Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

ศธ.เตรียมมอบรางวัล ’สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี’

22 มีนาคม 2556

ศธ.เตรียมมอบรางวัล ‘สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี’

ASTVผู้จัดการรายวัน – “พงศ์เทพ” พร้อมเป็นเจ้าภาพประชุมสภาซีเมค ปี 58 และมอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” แก่สุดยอดครูจาก 11 ประเทศสมาชิกซีมีโอ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ ในวโรกาสทรงเจริญพระชนมมายุครบ 60 พรรษาซึ่งทรงอุทิศพระองค์เพื่อการศึกษา
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงการเข้าร่วมสภารัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สภาซีเมค) ครั้งที่ 47 (47th SEAMEO Council Conference: SEAMEC) ระหว่างวันที่ 19-21 มีนาคม2556 ณ กรุงฮานอย สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ว่า ตนได้แจ้งที่ประชุมทราบว่า ปี 2558 ซึ่งไทยจะเป็นเจ้าภาพในการจัดประชุมสภาซีเมค ครั้งที่ 48 ซึ่งในปีเดียวกันสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา โดยตลอดมาทรงอุทิศพระองค์เพื่อพัฒนาการศึกษาของไทยดังนั้น เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสดังกล่าว กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จึงจัดมอบรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ให้แก่ครูผู้ทุ่มเทปฏิบัติงานและมีผลงานดีเด่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันก่อให้เกิดคุณประโยชน์ในวงกว้างต่อการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ทั้งนี้ ในการคัดเลือกจะให้สิทธิขาดแก่กระทรวงศึกษาธิการทั้ง 11 ประเทศสมาชิกรวมไทยคัดเลือกครูที่มีคุณสมบัติตรงที่กำหนดประเทศละ 1 คน ซึ่งผู้ได้รับรางวัลจะได้รับประกาศเกียรติคุณ เงินรางวัล 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในส่วนรายละเอียดหลักเกณฑ์การคัดเลือกนั้นจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการเป็นผู้กำหนดต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32188&Key=hotnews

 

ศธ.เตรียมมอบรางวัล ’สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี’ Read More »

เด็กไทย 6 ใน 10 หลุดระบบการศึกษา ระดมศธ.-ยูเนสโกปฏิรูปหลักสูตร

22 มีนาคม 2556

เด็กไทย 6 ใน 10 หลุดระบบการศึกษา ระดมศธ.-ยูเนสโกปฏิรูปหลักสูตร

ผลการศึกษาเส้นทางชีวิตของเด็กไทย พบเด็ก 6 ใน 10 คน หลุดจากระบบการศึกษา เฉลี่ยอายุตั้งแต่ 18 ปี ขณะเด็ก 4 คนที่เหลือเข้ามหาวิทยาลัยเพียง 1 คน จบ ป.ตรีได้งานทำใน 1 ปี เล็งปฏิรูปหลักสูตรร่วมกับ “ศธ.-ยูเนสโก” เตรียมเด็กไทยสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ
ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ นักวิชาการยุทธศาสตร์ส่งเสริมการเรียนรู้ สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณภาพเยาวชน (สสค.) กล่าวถึงผลการเรียนศึกษาเส้นทางชีวิจของเด็กไทย พบว่า แต่ละปีมีเด็กเกิดเฉลี่ย 8 แสน คน (เทียบอัตราส่วน 1:80,000) เปรียบเทียบเป็นอัตราส่วนเป็นจำนวนเด็ก 10 คน ในแต่ละ รุ่นที่เกิดปีเดียวกัน พบว่าในจำนวนเด็ก 10 คน หรือเด็ ก 1 คน (13%) เรียนไม่จบ ม.3 หรือ ไม่จบแม้แต่การศึกษาภาคบังคับ, เด็ก 3 คน (30%) เรียบจบ ม.3 แล้วเลิดเรียน , เด็ก 2 คน (21%) เรียนจนจบ ม.6/ปวช. แล้วไม่ได้เรียน ต่ออุดมศึกษา เหลือเพียงเด็ก 4 คน (36%) ที่เรียนต่อขั้นอุดมศึกษา แต่พบว่า จบเพียง 3 คน ในจำนวนนี้มีเพียง 1 คนที่จบมาแล้วมีงานทำภายใน 1 ปี
จากผลสำรวจสำมะโนประชากร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2553 ผลสอดคล้องกับข้อมูลที่วิเคราะห์ข้างต้นคือประชาชนกรอายุ 15-19 ปี หากอยู่ในระบบจะอยู่ในระดับ ม.ปลาย ปวช. หรือเริ่มเข้ามหาวิทยาลัย แต่ในความเป็นจริงกลุ่มนี้จำนวนกว่า 1.2 ล้านคน หรือประมาณ 1 ใน 4 ที่ต้องออกมาทำงาน อาชีพส่วนใหญ่ 3 อันดับแรก 1 .เกษตรกรและประมง 41% 2.งานพื้นฐาน เช่น แผงลอย เป็นต้น 17% และ 3.พนักงานบริการ/ขาย/เสมียน 15%
ดร.รุ่งนภากล่าวว่า ขณะที่เยาวชนอายุ 20 -24 ปี หากอยู่ในระบบก็จะเป็นระดับอุดมศึกษาหรือสายอาชีพชั้นสูง แต่ผลการสำมะโนประชากรพบว่ากลุ่มนี้ออกมาทำงานจำนวน 2.8 ล้าน คน (61%) และไม่ทำงานจำนวน 1.7 ล้านคน (36%) ตัวเลขนี้จึงสอดคล้องกับการเปรียบเทียบเด็ก สิบคนที่พบว่า มีเพียง 4 ใน 10 คน เท่านั้นที่เรียนต่อ
ดร.รุ่งนภากล่าวว่า เด็กทุกรุ่นเมื่ออายุ 18 ปี พบว่า 6 ใน 10 คน ต้องออกจากระบบการศึกษา โดยขาดการเตรียมความพร้อม ดังนั้น ขณะนี้ สสค. ได้ร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรโดยมี ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน เพื่อระดมความเห็นจากทุกภาคส่วน และร่วมกับยูเนสโก จัดประชุมถอดบทเรียนกรณีศึกษาการปฏิรูปหลักสูตรที่ประสบผลสำเร็จของประเทศต่าง ๆ รวมถึงกรณีศึกษาการจัดทำหลักสูตรที่สร้างทักษะการเรียนรู้ ทักษะชีวิตที่ตอบโจทย์เรื่องจริงของเด็กไทยกลุ่มใหญ่ในสังคมที่ต้องเข้าสู่ตลาดแรงงานให้มีคุณภาพตั้งแต่วัยเยาว์ในวันที่ 29 มีนาคมนี้

