครู
แม้ตนกูจะตายไปสักพันหน
วิญญาณจักเกิดใหม่ในบัดดล
อุทิศตนเพื่อมวลครูอยู่ต่อไป”
ดร.พิษณุ ตุลสุข

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 27 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32234&Key=hotnews

พ่อพิมพ์-แม่พิมพ์ อย่าเพิ่งท้อใจ ! ..เพียงแค่เกิดการ’ทุจริตสอบครู’ Read More »

‘ที่ปรึกษา รมว.ศธ.’รับลูก’ธาริต’ เห็นชอบเพิกถอนทุจริตสอบครู

26 มีนาคม 2556

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษในวันที่ 27 มี.ค.56 จะมีการเสนอกรณีการทุจริตสอบครูผู้ช่วยให้รับเข้าเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นการสร้างความเสียหายให้กับวงการการศึกษาไทยอย่างมาก และจากการตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตที่ทำกันเป็นขบวนการใหญ่ โดยมีทั้งภาครัฐ เอกชน ข้าราชการส่วนกลาง และผู้เข้าสอบเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีวิธีการโกงข้อสอบด้วยกันทั้งหมด 3 รูปแบบ จึงเห็นควรต้องใช้อำนาจของดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบ

ซึ่งทางดีเอสไอจะเร่งตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำความผิด โดยจะมีการตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายที่เข้าข่ายได้คะแนนสอบสูงผิดปกติกว่า 480 คน พร้อมทั้งจะมีการยื่นข้อเสนอให้กับกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาเพิกถอนผู้ทุจริตข้อสอบ ต่อไป

ด้านศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กรณีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รมช.ศึกษาธิการจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้นั้น ซึ่งหากมีการอ้างชื่อว่าเกี่ยวข้องกับผู้บริหารคนใดต้องทำการย้าย เพื่อไปช่วยราชการที่อื่นก่อน ซึ่งไม่ใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการสั่งย้าย เพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนครูผู้ช่วยที่ดีเอสไอเห็นสมควรให้เพิกถอนผู้ทุจริตข้อสอบนั้น เพื่อความสุจริต โปร่งใส จึงเห็นควรให้ออกตามที่ดีเอสไอเสนอ และต้องรีบดำเนินการหาครูมาบรรจุแทน เพราะขณะนี้มีโรงเรียนอีกหลายพันแห่งที่มีครูคนเดียว แต่ต้องสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32232&Key=hotnews

‘ที่ปรึกษา รมว.ศธ.’รับลูก’ธาริต’ เห็นชอบเพิกถอนทุจริตสอบครู Read More »

สทศ.ฟุ้งโอเน็ตม.6 ภาพรวมดีขึ้น

26 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ. ได้ประกาศผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ภาพรวมคะแนนเฉลี่ยเป็นที่น่าพอใจ โดยเพิ่มขึ้นใน 5 วิชาหลัก ดังนี้ ภาษาไทย เพิ่มขึ้น 5.31 คะแนน วิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้น 5.20 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพิ่ม 2.88 คะแนน ศิลปะ เพิ่มขึ้น 4.19 คะแนน และภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้น 0.33 คะแนน คณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยเท่าเดิม 22.73 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ยลดลง 2 วิชาคือ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ลดลง 2.96 คะแนน และสุขศึกษาลดลง 0.91 คะแนน ขณะที่ความยากง่ายของข้อสอบไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา สาเหตุที่นักเรียนทำคะแนนได้ดีขึ้น เป็นเพราะระดับนโยบาย ผลักดันให้นำคะแนนไปใช้อย่างจริงจัง ทั้งระดับเขตพื้นที่การศึกษา ที่ให้มีผลต่อการปรับปรุงคุณภาพของโรงเรียน และผู้สอน รวมถึงมีผลต่อการเข้าศึกษาต่อของนักเรียน ทำให้เด็กตั้งใจสอบมากขึ้น

