Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

คอลัมน์: การศึกษา: เดินเครื่องหลักสูตรใหม่ปี’ 57 ฝัน ‘ครูสอนน้อย-เด็กรู้เยอะ’

21 มิถุนายน 2556

ใกล้เป็นความจริงไปทุกขณะสำหรับการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามนโยบายของ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ต้องการให้เด็กใช้เวลาเรียนในห้องเรียนน้อย แต่ได้ความรู้เยอะ

เพราะที่ผ่านมาเด็กไทยเรียนถึง 1,000-1,200 ชั่วโมงต่อปี เรียนเนื้อหาตำราเยอะจนสะพายกระเป๋าหลังแอ่น แต่กลับได้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำเมื่อเทียบกับบางประเทศที่เรียนแค่ 600-800 ชั่วโมงต่อปี แต่กลับได้ผลสัมฤทธิ์ที่สูงกว่า

โดยขณะนี้คณะทำงาน 6 ชุด ที่เป็นคณะทำงานย่อยของคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่มี นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน ได้ปรับรื้อหลักสูตรคืบหน้าไปมากแล้ว คาดว่าภายในเดือนกันยายนนี้น่าจะแล้วเสร็จ

จากการเปิดเผยของนายภาวิช ระบุว่า หลักสูตรใหม่ จะแบ่งการจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ออกเป็น 6 กลุ่มสาระวิชา ได้แก่ 1.กลุ่มภาษาและวรรณกรรม 2.วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี 3.เทคโนโลยีสารสนเทศ 4.สังคมและความเป็นมนุษย์ 5.โลก ภูมิภาคและอาเซียน และ 6.ชีวิตกับโลกของงาน

โดยคณะทำงานกลาง จะมาดูความเชื่อมโยงและความซ้ำซ้อนใน 6 กลุ่มของสาระวิชา ซึ่งหากเจอว่าซ้ำซ้อน ก็ต้องบูรณาการให้สั้นลงนส่วนของระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ใและ 2 จะเน้นทักษะ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ส่วนวิชาที่เหลือ จะนำ 6 กลุ่มสาระวิชา มารวมแล้วแยกเป็น 4 วิชา ได้แก่ 1.บ้านของเรา โลกของเรา 2. ชีวิตกับการเรียนรู้ จะทำอย่างไรถึงจะสร้างความอยากรู้อยากเห็นของนักเรียน 3.เด็กในวิถีประชาธิปไตย เป็นการเรียนรู้เพื่ออยู่ในสังคมแบบมีส่วนร่วม ความมีจิตสาธารณะ ศาสนา และ 4.ศิลปะและพลานามัยเพื่อชีวิต

การจัดหลักสูตรสำหรับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 ดังกล่าว ก็เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อม ส่วนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ขึ้นไป จะจัดการศึกษาออกเป็น 6 กลุ่มสาระวิชา แต่จะมีรายละเอียดที่แตกย่อยออกไปในแต่ละระดับชั้น เช่น ในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จะเน้นการเรียนในทางลึกมากขึ้น โดยจะมีการแยกวิชาออกเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา รวมทั้งจะมีทางเลือกให้กับนักเรียนเพื่อเรียนต่อในมหาวิทยาลัย และสำหรับนักเรียนที่ไม่ต้องการเรียนต่อมหาวิทยาลัย จะให้ทางเลือกเพื่อเรียนต่อสายอาชีพระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ซึ่งในหลักสูตรเดิมนั้น จะมีทางเลือก

ให้กับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายเพื่อการเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเท่านั้น ส่วนเด็กที่ไม่ได้เรียนต่อ จะไม่ได้มีการส่งเสริมหรือให้ทางเลือกอะไร

“เนื้อหาของหลักสูตรใหม่ อาจจะไม่เปลี่ยนมาก เพราะจริงๆ แล้วเนื้อหาที่ใช้ในการเรียนการสอนได้มีการปรับเปลี่ยนมาเป็นลำดับอยู่แล้ว เพียงแต่หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้ในปัจจุบันจะมี 8 กลุ่มสาระวิชา แต่ของใหม่จะเหลือเพียง 6 กลุ่มสาระ ซึ่งตำราต่างๆ อาจจะต้องค่อยๆ ปรับปรุง โดยอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 3 ปีนับจากมีการประกาศใช้”นายภาวิช กล่าว   หลักสูตรใหม่ จะกำหนดทักษะที่เด็กหจำเป็นต้องใช้ 10 ประการเมื่อจบการศึกษา อาทิ ทักษะด้านไอซีที การงานและอาชีพ เป็นต้น

ส่วนการเรียนการสอนไม่ได้ลดการเรียนรู้ แต่จะลดการเรียนในห้องเรียน เพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรียน โดยจะต้องเน้นประสบการณ์เรียนรู้ใน 6 ด้าน ได้แก่ 1.การอ่านเพื่อการเรียนรู้ ต่อไปครูต้องกระตุ้นให้เด็กอ่านมากขึ้น 2.การเรียนการสอนแบบโครงการ ทั้งด้านสังคม ศาสนา วิทยาศาสตร์ และจะนำไปสู่ทักษะที่พึงประสงค์ เช่น การค้นหาปัญหา การทำงานร่วมกับผู้อื่น 3.ไอซีที 4.คุณธรรมและจิตสาธารณะ 5.ความเป็นประชาธิปไตย และ 6.อาชีพ

