Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

ครูประถมสอนตามยถากรรม เร่งผลิตครูช่าง – ชะลอ 7 สาขา / ชูวิทยฐานะเชิงประจักษ์

25 มีนาคม 2556

นายสุรวาท ทองบุคณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท) กล่าวว่า สถาบันอุดมศึกษาที่สอนศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ รวม 17 แห่ง ควรต้องทบทวนแผนการผลิตบัณฑิตครูใหม่ ปัจจุบันมีเด็กในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานรวม 10 ล้านคนและลดลงเรื่อยๆ ตามอัตราการเกิดที่ปรับตัวลดลงในทุกปีแต่คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาตร์ของสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 17 แห่ง ผลิตครูรวมทั้งหมดประมาณ 29,000 คนต่อปี อย่างไรก็ตาม สถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่จะเลือกผลิตครูตามความพร้อมของตัวเอง ไม่ได้ผลิตตามความต้องการจริง โดยส่วนใหญ่จะเปิดอยู่ 7 สาขา ซึ่งแต่ละสาขามียอดผลิตเกิน 20,000 คนต่อปี ดังนี้ สาขาพละและสุขศึกษา 29,557 คน, ปฐมวัย 27,462 คน, ภาษาอังกฤษ 24,698 คน, สังคมศึกษา23,596 คน, คณิตศาสตร์ 22,730 คน, ภาษาไทย 20,801 คน, วิทยาศาสตร์ 19,683 คนและคอมพิวเตอร์ 12,933 คน

นายสุรวาท กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกัน บางสาขาที่มีความต้องการโดยเฉพาะครูช่าง กลับมีการผลิตน้อยมาก เช่น สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ 2,159 คน, วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 1,668 คน, วิศวกรรมเครื่องกล1,491 คน, วิศวกรรมไฟฟ้า 1,283 คน, วิศวกรรมโยธา 1,166 คน, เทคโนโลยีเครื่องกล 154 คน,วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ 156 คน, การศึกษานอกระบบ 255 คน และสถาปัตยกรรม 248 คน ดังนั้น ศธ. ควรหารือกับสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตบัณฑิตครู และหน่วยงานที่ใช้ครูต้องปรับการผลิตครูใหม่ เลิกผลิตตามความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษา แล้วหันมาผลิตเพิ่มในสาขาที่ขาดแคลน ขณะเดียวกันต้องควบคุมการผลิตครูใน 7 สาขาที่ผลิตมากเกินด้วย อย่างไรก็ดี การควบคุมการผลิตครูของสถาบันอุดมศึกษาทำได้ยาก ปัจจุบันไม่มีแม้กระทั่งตัวเลขการผลิตครูที่แท้จริงจึงเสนอให้มีการตั้งกรรมการคุรุสภาแห่งชาติขึ้นมาเพื่อมาทำงานตรงนี้
“ยังพบข้อมูลด้วยว่า มีครูในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 14,000 แห่ง รวมประมาณ 100,000 คน ต้องรับภาระการสอน8 สาระวิชา สอนเกินวันละ 6 ชั่วโมง ครูเหล่านี้ไม่สามารถทำแผนการสอนได้ครบทุกวิชา แต่ใช้วิธีทำแผนการสอนแค่วิชาเดียวแล้วอนุโลมให้กับอีก 7 วิชาที่เหลือ จึงเป็นการสอนตามยถากรรม ฉะนั้น จึงเสนอให้ สพฐ. ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ ลงรายละเอียดให้เห็นแนวทางการสอน เป็นตัวอย่างแผนการสอนให้ครูนำไปใช้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือครูอีกทาง”
นายสุรวาท กล่าวและว่า ยังมีปัญหาเรื่องการให้รางวัลไม่ถูกคน คนเอาใจใส่การสอนกลับไม่ได้รางวัล คือ การเลื่อนวิทยฐานะเพราะเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะนั้น กำหนดให้ครูต้องคิดค้นนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ มาเสนอ แต่ในทางปฏิบัติ คนทำจริงด้วยตัวเองมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ไปว่าจ้างเขาทำแล้วก็ได้วิทยฐานะ จึงเป็นการให้รางวัลไม่ถูกคน แต่ถ้าครูตั้งใจคิดค้นนวัตกรรมเองจริงก็ต้องทิ้งการสอนในห้อง เป็นผลเสียกับเด็กอีก ฉะนั้นการประเมินวิทยฐานะควรเปลี่ยนมาเป็นการประเมินเชิงประจักษ์จากการสอนในห้องเรียน

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32211&Key=hotnews

ครูประถมสอนตามยถากรรม เร่งผลิตครูช่าง – ชะลอ 7 สาขา / ชูวิทยฐานะเชิงประจักษ์ Read More »

ปัญหาการศึกษาไทยถอยหลังลงคลอง ชี้การเรียนการสอนด้อย-ขาดจิตสำนึก

25 มีนาคม 2556

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะกลุ่มเป้าหมายครูเพื่อสังคม ในหัวข้อเรื่อง”บทบาทของครูต่อการศึกษา สังคมและประเทศชาติ” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อสร้างเครือข่ายครูเพื่อสังคมที่มีศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรม ในการฝึกอบรมสั่งสอนเยาวชนทั้งในด้านวิชาการ ความประพฤติสมควรเป็นครูต้นแบบ เนื่องจากปัญหาของการศึกษาไทยในขณะนี้มีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ปัญหาการขาดความรับผิดชอบของครู ทั้งที่มีการให้งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท หรือแม้แต่การเพิ่มเงินเดือนครูให้มากขึ้น แต่กลับปรากฏว่าการเรียนการสอนไม่ดีขึ้น และส่งผลให้สัมฤทธิ์ผลทางการเรียนไม่ปรากฏ 2.ปัญหาความแตกต่างทางการศึกษา จากอัตราครูที่สูงขึ้น เงินเดือนที่สูงขึ้น มีผู้บริหารจำนวนมากขึ้น แต่การศึกษากลับถดถอยไม่มีความก้าวหน้า 3.เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ระหว่างโรงเรียนในเมืองหลวง เมืองใหญ่ และชนบท ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะระบบการเมืองที่ล้มลุกคลุกคลาน ไม่เข้มแข็ง ไม่มั่นคง แต่ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนที่มีการจัดการเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ ฉะนั้นรัฐบาลในฐานะเสาหลัก สมควรที่จะให้มีการฝึกอบรมครู เพื่อให้มีจิตใจความเป็นครูมากขึ้น ปฏิบัติหน้าที่ของครูที่มีต่อศิษย์อย่างสมบูรณ์ เป็นกัลยาณมิตรของศิษย์ และผู้บริหารโรงเรียนเปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัวจะต้องวางระบบการจัดการเรียนการสอนใหม่ เน้นการพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณธรรม จริยธรรม ให้มากยิ่งขึ้น

          ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ กล่าวถึงกรณีการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วยว่า นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รมช.ศึกษาธิการ จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งหากมีการอ้างชื่อว่า เกี่ยวข้องกับผู้บริหารคนใดต้องทำการย้าย เพื่อไปช่วยราชการที่อื่นก่อน ซึ่งไม่ใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการสั่งย้าย เพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนครูผู้ช่วยจำนวน 486 อัตราที่ดีเอสไอเห็นสมควรให้ปลดออกนั้น เพื่อความสุจริต โปร่งใส จึงเห็นควรให้ออกตามที่ดีเอสไอเสนอ และต้องรีบดำเนินการหาครูมาบรรจุแทน เพราะขณะนี้มีโรงเรียนอีกหลายพันแห่งที่มีครูคนเดียว แต่ต้องสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32209&Key=hotnews

ปัญหาการศึกษาไทยถอยหลังลงคลอง ชี้การเรียนการสอนด้อย-ขาดจิตสำนึก Read More »

“พงศ์เทพ” เห็นด้วยยืดอายุ “วีซ่า” ชี้อุปสรรคต่อการศึกษาในกลุ่มอาเซียน

25 มีนาคม 2556

“พงศ์เทพ” เห็นด้วยขยายอายุวีซ่า ชี้ปัญหาวีซ่าเป็นอุปสรรคต่อการแลกเปลี่ยน นร. นศ.ครูในกลุ่มอาเซียน ย้ำหากต้องการเป็นศูนย์กลางการศึกษาอาเซียน ต้องปรับระบบเพื่ออำนวยความสะดวก ลั่นราชการมีหน้าที่รับใช้ประชาชน

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้อุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา และครูอาจารย์ของกลุ่มประเทศอาเซียนรวมทั้งประเทศไทย คือ เรื่องระยะเวลาของวีซ่าเพื่อพำนักในประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนประเทศไทยนั้น ตนกำลังจะดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าด้วย ด้วยเห็นว่าเมื่อเราจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 และต้องการที่ให้ประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน ก็ควรต้องมาจัดระเบียบในเรื่องของระบบวีซ่า เช่น ขอครั้งเดียวแต่กำหนดระยะเวลาการอยู่ในประเทศได้นาน เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ต้องการมาเรียน ไม่ต้องประสบปัญหายุ่งยากซับซ้อน ซึ่งกรณีการเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนเพื่อเข้ามาศึกษาต่อนั้นก็อาจจะทำระบบวีซ่านักเรียน เหมือนกับที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ทำโดยมีเงื่อนไขว่าต้องลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา
“ผมเห็นด้วยกับการขยายเวลาการขอวีซ่าอยู่ในไทยเพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษา เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ไม่ต้องทำ แต่ต้องจัดระบบให้ชัดเจนกรณีนักเรียนก็ทำวีซ่านักเรียน หรือการแลกเปลี่ยนครูอาจารย์ต่างชาติมาสอนในไทย ที่ต้องยอมรับว่าหากเราเป็นศูนย์กลางการศึกษาเปิดหลักสูตรนานาชาติจำเป็นต้องการครูต่างชาติจำนวนมาก ตรงนี้ก็ต้องอำนวยความสะดวกเช่นกัน แต่ต้องดูว่าจะกำหนดเวลาแค่ไหนอย่างไร แต่ไม่ใช่ให้ต้องมายื่นเรื่องต่อวีซ่าแบบขอซ้ำขอซาก”นายพงศ์เทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เคยทำหนังสือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อขอปรับแนวทางปฏิบัติให้อาจารย์และนักศึกษาต่างชาติ ไม่ต้องต่อวีซ่าในทุก 3 เดือน แต่สามารถให้อยู่ในประเทศไทยจนกว่าจะเรียนจบ แต่ได้รับการยืนยันว่าระบบที่เป็นในปัจจุบันเหมาะสมแล้ว นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ยอมรับว่าเรื่องวีซ่านั้นขึ้นอยู่กับหลายหน่วยงานซึ่งคงต้องมาหารือร่วมกัน คาดว่าต้องใช้เวลาดำเนินการพอสมควร แต่ที่สำคัญระบบราชการจะต้องอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
“ผมเคยอยู่ระบบราชการมานาน ผมถือว่าระบบราชการมีหน้าที่รับใช้คน รับใช้ประชาชน ระบบราชการไม่ใช่สร้างปัญหา เราต้องทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสะดวก การทำอะไรก็ต้องคิดว่ามีเหตุผลอะไรแค่ไหนจึงต้องทำแบบนั้น เช่น เหตุผลว่ามาต่อวีซ่าทุกปีเป็นเหตุผลดีก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าไม่มีเหตุผลทำแบบนั้นสร้างความยุ่งยากก็ไม่มีประโยชน์อะไร ครั้งหนึ่งเราเคยเก็บภาษีคนเดินทางไปต่างประเทศ เพราะไม่อยากให้ไปคนละ 500 บาท สุดท้ายต้องเลิกเพราะคำนวณแล้วค่าใช้จ่ายการเก็บบมากกว่า 500 บาท เช่นกันกับเรื่องนี่การให้คนมาต่อเวลาทุกคนมีค่าเขาเสียเวลาค่าใช้จ่ายมา หากต้องเก็บค่าธรรมเนียมก็เก็บทีเดียวไม่ดีกว่าหรือ หรือหาวิธีส่งเงินมาก็ได้ซึ่งมีวิธีมากมายที่ทำได้” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

กรุงเทพฯ–25 มี.ค.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32208&Key=hotnews