–คมชัดลึก ฉบับวันที่ 22 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32189&Key=hotnews 

 

 

เด็กไทย 6 ใน 10 หลุดระบบการศึกษา ระดมศธ.-ยูเนสโกปฏิรูปหลักสูตร Read More »

วทท.เพื่อเยาวชน สร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทย์รุ่นใหม่ เกิดพลังเปลี่ยน

22 มีนาคม 2556

วทท.เพื่อเยาวชน สร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทย์รุ่นใหม่ เกิดพลังเปลี่ยน

การประชุมวิชาการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชน (วทท. เพื่อเยาวชน) ครั้งที่ 8 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-23 มีนาคม ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค ภายใต้แนวคิด “วิทยาศาสตร์และการสร้างสรรค์” โดยความร่วมมือของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ร่วมกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มีเรื่องราวที่น่าสนใจจากผู้ทรงคุณวุฒิมากมาย
ดร.พรชัย อินทร์ฉาย ผู้อำนวยการสาขาพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และ ส่งเสริมการผลิตครูที่มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (สาขา พสวท. และ สควค.) ของ สสวท. กล่าวว่า หากประเทศไทยพัฒนากำลังคนไม่เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ จะทำให้ไม่มีนวัตกรรมหรืองานวิจัยที่จะแข่งขันกับต่างชาติได้เลย สสวท.จึงได้ริเริ่มจัดทำโครงการพัฒนาและส่งเสริม ผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2527 เพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาเยาวชน
นอกจากนี้ สสวท.ยังมี “ห้องเรียนพิเศษ” ในระดับมัธยมศึกษา เช่น ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ ร.ร.จุฬาภรณราชวิทยาลัย ซึ่งได้ผลิตกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น แม้ว่านักเรียนจะไปเรียนสาขาใดๆ ก็อยากจะให้เป็นนักวิจัยด้วย เช่น เป็นวิศวกรที่สามารถผลิตชิ้นงานขึ้นมาเองได้ เรียกว่าวิศวกรนักวิจัย หรือเป็นแพทย์นักวิจัย เป็นต้น จะทำให้เราเท่าทันและก็ไม่ต้องเสียเงินซื้อเครื่องมือมากมายที่นำมาใช้ในประเทศ
“งาน วทท. เพื่อเยาวชน ครั้งที่ 8 เริ่มต้นจากการที่ สสวท.เปิดเวทีให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา ทุน พสวท. ได้นำเสนอ ผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หลังจากนั้นได้เปิดโอกาสให้เยาวชน ทุนอื่นๆ และเยาวชนทั้งไทยและต่างประเทศที่ไม่ใช่นักเรียนทุนแต่มีผลงานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าสนใจเข้าร่วมนำเสนอผลงาน นอกจากนั้นภายในงานนี้ยังมีการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิ มีงานวิจัยที่เด่นๆ เชิงนวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งอยากให้เยาวชนและผู้สนใจได้ไปเห็นว่าพี่ๆ เขาคิดอะไรกัน แล้วทำให้เกิดผลงานที่ขายสู่ห้าง หรือสู่การพัฒนาเชิงเศรษฐกิจสังคมใน วงกว้างได้อย่างไร”
นอกจากนั้น ดร.พรชัย ยังกล่าวต่อไปว่า ผลงานวิจัยของเยาวชนที่มานำเสนอในงานนี้กว่า 400 ชิ้นงาน มีความ หลากหลายมาก ซึ่งจะมีประโยชน์ตรงที่เยาวชนและผู้สนใจด้านนี้ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ซึ่งจะเป็นการผลักดันและสร้าง แรงจูงใจให้กลุ่มเยาวชนที่มีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์นี้ได้เข้าเรียนต่อยอดสูงขึ้นไปเรื่อยๆ และคิดค้นหานวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา ซึ่งตรงนี้เป็นสิ่งที่ สสวท.ต้องการ
