Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

สอศ.ฝันเพิ่ม น.ศ.เกษตร 100 % ปี’58 ผุดโรดแมป-ยกเครื่องการสอนทั้งระบบ หลังยอดเรียน’ปวช.-ปวส.’แค่ 2.9 หมื่น

7 พฤศจิกายน 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า จากสภาวการณ์เด็กเรียนด้านการเกษตรในวิทยาลัยสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สอศ.ได้จัดงบประมาณลงไปปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายในวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) รวมถึงวิทยาลัยประมง พร้อมทั้ง พัฒนาครูและรับปรุงหลักสูตรต่างๆ ให้ทันสมัยและ เหมาะสม แต่ก็ยังไม่สามารถดึงดูดเด็กเข้าเรียนด้านการเกษตรให้เพิ่มมากขึ้นได้ โดยปัจจุบันมีสัดส่วนนักเรียนที่เรียนใน วษท. 47 แห่ง ในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) 17,974 คน และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) 11,752 คน รวม 29,726 คน และเมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างผู้เรียนสาขาด้านการเกษตรกับสาขาอื่นๆ ที่ สอศ.จัดการเรียนการสอนอยู่ พบว่าผู้เรียนสาขาด้านการเกษตรมีสัดส่วนน้อยมาก โดยระดับ ปวช.อยู่ที่ 4:96 และ ปวส.อยู่ที่ 5.6:94.4

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า ดังนั้น เพื่อเป็นการกระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กมาเรียนด้านการเกษตรมากขึ้น สอศ.จึงได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์การอาชีวศึกษาเกษตร พ.ศ.2557-2558 ฉบับเร่งด่วนขึ้น โดยมีเป้าหมายคือ เพิ่มผู้เรียนอาชีวศึกษาเกษตรขึ้นเป็น 100% เมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2556, จัดการเรียนการสอนในระบบทวิภาคี และหลักสูตรเฉพาะทางเพิ่มขึ้น, จัดทำกรอบคุณวุฒิวิชาชีพและมาตรฐานอาชีพอาชีวศึกษาเกษตรแห่งชาติ เทียบได้กับระดับสากล และให้เกษตรกรในชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงการบริการทางวิชาการและวิชาชีพมากขึ้น ทั้งนี้ ในปีการศึกษา 2556 ภาควิชาเกษตรมีนักเรียน ปวช.ชั้นปีที่ 1 จำนวน 4,682 คน และนักศึกษา ปวส.ชั้นปีที่ 1 จำนวน 3,657 คน รวม 8,339 คน ดังนั้น ในปีการศึกษา 2557 ภาพรวมจะต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 50% หรือ 12,509 คน และปีการศึกษา 2558 ต้องเพิ่มขึ้นเป็น 100% หรือ 16,678 คน

“หลังจากนี้จะมีการปฏิรูปการเรียนการสอนด้านการเกษตร โดยให้เด็กได้เรียนรู้จากโครงงานเป็นหลัก เพื่อให้เกิดการคิดวิเคราะห์ และจะนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาใช้ในการเรียนการสอน รวมทั้งประสานกับสถานประกอบการ เพื่อให้เด็กได้เข้าไปฝึกปฏิบัติงาน เมื่อจบแล้วเด็กจะสามารถเลือกได้ว่าจะไปทำงานในสถานประกอบการ หรือจะไปประกอบอาชีพของตนเอง และในปีนี้จะมอบให้ วษท.จัดทำโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยให้ วษท.แต่ละแห่งระบุชนิดของพืชที่จะทำการอนุรักษ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ของตนเอง ขณะเดียวกันก็จะมีการจัดหน่วยเคลื่อนที่อบรมวิชาชีพเกษตรระยะสั้นให้แก่เกษตรกรในชุมชนต่างๆ ด้วย” เลขาธิการ กอศ.กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34708&Key=hotnews

สอศ.ฝันเพิ่ม น.ศ.เกษตร 100 % ปี’58 ผุดโรดแมป-ยกเครื่องการสอนทั้งระบบ หลังยอดเรียน’ปวช.-ปวส.’แค่ 2.9 หมื่น Read More »

สช.ปรับเกณฑ์อุดหนุน รร.เอกชน

6 พฤศจิกายน 2556

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา ซึ่งมี นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาเอกชนในหลายประการ อาทิ นโยบายเร่งปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้สัมพันธ์เชื่อมโยงกัน นโยบายปฏิรูประบบผลิตและพัฒนาครู นโยบายพัฒนาคุณภาพการอาชีวศึกษาให้มีมาตรฐานระดับสากล และนโยบายส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษาในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งแต่ละนโยบายนั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อการจัดการศึกษาเอกชนเป็นอย่างยิ่ง ซึ่ง สช.ได้กำหนดแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้เอกชนและทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมจัดและสนับสนุนการศึกษา เช่น การยกระดับมาตรฐานและคุณภาพการศึกษาเอกชน การปรับปรุงกฎ