“พงศ์เทพ” เห็นด้วยยืดอายุ “วีซ่า” ชี้อุปสรรคต่อการศึกษาในกลุ่มอาเซียน Read More »

สทศ.ประกาศผลโอเน็ต’ม.6’

25 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทศ.ได้ประมวลผลสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2555 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรียบร้อยแล้ว และประกาศผลทางเว็บไซต์ สทศ. www.niets.or.th เร็วขึ้นจากกำหนดเดิมที่ประกาศผลสอบโอเน็ต วันที่ 10 เมษายน

สทศ.ได้วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานการสอบแต่ละวิชา ดังนี้ ภาษาไทย เข้าสอบ 391,662 คน คะแนนเฉลี่ย 47.19 คะแนน สูงสุด 96.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เข้าสอบ 392,914 คน คะแนนเฉลี่ย 36.27 คะแนน สูงสุด 88.13 คะแนน และต่ำสุด 1.25 คะแนน ภาษาอังกฤษ ผู้เข้าสอบ 392,468 คน คะแนนเฉลี่ย 22.13 คะแนน สูงสุด 98.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน คณิตศาสตร์ เข้าสอบ 392,818 คน คะแนนเฉลี่ย 22.73 คะแนน สูงสุด 100.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน
วิทยาศาสตร์ เข้าสอบ 391,524 คน คะแนนเฉลี่ย 33.10 คะแนน สูงสุด 93.22 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน สุขศึกษาและพลศึกษา เข้าสอบ 391,145 คน คะแนนเฉลี่ย 53.70 คะแนน สูงสุด 90.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน ศิลปะ ผู้เข้าสอบ 391,111 คน คะแนนเฉลี่ย 32.73 คะแนน สูงสุด 73.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน และการงานอาชีพและเทคโนโลยี เข้าสอบ 391,096 คน คะแนนเฉลี่ย 45.76 คะแนน สูงสุด 88.00 และต่ำสุด 4.00 คะแนน ทั้งนี้นักเรียนสามารถยื่นขอดูกระดาษคำตอบได้หลังประกาศผลการทดสอบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) ในวันที่ 10 เมษายนนี้
นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบความเรียบร้อยของการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในวันนี้ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามีเด็กสมัครสอบเข้าเรียน จำนวน 11,923 คน รับได้ 1,100 คน ส่วนเด็กที่พลาดหวัง สพฐ.ยังมีที่นั่งเรียนโรงเรียนอื่นรองรับอีกจำนวนมาก

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32207&Key=hotnews

สทศ.ประกาศผลโอเน็ต’ม.6’ Read More »

คะแนนเฉลี่ยสอบ NT เด็ก ป.3 ไม่ถึงครึ่งทุกวิชา สพฐ.เตรียมวิเคราะห์หาทางแก้ไข

20 มีนาคม 2556
สพฐ.เผยผลสอบ NT ม.3 หลังเปลี่ยนใช้แนวทางวัดผล 3 ด้านแบบ PISA พบคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่ง เตรียมวิเคราะห์แบบรายภาค และแบบเชิงลึกหาจุดอ่อนของนักเรียน พร้อมจัดทำเป็นคู่มือการเรียนการสอน หวังแก้ปัญหาให้ตรงจุด

วันนี้ (20 มี.ค. 2556) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ปี 2555 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดสอบประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ National Test (NT) ระดับชั้น ป.3 ปีการศึกษา 2555 จำนวนทั้งสิ้น 496,196 คน จาก 28,204 โรงเรียน โดยได้เปลี่ยนแนวข้อสอบไปใช้แนวทางการวัดผลของโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) ซึ่งเน้นการทดสอบ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านภาษา ด้านการคำนวณ และด้านเหตุผล ซึ่งผลการทดสอบปรากฏว่า ด้านภาษา มีคะแนนเฉลี่ย 42.94 โดยนักเรียนยังต้องปรับปรุงเรื่องการคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน และการสรุปเรื่องราวจากเรื่องที่อ่าน รวมถึงการนำเรื่องที่อ่านไปใช้ในชีวิตประจำวัน ด้านการคำนวน มีคะแนนเฉลี่ย 37.45 ต้องปรับปรุงเรื่องการวัดและวิเคราะห์ข้อมูลความน่าจะเป็น และด้านเหตุผล มีคะแนนเฉลี่ย 45.92 ซึ่งนักเรียนยังมีปัญหาอยู่คือ เรื่องการนำข้อมูลหรือสารสนเทศมาวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในการวางแผน

นายชินภัทร กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ สพฐ.จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับปรุง เพื่อจัดทำเป็นคู่มือและสื่อการเรียนการสอนสำหรับใช้ในปีการศึกษา 2556 ต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการวิเคราะห์ผลคะแนนเป็นรายภูมิภาค ยังคงเป็นคะแนนภาพรวมในเบื้องต้น แต่ก็พอจะทำให้ สพฐ. เห็นภาพรวมในรอบแรกแล้วว่า คุณภาพการศึกษาของนักเรียนเป็นอย่างไร ส่วนการวิเคราะห์ในเชิงลึกว่าจุดใดเป็นจุดอ่อนของนักเรียน และเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน รวมถึงการจำแนกผลคะแนนตามกลุ่มพื้นที่ต่าง ๆ นั้น สพฐ.จะมีการดำเนินการวิเคราะห์ต่อไป เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดมากที่สุด

สำหรับรายงานผลการประเมิน NT มีรายละเอียด ดังนี้
1.ความสามารถด้านภาษา
คะแนนเต็ม 30 คะแนน ต่ำสุด 0 คะแนน สูงสุด 28 คะแนน
มีคะแนนเฉลี่ย 12.88 คิดเป็นร้อยละ 42.94
มีนักเรียนที่อยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 16.39
พอใช้ ร้อยละ 32.61
ดี ร้อยละ 35.02
และดีเยี่ยม ร้อยละ 15.98
2.ความสามารถด้านคำนวน
คะแนนเต็ม 30 คะแนน ต่ำสุด 0 คะแนน สูงสุด 30 คะแนน
มีคะแนนเฉลี่ย 11.23 คิดเป็นร้อยละ 37.45
มีนักเรียนที่อยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 13.41
พอใช้ ร้อยละ 46.54
ดี ร้อยละ 22.05
และดีเยี่ยม ร้อยละ 17.99
3.ความสามารถด้านเหตุผล
คะแนนเต็ม 30 คะแนน ต่ำสุด 0 คะแนน สูงสุด 30 คะแนน
มีคะแนนเฉลี่ย 13.77 คิดเป็นร้อยละ 45.92
มีนักเรียนอยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 21.54
พอใช้ ร้อยละ 27.24
ดี ร้อยละ 33.12
และดีเยี่ยม ร้อยละ 18.10