บางครั้งการทำผลงานบางชิ้น นักเรียนยังไม่รู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไร แต่คนที่มาเห็นนั้น ได้ทำอุตสาหกรรมด้านนี้อยู่ เกิดความสนใจ ก็เกิดการขยายผลสู่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น โครงงานไตปลาผงของนักเรียนทุน พสวท. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ศูนย์โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ที่ได้ผลิตและส่งออกต่างประเทศแล้ว และถ้าเกิดแบบผลงานนี้มากขึ้น ประเทศก็จะมีการพัฒนาขึ้นในระยะยาว
ผศ.ดร.ว่าที่ร้อยตรีเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ นักวิทยาศาสตร์ทางด้านชีววิทยา ที่ปรึกษาสมาคมนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สทวท.) จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยยังขาดนักวิทยาศาสตร์ทุกสาขาชัดเจน แต่ถ้าเราจะเป็นประเทศที่จะพุ่งไปข้างหน้าได้ และเป็นส่วนหนึ่งของ AEC รวมทั้งของโลก ต้องใช้นวัตกรรม ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย วันนี้ถ้าเราต้องการแข่งขันกับต่างประเทศ เราจะอยู่แบบเดิมๆ ไม่ได้ เราจึงต้องมีโครงการลักษณะนี้อีกมาก เพื่อสร้างคน และทำให้เขารู้ว่าเส้นทางนี้ เป็นเส้นทางอาชีพ ไม่ใช่ว่าได้รับทุนและมาเรียนหนังสือเฉยๆ ต้องมีการสร้างผลงาน มาเจอเพื่อน และแลกเปลี่ยน 10-20 ปีข้างหน้าจะมีนักวิทยาศาสตร์ออกมาอีกมาก และแม้ว่าผลงานต่างๆ ที่นำเสนอในงาน วทท. เพื่อเยาวชน จะยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับผลงานวิจัยระดับโลก แต่ต่อไปในภายภาคหน้าเด็กๆ เหล่านี้จะเติบโตมาพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ
“ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เวลาเกิดปัญหาในบ้านเมือง เริ่มเห็นว่านักวิทยาศาสตร์ออกมาตอบคำถามมากขึ้น เช่น เจองูประหลาดสีฟ้า หรือวันสิ้นโลก ซึ่งนักวิทยาศาสตร์สามารถให้คำตอบได้ วันนี้เราจะเห็นว่าวิทยาศาสตร์ไทยเข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ เราเริ่มตอบโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นได้ วิทยาศาสตร์เริ่มเป็นที่พึ่งได้ แต่กว่าที่วิทยาศาสตร์จะเป็นที่พึ่งของสังคมไทยได้นั้น ต้องเริ่มมาจากเด็กๆ ซึ่งเริ่มจากการเข้าค่าย ฝึกทำโครงงาน เรียนหนังสือ นำเสนองานวิจัย ที่น่าสนุกคือการนำเสนองานวิจัยแบบนี้มาจากทั่วประเทศ ซึ่งจะทำให้เรามีเพื่อนอยู่ทั่วประเทศ มีเพื่อน มีเครือข่ายกัน ซึ่งเราหวังว่าจะเห็นภาพแบบนี้กับเด็ก รุ่นใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นเรื่อยๆ”
ในส่วนของสมาคม สทวท. ต่อการผลักดันเยาวชนให้เดินไปในเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ เราก็จะช่วยในมุมของการที่เป็นบัณฑิต พสวท. เป็นศิษย์เก่าที่มาร่วมแรงร่วมใจกัน ผลักดันเยาวชนให้เดินไปในเส้นทางสายวิทยาศาสตร์ ในหลายๆ กิจกรรม เช่น การเข้าร่วมงาน วทท. เพื่อเยาวชน ในครั้งนี้ ก็ได้เข้ามาดำเนินงานในส่วนของการเป็นกรรมการตามห้องต่างๆ คอยชี้แนะ แนะนำ วิจารณ์ ติชม เพื่อนำไปสู่การพัฒนาแก้ไขผลงานของเยาวชนที่มานำเสนอในงานนี้ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมอื่นๆ ของงาน เช่น แนะแนวการศึกษา การตัดสินรางวัลประกวดโปสเตอร์ ซึ่งสิ่งที่เราหวังจะเห็นคือเราอยากให้น้องๆ กลับมาเป็นเหมือนเราบ้าง และต้องพัฒนามากขึ้นกว่าเรา
“วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเรื่องของคนทั้งโลก ฉะนั้นไม่ใช่เพียงแต่นักเรียนทุนเท่านั้น อยากให้เด็กไทยเริ่มชอบวิทยาศาสตร์ ไปเรียนวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศมากขึ้น และเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ช่วยกันพัฒนาทั้งโลก วิทยาศาสตร์เป็น สิ่งที่อยู่รอบตัว เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก มีเรื่องสนุกๆ อีกเยอะ ซึ่งจะทำให้เรามีอิสระทางความคิด สามารถคิดค้น สร้างสิ่งต่างๆ ได้เจอเรื่องใหม่ๆ ทุกวัน ทำให้เราสนุก และเกิดการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัวได้ชัดเจนขึ้น วิทยาศาสตร์เป็นการเปลี่ยนแปลง และกระแสของโลกเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งเราจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เพื่อให้รู้เท่าทัน”
ผศ.ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง รักษาราชการแทนรองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เจ้าภาพร่วมจัดงาน วทท. เพื่อเยาวชน ครั้งที่ 8 ซึ่งท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ได้รับทุนจากโครงการ พสวท. เช่นกัน และได้วิจัยสร้างงานวิจัยที่น่าสนใจหลายชิ้น กล่าวถึงบทบาทของคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพร่วมจัดกับ สสวท. ได้จัดให้มีคณะกรรมการฝ่ายต่างๆ ในการจัดงานดูแล ฝ่ายพิธีการ ฝ่ายประชาสัมพันธ์งาน และเตรียมงานจัดนิทรรศการที่น่าสนใจมากๆ ซึ่งมหาวิทยาลัยศิลปากรมี ชื่อเสียงโดดเด่นอยู่แล้วในด้านการสร้างสรรค์ และบางคนอาจจะคิดว่าวิทยาศาสตร์กับศิลปะสร้างสรรค์เป็นคนละส่วนกัน แต่จริงๆ เป็นเรื่องเดียวกัน เชื่อมโยงและส่งเสริมกัน วิทยาศาสตร์และการสร้างสรรค์ต้องไปด้วยกัน ซึ่งวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยการสร้างสรรค์ และศิลปะการสร้างสรรค์ก็ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์
“วิทยาศาสตร์มีส่วนส่งเสริมพัฒนางานวิจัยที่เชื่อมโยง สร้างคุณค่าต่อการใช้งานที่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน การที่เราได้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง ทำให้เวลาที่เรามองและการแก้ปัญหาเป็นระบบระเบียบมากยิ่งขึ้น วิทยาศาสตร์สามารถใช้ประโยชน์ได้กับทุกอย่างในชีวิตประจำวัน การกินอยู่ เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม การประกอบอาชีพ ไม่เฉพาะอาชีพวิศวกรรม แพทย์ ยังรวมไปถึงการทำเกษตรกรรมด้วย”
สำหรับคุณสมบัติทั่วไปของการเป็นนักวิจัยนั้น เยาวชนต้องมีความสนใจในสิ่งรอบตัว การเป็นนักวิจัยต้องเริ่มจากการเป็นคนช่างสังเกต อยากรู้อยากเห็น พร้อมกับการมุ่งมั่นค้นคว้าหาคำตอบ และเด็กๆ คนไหนอยากเรียนวิทยาศาสตร์ ก็มีทุนต่างๆ ที่ส่งเสริมในการเรียนวิทยาศาสตร์ เช่น ทุนโครงการ พสวท. ทุนเรียนวิทยาศาสตร์ ทุนของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในคณะวิทยาศาสตร์
“งาน วทท. เพื่อเยาวชน ครั้งที่ 8 นี้ ตั้งใจจัดขึ้นสำหรับเยาวชนให้มานำเสนอผลงาน ได้แสดงออก ให้เห็นเชิงประจักษ์ เกิดแรงบันดาลใจและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับเพื่อนๆ และ นักวิชาการท่านอื่นๆ นอกจากนั้นยังมุ่งให้เยาวชนและประชาชนที่มาชมผลงานได้เกิดแรงบันดาลใจ และได้เห็นความเป็นจริงของวิทยาศาสตร์ ว่ามีความน่าสนใจ มีความสนุก น่าค้นหา มีความสวยงาม มีศิลปะ มาผสมผสานกัน วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัว พิสูจน์ได้ และอยากให้สังคมเราคิดอย่างเป็นระบบ แบบวิทยาศาสตร์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก” ผศ.ดร.เชาวรีย์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32190&Key=hotnews