นายสัมพันธ์กล่าวว่า ส่วนที่มีนักเรียนสอบได้ 0 คะแนน นั้น ต้องดูเป็นรายกรณี เพราะเท่าที่ดูมีทั้งไม่ได้ทำข้อสอบ และทำข้อสอบ แต่ไม่ถูกเลย ซึ่งคงต้องไปวิเคราะห์ว่าเกิดจากสาเหตุใด ทั้งนี้ แม้คะแนนในภาพรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึง 50% เพราะข้อสอบโอเน็ต เป็นข้อสอบแบบรวบยอด ซึ่งใช้ประเมินคุณภาพการเรียนการสอนในระดับชั้น ม.ปลาย ดังนั้น จึงต้องมีเนื้อหาสาระตั้งแต่ชั้น ม.4-6 ไม่ได้ออกเฉพาะเนื้อหา ม.6 เท่านั้น ซึ่งต่อไปโรงเรียนจะต้องปรับการเรียนการสอน ให้มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32231&Key=hotnews

สทศ.ฟุ้งโอเน็ตม.6 ภาพรวมดีขึ้น Read More »

เปิดหลักสูตรเตรียมปวช.-เรียน 2 วุฒิ สอศ.แก้ปมรับเด็กในระบบโควตา-เพิ่มช่องต่ออาชีวะ

11 มีนาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดรับนักเรียนเข้าเรียนต่อทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในระบบโควตา ปีการศึกษา 2556 โดยจัดสรรโควตาให้แก่นักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาต่างๆ ตั้งแต่เดือนก.พ.ที่ผ่านมา แบ่งเป็น ปวช. 77,742 คน และ ปวส. 48,567 คน ผลปรากฏว่า มีนักเรียนสมัครเข้าเรียนน้อยมาก แม้กระทั่งสาขายอดฮิต เช่น สาขาอุตสาหกรรม ปวช. ให้โควตา 41,106 คน มาสมัครเพียง 11,932 คน ส่วนปวส.ให้โควตา 26,030 คน สมัครเพียง 6,744 คน อย่างไรก็ตาม จะมีการเปิดรับสมัครเด็กในระบบโควตาไปจนถึงการเปิดรับในระบบปกติทั่วไป ซึ่งในระดับ ปวช.จะรับสมัครวันที่ 15-19 มี.ค. ส่วน ปวส. สถานศึกษาจะเป็นผู้กำหนดวัน แต่จะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 24 พ.ค.

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สอศ.มีแผนรับนักเรียน นักศึกษาปี’56 ทั้งสิ้น 315,463 คน แบ่งเป็นปวช. 188,706 คน ปวส. 126,707 คน และประกาศนียบัตรครูเทคนิคชั้นสูง (ปทส.) 50 คน ซึ่งจากการให้โควตาที่ผ่านมาพบว่า มีเด็กกลุ่มหนึ่งอยากเรียนอาชีวะ มาสมัครแล้วแต่ไม่สามารถเรียนได้ เนื่องจากติด ร ติด มส. ทำให้ไม่ได้รับใบระเบียนแสดงผลการเรียน และต้องไปแก้ไขก่อน กว่าจะเสร็จก็เลยช่วงเวลาการรับเด็กไปแล้ว ทำให้พลาดโอกาสเข้าเรียน สอศ.จึงมีแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจะเปิดหลักสูตรเตรียม ปวช.คือ เปิดโอกาสให้เด็กที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นม.2-ม.3 สามารถลงทะเบียนเรียนในรายวิชาระดับปวช.ได้ และเมื่อจบ ม.3 แล้ว ก็สามารถนำวิชาที่ลงทะเบียนเรียนผ่านแล้ว มาใช้ในการเรียนระดับ ปวช.ได้เลย ซึ่งการเรียนทำได้โดยการเรียนทางไกล การอบรม และมานั่งเรียนในระบบ จะเริ่มดำเนินการในปี’56 นี้ นอกจากนี้ปี’56 สอศ.จะจัดโครง การเรียน 2 วุฒิ โดยเปิดรับนักเรียนม.4-ม.6 ทุกสังกัด เข้าเรียนในหลักสูตรปวช. ทั้งหลักสูตรสามัญฯ และหลักสูตรอาชีพ และเมื่อเด็กเรียนจบก็จะได้รับวุฒิม.ปลาย และปวช.