ระเบียบขั้นตอนต่าง ๆ และขั้นตอนการดำเนินงานที่เป็นปัญหาอุปสรรคต่อการจัดการศึกษาเอกชน รวมถึงการปรับปรุงการให้เงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง นายบัณฑิตย์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติเงินค่าอาหารกลางวันนักเรียนต่อหัวจากเดิม 13 บาท เป็น 20 บาท นั้น สช.จะดำเนินการปรับเกณฑ์การอุดหนุน เพื่อให้สอดคล้องกับมติ ครม. ที่ว่างบประมาณค่าอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนโรงเรียนเอกชนที่จะเพิ่มขึ้นจำนวน 659 ล้านบาท นั้น ให้ขอรับการสนับสนุนจากดอกผลของเงินกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา และทาง สช.เองก็จะมีการกำหนดเกณฑ์การปรับปรุงการให้เงินอุดหนุนโรงเรียนเอกชนเพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง ต่อไป.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 พ.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34701&Key=hotnews

สช.ปรับเกณฑ์อุดหนุน รร.เอกชน Read More »

แจงยกเลิกวิชานาฏศิลป์

6 พฤศจิกายน 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) นำวงโยธวาทิต ที่ได้รับรางวัลชิงแชมป์โลก เข้าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เพื่อขอบคุณที่ให้การสนับสนุน โดยนายกฯ อยากให้สพฐ.นำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาสอนศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ให้กับเด็กในร.ร. และจัดประกวดในระดับภูมิภาค เพื่อที่จะได้มีการแสดงที่มีมาตรฐาน สพฐ.จึงกำหนดกรอบไว้ว่าจะส่งเสริมอย่างน้อย 4 ภูมิภาค โดยภาคเหนือจะจัดการประกวดวงสะล้อซอซึง กลองสะบัดชัย ภาคใต้จัดประกวดการแสดงโนรา ลิเกฮูลู ภาคกลางและภาคตะวันออก จัดประกวดเพลงอีแซว เพลงเรือ กลองยาว เพลงฉ่อย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดประกวดวงโปงลาง เพลงกันตรึม

รองเลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า การประกวดจะมีคณะกรรมการดำเนินงาน มีตนเป็นประธาน จะเชิญผอ.เขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ผู้แทน วธ. กระทรวงการท่องเที่ยวฯ โดยมอบหมายให้ผู้ที่เป็นเจ้าภาพจัดในปีนี้ คือ จ.เชียงใหม่ ขอนแก่น สุพรรณบุรี สงขลา ไปดำเนินการร่วมกับวัฒนธรรมจังหวัด คัดเลือกว่าจะประกวดอะไร กำหนดเกณฑ์การประกวด โดยแบ่งเป็นระดับประถมฯ และมัธยมฯ ตนยังให้ผอ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุพรรณบุรี เขต 1 จัดทำคู่มือแจกร.ร.ต่างๆ ให้ส่งเสริมเรื่องนี้ และแก้ข้อหาที่หลายคนเข้าใจผิดว่า สพฐ.จะยกเลิกวิชานาฏศิลป์

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34696&Key=hotnews

แจงยกเลิกวิชานาฏศิลป์ Read More »

ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป

ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป
ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป

ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป
ผมไม่เห็นด้วยนะ เพราะเห็นอกเห็นใจเด็ก ๆ

แต่คุณจาตุรนต์ เล็งทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้น
“จาตุรนต์” รมว.ศึกษาธิการ เล็งทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้น  

 

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151914363117272&set=a.423083752271.195205.350024507271

วันที่ 18 ก.ย.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า มีแนวคิดที่จะให้ทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้น เพราะได้ข้อมูลมาว่า ปัจจุบัน นักเรียนทุกคนจะได้เลื่อนชั้นอัตโนมัติ เวลาสอบตกวิชาไหนจะต้องมาซ่อมเสริมกับครู  แต่บางครั้ง หากเป็นเด็กผู้หญิงก็มาช่วยครูจัดดอกไม้ ส่วนเด็กผู้ชายมาช่วยทำความสะอาดห้องเรียนแล้วครูก็ให้ผ่าน หรือบางครั้งก็จะมีผู้ปกครองมานั่งกดดันที่โรงเรียนเพื่อต้องการให้ลูกหลานผ่านการซ่อมเสริม สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเด็ก เพราะเมื่อเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ก็อ่านหนังสือไม่ออกจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ทั้งนี้การจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรคงไม่ใช่แค่การสั่งให้มีการซ้ำชั้นเหมือนเดิมแล้ว แต่จะต้องมาคิดเงื่อนไขต่างๆ ประกอบกันใหม่
ผมคิดว่าการไม่ให้นักเรียนตกและให้ผ่านกันหมดเป็นผลเสียอย่างมากและต้องมีการแก้ไขแต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรและต้องมีการทบทวนกัน อย่างเรื่องที่เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้แค่ประเด็นนี้ก็ให้เด็กผ่านไม่ได้แล้ว ควรจะมีเงื่อนไขในการติวเข้มจนกว่าจะผ่านแล้วจึงจะให้เลื่อนไปเรียนชั้นต่อไป ไม่ใช่ปล่อยให้เลื่อนชั้นไปแล้วก็อ่านหนังสือไม่ออก” รมว.ศึกษาธิการกล่าวและว่า ตนคิดว่าควรจะหาวิธีแก้ไขและควรต้องมาดูระบบการซ่อม ระบบการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน โดยจะขอหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะทำกันอย่างไร