 

วทท.เพื่อเยาวชน สร้างแรงบันดาลใจให้นักวิทย์รุ่นใหม่ เกิดพลังเปลี่ยน Read More »

มธ.ระดมสมองผุดเครือข่ายอาเซียนศึกษา

22 มีนาคม 2556

มธ.ระดมสมองผุดเครือข่ายอาเซียนศึกษา

โพสต์ทูเดย์ ระดมสมองสร้างเครือข่ายด้านอาเซียนศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เตรียมพร้อมสู่ปี 2558   นายประภัสสร์ เทพชาตรี ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวในงานประชุมเชิงวิชาการเพื่อสร้างเครือข่ายด้านอาเซียนศึกษาว่า ความท้าทายในการรวมกลุ่มประชาคมอาเซียน ส่วนหนึ่งคือความเข้าใจที่ไม่ถ่องแท้ นำไปสู่ความตระหนก และหวาดกลัวเกินความเป็นจริง ดังนั้นมหาวิทยาลัยต่างๆ จึงจำเป็นต้องสร้างเครือข่ายด้านอาเซียนศึกษาระหว่างกันในภูมิภาค
เครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนเป็นกลไกความร่วมมือของสถาบันอุดมศึกษาระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนที่จะช่วยเสริมรากฐานการศึกษา มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของภูมิภาคและสร้างความรู้ความเข้าใจในความเป็นคนอาเซียน
ศูนย์อาเซียนศึกษายังทำหน้าที่เป็นแหล่งอ้างอิงด้านอาเซียนในภูมิภาค โดยประสานงานเชื่อมโยงเครือข่ายกับฐานข้อมูลต่างๆ และการเป็นคลังสมองในประเด็นเกี่ยวกับอาเซียนเชิงลึกอีกด้วย
“การสร้างเครือข่ายด้านอาเซียนศึกษาให้สำเร็จ ต้องเริ่มจากสร้างเครือข่ายภายในประเทศเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน ก่อนขยายความร่วมมือสู่ระดับภูมิภาคและนอกภูมิภาคต่อไป” นายประภัสสร์ กล่าว
น.ส.ชฎารัตน์ สิงหเดชากุล ผู้อำนวยการสำนักยุทธศาสตร์อุดมศึกษาต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กล่าวว่า สิ้นเดือน มี.ค.นี้ จะมีการประชุมเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนขึ้น คาดว่าจะหารือเรื่องการโอนหน่วยกิตระหว่างกันในภูมิภาค ซึ่งขณะนี้เริ่มนำร่องใช้บ้างแล้วในกลุ่มสมาชิกผ่านโครงการนักศึกษาแลกเปลี่ยน
ปัจจุบันมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมเป็นเครือข่ายทั้งหมด 26 แห่ง จากทั้งหมด 10 ประเทศ โดยประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วม 4 แห่ง ได้แก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยบูรพา

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32191&Key=hotnews

 

มธ.ระดมสมองผุดเครือข่ายอาเซียนศึกษา Read More »

แห่สมัครมรภ.สุราษฎร์ กว่า 4 พัน คณะ ’ครุศาสตร์’ ฮิตสุด – สอบข้อเขียน 25 มี.ค.

22 มีนาคม 2556

แห่สมัครมรภ.สุราษฎร์ กว่า 4 พัน คณะ ‘ครุศาสตร์’ ฮิตสุด – สอบข้อเขียน 25 มี.ค.

นายประโยชน์ คุปต์กาญจนากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยว่า ตามที่กลุ่มภาคีมหาวิทยาลัยราชภัฏภาคใต้ ประกอบด้วย มรส. มรภ.นครศรีธรรมราช มรภ.สงขลา และ มรภ.ยะลา ได้เปิดรับสมัครนักศึกษาภาคปกติ ประจำปีการศึกษา 2556 ระหว่างวันที่ 11-15 มีนาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่ามีผู้สมัครเรียน มรส.จำนวน 4,007 คน โดยคณะครุศาสตร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้สมัครถึง 1,474 คน รองลงมา คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ 1,029 คน คณะวิทยาการจัดการ 805 คน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 296 คน คณะพยาบาลศาสตร์ 144 คน คณะนิติศาสตร์ 141 คน และวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยว 118 คน
อธิการบดี มรส.กล่าวต่อว่า ส่วนสาขาวิชาที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ รัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มีผู้สมัคร 455 คน รับได้เพียง 200 คน ตามด้วยสาขาสังคมศึกษา คณะครุศาสตร์ 343 คน รับได้เพียง 32 คน และสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ 296 คน รับได้เพียง 32 คน
“ในปีการศึกษา 2556 ตั้งเป้าว่า จะรับนักศึกษาใหม่จำนวน 2,284 คน เนื่องจากก่อนหน้านี้ได้รับนักศึกษาบางส่วนผ่านระบบโควตา และผ่านโครงการโรดโชว์การศึกษาแล้ว แต่ปรากฏว่ามียอดผู้สมัครเกินกว่าที่ตั้งเป้าไว้ ซึ่งผู้สมัครทั้งหมดจะต้องสอบคัดเลือกด้วยการสอบข้อเขียนในวันที่ 25 มีนาคม” อธิการบดี มรส.กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32192&Key=hotnews

แห่สมัครมรภ.สุราษฎร์ กว่า 4 พัน คณะ ’ครุศาสตร์’ ฮิตสุด – สอบข้อเขียน 25 มี.ค. Read More »

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุ การผลิตนักวิทยาศาสตร์ จะต้องเริ่มวางพื้นฐานความรู้ให้นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา

22 มีนาคม 2556

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุ การผลิตนักวิทยาศาสตร์ จะต้องเริ่มวางพื้นฐานความรู้ให้นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา

รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุ การผลิตนักวิทยาศาสตร์ เพื่อมาพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ให้กับประเทศ จะต้องเริ่มวางพื้นฐานความรู้ให้นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษาให้คลอบคุม
นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อเยาวชนครั้งที่ 8 ภายใต้แนวคิดวิทยาศาสตร์และการสร้างสรรค์ ว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากรจัดขึ้น เพื่อเป็นการนำเสนอผลงานของผู้ที่มีความสามารถพิเศษทางด้านวิทยาศาสตร์ และเพื่อกระตุ้นให้เด็กและเยาวชน กลับมาสนใจที่จะเรียนสายวิทยาศาสตร์มากขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างนักวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น ถึงแม้ว่าที่ผ่านมา สสวท. ได้สร้างนักวิทยาศาสตร์มาแล้วกว่า 2,000 คน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของประเทศ และประเทศไทยยังต้องการผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมาพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ โดยต้องเริ่มปูพื้นฐานความรู้ให้นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษาให้คลอบคุม อีกทั้งในขณะนี้ประเทศต่าง ๆ มีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก
ขณะที่ภายในงาน ประกอบด้วยกิจกรรมที่ให้ความรู้แก่ผู้เข้าร่วมงานมากมาย เช่น การนำเสนอผลงานวิจัย ทั้งแบบการบรรยายและแบบโปสเตอร์ การจัดนิทรรศการแสดงผลงานวิจัย และโครงงานของนักเรียนนักศึกษาอีกกว่า 400 ผลงาน

ที่มา: สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์
http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32202&Key=hotnews

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ระบุ การผลิตนักวิทยาศาสตร์ จะต้องเริ่มวางพื้นฐานความรู้ให้นักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษา Read More »

ดัน ดิเรก นั่งประธานคุรุสภา

8 กรกฎาคม 2551

นายบุญลือ ประเสริฐโสภา รมช.ศึกษา ธิการ เปิดเผยความคืบหน้าการแต่งตั้งประธานและคณะกรรมการคุรุสภา ว่า หลังจากที่คณะกรรมการสรรหาประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการคุรุสภา ได้เสนอรายชื่อผู้ที่ได้รับการสรรหาในตำแหน่งประธาน และ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 ด้าน ประกอบด้วย ด้านกฎหมาย ด้านวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ การศึกษาพิเศษ อาชีวศึกษา และบริหารการศึกษา โดยเสนอมาตำแหน่งละ 4 รายชื่อเพื่อให้คัดเลือกเหลือเพียงตำแหน่งละ 1 รายชื่อนั้น ขณะนี้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว. ศึกษาธิการและตน ได้ร่วมกันพิจารณาคัดเลือก รายชื่อประธานและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 7 ด้าน และได้นำรายชื่อบอร์ดคุรุสภาดังกล่าวเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้ว ทราบว่าขณะนี้เลขาธิการ ครม.กำลังตรวจสอบรายชื่อและคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อทั้งหมด

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่มองว่าการเสนอรายชื่อเพื่อแต่งตั้งเป็นไปด้วยความล่าช้า เนื่องจากมีเด็กฝากนั้น ขอยืนยันว่าไม่มีเรื่องของเด็กฝากแน่นอน แต่สาเหตุที่ทำให้การเสนอชื่อล่าช้าเป็นเพราะต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อมาทั้งหมด ซึ่งมีถึง 32 คน แต่ต้องเลือกเหลือเพียง 8 คนเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตำแหน่งประธานคณะกรรมการคุรุสภาคนใหม่ ที่ได้รับการสรรหามา 4 รายชื่อ ได้แก่ ดร.ดิเรก พรสีมา อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายปริญญา กุลกรวยทอง อดีตผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายสงขลา วิชัยขัทคะ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา และ ศ.ดร.เสริมศักดิ์ วิศาลาภรณ์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภาซึ่งรายชื่อที่ รมว. ศึกษาธิการและ รมช.ศึกษาธิการคัดเลือก และ  นำเสนอ ครม. คือ ดร.ดิเรก พรสีมา อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ.

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2439&Key=hotnews

ดัน ดิเรก นั่งประธานคุรุสภา Read More »

กยศ.อึ้งจำนวนผู้ขอกู้เรียนเกินเป้า 1 แสนราย

8 กรกฎาคม 2551
หลังจากที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ขยายเวลาในการชำระเงินกู้คืน กยศ. จากเดิมวันที่ 5 กรกฎาคม 2551 เป็นวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเช้าวันที่ 7 กรกฎาคม 2551 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายของการชำระเงินกู้ กยศ. ปรากฏว่าที่ธนาคารกรุงไทยสาขาต่าง ๆ ได้มีผู้กู้จำนวนมากที่ครบกำหนดต้องชำระเงินคืนได้ไปติดต่อขอชำระเงินกู้ แต่กลับไม่สามารถชำระได้ เนื่องจากระบบอินเทอร์เน็ตของธนาคารเกิดขัดข้อง

ซึ่ง นายบุญชัย ศศิวงศ์   ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารโครงการภาครัฐ บมจ. ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ในช่วงเช้าระบบของธนาคารกรุงไทยมีปัญหาขัดข้องจริง แต่หลังจากนั้นก็ได้ดำเนินการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว จึงสามารถรับชำระได้ตามปกติ และหลังจากนี้ผู้ที่มาชำระล่าช้ากว่าที่กำหนดจะต้องจ่ายเบี้ยปรับด้วย โดยกรณีค้างชำระไม่เกิน 12 เดือนจะมีเบี้ยปรับ 12% ถ้าค้างเกิน 12 เดือน เบี้ยปรับ 18% ของยอดที่ค้างชำระ ทั้งนี้คงไม่สามารถยืดเวลาการชำระหนี้ออกไปได้อีกแล้ว  เนื่องจากเป็นระเบียบของ กยศ. ที่กำหนดให้ชำระได้ถึงแค่วันที่ 7 กรกฎาคม 2551