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32007&Key=hotnews

เปิดหลักสูตรเตรียมปวช.-เรียน 2 วุฒิ สอศ.แก้ปมรับเด็กในระบบโควตา-เพิ่มช่องต่ออาชีวะ Read More »

‘อุเทนถวาย’ลั่นไม่ย้ายสถาบัน จุฬาฯ เชื่อ 15 มี.ค. ไร้เหตุรุนแรง

12 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเชิญนายสืบพงษ์ ม่วงชู รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย พร้อมนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เข้าหารือกรณีข้อพิพาทการทวงคืนที่ดินบริเวณ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ว่า อุเทนถวายได้ให้ข้อมูลที่ดินว่า มีที่มาอย่างไร โดยอ้างว่า ก่อนนี้ไม่เคยเช่าที่ดินจากจุฬาฯ กระทั่งปี 2482 ที่ดินทั้งหมดในละแวกนั้นซึ่งเป็นที่ดินพระราชมรดก ต้องโอนให้จุฬาฯ และอุเทนฯได้ถวายฎีกา ขณะนี้เรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการถวายฎีกา ส่วนกรณีที่คณะกรรมการชี้ขาดการยุติการดำเนินคดีแพ่งของหน่วยราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กยพ.) ระบุว่า ที่ดินเป็นสิทธิของจุฬาฯ และให้อุเทนฯย้ายออกนั้น อุเทนฯอ้างว่ายังไม่ได้เข้าไปสู้คดี

“อุเทนฯยืนยันว่า มีสิทธิในพื้นที่ และจะยังไม่ย้ายออก แต่ผมได้ขอให้อุเทนฯกลับไปคิดทบทวนด้วยว่าการอยู่ที่เดิมกับการย้ายไปอยู่ที่ใหม่บริเวณ ต.บางปิ้ง จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางกว่ามาก พื้นที่ใดจะมีประโยชน์ต่อการศึกษามากกว่ากัน หากอุเทนฯยอมย้าย ทางรัฐบาลจะจัดสรรงบใช้พัฒนาสถานที่ใหม่ให้กับอุเทนฯอยู่แล้ว” นายพงศ์เทพกล่าว
นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงกรณีมีข่าวศิษย์เก่าอุเทนฯ จะรวมตัววันที่ 15 มีนาคม เพื่อทวงคืนที่ดิน โดยมีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ข้อความว่า “ถ้าไม่จำเป็น อย่าใช้เส้นทางการจราจรจุฬาฯ มาบุญครอง เพราะศิษย์เก่า-ใหม่อุเทนฯ ทั่วสยามชุมนุมที่โรงเรียนอุเทนถวาย เตือนภัยมาก่อนที่จะเข้าไปโดยไม่รู้” นั้น จุฬาฯเคารพการตัดสินใจของชาวอุเทนฯ เชื่อมั่นในเกียรติภูมิชาวอุเทนฯ ว่าจะไม่ทำอะไรให้เกิดผลกระทบต่อประเทศ และสังคม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนวันที่ 15 มีนาคม จะนัดหารือผู้บริหารอุเทนฯเพื่อวางมาตรการป้องกันหรือไม่ นพ.ภิรมย์กล่าวว่า ยังไม่ได้นัดหมาย เพราะคิดว่า ไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32016&Key=hotnews

‘อุเทนถวาย’ลั่นไม่ย้ายสถาบัน จุฬาฯ เชื่อ 15 มี.ค. ไร้เหตุรุนแรง Read More »