สั่ง อ.ก.ค.ศ เชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมมอบนโยบายในการประชุมสัมมนาคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางกาศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ภาคเหนือ  จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ว่า ที่ผ่านมาการบริหารงานบุคคลของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา  ให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ใช่เพื่อความเป็นธรรมเท่านั้น แต่คือการเชื่อมโยงกาารแต่งตั้งโยกย้ายให้สอดรับกับการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการปฏิรูปการเรียนการสอนให้มากขึ้น อ.ก.ค.ก.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาต้องมีฐานข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯและมีข้อมูลการขาดแคลนครูเพื่อใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะความเป็นธรรมและการแก้ปัญหาระบบ
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งโยกย้ายบรรจุครูยังต้องดูภาพรวมความขาดแคลนครูด้วย  ปัจจุบันการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่นั่น อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะพิจารณาไปตามความเห็นและความจำเป็นของแต่ละเขตพื้นที่ ขาดการดูแลในภาพรวมของประเทศ เช่นกรณีครูสอนภาษาฝรั่งเศสที่เหลือ200 กว่าคนทั่วประเทศ หากประเทศไทยมีความต้องการครูในส่วนนี้มากขึ้นก็จะเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไร หากปล่อยให้ อ.ก.ค.ศ.เขตฯยังแต่งตั้งตามความพอใจแบบในปัจุบัน ทั้งนี้อยากให้ ก.ค.ศ.ไปคิดวิธีการและหลักเกณฑ์ โดยอาจจะต้องจัดทำข้อมูลความต้องการภาพรวมทั่วประเทศ เช่น หากต้องการให้บรรจุครูไอซีที 2,000 คนก็ให้แจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้บรรจุแต่งตั้งครูตามความต้องการ
“จะมอบให้ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์ว่าจะประเมินการทำงานของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้อย่างไร  ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการประเมินว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯว่าทำงานดีหรือไม่ดีอย่างไร เมื่อมีหลักเกณฑ์การประเมินแล้วจะทำให้ทราบผลการทำงานของแต่ละอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯทั่วประเทศ และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเองก็จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมและผลประเมินที่ออกมา” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการประเมินวิทยฐานะก็อยากให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้วย ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลว่ามีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งผ่านการประเมินวิทยฐานะที่สูง มีความก้าวหน้าในวิชาชีพแต่ผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนตัวเองกลับต่ำ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9560000135946
http://www.thairath.co.th/content/edu/375178
http://www.komchadluek.net/detail/20130918/168503/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99.html

ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป Read More »

หลากหลาย ไว(วัย) และ จริยธรรม เท่ากับคนสื่อยุคใหม่

“น้ำอดน้ำทนน้อยลง หนักไม่เอาเบาไม่สู้” “สมาธิสั้น” “ทำงานไม่เป็น ไม่ค่อยฟัง เถียง” วลีสั้น ๆ ที่ได้ยินบ่อยครั้ง

เมื่อกล่าวถึงคนสื่อรุ่นใหม่จากปากคนสื่อรุ่นเก่า เหมือนคำตอบที่โยนกลับสู่นักวิชาการสื่อ คนสอนสื่อ ผู้สร้างคนสื่อรุ่นใหม่ถึงผลผลิตที่ป้อนสู่อุตสาหกรรมสื่อ ใส่เครื่องหมายคำถามตัวโตๆ “เป็นความผิดคนรุ่นใหม่หรือที่เป็นอย่างนั้น” ก็คงจะไม่ใช่เพราะเป็นเพียงมุมมองคนรุ่นหนึ่งมองคนอีกรุ่นหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงของตัวสื่อ ไม่ใช่กระทบต่อรูปแบบการทำงานสังคมงานสื่อเพียงประการเดียว แต่มีผลพวงวงกว้าง รวมถึงการเรียนการสอนด้านสื่อก็ด้วย ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าผู้สอนต้องงัดสารพัดเทคนิคมาใช้มากขึ้น เพื่อแข่งขันกับอาจารย์กู (กูเกิล) ที่สามารถรังสรรค์คำตอบให้แก่ผู้เรียนเพียงปลายนิ้วสัมผัสที่ป้อนสิ่งที่ต้องการจะรู้เข้าไป ผ่านแป้นคีย์บอร์ด ความรู้บนโลกไซเบอร์ที่กว้างขวาง ตอบได้ทุกด้านที่ผู้เรียนต้องการ จริงไม่จริง ถูกไม่ถูกต้อง ครบถ้วนหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีคิดของคน ทำให้อดทนน้อยลงที่จะนั่งค้นหาคำตอบสิ่งต่างๆ บทบาทของผู้สอนจึงเป็นเสมือน “โค้ช” มากกว่าการเป็นครู เป็นผู้ชี้แนะแนวทางแสวงหาความรู้ สร้างบรรยากาศ กระตุ้นการเรียนรู้ แล้วคนสื่อแบบไหนที่สังคมสื่อในยุคปัจจุบันต้องการ