กรุงเทพฯ–20 มี.ค.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32160&Key=hotnews

คะแนนเฉลี่ยสอบ NT เด็ก ป.3 ไม่ถึงครึ่งทุกวิชา สพฐ.เตรียมวิเคราะห์หาทางแก้ไข Read More »

ทุจริตสอบครู ปัญหาและทางออก

20 มีนาคม 2556

อดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7

          ข่าวการทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครู สะเทือนความรู้สึกของคนในสังคมจำนวนมากว่า “เริ่มต้นจะเป็นครูก็โกงเสียแล้ว” “เด็กที่ครูเหล่านี้สอนจะเป็นอย่างไร” “วงการแม่พิมพ์ของชาติยังเป็นเช่นนี้แล้วจะไปหวังอะไรได้” และยังสะท้อนความล้มเหลวของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์การทางราชการขนาดใหญ่มหึมา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีแนวคิดและกฎหมายในการบริหารจัดการองค์การในรูปแบบองค์คณะบุคคล หรือคณะกรรมการ กระจายอำนาจการบริหารจัดการไปยังเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษา (สพป., สพม.) ทั่วประเทศ (แต่ข้อเท็จจริงยังก้าวไม่พ้นการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง) ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือ
ทำไมจึงมีคนอยากเป็นครูกันมาก ทำไมต้องโกง เขาโกงกันอย่างไร มีคนใน สพฐ. ร่วมขบวนการด้วยหรือไม่
ทางออกควรทำอย่างไร ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นประธานอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7 (อ.ก.ค.ศ.) เคยจับกลโกงการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการครูมาตรา 38 ค (2) ที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 7 จัดสอบได้ ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาผิดผู้ทุจริต และปรับ ผู้ทุจริต “ตก” ทุกราย และในฐานะอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง จึงขอนำเสนอประเด็นเหล่านี้ต่อสาธารณะ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง
ทำไมจึงมีคนอยากเป็นครูกันมาก
จากข้อมูลการรับนักศึกษาสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พบว่า แต่ละปีมีทิศทางการรับนักศึกษาสาขาดังกล่าวมากขึ้น เริ่มจากปีการศึกษา 2551 มียอดรับเพียง 26,730 คน ปี 2552 มียอด 37,890 คน ปี 2553 มียอด 52,515 คน ปี 2554 มียอด 66,128 คน และปี 2555 มียอด 57,294 คน เมื่อนำยอดรับแต่ละปีมารวมกัน หรือคิดยอดรับปีการศึกษา 2555 ว่าจะไปศึกษาจบ ช่วงปี 2560 จะมีบัณฑิตครูที่จบการศึกษาไปไม่ต่ำกว่า 240,000 คน
นี่ยังไม่รวมผู้ที่เข้าเรียนตามหลักสูตร ประกาศ นียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) สาขาวิชาชีพครูทั้งของมหาวิทยาลัย ราชภัฏ มหาวิทยาลัยรัฐเดิมทั้งมหาวิทยาลัยเปิด-ปิด และมหาวิทยาลัยเอกชนอีกจำนวนมาก
สาเหตุที่สำคัญคือเพราะครูมีบัญชีเงินเดือนตาม พ.ร.บ.ของครูเอง และยังสามารถทะลุแท่งเงินเดือนกรณีเงินเดือนเต็ม มีเงินวิทยฐานะ ระดับชำนาญการ (3,500 บาท) ระดับชำนาญการพิเศษ (5,600 + 5,600 บาท) ระดับเชี่ยวชาญ (9,900 + 9,900 บาท) และระดับเชี่ยวชาญพิเศษ (13,000 + 13,000 ถึง 15,600 + 15,600 บาท) การเข้าสู่ตำแหน่งระดับชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ ที่ปัจจุบันเปรียบเสมือนเป็นสวัสดิการส่วนหนึ่งของครูไปแล้ว มีปิดเทอม มีสวัสดิการรักษาพยาบาลทั้งคู่สมรส บิดา มารดา อาจกล่าวได้ว่าครูเป็นอาชีพที่อยู่กับพื้นที่แต่มีค่าตอบแทน และสวัสดิการอื่นๆ ที่ดีกว่าข้าราชการอื่นหลายหน่วยงาน และรวมทั้งดีกว่าอาจารย์มหา วิทยาลัยด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีคนสนใจอยากจะเป็นข้าราชการครูกันจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน ภาคเหนือ ที่โอกาสของลูกหลานจะ ได้รับราชการก็คือเป็นข้าราชการครูและตำรวจ เพราะสองอาชีพนี้ใช้ต้นทุนค่อนข้างต่ำในการส่งลูกเรียน (ส่วนใหญ่เรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ) เมื่อเทียบ อาชีพอื่นๆ
ทำไมต้องโกง เขาโกงกันอย่างไร มีคนใน สพฐ.ร่วมขบวนการด้วยหรือไม่
เมื่อมีคนอยากเป็นครูกันมากแต่อัตราบรรจุมีน้อย หากจะสอบแข่งขันกันธรรมดาก็เป็นการยากที่จะสอบได้ การทุจริตสอบจึงเกิดขึ้น และยิ่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 47 ได้กำหนดให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การ ศึกษา เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและ แต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อ.ก.ค.ศ.หลายเขตพื้นที่ได้ใช้อำนาจในทางมิชอบโดยเปิดสอบบรรจุและเรียก เงินผู้เข้าสอบหัวละหลายแสนบาท สร้างความบอบช้ำ และความอัปยศให้กับวงการศึกษาเป็นอย่างมาก แทบจะไม่มีใครเชื่อมั่นในการจัดสอบบรรจุของเขตพื้นที่เลย
ส.พ.ฐ.และ ก.ค.ศ. ปล่อยปละละเลย ไม่เคยเอาใจใส่เรื่องนี้อย่างจริงจัง ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งการสอบบรรจุครู สอบผู้บริหาร ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชัดเจน บางคนย้ายไปอยู่เขตไหนก็ถูกครูเดิน ขบวนไล่ทุกเขต แต่ สพฐ.และ กคศ.ก็ยังเลี้ยงอยู่ได้ แถมบางคนกลับได้ดิบได้ดีย้ายเข้าไปเป็นใหญ่เป็นโตในกระทรวงเสียอีก !! แล้วอย่างนี้ใครจะเชื่อมั่นกับ สพฐ.และ กคศ. จนมีเรื่องร้องเรียนจาก ส.ส.ภาค อีสาน สมัย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็น รมว.ศธ. จึงได้ใช้วิธีแบบมักง่าย ทำผิด พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 รวบอำนาจไปให้ สพฐ.ดำเนินการทั้งสอบครูผู้ช่วย สอบบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 38 ค (2) และผู้บริหาร แต่ก็ไม่พ้นฝีมือของพวกทุจริต แถมยังขยายวงในการทุจริตออกไปเป็นวงกว้าง ฉาวโฉ่กันทั่วประเทศ
กลโกงในการทุจริตการสอบบรรจุครู กรณีเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการจัดสอบบรรจุเอง กลโกงไม่มีอะไรซับซ้อน คือ