ทั้งนี้ การปรับหลักสูตรใหม่ จะทำให้ลดชั่วโมงเรียนในห้องเรียนลง โดยระดับประถมศึกษา จะเหลือการเรียนในห้องเรียนประมาณ 600 ชั่วโมงต่อปี และจะเรียนนอกห้องเรียน 400 ชั่วโมงต่อปี จะมีผลทำให้นักเรียนเรียนในห้องเรียนเพียง 5 คาบต่อวัน จากเดิมเรียนประมาณ 6-7 คาบ
ส่วนมัธยมศึกษา จะเหลือ 6 คาบต่อวัน

โดยในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ นายภาวิช จะประชุมหารือกับคณะทำงานทั้ง 6 ชุดเพื่อพิจารณาหลักสูตรที่แต่ละส่วนรับผิดชอบอยู่ จากนั้นนำมาประกอบเป็นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ ก่อนนำเสนอที่ประชุมคณะกรรมการการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการ ศธ. เป็นประธาน พิจารณา

คาดว่าในปีการศึกษา 2557 จะเริ่มนำร่องใช้หลักสูตรรอบแรกในโรงเรียนที่เป็นเครือข่ายของสถาบันอุดมศึกษาจำนวน 30 แห่ง รวมประมาณ 3,000 โรงเรียน ครอบคลุมทั้งสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) และโรงเรียนสาธิตต่างๆ

และจะให้โรงเรียนนำร่องสร้างเครือข่ายโรงเรียนแห่งละ 10 แห่ง ซึ่งจะทำให้ขยายโรงเรียนที่ใช้หลักสูตรใหม่เป็น 30,000 กว่าแห่ง

ขณะที่ นายพินิติ รตะนานุกูล ผู้ตรวจขราชการ ศธ. ในฐานะประธานคณะทำงานกลุ่มโลก ภูมิภาคและอาเซียน ระบุว่า กลุ่มโลก ภูมิภาคและอาเซียน มีความคืบหน้าในการดำเนินงานเกือบ 100% แล้ว โดยกลุ่มนี้ จะเป็นวิชาที่เชื่อมโยงเรื่องประวัติศาสตร์ สังคม รวมถึงเรื่องอาเซียน
โดยเฉพาะประวัติศาสตร์ ที่จะต้องเขียนขึ้นใหม่ เพราะที่ผ่านมาประเทศใดเขียนประวัติศาสตร์ ก็จะเข้าข้างตัวเอง ทำให้เกิดความขัดแย้ง

แต่ในหลักสูตรใหม่จะเขียนประวัติศาสตร์ที่สร้างความเข้าใจที่ดีร่วมกัน
และหลักสูตรในกลุ่มของตนเองจะต้องมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มอื่นๆ ด้วย เพื่อให้การเรียนการสอนเป็นไปตามเป้าหมาย ที่ต่อไปเยาวชนในยุคศตวรรษที่ 21 จะต้องรู้เท่าทันในเรื่องต่างๆ อย่างรอบด้าน อาทิ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ไอที เป็นต้น

โดยในการประชุมวันที่ 27 มิถุนายนนี้ แต่ละกลุ่มจะมาดูว่าแต่ละวิชาจะมีความเชื่อมโยงกันตรงจุดใดบ้าง
ถือเป็นความก้าวหน้าของการปฏิรูปหลักสูตร ซึ่งจากนี้ต้องลุ้นว่าตำราเรียน รวมถึงผู้ปฏิบัติอย่างครูและบุคลากร จะสามารถนำมาปฏิบัติให้เกิดผลตรงตามเป้าหมายแค่ไหน ล่าสุดผู้อำนวยการโรงเรียนดังต่างออกมาขานรับกับการปรับหลักสูตร

จากนี้โจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปให้เกิดผลสัมฤทธิ์คงอยู่ที่ครู เพราะหากครูไม่เข้าใจ…ต่อให้หลักสูตรดีและตำราเจ๋งแค่ฅไหน ผลสัมฤทธิ์ก็ไปไม่ถึงตัวเด็กอยู่ดี

–มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวันที่ 21 – 27 มิ.ย. 2556–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33099&Key=hotnews

คอลัมน์: การศึกษา: เดินเครื่องหลักสูตรใหม่ปี’ 57 ฝัน ‘ครูสอนน้อย-เด็กรู้เยอะ’ Read More »

ก.ค.ศ.ตั้งศูนย์ฯการจัดสอบครูผู้ช่วย สพฐ.

21 มิถุนายน 2556

ก.ค.ศ.ตั้งศูนย์ฯการจัดสอบครูผู้ช่วย สพฐ. เพื่อให้การสอบเป็นไปด้วยความเรียบร้อย นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่จะมีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 1/2556 ระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน 2556 นี้ ใน 78 เขตพื้นที่การศึกษา และ 1 สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการสอบแข่งขันครั้งนี้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ สำนักงาน ก.ค.ศ. จึงได้ตั้งศูนย์อำนวยการประสานงานการสอบแข่งขันฯขึ้น โดยมี นายสุบรรณ ไชยศิริโชติ รองเลขาธิการ ก.ค.ศ. ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ฯ และใช้พื้นที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ชั้น 5 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นสถานที่ปฏิบัติงาน โดย ศูนย์ฯดังกล่าวนี้จะมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำ ปรึกษา และให้เสนอแนะเกี่ยวกับการสอบแข่งขันฯ จากเขตพื้นที่การศึกษา และส่วนราชการ รวมทั้งติดตามการดำเนินงานของคณะ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาจากผู้แทน ก.ค.ศ. และอำนวยความสะดวกในการสอบแข่งขันฯ ซึ่งจะเปิดให้บริการตั้งแต่ วันที่ 21-25 มิถุนายน 2556 นี้ เวลา 08.00-18.00 น. หรือสามารถโทรศัพท์สอบถามได้ที่ 0-2280-2835 ,0-2280-1094 และ 0-2280-3273 ซึ่งทางสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้จัดเจ้าหน้าที่ไว้ให้บริการตอบข้อหารือ และอำนวยความสะดวกในการสอบแข่งขันฯด้วย