ประการแรก “หลากหลาย” มีทักษะอันหลากหลาย นักสื่อสารมวลชนคนรุ่นใหม่ ต้องเป็นคนที่มีความรู้ไม่จำเพาะความรู้เฉพาะด้านเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง จะเป็นคนสื่อที่รู้เพียงด้านวิทยุโทรทัศน์ สื่อใหม่ โฆษณา หรือประชาสัมพันธ์เพียงด้านใดด้านหนึ่งคงไม่เพียงพอ ควรมีความรู้รอบด้านอันเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ร่วมด้วย การคอนเวอร์เจนซ์ของสื่อ ต้องการคนสื่อที่เข้าใจธรรมชาติของสื่อที่เปลี่ยน สามารถบูรณาการความรู้ในการทำงานเป็นนักวิชาชีพที่มีองค์ความรู้ทางวิชาการ และที่สำคัญควรเป็นคนสื่อที่รู้เท่าทันสื่อ ส่วนทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่คนสื่อยุคใหม่ต้องมี การใช้งานคอมพิวเตอร์โปรแกรมพื้นฐานในการพิมพ์งาน การนำเสนอ และการใช้โซเชียลมีเดียเป็น ไม่ว่าจะใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ทักษะด้านภาษาที่นักสื่อสารมวลชนคนรุ่นใหม่ควรจะสื่อสารได้ 2 ภาษาเป็นอย่างน้อย คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ไม่ต้องมองไปไหนไกล เริ่มจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมาถึงในปี 58 หรือใกล้ตัวกว่านั้น คือ การใช้ภาษาในการติดตามข่าวสาร แลกเปลี่ยนข่าวสารกับสื่อมวลชนจากทั่วทุกมุมโลก

ประการที่สอง “ไว (วัย)” ไวอันแรกคือ ปรับตัวไว วัยทำงานของคนสังคมสื่อมีความหลากหลายคนสื่อรุ่นใหม่ต้องสามารถทำงานเป็นทีม เมื่อคนหลายเจนเนอเรชั่นมาทำงานรวมกัน ความแตกต่างเรื่องวัยสัมพันธ์กับเข็มไมล์ประสบการณ์ ปัญหาและทัศนคติการทำงานที่ไม่ตรงกันเกิดขึ้นได้เสมอ ก็เหมือนองค์กรธุรกิจอื่น ที่ประกอบไปด้วยคนตั้งแต่ยุคเบบี้บูมเมอร์ ที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน (Work for Life) คนเจนเนอเรชั่น X โตมากับพัฒนาการของสื่อ ทำงานในลักษณะสมดุลงานกับครอบครัว (Work-Life Balance) มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเองสูง และคนเจนเนอเรชั่น Y โตมากับสื่อใหม่ มีทักษะการทำงานที่หลากหลาย มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบอยู่ในกรอบ การเปิดใจยอมรับ ปรับทัศนคติเข้าหากันและกัน สำคัญที่สุดคือใช้ “การสื่อสาร” เพื่อการป้องกันปัญหา ลดช่องว่างระหว่างวัยที่จะเกิดขึ้น

ไว อันที่สอง ไวต่อการเรียนรู้ ด้วยสื่อสมัยปัจจุบันที่มีการคอนเวอร์เจนซ์ เทคโนโลยีสื่อที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา การเรียนรู้ ปรับตัวให้เข้ากับสื่อ สามารถหยิบเอาประโยชน์ เทคโนโลยีจากสื่อ มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง คนที่พร้อม คนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถอยู่รอดในวิชาชีพนี้

ประการสุดท้าย “จริยธรรม” การเป็นคนสื่อที่มีจริยธรรม การประพฤติและปฏิบัติที่ดี มองเรื่องจริยธรรมสื่อแล้วก็น่าใจหายที่เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยก มองเห็นความสำคัญกันน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงควรให้ความสำคัญระดับต้นๆ เริ่มที่ครอบครัวและสถาบันการศึกษา การไปแก้ไขเมื่อเข้าสู่สังคมสื่อกระทำได้ยาก ปัญหาจริยธรรมนับวันเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในสังคมทุกสังคม ตัวอย่างง่ายๆ ที่ประสบพบเจอในฐานะนักวิชาการ ผู้สอนทางด้านสื่อคือ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในรูปแบบใดก็ตาม การลอกเลียนแบบผลงานคนอื่น การหยิบ หรือนำผลงานคนอื่นมาใช้ในผลงานตนเองโดยไม่ได้ให้การอ้างอิง ถึงแหล่งที่มาของข้อมูล จนผู้เรียน บุคคลที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคนสื่อรุ่นใหม่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้ผิดอะไร เป็นความคุ้นชินที่ทำมาตลอด หรือการใช้เทคโนโลยีในการแก้ไข ลอกเลียน บิดเบือนข้อเท็จจริง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรที่จะได้รับการแก้ไข ให้ความตระหนักจากทุกภาคส่วน ลำพังจะรอองค์กรวิชาชีพสื่อ ขับเคลื่อนกลไกเรื่องนี้คงจะไม่ได้

