ปี 2554 ประเทศมีอัตราส่วนครู 20 ต่อ 1

student and teacher 2554
student and teacher 2554

ข้อมูลจำนวนครู จำนวนอาจารย์ และผู้สอนในปีการศึกษา 2554
ณ วันที่ 4 กันยายน 2555
พบว่า ประเทศไทยมีครู/คณาจารย์/ผู้สอน
จำนวน 696,231 คน ดูแลนักเรียน นิสิต นักศึกษา จำนวน 13,954,735 คน
คิดเป็นนักเรียน 20.04 คนต่อครูหนึ่งคน
http://www.moc.moe.go.th/ViewContent.aspx?ID=4281

ปี 2554 ประเทศมีอัตราส่วนครู 20 ต่อ 1 Read More »

ปฏิรูปบทบาทเด็กไทย พัฒนาอย่างไรสู่ ‘อาเซียน’

27 มีนาคม 2556

พลาดิศัย จันทรทัต

ด้วยตระหนักถึงความสำคัญในภารกิจพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนไทย ควบคู่กับการฉลองครบรอบการก่อตั้ง 15 ปี “สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว” ม.มหิดล จึงจัดการประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 2 เรื่อง “การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนสู่ประชาคมอาเซียน” เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์

การประชุมในครั้งนี้ ได้รับการสนับสนุนที่ดีจากภาคีด้านสังคมอย่าง สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มาร่วมสร้างภูมิคุ้มกันให้ ‘เด็กไทย’ ได้มีความพร้อมและคุณสมบัติที่เพียงพอต่อการเป็นสมาชิกประชาคมอาเซียน ซึ่งเหลือเวลาไม่ถึง 2 ปีนับจากนี้
เพื่อกะเทาะโจทย์ต่างๆ ให้เห็นถึงแก่น เจ้าภาพจึงแบ่งประเด็นเสวนาออกเป็น 6 ห้องย่อย ให้ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเด็กและเยาวชน ด้านการศึกษา ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านแพทยศาสตร์ ด้านสังคมศาสตร์ หรือด้านพฤติกรรมศาสตร์ ได้ปล่อยของ และร่วมถกกรณีศึกษา รวมถึงเปิดรับข้อคิดข้อเสนอ ตลอดจนบทความวิจัยจากผู้ร่วมงาน

ประกอบด้วย ห้องการพัฒนาศักยภาพของสมอง และการรู้คิดของเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ห้องการพัฒนาศักยภาพด้านอารมณ์ คุณธรรม จริยธรรมของเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ห้องการพัฒนาศักยภาพด้านสังคม วัฒนธรรมของเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน
ห้องบทบาทของการศึกษา ต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ห้องบทบาทของสื่อและเทคโนโลยี ต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กไทย เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน และห้องการพัฒนาศักยภาพเด็กด้อยโอกาส เด็กชายขอบ เพื่อเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน

สำหรับเวทีบท บาทการศึกษานั้น ‘ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์’ นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ หน.กลุ่มที่ปรึกษา กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่ง มองว่าประเทศไทยมีต้นทุนด้านภาษา และวัฒนธรรม เพราะภูมิประเทศตั้งอยู่ใจกลางนานาประเทศ ทั้งพม่า ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ไม่เว้นแม้กระทั่งพี่บิ๊ก อย่างจีน
ดังนั้นเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่ ที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งมีพรมแดนติดกับเพื่อนบ้าน จึงมีต้นทุนทางด้านภาษา เช่น ภาคใต้พูดภาษามลายู ภาคเหนือพูดภาษาไทยใหญ่ ภาษาพม่า ภาคอีสานพูดภาษาลาว ภาษากัมพูชาได้