1.โกงโดยผู้จัดสอบ (อ.ก.ค.ศ.) เช่น การบอกข้อสอบก่อนสอบ การเปลี่ยนกระดาษคำตอบภายหลังการสอบ การแก้ไขคะแนนผลการสอบ การโกงแบบนี้ต้องเป็นการฮั้วกันของ อ.ก.ค.ศ.ทั้งชุด เพราะอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาฯ จึงทำได้โดยง่าย ผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาฯ และประธาน อ.ก.ค.ศ.
2.โกงโดยผู้เข้าสอบ เนื่องจากแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาฯ ใช้ข้อสอบของเขตพื้นที่ตัวเอง ดังนั้น ข้อสอบแต่ละเขตจึงไม่เหมือนกัน แก๊งทุจริตทั้งหลายจึงไม่ลงทุนการโกงด้วยเทคโนโลยี เพราะกลุ่มเป้าหมายอยู่ในวงแคบ แต่โกงโดยให้มือปืนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสอบ (ต้องเป็นคนเก่งแกมโกงด้วย) หาวิธี สมัครสอบให้ได้ที่นั่งในห้องสอบเดียวกันกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการส่งคำตอบให้ลอกโดยการส่งสัญญาณภาษากายเป็นท่าทางต่างๆ เพราะเขตพื้นที่ฯ ใช้ ข้อสอบเพียงชุดเดียว และมักจัดที่นั่งสอบตามหมายเลขผู้สมัคร กระทั่งในการจัดสอบบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 38 ค (2) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2554 สพฐ.ได้มีหนังสือสั่งการให้จัดผู้เข้าสอบเรียงรายชื่อตามลำดับพยัญชนะ แก๊งทุจริตเข้าสอบที่เขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 7 ถึงกับลงทุนไปเปลี่ยนชื่อนำหน้าให้เหมือนกับมือปืนเพื่อให้ ได้นั่งสอบในห้องเดียวกัน จนมีสามารถสอบติดอันดับ 1-8
ผู้เขียนในฐานะประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ได้ไปแจ้งความเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็ไม่สามารถหาหลักฐานความผิดจากกฎหมายฉบับใดได้ อาศัยเพียงความเห็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ว่า เชื่อได้ว่ามีการทุจริตจริง มาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจปรับ ผู้เข้าสอบ ทั้ง 8 รายให้ตก และได้รายงานเรื่องให้ สพฐ.และ กคศ.ทราบ แต่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้นจาก สพฐ.และ ก.ค.ศ. ในการนำเรื่องนี้ไปเป็นบทเรียน ไม่มีการให้คำปรึกษาในทางที่จะเอาผิดกับพวกทุจริต ไม่มีการให้กำลังใจ อ.ก.ค.ศ.ที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ มีแต่จะให้หมกเม็ดเรื่องนี้เอาไว้
ส่วนกลโกง กรณี สพฐ.รวบอำนาจไปออกข้อสอบเอง เนื่องจากทุกเขตพื้นที่ฯ ที่จัดสอบใช้ข้อสอบฉบับเดียวกันทั่วประเทศ กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสทองของแก๊งทุจริตมืออาชีพ ผสมโรงกับแก๊งทุจริตในคราบของข้าราชการ สพฐ.ทั้งบิ๊กเนมและ โนเนม (หากไม่มีระดับบิ๊กเนม สพฐ.ร่วมด้วยข้อสอบ จะรั่วได้อย่างไร) ทุจริตทั้งแบบแมนนวลและเทคโนโลยี เช่น เข้าสอบแทน ส่งสัญญาณท่าทาง ใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือ อยากให้ดูการป้องกันการทุจริตในการสอบตำรวจ ที่ใช้ข้อสอบ 3 ชุด ใช้เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ ถอดเสื้อผ้าตรวจก่อนเข้าห้องสอบ ส่งข้อสอบให้สนามสอบทางเฮลิคอปเตอร์ ก็ยังโกงกันได้ ในขณะที่การสอบบรรจุครู ใช้ข้อสอบชุดเดียว ส่งข้อสอบทางไปรษณีย์ ไม่มีการป้องกันการใช้สัญญาณโทรศัพท์ มันจะไปเหลืออะไร
ทางออกควรทำอย่างไร
ผู้เขียนเชื่อในเจตนาดีของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการส่วนใหญ่ ที่ต้องการให้การสอบบรรจุคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูเป็นครูผู้ช่วย เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม เพียงแต่ฝีมือในการบริหารจัดการเรื่องนี้ยังมือไม่ถึง ประกอบกับ สพฐ.และ กคศ. ซึ่งมีอำนาจโดยตรงในเรื่องนี้ไม่เคยเอาจริงเอาจังในการปราบปรามการทุจริตหลายๆเรื่องในวงการศึกษา ผู้ใหญ่ส่วนมากในกระทรวงศึกษาธิการ (และกระทรวงอื่นๆ) ล้วนเติบโตมาจากฝ่ายการเมือง จึงนึกถึงแต่ความอยู่รอดในตำแหน่งหน้าที่ของตนเองเป็นหลัก ไม่ได้ยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงาน บางครั้งยอมแม้กระทั่งการเลี่ยงบาลีทำผิดกฎหมาย หากฝ่ายการเมืองสั่ง ดังเช่น การจัดสอบบรรจุครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 38 ค (2) ที่ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรา 47 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่อย่างชัดเจน ส่วน ก.ค.ศ.มีอำนาจในการกำหนดหลักสูตร วิธีการสอบแข่งขัน และวิธีดำเนินการที่เกี่ยวกับการสอบแข่งขัน ตลอดจนเกณฑ์ตัดสิน การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้น บัญชี เป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น และการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งตามเจตนารมณ์ของ กฎหมายคือ เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ นำไปปฏิบัติ หาก ศธ.โดย สพฐ.และ กคศ.เห็นว่า จะให้ส่วนกลางโดย สพฐ.เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดมาตรฐาน มีความยุติธรรม (แต่ทำไม่ได้) ต้องเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก่อน
ส่วนตัวผู้เขียนเองเห็นว่า ควรต้องคืนอำนาจการการดำเนินการสอบฯ ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาฯ จะทำให้เขตพื้นที่ฯ เข้มแข็ง ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดย สพฐ.ต้องมีนโยบายให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาฯ มอบอำนาจให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่หรือใกล้เคียงดำเนินการด้านการออกข้อสอบ อ.ก.ค.ศ.ดำเนินการจัดสอบ สพฐ.ส่งตัวแทนเข้าไปควบคุมการสอบ
ที่สำคัญคือ หากพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นให้ดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญา อย่างจริงจังกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในฝ่ายรัฐบาลจะต้องตรา หรือแก้ไขกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งให้สามารถเอาผิดผู้ทุจริตการสอบทุกวิธีทั้งทางแพ่งและอาญา โดยเฉพาะผู้ที่สมัครเข้าสอบเพื่อให้บุคคลอื่นลอกคำตอบด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม ยังไม่ปรากฏว่ามีฐานความผิดจากกฎหมายฉบับใดเอาผิดพวกนี้ ได้เลย