ไม่ว่าสังคมสื่อ ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนไปมากเท่าใด หากเรียนรู้ที่จะปรับตัว เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจ และคงไว้ซึ่งกรอบความคิดและจุดยืนในวิชาชีพที่เปี่ยมด้วยจริยธรรมคุณธรรม ก็สามารถเป็นคนสื่อคุณภาพได้ไม่ยาก

Tags : ชินกฤต อุดมลาภไพศาล ! bit.ly/H14kJD

หลากหลาย ไว(วัย) และ จริยธรรม เท่ากับคนสื่อยุคใหม่ Read More »

บ้านหนังสืออัจฉริยะ ‘กศน.อุบลราชธานี’ กระจายความรู้สู่ชุมชน

28 ตุลาคม 2556

วัชรพล มีสวัสดิ์

น่าตระหนกตกใจไม่น้อยกับข้อมูลอัตราการอ่านหนังสือของคนไทย จากสถิติล่าสุดของสำนักงานสถิติแห่งชาติสำรวจ พบว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละประมาณ 2-5 เล่ม ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ สิงคโปร์ อ่านหนังสือปีละ 50-60 เล่ม และเวียดนาม 60 เล่ม

นี่เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาล โดยการนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กำหนดให้การอ่านเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมอนุมัติงบประมาณ 450 ล้านบาท ให้กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จัดทำโครงการ “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” เพื่อส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น ผลักดันให้มีนิสัยรักการอ่าน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาตนเองและประเทศชาติ

ทศพร อินทรพันธ์ ผอ.กศน.จังหวัดอุบลราชธานี บอกว่า กศน.ได้นำร่องจัดตั้ง “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” 41,800 หมู่บ้านภายในปี 2556 จาก 80,000 กว่าหมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อให้เป็นห้องสมุดประจำหมู่บ้านสำหรับประชาชน ในส่วนของ กศน.จังหวัดอุบลราชธานี จะไม่กำหนดว่าจะต้องซื้อหนังสือเล่มใดบ้าง จะให้คนในชุมชนได้มีส่วนร่วมในการเลือกหนังสือด้วยตนเอง เพราะเชื่อว่าหากในบ้านหนังสืออัจฉริยะมีหนังสือที่ประชาชนในพื้นที่นั้นชื่นชอบ ก็จะจูงใจให้คนเข้ามาอ่านหนังสือมากกว่าการจัดหาหนังสือลงไปให้

“ผมมองว่าการส่งเสริมการอ่านไม่ได้หมายความว่าจะต้องอ่านหนังสือวิชาการเท่านั้น แต่ควรเป็นหนังสือที่ทุกคนเห็นแล้วอยากหยิบขึ้นมาอ่านมากกว่า มีหลายคนที่ได้ดีจากการอ่านหนังสือเพียงเล่มเดียว เป็นการอ่านหนังสือที่ช่วยเปลี่ยนชีวิต อีกทั้งปัจจุบันแม้จะมีเทคโนโลยีไฮเทคต่างๆ แต่หนังสือยังมีความสำคัญอยู่ เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถหาความรู้และรับข้อมูลข่าวสารจากเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ทั้งหมด นอกจากบ้านหนังสืออัจฉริยะจะเป็นแหล่งจัดกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการอ่านหนังสือแล้ว ยังมีกิจกรรมอื่นๆ เช่น กิจกรรมนั่งวิปัสสนา นั่งสมาธิ กิจกรรมสร้างรายได้ รวมถึงเป็นสถานที่จัดอบรมฝึกอาชีพด้วย”

“ทศพร” ระบุด้วยว่า บ้านหนังสืออัจฉริยะเป็นเสมือนธนาคารความรู้ใกล้บ้าน ที่มีข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยง่าย ส่วนทำเลของการจัดตั้งบ้านหนังสืออัจฉริยะจะตั้งอยู่ศูนย์กลางของหมู่บ้าน อาทิ ร้านกาแฟ ร้านค้า บ้านผู้มีจิตศรัทธา โดยมีอาสาสมัครบ้านหนังสืออัจฉริยะซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่คอยให้บริการประชาชนได้เข้ามาศึกษาหาความรู้ ทั้งด้านข่าวสารจากหนังสือพิมพ์ วารสาร นวนิยาย และหนังสือส่งเสริมการประกอบอาชีพต่างๆ
ด้าน กัญญาภัทร คำแก้ว เจ้าหน้าที่ กศน.อำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ระบุว่า การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญในการเรียนรู้ของคนทุกระดับ ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการเปิดโลกทรรศน์ใหม่ๆ ให้แก่ตนเอง ดังนั้น ในบ้านหนังสืออัจฉริยะจะต้องจัดหนังสือไว้อย่างหลากหลาย ทั้งหนังสือพิมพ์ที่จะให้ประชาชนได้รับรู้ข่าวสารที่เป็นปัจจุบัน หนังสือเกี่ยวกับการแนะนำอาชีพ เพื่อเป็นการชี้ช่องทางการสร้างอาชีพให้กับผู้ที่ยังไม่มีงานทำ หรือคิดจะทำงานเสริม ทั้งนี้อยากให้คนไทยหันมาอ่านหนังสือมากๆ เพื่อเป็นความรู้ที่จะนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