รศ. นพ. ธาดา มาร์ติน
รศ. นพ. ธาดา มาร์ติน

ด้าน รศ.นพ.ธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยถึงจำนวนผู้ที่ยื่นขอกู้ยืมประจำปีการศึกษา 2551 ซึ่งหมดเขตยื่นขอกู้ไปเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2551 ที่ผ่านมาว่า จากข้อมูลพบว่ามีผู้มายื่นขอกู้กยศ.ผ่านระบบออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ต รวมประมาณ 9 แสนราย ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าเป้าหมายที่ กยศ. คาดการณ์ไว้มาก เพราะ กยศ. ตั้งเป้าไว้แค่ 8 แสนรายเท่านั้น ซึ่งการที่มีผู้ยื่นขอกู้เพิ่มขึ้นจำนวนมากนั้น เนื่องจากรัฐบาลมีการขยายเพดานรายได้ครอบครัวของผู้ที่มีสิทธิกู้ กยศ. จากเดิมรายได้ครอบครัวต้องไม่เกิน 1.5 แสนบาทต่อปี ได้ขยายเป็นไม่เกิน 2 แสนบาทต่อปี จึงทำให้ผู้มีสิทธิขอกู้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

 

ขณะนี้ กยศ.กำลังเร่งตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอกู้ว่าเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดหรือไม่ ตลอดจนตรวจสอบข้อเท็จจริง ความจำเป็นของผู้กู้ และงบประมาณที่จะต้องใช้ เนื่องจากเกินกว่าวงเงินที่ กยศ. ได้รับจากสำนักงบประมาณ ดังนั้นขณะนี้จึงยังสรุปไม่ได้ว่าจะให้กู้ได้ตามวงเงินที่กำหนดหรือไม่ หรือจะต้องเสนอของบประมาณเพิ่มเติม แต่ กยศ.จะเร่งพิจารณาให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด” ผจก.กยศ.กล่าว.

 

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2438&Key=hotnews

กยศ.อึ้งจำนวนผู้ขอกู้เรียนเกินเป้า 1 แสนราย Read More »

เยี่ยมร.ร.”สามเสนวิทยาลัย”ปั้นนักเรียน เติมความรู้คู่ประสบการณ์ชีวิต

8 กรกฎาคม 2551

“สิ่งที่นักเรียนโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยได้รับ ไม่ใช่ความรู้ด้านวิชาการอย่างเดียว แต่ทุกคนได้รับความพร้อมในทุกๆ ด้าน ทั้งการเรียน กิจกรรมเสริมประสบการณ์ชีวิต คุณธรรม จริยธรรม ความมีระเบียบวินัย การมีน้ำใจ และความสุข

เพราะโรงเรียนแห่งนี้เปรียบเสมือนบ้านหลังที่ 2 มอบความอบอุ่นความรัก ความรู้ และประสบการณ์ชีวิตมากมายแก่นักเรียน” น้องโบว์น.ส.ทรรทิราทรสุนทรินทร์ นักเรียนชั้นม.6 และกรรมการนักเรียนฝ่ายประชาสัมพันธ์ ร.ร.สามเสนวิทยาลัยเล่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

          โรงเรียนแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อปี2498 นับถึงปัจจุบันย่างเข้า53 ปีบนพื้นที่กว่า 22 ไร่จัดการเรียนการสอน 2 รูปแบบคือ ภาคปกติกับภาคอินเตอร์ มีนักเรียนทั้งหมด 3,000-4,000 คนภายใต้การดูแลของ “นายวิศรุต สนธิชัย” ผอ.ร.ร.สามเสนวิทยาลัยคนปัจจุบันได้เน้นการเรียนการสอนด้านวิชาการ ควบคู่ไปกับการให้นักเรียนทำกิจกรรม ทั้งกีฬา ดนตรี ปลูกผัก ฯลฯ เพื่อให้นำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตและอยู่ในสังคม

อาคารทั้ง10 อาคารทุกๆ ห้องล้วนอัดแน่นไปด้วยความรู้ ประสบการณ์ชีวิตมากมายให้นักเรียนเลือกเรียนรู้ได้ตามความชอบ ความถนัด เช่น ห้องไอซีที หรือห้องแล็บภาษาอังกฤษ ห้องสมุด ห้องคอมพิวเตอร์ ห้องดนตรี ฯลฯ เว้นแต่ห้องคุณธรรมจริยธรรม แปลงเกษตรที่โรงเรียนให้ทุกคนเข้าร่วม เพื่อให้รู้ถึงอาชีพหลักของคนไทย ไม่ลืมอาชีพบรรพบุรุษ รู้จักปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และสัมผัสธรรมชาติ พร้อมปลูกฝังให้เป็นคนดี มีคุณธรรม น้องโบว์บอกถึงกิจกรรมของโรงเรียน