–มติชน ฉบับวันที่ 21 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32152&Key=hotnews

ทุจริตสอบครู ปัญหาและทางออก Read More »

12 ทักษะ เด็กไทยในอนาคต

21 มีนาคม 2556

12 ทักษะ เด็กไทยในอนาคต

ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรฯ ได้สรุปเบื้องต้นร่างทักษะของเด็กไทยในอนาคตที่อยากเห็นจากหลักสูตรการศึกษาไทย ซึ่งมี 12 ทักษะ ดังนี้ 1. ทักษะในการเรียนรู้ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สามารถหาความรู้ใหม่ได้ตลอดชีวิต 2. มีกระบวนการคิดแบบพิเคราะห์ 3. มีความคิดและความสามารถในการสร้างสรรค์ 4. มีความสามารถในการเผชิญปัญหา หาแนวทางและดำเนินการแก้ไขปัญหา 5. มีความสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการดำรงชีวิตในยุคใหม่ 6. มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 7. มีความสามารถในการสื่อสาร ถ่ายทอดความคิด ความรู้ และสร้างความเข้าใจ 8. มีสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 9. มีทักษะในการครองสติ เสริมสร้างจิตปัญญาและความดี 10. มีทักษะความเป็นไทย ซึ่งสามารถใช้ดำรงตนในโลกยุคใหม่ 11. มีทักษะประชาธิปไตย เคารพความคิดและความเห็นที่แตกต่าง สามารถบริหารความขัดแย้งได้ และ12. มีทักษะในการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ มีความเป็นผู้ประกอบการและการมีอาชีพที่มีคุณภาพ
“12 ทักษะดังกล่าวดึงมาจากสิ่งที่หลายคนต้องการอยากจะเห็นในเด็กศตวรรษที่ 21 และเป็นสิ่งที่เด็กไทยยังขาดอยู่ โดยจะใช้เป็นแนวทางในการยกร่างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ที่กำหนดโครงสร้างหลักสูตร เนื้อหาด้านวิชาการ กระบวนการเรียนการสอน และกิจกรรมประกอบหลักสูตร อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะนำร่างนี้เผยแพร่ไปยังสื่อต่างๆ เพื่อรับฟังความคิดและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อนำมาสรุปเป็นร่างที่สมบูรณ์ต่อไป” ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32173&Key=hotnews

12 ทักษะ เด็กไทยในอนาคต Read More »