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33098&Key=hotnews

ก.ค.ศ.ตั้งศูนย์ฯการจัดสอบครูผู้ช่วย สพฐ. Read More »

สภาการศึกษาเปิดตัวแอพสโตร์คลังวิจัยฐานพัฒนา กศ.ไทย

21 มิถุนายน 2556

นายประกอบ รัตนพันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยภายหลังการประชุมสัญจรและตรวจเยี่ยมสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ว่า กมธ.การศึกษาได้ให้ความสำคัญกับ สกศ.เป็นอันดับแรก เพราะถือเป็นหัวใจหลักในการจัดทำแผนการศึกษาของชาติ ซึ่งจากการรับฟังรายงานจาก น.ส.ศศิธาราพิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการ สกศ. แล้วกมธ.การศึกษา มีความพอใจในผลการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแผนพัฒนาการศึกษาของชาติ ที่กำลังจัดทำพิมพ์เขียว ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ดี เพราะได้มีการสอบถามความเห็นจากคนไทยทั้งประเทศว่า ต้องการให้การศึกษาของชาติในอนาคตเป็นอย่างไร รวมถึงการระดมสมองนักวิชาการไทยและต่างประเทศด้วย

ด้าน น.ส.ศศิธารา กล่าวว่า สกศ.มีแผนงานด้านนโยบาย 5 เรื่องซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปี 2556 โดยเฉพาะเรื่องการปรับปรุงแผนการศึกษาแห่งชาติซึ่งใช้มาระยะเวลาหนึ่งแล้วและขาดความทันสมัยในหลายเรื่อง เช่น การเป็นประชาคมอาเซียน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ ซึ่งในสมัยที่เขียนแผนการศึกษาฯ ยังคิดแต่เรื่องคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะว่า เด็กกี่คน ต้องมีคอมพิวเตอร์กี่เครื่อง ยังไม่มีเรื่องแท็บเล็ต อินเทอร์เน็ตไร้สาย ดังนั้น จึงต้องมีการปรับปรุงแผนการศึกษาฯ ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมเศรษฐกิจ และการเติบโตของประเทศในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ สกศ. ได้ลงนามความร่วมมือกับสภาวิจัยแห่งชาติซึ่งต่อไปงานวิจัยด้านการศึกษาทั้งหมดจะสอดคล้องกับกรอบงานวิจัยของประเทศเพื่อเชื่อมโยงเครือข่าย และในสัปดาห์หน้าจะมีการเปิดตัวแอพ สโตร์(App store) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลผลงานวิจัยทางการศึกษาของ สกศ. ซึ่งสามารถสืบค้นและดาวน์โหลดงานวิจัยผ่านระบบปฏิบัติการไอโอเอสของแอปเปิล (App Store) และผ่านเว็บเบส (Web base)ของ สกศ. ได้ โดยขณะนี้มีผลงานวิจัยที่จะนำขึ้นสู่ระบบแล้ว 1,300 เรื่อง

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33097&Key=hotnews

สภาการศึกษาเปิดตัวแอพสโตร์คลังวิจัยฐานพัฒนา กศ.ไทย Read More »

ศธ.ดึง ตร.คุมสอบครูผู้ช่วย 398 สนามทั่วประเทศ/ใช้ไฮเทคตรวจโลหะ-ตัดสัญญาณมือถือกันโกง

21 มิถุนายน 2556

ศึกษาธิการ * “สพฐ.” ประสานตำรวจ ผู้ว่าฯ นายอำเภอ ดูแล 398 สนามสอบครูผู้ช่วยทั่วประเทศ คุมเข้มใช้เครื่องตรวจจับโลหะ ตัดสัญญาณมือถือกันโกง ชี้หากเฉลยข้อสอบรั่วอีก เขตพื้นที่ฯ ต้องรับผิดชอบ “เสริมศักดิ์” กำชับผู้บริหาร สพฐ. ระบุ “ยิ่งลักษณ์” กำชับ ศธ.ห้ามปล่อยซ้ำรอยทุจริตสอบครูอีก

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยการเตรียมความพร้อมการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุข้าราชการและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไป ประจำปีการศึกษา 2556 จำนวน 1,070 อัตรา ใน 79 เขตพื้นที่การศึกษา ใน 34 กลุ่มวิชาเอก ซึ่งจะดำเนินการสอบในวันที่ 22-24 มิถุนายน 2556 ว่า การจัดสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ได้กระจายอำนาจให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ โดยให้รวมกลุ่มดำเนินการตามเขตตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) อย่างไรก็ตาม สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้สั่งการให้ สพท.ทั้ง 79 เขตฯ ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด และให้รายงานผลมาที่ สพฐ.เป็นระยะ ตั้งแต่วันที่ 7, 14 มิ.ย. และในวันที่ 21 มิ.ย.นี้ จะให้ทุกเขตสรุปผลการเตรียมความพร้อมรายงานมายังส่วนกลางอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นความพร้อมเรื่องของสถานที่สอบ การประสานงานกับสถาบันอุดมศึกษาที่ออกข้อสอบให้ การเตรียมมาตรการป้องกันการทุจริต รวมถึงการประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเข้ามาช่วยดูแลการจัดสอบทั้ง 398 สนามสอบที่เป็นโรงเรียน ขณะที่วันสอบจริง ตนจะมาประจำอยู่ศูนย์อำนวยการด้วย