ณิชชาภัทร วงษ์ปัน อาสาสมัครส่งเสริมรักการอ่าน บ้านหนังสืออัจฉริยะ กศน.ตำบลธาตุ หมู่ 8 บ้านดอนกลางใต้ ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ บอกว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีส่วนในการสร้างประโยชน์ให้แก่คนในชุมชน ทั้งนี้ หนังสือทุกเล่มจะมีมูลค่าได้ ต่อเมื่อมีการหยิบหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาอ่าน

ด.ช.ปัทมาภรณ์ ศิลาเกษ นักเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนบ้านดอนกลางสงเคราะห์ อ.วารินชำราบ บอกว่า ช่วงนี้โรงเรียนปิดเทอมได้ชวนเพื่อนๆ มาอ่านหนังสือที่ศาลากลางบ้านอยู่เป็นประจำ หนังสือที่หาอ่านส่วนใหญ่เป็นพวกการ์ตูน คุณครูบอกว่าหนังสือทุกเล่มมีประโยชน์อย่างน้อยที่สุดเป็นการฝึกการอ่านได้ ไม่เหมือนดูการ์ตูนในทีวี เพียงดูเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

ขณะที่ จิราภรณ์ เจริญพงษ์ทวีสิน ชาวบ้านซึ่งมักจะแวะเวียนไปอ่านหนังสือ ที่บ้านหนังสืออัจฉริยะ บ้านโนนสมบูรณ์ หมู่ 10 ต.ธาตุ อ.วารินชำราบ บอกว่า รู้สึกดีใจที่ความรู้มาอยู่แค่เอื้อม เพราะที่ผ่านมาถ้าจะอ่านหนังสือต้องไปที่ห้องสมุดในตัวเมือง ซึ่งอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก แต่ปัจจุบันเมื่อมีบ้านหนังสืออัจฉริยะทำให้ไม่ต้องเดินทางไกล เดินทางสะดวกมากเพราะอยู่ในชุมชนใกล้บ้าน และมีหนังสือหลากหลายให้เลือกอ่าน

“ปกติเป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว พอมีบ้านหนังสืออัจฉริยะอยู่ใกล้ๆ จะมาอ่านหนังสือเกือบทุกวัน อย่างน้อยมารับรู้ข่าวสารผ่านทางหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งหลังจากนี้จะช่วยไปบอกต่อให้เพื่อนบ้านมาอ่านหนังสือด้วย อย่างไรก็ตาม หนังสือที่อยากได้ แต่ตอนนี้ยังไม่มีคือ หนังสือเกี่ยวกับภูมิปัญญาท้องถิ่นสมุนไพรพื้นบ้าน ซึ่งได้แจ้งกับอาสาสมัครส่งเสริมรักการอ่านไปแล้ว คิดว่าในเร็วๆ นี้คงจะมีหนังสือที่อยากอ่านมาให้อ่านด้วย”

วิชัย แก้วกิ่ง ชาวบ้านบ้านโนนสมบูรณ์ เสริมว่า การมี “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” อยู่ในชุมชน จะช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านได้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นวิธีปลูกฝังนิสัยรักการอ่านที่ดีสุดให้แก่บุตรหลาน โดยผู้ใหญ่ทำเป็นตัวอย่างให้เด็กได้ซึมซับ และกลายเป็นคนรักการอ่านตามมาในที่สุด
แม้การสร้างนิสัยรักการอ่านจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เชื่อแน่ว่าอย่างน้อย “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” จะเป็นตัวจักรสำคัญ ที่จะกระตุ้นให้คนไทยเข้าถึงและอ่านหนังสือกันมากขึ้น

หลังจากนี้คงต้องร่วมกันลุ้นว่า “บ้านหนังสืออัจฉริยะ” จะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้สถิติค่าเฉลี่ยการอ่านของคนไทยเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ และถึงเวลาแล้วที่ต้องถามคนไทยทั้งประเทศว่า…
“วันนี้คุณอ่านหนังสือแล้วหรือยัง!?!”

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34592&Key=hotnews

บ้านหนังสืออัจฉริยะ ‘กศน.อุบลราชธานี’ กระจายความรู้สู่ชุมชน Read More »

สกอ.เตรียมทาบทามมหา’ลัยสำรวจความเสียหายแท็บเล็ต

25 ตุลาคม 2556

นายสุภัทร จำปาทอง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ฐานะผู้ประสานงานการสำรวจความเสียหายเครื่องแท็บเล็ตนักเรียนชั้น ป.1 ประจำปีการศึกษา 2555 เปิดเผยว่า ตามที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

(สพฐ.) ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ประสานกับมหาวิทยาลัยที่มีคณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์หรือคณะที่เกี่ยวข้อง ทำการสุ่มตรวจความเสียหายและสาเหตุการเสียหายของเครื่องแท็บเล็ตที่แจกให้นักเรียนในปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมา ซึ่งการสำรวจจะแบ่งออกเป็น 4โซน ได้แก่ ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ โดยจะขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยในพื้นที่ในการสำรวจโดยการสุ่มตรวจ