เร่งคลอดสถาบันอาชีวศึกษาเกษตร รมต.จ่อเซ็นหลักสูตรป.ตรี 4 ภาค – เล็งสอนปี’57

21 มีนาคม 2556

เร่งคลอดสถาบันอาชีวศึกษาเกษตร รมต.จ่อเซ็นหลักสูตรป.ตรี 4 ภาค – เล็งสอนปี’57

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ว่า ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหนังสือแจ้งให้ตนพิจารณายืนยันความเห็นร่างกฎกระทรวงการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร พ.ศ. …. นั้น ขณะนี้ตนได้แจ้งยืนยันความเห็นกลับไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยขั้นตอนต่อไปทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะส่งข้อมูลไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ ก่อนเสนอ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ลงนาม เพื่อประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป ทั้งนี้ ทางวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ตั้งเป้าที่จะเปิดการเรียนการสอนระดับปริญาตรี ในปีการศึกษา 2557 โดยระหว่างนี้ได้เตรียมความพร้อม ในการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรต่อไปอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ วษท.เชียงใหม่ วษท.แพร่ วษท.พะเยา วษท.ฉะเชิงเทรา และวิทยาลัยประมงปัตตานี ได้เข้าร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษา 19 แห่ง นำร่องเปิดสอนปริญญาตรีในปีการศึกษา 2556 ไปแล้ว
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว กำหนดให้มีสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภูมิภาค คือ 1.ภาคเหนือ ประกอบด้วย วษท.ตาก วษท.เชียงราย วษท.ลำพูน วษท.สุโขทัย วษท.กำแพงเพชร วษท.พิจิตร วษท.เพชรบูรณ์ วษท.นครสวรรค์ และวษท.อุทัยธานี 2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย วษท.ร้อยเอ็ด วษท.อุดรธานี วษท.ขอนแก่น วษท.มหาสารคาม วษท.ศรีสะเกษ วษท.ยโสธร วษท.อุบลราชธานี วษท.นครราชสีมา วษท.ชัยภูมิ และวษท.บุรีรัมย์ 3.ภาคกลาง ประกอบด้วย วษท.สิงห์บุรี วษท.กาญจนบุรี วษท.ชัยนาท วษท.สุพรรณบุรี วษท.เพชรบุรี วษท.ราชบุรี วษท.ชลบุรี วษท.สระแก้ว วษท.ลพบุรี และวษท.ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร และ 4.ภาคใต้ ประกอบด้วย วษท.นครศรีธรรมราช วษท.ชุมพร วษท.สุราษฎร์ธานี วษท.ระนอง วษท.พังงา วษท.กระบี่ วษท.ตรัง วษท.พัทลุง วษท.สงขลา วษท.สตูล วิทยาลัยประมงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 22 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32175&Key=hotnews

เร่งคลอดสถาบันอาชีวศึกษาเกษตร รมต.จ่อเซ็นหลักสูตรป.ตรี 4 ภาค – เล็งสอนปี’57 Read More »

สช.จัด “สุภาพบุรุษอาชีวะจิตอาสา เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รุ่นที่ ๓

21 มีนาคม 2556

สช.จัด “สุภาพบุรุษอาชีวะจิตอาสา เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รุ่นที่ ๓

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวถึง “กิจกรรมสุภาพบุรุษอาชีวะจิตอาสาเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ” ที่ทาง สช.โดยกลุ่มงานโรงเรียนอาชีวศึกษา ได้จัดขึ้น โดยกิจกรรมในครั้งนี้ได้จัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นรุ่นที่ ๓ ติดต่อกัน มีนักเรียน นักศึกษาสุภาพบุรุษอาชีวะเข้าร่วมจำนวน ๑๔๑ คน โดย รุ่นที่ ๑ ณ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบบ้านคลองตะเคียนชัย อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว รุ่นที่ ๒ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านทุ่งกบินทร์ อ.วังสมบูรณ์ จ.สรแก้ว สองรุ่นนี้ได้ดำเนินการไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วและรุ่นที่ ๓ โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านนาอิสาน อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา ระหว่างวันที่ ๑๑-๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ โดยมีครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้จำนวน ๕๗ คน รวมถึงครูฝึกจากโรงเรียนสงครามพิเศษ จ.ลพบุรี ด้วย
เลขาฯ กช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ทาง สช.ได้ร่วมกับกองทัพบกและ ศอศ. ในการจัดกิจกรรม เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษาได้แสดงออกในเชิงสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ร่วมกันคิด ร่วมกันลงมือทำ ใช้ความรู้ความสามารถที่มีอยู่ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับสังคม ในการไปทำกิจกรรมของนักเรียน นักศึกษาในแต่ละครั้ง ถือเป็นการฝึกความอดทน ฝึกปรือวิชาที่ได้เรียนมาและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงการใช้ชีวิตในค่ายกิจกรรมร่วมกันกับบุคคลอื่นนั้น จะทำให้เด็กๆ รู้จักการปรับตัวและรู้จักมารยาทในการเข้าสังคม มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับคนภายนอก และเพื่อให้เป็นแบบอย่างที่ดี แก่รุ่นน้องในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ กิจกรรมดีให้กับสังคมภายนอกได้รับรู้ อีกทั้ง กองทัพบก ก็เป็นหน่วยงานที่สนับสนุนและให้ความร่วมมือในการฝึกอบรมและพัฒนานักเรียน นักศึกษาสุภาพบุรุษอาชีวะเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ทาง สช.จึงเล็งเห็นว่าการจัดกิจกรรมในครั้งนี้ จะสามารถช่วยให้สังคมภายนอกได้รับรู้ และยอมรับในตัวนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา รวมถึงปรับเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อเด็กอาชีวะให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นอีกด้วย

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 21 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32182&Key=hotnews

สช.จัด “สุภาพบุรุษอาชีวะจิตอาสา เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รุ่นที่ ๓ Read More »