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า จากการติด ตามสถานการณ์จนถึงขณะนี้ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีรายงานแค่ 1 กรณีคือ กรณีของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 40 เพชรบูรณ์ ได้รับข้อมูลว่ามีการเปิดติวข้อสอบ เบื้องต้นก็ได้สั่งการให้เขตพื้นที่ฯ ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว และให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เสร็จก่อนวันสอบ ซึ่งการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ สพฐ.ได้มอบอำนาจให้เขตพื้นที่ฯ เป็นผู้ดำเนินการจัดสอบ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น เขตพื้นที่ฯ มีอำนาจหน้าที่เข้าไปดูแลจัดการปัญหาโดยตรง

อย่างไรก็ดี สำหรับการป้องกันการทุจริตสอบนั้น สพฐ.ได้เชิญเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาให้ข้อมูลเขตพื้นที่ฯ เกี่ยวกับการตรวจจับการทุจริตสอบผ่านเครื่องมือสื่อสารต่างๆ และให้แต่ละเขตพื้นที่ฯ ประสานสถานีตำรวจภูธรในพื้นที่นำเครื่องมือตรวจจับโลหะ เครื่องมือตัดสัญญาณโทรศัพท์มาติดตั้งในวันสอบด้วย เพื่อป้องกันการทุจริตสอบผ่านเครื่องมือสื่อ สาร ทั้งนี้ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานปัญหาเรื่องข้อสอบรั่วเข้ามา ขณะที่เรื่องการป้องกันข้อสอบรั่วนั้นเป็นความรับผิดชอบของเขตพื้นที่ฯ โดยตรง เพราะการสอบครั้งนี้กระจายอำนาจให้เขตพื้นที่ฯ จัดสอบ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ตนได้กำชับ สพฐ.ให้ดูแลการสอบครูผู้ช่วยที่จะมีขึ้นในปลายสัปดาห์นี้ ส่วนผู้บริหาร สพฐ.เองก็ทราบดีว่าจะต้องควบคุมดูแลเรื่องนี้อย่างรัดกุมที่สุด เพราะหากทราบว่ามีเบาะแสใดที่อาจจะมีปัญหา ต้องรีบแก้ไขเพื่อไม่ให้เกิดการทุจริต และขอบอกว่าคนที่ทุจริตการสอบ สุดท้ายก็จะไม่ได้เป็นครูและอาจจะถูกดำเนินการคดีอาญาด้วย อยากให้ผู้เข้าสอบทุกคนเข้าสอบด้วยความรู้ความสามารถของตนเอง
นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศธ. กล่าวว่า ได้มอบให้นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ. รักษาราชการแทนรองเลขาธิการ กพฐ. ไปดูแลการสอบครูผู้ช่วยที่จะถึงนี้ โดยได้ขอให้ลงพื้นที่ตรวจสอบในช่วงที่จะมีการสอบด้วย

“การสอบครั้งนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก จึงต้องมีการคุมเข้มเพื่อไม่ให้มีการทุจริต เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้กำชับมาว่าอย่าให้เกิดซ้ำอีก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีข่าวมาเรื่อยๆ ว่าจะมีการทุจริตเกิดขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม แม้ผมจะได้ประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ให้ช่วยกันดูแลแล้ว แต่ก็อยากให้ประชาชนทุกคนช่วยกันสอดส่องด้วย” นายเสริมศักดิ์กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33096&Key=hotnews

ศธ.ดึง ตร.คุมสอบครูผู้ช่วย 398 สนามทั่วประเทศ/ใช้ไฮเทคตรวจโลหะ-ตัดสัญญาณมือถือกันโกง Read More »

ชงดีเอสไอลงดาบจ้างทำวิทยานิพนธ์’ภาวิช’จี้มหาวิทยาลัยเอาจริงวางระบบแก้ไข

21 มิถุนายน 2556

นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ. กล่าวว่า ตามที่ตนได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการรับจ้างทำดุษฎีนิพนธ์ของปริญญาเอก ทุกสาขาวิชา โดยรับบริการทำทั่วประเทศ ประกาศผ่านทางเว็บไซต์ www.researchthailand.com โดยพบรายละเอียดผู้รับจ้างของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่รับทำ และยังมีข้อความการันตีผลงานนั้น ความคืบหน้าเรื่องนี้ตนได้หารือกับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แล้ว โดยดีเอสไอบอกให้นำข้อมูลมาจะดำเนินการต่อให้ ที่ห่วงเรื่องนี้เพราะเข้ามาในวงการศึกษา ส่วนจะเป็นคดีพิเศษหรือไม่ตนไม่ทราบ

นายภาวิชกล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยต้องเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ หากมหาวิทยาลัยดูแลเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ตนมีข้อแนะนำให้มหาวิทยาลัยควรปฏิบัติ คือ 1.อย่ารับนักศึกษาเกินจำนวนที่กำหนด เช่น วิทยานิพนธ์จะมีกฎเกณฑ์ว่าอาจารย์ที่ปรึกษา 1 คนจะรับวิทยานิพนธ์ได้ไม่เกิน 5 เรื่อง แต่ในทางปฏิบัติจะเลี่ยงทำเป็นกลุ่ม จึงกลายเป็นอาจารย์ที่ปรึกษา 1 คนรับวิทยานิพนธ์ 20-30 เรื่อง ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง ซึ่งบางมหาวิทยาลัยที่ดีก็เป็นห่วงในเรื่องนี้

ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า 2.มหาวิทยาลัยต้องมีกระบวนการจัดทำวิทยานิพนธ์ที่มีประสิทธิภาพ ให้หลักประกันได้ เช่น มหาวิทยาลัยบางแห่งเด็กเรียนมาจนใกล้จบการศึกษา ส่งแผนการทำวิทยานิพนธ์ จากนั้นอีก 2 อาทิตย์ก็ส่งวิทยานิพนธ์แล้ว ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เมื่อครั้งที่ตนเคยปฏิบัตินั้นจะออกระเบียบว่า เมื่อเข้ามาเรียนบัณฑิตศึกษาจะกำหนดวันที่ส่งหัวข้อวิทยานิพนธ์ จากนั้นจะส่งวิทยานิพนธ์เลยไม่ได้จนกว่าจะถึงเวลาที่กำหนดคือผ่านไป 1 ภาคการศึกษา

“หากสร้างกระบวนการที่เข้มแข็งสิ่งเหล่านี้จะไม่เกิด แม้แต่เวลาที่ผมเขียนวิทยานิพนธ์อยู่ต่างประเทศต้องส่งเป็นลายมือ และทยอยส่ง อาจารย์ที่ปรึกษาต้องดูแล ถ้ามหาวิทยาลัยมีความจริงใจต่อการดูแลคุณภาพสิ่งเหล่านี้จะป้องกันได้ ผมว่านี่คือประเด็นที่สำคัญ สิ่งที่มีคน มารับจ้างทำวิทยานิพนธ์เป็นเพียงเรื่องรองเท่านั้น” นายภาวิชกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33095&Key=hotnews

ชงดีเอสไอลงดาบจ้างทำวิทยานิพนธ์’ภาวิช’จี้มหาวิทยาลัยเอาจริงวางระบบแก้ไข Read More »

รมว.ศธ.ชูร.ร.วังไกลกังวลต้นแบบแก้ปัญหาขาดครู

21 มิถุนายน 2556

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน ที่โรงเรียนวังไกลกังวล จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการเยี่ยมชมการจัดการศึกษาโรงเรียนวังไกลกังวลว่า ได้รับคำเชิญจากนายขวัญแก้ว วัชรโรทัย รองเลขาธิการพระราชวัง ให้เยี่ยมชมตัวอย่างการจัดการศึกษาของโรงเรียนวังไกลกังวล เพื่อเป็นต้นแบบให้กับโรงเรียนทั่วประเทศ จากการเยี่ยมชมพบว่ามีการจัดการเรียนการสอนที่น่าชื่นชม เด็กมีวินัย และใช้ครูที่มีความเชี่ยวชาญมาสอน นอกจากนี้ยังถ่ายทอดผ่านระบบโทรทัศน์ ไปยังโรงเรียนอื่น โดยเฉพาะโรงเรียนที่ขาดแคลนครู โรงเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้และโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่สามารถควบรวมได้ เช่น โรงเรียนใน จ.สุพรรณบุรี ได้ใช้ประโยชน์จากโทรทัศน์การศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียมวังไกลกังวลด้วย ซึ่งทำให้ ผลการเรียนของเด็กสูงขึ้น

“การเรียนรู้ผ่านระบบโทรทัศน์ดาวเทียม เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ซึ่งโรงเรียนที่ไม่มีปัญหาขาดแคลนครูก็สามารถใช้ประโยชน์ได้ เพราะครูสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดได้ ทั้งนี้มีผลวิจัยว่าโรงเรียนที่คุณภาพไม่ถึงเกณฑ์ เมื่อมาใช้ระบบดังกล่าว ทำให้ผลการเรียนของเด็กดีขึ้น” นายพงศ์เทพกล่าว และว่า ศธ.ได้สนับสนุนจานดาวเทียมและอุปกรณ์รับสัญญาณให้โรงเรียนทั่วประเทศประมาณ 10,000 แห่ง ขณะนี้บางแห่งใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่ เพราะอาจมีปัญหาชำรุด ดังนั้น จึงมอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ซ่อมแซม แต่หากเกินความสามารถ ก็ให้ช่างผู้เชี่ยวชาญแก้ไข และหากแก้ไขไม่ได้ ค่อยเสนอของบประมาณเพื่อจัดซื้อและนำมาทดแทนต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33094&Key=hotnews

รมว.ศธ.ชูร.ร.วังไกลกังวลต้นแบบแก้ปัญหาขาดครู Read More »

นิสิตนิติจุฬาฯ ร้องไม่เป็นธรรม ถูกรีไทร์ย้อนหลัง 5 คน อ้างเกรดออกช้า 2 ปี

nisit chula
nisit chula

http://nisitchula.weebly.com/

19 มิ.ย.56 รายงานข่าวแจ้งว่ามีกลุ่มนิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  5 คน ถูกแจ้งย้อนหลังให้พ้นสถานภาพการเป็นนิสิต ในวิชาที่เรียนในระดับชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 วิชาหนึ่ง ซึ่งเป็นวิชาบังคับที่นิสิตทุกคนต้องเรียน  เพราะเหตุจากการที่อาจารย์ผู้สอน ส่งผลคะแนนการศึกษาในวิชาดังกล่าวล่าช้ามากกว่า 2 ปี หรือกว่า 5 ภาคการศึกษา  โดยในขณะนั้นนิสิตกลุ่มดังกล่าวกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่หนึ่ง  ในรายวิชา “กฏหมายกับสังคม” ซึ่งเป็นวิชาที่เรียนในระดับชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 โดยผลคะแนนของวิชาดังกล่าวเพิ่งออกมาเมื่อไม่นานมานี้ รวมระยะเวลามากกว่า 2 ปี