          น้องโบว์บอกด้วยว่าโรงเรียนยังมีโครงการให้รุ่นพี่รุ่นน้องได้เรียนรู้ เสริมสร้างความรัก สามัคคี และแบ่งปันความรู้ เช่น โครงการพี่ม.6 สอนการบ้านน้องม.1 ทุกเช้าก่อนเข้าเรียน, Chat วิชาการ ปรึกษาตอบปัญหาการเรียน, สามเสนคัพสามเสนสตรีทบาส แข่งกีฬากระชับมิตร โดยเฉพาะโครงการพี่ ม.6 สอนการบ้านน้อง ม.1 นอกจากช่วยเชื่อมสัมพันธ์น้องพี่แล้ว ทำให้น้อง ม.1 ได้ความรู้และพี่ๆ ม.6 ก็ได้ทบทวนความรู้รวมถึงโรงเรียนได้เสริมทักษะการเรียนรู้ทางวิชาการเพิ่มเติม ล่าสุดห้องไอซีทีได้นำโปรแกรม English Discoveries มาใช้ในการเรียนรู้เพิ่มทักษะการฟังพูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ ด้วยตนเองควบคู่กับการเรียนในห้องเรียน

“English Discoveries เป็นการเรียนรู้ที่ชอบมากทำให้ได้ฝึกฝนการใช้ภาษาอังกฤษจากเจ้าของภาษา การทดสอบสำเนียงการพูดของตัวเรากับเจ้าของภาษา การฟังบทสนทนา ทุกเรื่องสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นการพัฒนาตัวเอง ทำให้อยากเรียนรู้มากกว่าการบังคับเรียน” น้องโบว์บอกเล่าประสบการณ์

อ.สมสุขไวยพุฒ หัวหน้ากลุ่มสาระภาษาต่างประเทศร.ร.สามเสนวิทยาลัย เล่าเสริมว่า โรงเรียนมีห้องไอซีที 1 ห้อง มีคอมพิวเตอร์ 58 เครื่องให้เด็กได้เข้ามาเรียนรู้เพิ่มเติมและพัฒนาทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ โดยมีโปรแกรมการเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากมายให้เด็กเลือก เช่น โปรแกรม English Discoveries ซึ่งเด็กเรียนรู้ได้ด้วยตนเองพร้อมกับการฝึกฝนพัฒนาเพราะจะมีคะแนนให้เด็กได้รู้ว่าตอนนี้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว

ห้องไอซีทีจะเปิดให้บริการนักเรียนตั้งแต่07.30-17.00 น. เข้ามาใช้ได้ในช่วงพักเที่ยง และหลังเลิกเรียนส่วนเวลาเรียนได้จัดแบ่งเวลาให้แต่ละห้อง เพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้ามาเรียนรู้ เพราะภาษาอังกฤษมีความสำคัญในการดำเนินชีวิตของเด็กในอนาคต อ.สมสุขแจกแจง

เชื่อว่าการเติมความรู้และประสบการณ์ชีวิตของร.ร.สามเสนวิทยาลัยจะช่วยให้นักเรียนมีความพร้อมก้าวสู่โลกภายนอกได้เป็นอย่างดี สนใจเยี่ยมชมโรงเรียนติดต่อโทร.0-2279-1992, 0-2279-2429, 0-2278-2997, www.samsenwit.ac.th

0 ชุลีพร อร่ามเนตร /เรื่อง-ภาพ

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง http://www.komchadluek.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2437&Key=hotnews

เยี่ยมร.ร.”สามเสนวิทยาลัย”ปั้นนักเรียน เติมความรู้คู่ประสบการณ์ชีวิต Read More »

ศธ.สั่ง5องค์กรหลักคัด10หนังสือดีเด่น

8 กรกฎาคม 2551

นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการคัดสื่อสิ่งพิมพ์ที่ดี มีประโยชน์และสร้างสรรค์สังคม ของ ศธ.ว่า เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับงานของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ที่จัดระดับความเหมาะสมของสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยการศึกษาวิจัยสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภท จัดระดับความเหมาะสม การคัดเลือกสื่อที่ดี การตีความข้อความหรือภาพที่นำเสนอของสื่อสิ่งพิมพ์ การหามาตรการลดภาษี เป็นต้น ศธ.จึงปรับรูปแบบการทำงานโดยให้หน่วยงานใน ศธ. ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) คัดเลือกหนังสือดีเด่นและสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และหนังสือที่เหมาะสมกับสังคม อาทิ หนังสือระดับอนุบาล หนังสือระดับประถมศึกษา หนังสือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หนังสือระดับมัธยมตอนปลาย เป็นต้น หน่วยงานละ 10 เรื่อง เพื่อจะนำหนังสือดังกล่าวมาประกาศให้ผู้ปกครองและบุคคลทั่วไปได้ทราบว่าเป็นหนังสือที่ผ่านการตรวจสอบจาก ศธ.แล้ว

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2436&Key=hotnews

ศธ.สั่ง5องค์กรหลักคัด10หนังสือดีเด่น Read More »