สพฐ.จ่อฟันอีก 10 เขต โกงสอบครู อานันท์แนะปฏิรูปแม่พิมพ์คุณภาพ

22 มีนาคม 2556

สพฐ.จ่อฟันอีก 10 เขต โกงสอบครู อานันท์แนะปฏิรูปแม่พิมพ์คุณภาพ

“สพฐ.” เตรียมตั้งกรรมการ 5 ชุด สอบทุจริตสอบครูผู้ช่วย 10 เขต รวมทั้ง4 เขต ที่ดีเอสไอชงโมฆะ “ผู้ตรวจราชการ ศธ.” จี้ ดีเอสไอ เร่งรับเป็นคดีพิเศษ หวั่นพยานไม่ปลอดภัย ด้าน “อานันท์” ชี้ไทยล้มเหลวการส่งเสริมสิทธิเด็ก แนะรัฐลงทุนพัฒนาทรัพยากรเด็กเป็น “ซุปเปอร์คิดส์” เพื่ออนาคตของประเทศ เผยเด็กภาคอีสาน 18 เปอร์เซ็นต์มีชีวิตต่ำกว่าเส้นความยากจน ขาดรักจากพ่อแม่ จี้ปฏิรูปครูคุณภาพปรับวิธีสอนใหม่พร้อมเสนอตั้งองค์กรภายนอกคุมรายการทีวี มีแต่ละครน้ำเน่าแฝงความรุนแรงเด็กซึมซับ-ลอกเลียนแบบอย่างแก๊งงฟันน้ำนม
เมื่อวันที่ 21 มี.ค.56 นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีทุจริตสอบครูผู้ช่วยว่า ขณะนี้ทางสพฐ.เตรียมตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงอีก 5 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อมูลใน 10 เขตพื้นที่การศึกษา ประกอบด้วยสพป.อุดรธานี เขต 3, สพป.ยโสธร เขต1, สพป.นครราชสีมา เขต 2, สพป.หนองบัวลำภู เขต1, สพป.อุบลราชธานี เขต 5,สพป.ขอนแก่น เขต 4, สพป.ชัยภูมิ เขต1, สพป.กาฬสินธุ์ เขต 2, สพป.กาฬสิทธุ์เขต 3 และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการมัธยมศึกษา(สพม.)เขต 25 จ.ขอนแก่นเนื่องจากพบข้อมูลส่อทุจริต
ทั้งนี้ ในจำนวนนี้มี 4 เขต ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เสนอยกเลิกการสอบ ประกอบด้วย สพป.อุดรธานี เขต 3,สพป.ยโสธร เขต 1, สพป.นคร ราชสีมาเขต 2 และสพป.ขอนแก่น เขต 3 แต่เนื่องจากสพป.ขอนแก่น เขต 3 มีการตั้งกรรมการสอบสวนวินัยแล้ว จึงไม่ต้องมีกรรมการสอบข้อเท็จจริงอีก อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมการสอบจะดึงคนนอกมาทำหน้าเพื่อความโปร่งใส โดยใช้เวลาในตรวจสอบ 30 วัน
ขณะที่ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนารมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องรอการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในวันที่ 22 มี.ค.เสียก่อน จะพิจารณาดำเนินการอย่างไร
ด้าน นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าว ในการประชุม ก.ค.ศ. เพื่อพิจารณาการทุจริตสอบครูผู้ช่วยควรจะยึดหลักคนทุจริตต้องถูกลงโทษ และคนบริสุทธิ์ต้องได้รับการดูแลตามหลักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ มิฉะนั้น อาจเกิดปัญหาในภายหลังได้
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้รู้สึกเป็นห่วงพยานปากสำคัญมาก เพราะกำลังถูกคุกคาม จึงอยากให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นำคดีดังกล่าวเข้าเป็นคดีพิเศษโดยเร็ว เพื่อจัดเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยพยาน พื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุร้ายที่อาจเกิดขึ้น
ด้านนายประกอบ รัตนพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการการศึกษาสภาผู้แทนราษฎร กล่าวในเรื่องดังกล่าวว่า อยากให้มีการตรวจสอบเอาผิดกับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยอย่างเต็มที่ พร้อมดำเนินการตรวจสอบผู้ที่ผ่านการสอบบรรจุได้ 486 ราย ที่มีคะแนนสูงผิดปกติโดยเร็ว โดยไม่รอช้า และควรดำเนินการให้เสร็จภายใน 1-2 เดือน อย่างไรก็ตาม หากตั้งใจทำจริงก็ตรวจสอบไม่ยาก เว้นแต่จะมีการซื้อเวลากันเท่านั้น ซึ่งเกรงว่าหากไม่เร่งดำเนินการจะส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนได้
วันเดียวกัน ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษตอนหนึ่งเรื่อง การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนสู่ประชาคมอาเซียนว่า การที่ทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนสู่ประชาคมอาเซียน ถือเป็นสิ่งที่ดีมีประโยชน์ แต่ไม่ใช่ปัจจัยหลัก เพราะเราจะต้องพัฒนาเพื่อสังคม และประเทศชาติของเราให้ดีก่อน ซึ่งการจะพัฒนาเด็กให้เป็นสุดยอดเด็ก (Super Kids) ด้วยบันได 3 ขั้น I am I have I can ก็เป็นเรื่องดี แต่เป็นดาบสองคมที่จะต้องระวังให้ดี เพราะ I can เป็นการให้อิสระในการคิด การทำอะไรบางอย่างโดยเด็กอาจจะลืมคำนึงถึงความรับผิดชอบ ดังนั้นจึงหวังว่าในอนาคตเด็กไทยจะไม่โตขึ้นมาแล้วพูดว่า “ผมโกงได้””โกหกได้” หรือ “หลอกคนอื่นได้”
“รัฐบาลยังต้องมีงานทำอีกมากในเรื่องการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยซึ่งแม้ในภาพรวมจะดูว่ามีการส่งเสริมในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก แต่ในความเป็นจริงยังมีเด็กอีกหนึ่งกลุ่มที่ถูกทิ้งอยู่ข้างหลังเช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเด็กประมาณ 18% ต้องดำเนินชีวิตต่ำกว่าเส้นความยากจน ขาดสารอาหาร ไม่ได้รับการดูแลจากพ่อแม่ จึงชี้ให้เห็นว่าไทยยังคงล้มเหลวในการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพเด็กอีกมาก” นายอานันท์ กล่าวและว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยต้องเริ่มคิดว่าการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนเป็นสิ่งสำคัญระดับชาติ โดยปัจจุบันเด็กถือเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าจะละเลยไม่ได้แม้แต่คนเดียว ดังนั้นรัฐบาลจึงมีหน้าที่ที่จะต้องให้เด็กได้มีโอกาสพัฒนาเต็มตามศักยภาพของทุกคน และสนับสนุนงบประมาณในด้านนี้ให้มาก โดยเฉพาะเด็กในช่วงก่อนเข้าเรียน 5-7 ปี เพราะวัยนี้เป็นช่วงชีวิตที่ควรมีการเรียนรู้เรื่องการสร้างพื้นฐานของการเรียนรู้ต่อไป
นายอานันท์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ควรจะต้องมีองค์กรภายนอกมาคอยดูแลในการนำเสนอรายการโทรทัศน์ และละครต่างๆ เพราะปัจจุบันละครน้ำเน่ามีความรุนแรงมากขึ้น เมื่อพ่อแม่ดูเด็กก็จะดูตาม จนทำให้มีการลอกเลียนแบบและเกิดพฤติกรรมในทางที่ผิด เช่น การตั้งแก๊งฟันน้ำนมที่ขโมยรถ เป็นต้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32187&Key=hotnews

สพฐ.จ่อฟันอีก 10 เขต โกงสอบครู อานันท์แนะปฏิรูปแม่พิมพ์คุณภาพ Read More »