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371628676&grpid=01&catid=01

ปัจจุบันนิสิตกลุ่มดังกล่าวกำลังศึกษาในชั้นปีที่ 4 ภาคการศึกษาต้น ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การขยับขึ้นชั้นเรียนในชั้นปีที่2-3 แม้ว่าผลคะแนนวิชาดังกล่าวจะยังไม่ประกาศผล ระบบการลงทะเบียนเรียน ก็อนุญาตให้นิสิตกลุ่มดังกล่าว สามารถที่จะลงทะเบียนเรียนในชั้นปีที่ 2- 3 ได้โดยปกติ เมื่อขึ้นชั้นปี 4 นิสิตกลุ่มดังกล่าว ได้ทำการลงทะเบียนเรียนปกติ แต่ภายหลังกลับถูกแจ้งว่า ให้พ้นสถานภาพการเป็นนิสิต เนื่องจากผลคะแนนวิชา “กฎหมายกับสังคม” ที่เคยเรียนเมื่อชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 เมื่อหลายปีก่อนได้ประกาศผล โดยเป็นการประกาศผลคะแนนถึงสามชั้นปีในครั้งเดียว (เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2556)  ทำให้เมื่อนำผลคะแนนวิชาดังกล่าว มาคำนวณผลคะแนนเฉลี่ยรวมสมัยชั้นปีที่ 1 ทั้งสองภาคการศึกษาแล้ว ปรากฏว่า ผลการเรียน ไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะได้ศึกษาต่อในคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ อีกต่อไป

เมื่อตรวจสอบเว็บไซต์ของ สำนักงานการทะเบียนและประมวลผล ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายหลักเกณฑ์ การจำแนกสภาพนิสิต ว่าต้องกระทำครั้งแรกเมื่อสิ้นภาคการศึกษาที่สอง ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผลคะแนนของ วิชา “กฎหมายกับสังคม” กลับไม่สามารถประกาศได้ทัน จนเวลาล่วงเลยมามากกว่า 2 ปี ซึ่งไม่สามารถจำแนกสภาพนิสิตครั้งแรกได้ กลับมาจำแนกสภาพนิสิตในการประกาศผลคะแนนวิชาดังกล่าวเมื่อขึ้นชั้นปีที่ 4

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นิสิตกลุ่มดังกล่าว ได้พยายามที่จะติดต่ออาจารย์ผู้สอนรายวิชาดังกล่าว เพื่อติดตามผลคะแนน แต่ก็ได้รับคำตอบว่า กำลังเร่งในการตรวจอยู่ เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงาน และ บุคคลที่เกี่ยวข้องก็ได้รับคำตอบว่า จะประสานงานกับอาจารย์ผู้สอนให้ ซึ่งนิสิตเองก็มีความกังวลกับผลคะแนนที่ประกาศช้าเป็นอย่างมาก เพราะมีผลต่อการวางแผนการศึกษาในชั้นปีต่อไป และเมื่อล่าสุดผลคะแนนได้ประกาศออกมา ก่อนเปิดภาคการศึกษาที่ 1 ชั้นปีที่ 4 ทำให้ผลการเรียนเฉลี่ยรวมในสองภาคการศึกษาของชั้นปีที่ 1 ต่ำกว่าเกณฑ์และต้องถูกถอนสถานภาพนิสิต ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตของนิสิตกลุ่มดังกล่าวอย่างมาก รวมทั้งครอบครัว ของนิสิตด้วย

หลังเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น ทางคณะกรรมการบริหารคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน  รวมทั้งเชิญนิสิตที่ได้รับผลกระทบทั้ง 5 คน เข้าพบหารือ เพื่อหาทางออก พร้อมทั้งได้เปิดเวทีชี้แจงให้นิสิตทุกชั้นปีรับฟัง และในคราวการประชุมคณะกรรมการบริหารคณะนิติศาสตร์ ครั้งที่ 12/2556 ได้มีมติออกมา  โดยมีใจความสำคัญ คือ การยอมรับผิดที่คณะได้ส่งคะแนนการศึกษาล่าช้า  และมีมาตราการในการเยียวยาออกมา 4 ข้อ  คือ

1.มาตรการเยียวยาทางการเงิน เห็นควรให้นิสิตได้รับการเยียวยา ดังต่อไปนี้
1.1 คืนค่าธรรมเนียมทางการศึกษานับตั้งแต่เวลาที่พ้นสภาพ  พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
1.2 ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการศึกษาตามความเป็นจริง เป็นรายกรณีไป
1.3 ชดเชยค่าเสียโอกาส
2. เห็นควรเสนอให้มหาวิทยาลัยให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ในกรณีดังกล่าว
3.ทั้งนี้ในส่วนของรายวิชาดังกล่าว คณะกรรมการเห็นพ้องให้มีการเปลี่ยนอาจารย์ผู้สอน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 นี้เป็นต้นไป
4.ในส่วนของการส่งคะแนนช้าในรายวิชาต่างๆนั้น  ที่ประชุมมีความเห็นว่าควรเพิ่มมาตราการ ดังต่อไปนี้
4.1ให้มีการออกหนังสือทวงถาม ครั้งที่1 และ 2 ถึงอ.ผู้สอนในรายวิชา เมื่อครบ 1 ถึง 2 เดือน นับแต่วันสอบวันสุดท้ายของภาคนั้น
4.2 หากครบสามเดือนแล้ว พึงมีการตั้งกรรมการสอบวินัยอาจารย์ผู้สอนต่อไป เว้นแต่มีเหตุจำเป็นบางประการที่ทำให้ส่งคะแนนภายในกำหนดไม่ได้

ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกตั้งคำถามจาก ศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าจำนวนมากถึงเรื่องความรับผิดชอบของคณะที่ควรจะมีมากกว่านี้ตั้งแต่คณะผู้บริหารจนกระทั่งถึงอาจารย์ผู้สอน  เพราะเมื่อนิสิตกลุ่มดังกล่าวได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ต้องถูกรีไทร์ (Retire) ตั้งแต่การเรียนในชั้นปีที่ 1 นิสิตก็ควรจะต้องรู้ตั้งแต่เวลานั้น การปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนถึงปีสี่ แล้วเกรดปีหนึ่งจึงได้ประกาศ และมารู้ตัวตอนปี 4 ว่าต้องถูกรีไทร์  ซึ่งคณะจะเยียวยาโดยจ่ายเงินตั้งแต่ปี 2 ถึง ปี 4 นั้นเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วหรือ เมื่อเป็นอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย มีหน้าที่ความรับผิดชอบ ชัดเจน ทำไมจึงไม่มีเวลาในการตรวจข้อสอบนิสิต

นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามจากศิษย์เก่ากันอีกว่ามาตรการดังกล่าวที่ออกมานอกจากเป็นการไม่ช่วยเหลือนิสิตทั้งห้าคนแล้วยังเป็นการลอยตัวของผู้บริหารคณะ ที่ให้อาจารย์เพียงท่านเดียวแบกความรับผิดชอบ โดยมิได้ตระหนักว่า ในคณะมีอาจารย์เพียงไม่ถึงสิบท่านที่ออกเกรดตรงเวลา โดยจำนวนมากตั้งคำถามและวิพากษ์กับความเป็นมาตรฐานและตัวระบบโครงสร้างการคิดคะแนนและการจัดการเรียนการสอนของคณะที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดร้ายแรงดังกล่าว

เรื่องดังกล่าวนี้น่าจะเป็นที่จับตามองของประชาคมจุฬาทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันอย่างกว้างขวาง   โดยปัญหาดังกล่าว สะท้อนระบบการบริหารงาน และการจัดหลักสูตรการศึกษา ของ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ที่ส่งผลกระทบต่อ “นิสิต” เพราะจะไม่ใช่เพียง 5 คน ที่ได้รับผลกระทบกับเรื่องที่เกิดขึ้น หากแต่อาจส่งผลกระทบกับ “นิสิต” รุ่นต่อไป  และเรื่องนี้อาจต้องไปต่อสู้ในศาลปกครองกลางต่อไป

http://www.youtube.com/watch?v=NMAjP3CoIuQ

นิสิตนิติจุฬาฯ ร้องไม่เป็นธรรม ถูกรีไทร์ย้อนหลัง 5 คน อ้างเกรดออกช้า 2 ปี Read More »

สพฐ.ไม่ปิดกั้นเด็กไร้สัญชาติชี้ยุบรวม ‘ร.ร.เล็ก’ ผลดีเกินคาด

20 มิถุนายน 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่นายประแสง มงคลศิริ เลขานุการรมว.ศึกษาธิการ ระบุว่าการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็กหลายแห่งล้มเหลว เพราะท้องถิ่นตั้งโรงเรียนแข่งขัน เกิดการแย่งชิงเด็กจนทำให้โรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องดึงเด็กไร้สัญชาติเข้ามาเรียนแทนว่า เรื่องการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลายหน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบคงไม่ใช่เรื่องการแย่งเด็ก จึงอยากให้มองเรื่องนี้เป็นการส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันมากกว่า เพราะในหลักการและนโยบายแล้ว เด็กไร้สัญชาติที่อาศัยอยู่บนพื้นแผ่นดินไทยจะต้อง

ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยไม่มีการปิดกั้นโอกาสทางการศึกษาแต่อย่างใด ดังนั้น เมื่อเด็กเหล่านี้ไม่ได้เข้าสู่ระบบการจัดการศึกษาที่ดีก็อาจเป็นภาระทางสังคมและประเทศชาติได้สพฐ. จึงจำเป็นต้องดูแลเด็กเหล่านี้ให้เกิดการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อไม่มีตัวป้อนให้กับโรงเรียน สพฐ.จะต้องไปดึงเด็กไร้สัญชาติเหล่านี้มาเข้าเรียนแทน แต่การให้การศึกษากับเด็กไร้สัญชาตินั้นเป็นไปตามหน้าที่และนโยบายการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง

“ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็ก องค์กรปกครองส่วนปกครองท้องถิ่น (อปท.)ก็เข้ามามีส่วนร่วมอย่างมาก เช่น เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการภาคีเครือข่ายการศึกษาทางเลือกโรงเรียนขนาดเล็ก และโรงเรียนของชุมชนด้วยทั้งนี้ จากการวิเคราะห์โมเดลที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กของพื้นที่ต่างๆ ก็พบว่า ประสบความสำเร็จด้วยดี และเห็นผลที่ชัดเจนไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนครูเพราะเมื่อนำเด็กจากโรงเรียนต่างๆ มารวมกันแล้ว ทำให้ปัญหาขาดแคลนครูลดน้อยลงและหมดไป นอกจากนี้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กก็เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งจุดนี้ถือเป็นความสำเร็จอย่างชัดเจน”

นายชินภัทร กล่าวและว่า การที่มองว่าการแก้ไขปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กล้มเหลวคงต้องขอข้อมูลที่เป็นรูปธรรม ว่าไม่ประสบความสำเร็จในจุดใด เพื่อที่ สพฐ.จะได้นำกลับไปพิจารณาปรับปรุงแก้ไขต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33087&Key=hotnews

สพฐ.ไม่ปิดกั้นเด็กไร้สัญชาติชี้ยุบรวม ‘ร.ร.เล็ก’ ผลดีเกินคาด Read More »

หลักสูตรใหม่ได้เด็กมีคุณภาพเสริมกิจกรรมเพิ่มทักษะ-ไม่เน้นท่องจำ

20 มิถุนายน 2556

กรุงเทพฯ : “วันชัย” ย้ำหลักสูตรใหม่ แม้เวลาเรียนในห้องน้อยแต่กิจกรรมเพิ่มทักษะเยอะ สร้างเด็กมีคุณภาพไม่ใช่เก่งแต่ท่องจำ สรุปเสนอรัฐมนตรี 3 ก.ค.