นายสุภัทร กล่าวต่อว่า จากการหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องได้เสนอให้เชิญผู้เชี่ยวชาญ จาก ม.เชียงใหม่ และ ม.นเรศวร มาช่วยสำรวจความเสียหายแท็บเล็ตในโรงเรียนในภาคเหนือ ม.ขอนแก่น และม.เทคโนโลยีสุรนารี สำรวจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ม.สงขลานครินทร์ และ ม.วลัยลักษณ์สำรวจภาคใต้ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบังสำรวจภาคกลาง ทั้งนี้ก่อนจะขอความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ สกอ.จะหารือร่วมกับอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีเพื่อวางแนวทางและวิธีการในการสุ่มตรวจ โดยคาดว่าจะได้ความชัดเจนของแผนการสำรวจภายในสัปดาห์หน้า.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34574&Key=hotnews

สกอ.เตรียมทาบทามมหา’ลัยสำรวจความเสียหายแท็บเล็ต Read More »

ศธ.เน้นสอนอาชีพผู้พิการ

25 ตุลาคม 2556

วังจันทรเกษม : กระทรวงศึกษาธิการจับมือกระทรวงแรงงานพัฒนาการศึกษานอกระบบในสถานประกอบการ มอบ กศน. เปิดศูนย์ดูแลผู้พิการ เน้นสอนอาชีพเพื่อสร้างโอกาสในการมีงานทำ

นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายด้านการศึกษาให้กับคณะผู้บริหารการศึกษา โดยมีนายประเสริฐ บุญเรือง และผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เข้าร่วมว่า ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาฯที่ต้องทำให้ทุกคนในชุมชนอ่านออกเขียนได้ และมีงานทำ โดยมีครูอาสารับผิดชอบการสอน ในการรับสมัครครูอาสาในหมู่บ้านต้องมีหลักเกณฑ์ และเพิ่มจำนวนครู กศน. ที่เป็น ข้าราชการให้มากขึ้นด้วย

ทั้งนี้ กระทรวงศึกษาฯจะร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อพัฒนาการศึกษานอกระบบในสถานประกอบการ ด้านการศึกษาอย่างน้อยต้องจบภาคบังคับ เพื่อให้ประชากรวัยแรงงานมีศักยภาพทางการศึกษา เพราะยิ่งการศึกษาน้อยประสิทธิภาพในการทำงานก็น้อยลงด้วย ในส่วนของผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสในต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ มีศูนย์ดูแลผู้พิการ ซึ่ง กศน. ของไทยก็ควรมีด้วย โดยให้ใช้สถานที่ กศน.อำเภอ, กศน.ตำบล เป็นศูนย์ดูแลผู้พิการ ทำให้ผู้พิการสามารถออกจากบ้านได้และไม่เป็นภาระของคนในครอบครัว โดยจัดรถรับส่งให้ผู้พิการเข้ามาเรียนหนังสือหรือฝึกอาชีพที่ศูนย์ดูแล

อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาฯมอบนโยบายให้ กศน. จัดการเรียนการสอนให้เชื่อมโยงกับความต้องการของชุมชน ให้ครบวงจร อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน โดยทำ ความร่วมมือกับทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น มหาวิทยาลัย แหล่งเรียนรู้ต่างๆมาช่วยในเรื่องวิชาการ การศึกษาดูงาน เช่น ในพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงในด้านวิชา- การ วิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ตลอดจนสถานประกอบการซึ่งจะช่วยในการฝึกอาชีพ ต้องปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับผู้เรียนมากที่สุด มีแหล่งเรียนรู้ ที่ทั่วโลกยอมรับ

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34573&Key=hotnews

ศธ.เน้นสอนอาชีพผู้พิการ Read More »

ร้องวิทยฐานะเหลื่อมล้ำกลุ่มพีอาร์-นักวิชาการชงแก้ ก.ม./สพฐ.จ่อย้าย ผอ.ด้อยคุณภาพ

25 ตุลาคม 2556

ที่หอประชุมคุรุสภา เมื่อวันที่ 24 ต.ค.56 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้จัดงานประชุมสมัชชาบุคลากรทางการศึกษาว่าด้วยการสร้างความพร้อมขับเคลื่อนการศึกษาขั้นพื้นฐานสู่ประชาคมอาเซียน ซึ่งมีสมัชชาบุคลากรทางการศึกษา 38 ค (2) ประมาณ 1,500 คนเข้าร่วม โดยได้เชิญนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มาเป็นประธาน พร้อมกันนี้นายชาญ คำภิระแปง ประธานสมัชชาบุคลากรทางการศึกษา ได้ชี้แจงต่อนายจาตุรนต์ ถึงการเหลื่อมล้ำของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี 2547 กำหนดให้บุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา38 ค (1) ได้แก่ ครูผู้สอน ผู้บริหารการศึกษาผู้บริหารสถานศึกษา และศึกษานิเทศก์ ได้รับเงินวิทยฐานะตำแหน่งชำนาญการ 3,500 บาท และตำแหน่งชำนาญการพิเศษ (คศ.3) รับเงินวิทยฐานะ 5,600 x 2=12,000 บาทขณะที่บุคลากรฯ ตามมาตรา 38 ค (2) ได้แก่นักประชาสัมพันธ์ นักวิชาการศึกษา นักพัฒนาทรัพยากรบุคคล และนักจัดการงานทั่วไปตำแหน่งชำนาญการไม่ได้รับเงินวิทยฐานะตำแหน่งชำนาญการพิเศษ ได้รับเงินวิทยฐานะ 3,500 บาท ดังนั้น จึงขอให้ รมว.ศึกษาธิการ แก้กฎหมายเพื่อปลดล็อกให้บุคลากรฯ38ค (2) ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 13,700 คนทั่วประเทศได้มีสิทธิ์เท่าเทียมกับบุคลากรฯ 38 ค (1) เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ

ทั้งนี้ นางศิริพร กิจเกื้อกูล เลขาธิการก.ค.ศ. กล่าวว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับกฎหมาย 3 ฉบับ คือ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา, พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี 2547 และ พ.ร.บ.เงินเดือนครู มาตรา 31 วรรค 2 คงต้องแก้ไขกันทั้งระบบและอาจต้องยุบบางตำแหน่งซึ่งต้องวิเคราะห์ให้ดีเพื่อกำหนดภารกิจของงานให้บุคลากรฯ 38 ค (2) จะเข้าลู่เดียวกับบุคลากรฯ 38 ค (1) ได้

วันเดียวกัน นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)เปิดเผยถึงกรณีงานวิจัยเรื่องพัฒนาการของการทดสอบระดับชาติ และการประกันคุณภาพระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)ที่ระบุถึงการเน้นบทลงโทษโรงเรียนที่ไม่ผ่านการประเมินภายนอก จะถูกตัดงบประมาณว่างบฯ ปกติที่โรงเรียนจะได้รับการจัดสรร ก็คือเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวผู้เรียน ซึ่งโรงเรียนอยู่ได้ด้วยงบฯ นี้ ตัดไม่ได้เด็ดขาดเพราะผิดกฎหมาย ส่วนงบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นงบฯพัฒนาสถานศึกษา ก่อสร้างซ่อมแซมอาคารสถานที่ หรืองบฯ อบรมต่างๆ นั้นอาจถูกตัดหรือปรับลดงบฯ ได้ตามดุลพินิจของสำนักงบประมาณ หรือชั้นพิจารณาของกรรมาธิการส่วนการโยกย้ายผู้บริหารหากไม่มีคุณภาพนั้นสพฐ. ต้องทำอยู่แล้ว แต่จะย้ายไปไว้ส่วนใดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาซ้ำอีกนั้น สพฐ. จะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่าจะดำเนินการกับกำลังพลเสื่อมเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34572&Key=hotnews

ร้องวิทยฐานะเหลื่อมล้ำกลุ่มพีอาร์-นักวิชาการชงแก้ ก.ม./สพฐ.จ่อย้าย ผอ.ด้อยคุณภาพ Read More »

ศธ.เล็งเพิ่มประเภททุน 1 อำเภอ

25 ตุลาคม 2556

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม นางสุทธศรี วงษ์สมาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการดำเนินการโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่นที่ 4 ว่า ตามที่ ศธ.ได้เปิดรับสมัครผู้เข้ารับทุนตามโครงการดังกล่าวในรอบที่ 2 ซึ่งมีผู้ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติจำนวน 19,756 คน และจะสอบข้อเขียนพร้อมกันวันที่ 27 ตุลาคมทั่วประเทศนั้น หากมีผู้ผ่านการคัดเลือกไม่ครบตามจำนวนอีก ก็คงจะไม่เปิดรอบ 3 เพราะถึงเวลาที่จะเตรียมการเปิดรับสมัครรุ่นที่ 5 จากนั้นจะสรุปข้อดี ข้อเสียรวมถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ของการดำเนินโครงการ เพื่อนำเข้าหารือร่วมกับคณะกรรมการบริหาร โครงการ เพื่อปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกเพื่อให้มีผู้รับทุนเพิ่มในรุ่นที่ 5 เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ามีนักเรียนที่สอบผ่านการคัดเลือกเข้ารับทุนตามโครงการดังกล่าวน้อยลงเรื่อย ๆ

“ในส่วนของหลักเกณฑ์ต่างๆ นั้นจะต้องไปดูเพื่อให้เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น อาทิ เรื่องกำหนดเวลาการรับสมัคร ซึ่งตรงกับช่วงที่นักเรียนต้องสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยพอดี ก็อาจจะพิจารณาปรับเลื่อนเวลาการรับสมัคร ขณะเดียวกันก็อาจจะพิจารณาปรับเพิ่มประเภททุน เพื่อเปิดโอกาสให้มีผู้เข้ารับทุนมากขึ้น นอกจากนั้นจะต้องเพิ่มการประชาสัมพันธ์โครงการ ให้สามารถเข้าถึงตัวเด็กมากขึ้นด้วย” นางสุทธศรีกล่าว และว่า สำหรับโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน รุ่น ที่ 4 ในรอบแรกมีผู้สอบผ่านการคัดเลือกและมีคุณสมบัติครบจำนวน 97 คน จาก ทั้งหมด 1,856 ทุน ยังเหลือทุนอีกจำนวน 1,759 ทุน

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34571&Key=hotnews

ศธ.เล็งเพิ่มประเภททุน 1 อำเภอ Read More »