รศ.ดร.วันชัย ดีเอกนามกูล เลขานุการคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตร เปิดเผยว่า ในการประชุมของคณะกรรมการปฏิรูปฯในวันที่ 27 มิถุนายนนี้ จะได้ทราบกรอบใหญ่ที่ประชุมจากผู้เชี่ยวชาญด้านการเรียนรู้และหลักสูตรได้สรุปมาจนตกผลึก โดยทักษะเน้นไปที่ผู้เรียน เป็นกรอบกลุ่มความรู้ 6 ด้านที่มีความชัดเจน และมีเป้าหมายไปตามความรู้ ก่อนสรุปรายงานต่อคณะกรรมการชุดใหญ่ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานในวันที่ 3 กรกฎาคมนี้

“เราต้องการความมั่นใจจากคณะกรรมการเหล่านี้ว่าแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้บริหารระดับประเทศ แต่การปรับหลักสูตรต้องทำให้ต่อเนื่อง จึงเตรียมเสนอให้เป็นคณะกรรมการแห่งชาติ โดยมี อ.ภาวิช ทองโรจน์ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งจะนำร่องในโรงเรียนจำนวนหนึ่งก่อน เพื่อให้หลักสูตรใหม่นี้ใช้แทนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีความสมบูรณ์และรายละเอียดมากกว่าเดิม และให้ครูอาจารย์ในโรงเรียนสามารถใช้แนวปฏิบัติหรือไปประยุกต์ต่อยอดได้อีก ซึ่งหลักสูตรนี้ครูระดับหนึ่งสามารถสอนให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ได้”

รศ.ดร.วันชัยกล่าวอีกว่า หลักสูตรใหม่แม้จะมีเวลาเรียนอยู่ในห้องเรียนน้อยลง แต่กิจกรรมช่วงบ่ายเป็นกิจกรรมเสริมด้านอื่นๆ ทำให้เกิดทักษะอื่นๆมาเสริมความรู้ทั่วไปเพื่อสร้างเด็กคู่ขนาน ต่อไปมหาวิทยาลัยจะต้องปรับเปลี่ยนการวัดผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นหลังจากมีการปรับรื้อหลักสูตร เพราะหากการวัดผลไม่สอดคล้องกันถือว่าล้มเหลว มหาวิทยาลัยน่าจะพึงพอใจ เพราะไม่ได้เด็กเก่งแค่ท่องจำไปสอบ แต่จะได้เด็กที่มีประสิทธิภาพในการเรียนรู้เป็น

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33086&Key=hotnews

หลักสูตรใหม่ได้เด็กมีคุณภาพเสริมกิจกรรมเพิ่มทักษะ-ไม่เน้นท่องจำ Read More »

หนุนเรียนภาษาฝรั่งเศส

20 มิถุนายน 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ. กล่าวว่า ตนได้หารือกับนาง อนิสสา บาร์รัก (Anissa Barrak) ผู้แทนถาวรองค์การระหว่างประเทศของกลุ่มประเทศสมาชิกที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส หรือโอไอเอฟ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ซึ่งโอไอเอฟมีสมาชิกและสมาชิกสมทบ 57 ประเทศ/รัฐท้องถิ่น มีผู้สังเกตการณ์อีก 20 ประเทศ/รัฐท้องถิ่น มีเป้าหมายส่งเสริมการปกครองระบอบประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน ซึ่งไทยเข้าเป็นผู้สังเกตการณ์เมื่อปี 2551 จึงต้องการให้ไทยเปลี่ยนสถานะเป็นสมาชิกสมทบ ต้องการให้ไทยส่งเสริมการเรียนภาษาฝรั่งเศส จะทำให้เกิดผู้เชี่ยวชาญ ในการจัดการเรียนการสอนภาษาฝรั่งเศสในไทย

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา ตนหารือกับรมว.การต่างประเทศ ถึงการยกระดับเป็นสมาชิกโอไอเอฟแล้ว ส่วนการเรียนภาษาฝรั่งเศสนั้น เดิมนักเรียนไทยเรียนภาษาฝรั่งเศสจำนวนมาก โดยใช้ภาษาฝรั่งเศสและเยอรมันเป็นภาษาที่ 3 แต่ปัจจุบันมีภาษาที่ 3 ให้เลือกจำนวนมาก ทั้งภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ทำให้การเรียนภาษาฝรั่งเศสลดลง ศธ. จะพยายามสร้างครูฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น ได้รับความร่วมมือจากฝรั่งเศสส่งครูมาสอนภาษาและฝึกครู ศธ.ยังได้จัดโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน เพื่อส่งนักเรียนที่ผ่านการคัดเลือกไปเรียนในประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ ทำให้มีนักเรียนจำนวนมากเลือกที่จะไปเรียนที่ฝรั่งเศส โดยศธ.จะพยายามส่งเสริมให้คนไทยเรียนภาษาฝรั่งเศสเพิ่มขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33083&Key=hotnews

หนุนเรียนภาษาฝรั่งเศส Read More »