ในส่วนของการศึกษานั้น ถึงจะอยู่ในระดับปานกลางหากเทียบกับชาติสมาชิกที่เหลือ แต่ด้วยตำแหน่งที่ตั้งของประเทศ หากเราดึงตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จของแต่ละประเทศ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของไทย ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่การศึกษาไทยจะถีบตัวไปถึงระดับต้นๆ ได้
ส่วนสิ่งที่เป็นจุดอ่อนสำหรับการพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยนั้น คุณหมอชี้ว่าคือความสามารถในการคิดวิเคราะห์อย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมต้องการให้เด็กมีให้เด็กเป็น ฉะนั้นครูควรส่งเสริมให้เด็กทำกิจกรรมเสริมหลักสูตรให้มากๆ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาจากแหล่งเรียนรู้ หรือเรียนรู้จากชุมนุมชมรมต่างๆ เพราะจะเกิดประโยชน์กับตัวเด็กในด้านการคิดวิเคราะห์ ที่นอกเหนือจากกรอบการเรียนรู้ในชั้นเรียนอย่างมหาศาล

นอกจากนี้เด็กไทยต้องมี Self Learning หรือการสร้างโอกาสให้ตัวเอง โดยเฉพาะทักษะการอ่าน ทักษะการใช้ไอที ตลอดจนพฤติกรรมของผู้ปกครอง หรือParent Support Learning ก็เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเด็กอนุบาลไปจนถึงประถมศึกษา จำเป็นต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับผู้ปกครอง เช่น ช่วยลูกทำการบ้าน หรือเข้าเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่ส่งลูกไปเรียนพิเศษอย่างในปัจจุบัน
“สิ่งสำคัญอีกประการคือการเข้าถึงระบบอินเตอร์เน็ต ซึ่งเด็กไทยครองแชมป์การใช้เพื่อบันเทิงเป็นหลัก หากไม่เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมนี้ เด็กไทยวัยก่อนเรียน วัยเรียน และวัยรุ่นจะได้รับบาป 12 ประการ วัยก่อนเรียนจะสมาธิเสีย ทักษะสังคมไม่พัฒนา และการเรียนรู้ต่ำ เด็กวัยเรียนจะอ้วน เสพติดความรุนแรง ติดเกม และวินัยรวมทั้งการเรียนเสีย ส่วนวัยรุ่นจะค่านิยมพฤติกรรมทางเพศเสีย ค่านิยมการบริโภคเปลี่ยน มีพฤติกรรมรังแกและล่อลวงทางอินเตอร์เน็ต และสุดท้ายคือติดอินเตอร์เน็ต” หมอยงยุทธกล่าว

ก่อนแนะนำปิดท้ายว่า ผู้ปกครองจำเป็นต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกผ่านหลักการง่ายๆ คือ 3 ต้อง ได้แก่ ต้องกำหนดโปรแกรมที่จะเล่น ต้องกำหนดเวลา และต้องใช้เวลาร่วมกันในการใช้อินเตอร์ เน็ต และ 3 ไม่ คือ ไม่มีอินเตอร์เน็ตในห้องนอนลูก ไม่เป็นแบบอย่างที่ผิดในการเล่นอินเตอร์เน็ต และไม่ใช้อินเตอร์เน็ตในเวลาครอบครัว
ด้าน อานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเปิดการประชุม ตอนหนึ่งว่า หากพูดถึงระบบการศึกษาไทย ยังมีสองสิ่งที่ไทยไม่เคยทำอย่างจริงจัง นั่นก็คือ การปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน และคุณภาพของครู

“ครูต้องปรับเปลี่ยนจากสอนทั้งชั่วโมง โดยให้เด็กก้มหน้าก้มตาจดอย่างเดียว มาเป็นสอนน้อยลงและเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความคิดเห็น ผิดถูกไม่สำคัญ เพราะประโยชน์คือเด็กได้คิดวิเคราะห์ โดยที่ครูสามารถสรุปสาระในท้ายชั่วโมงได้”

หวังว่าข้อคิดดีๆ และบทสรุปที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ จะนำไปสู่หนทางการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้การพัฒนาต่อยอดงานวิจัย หรือผลักดันไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่นำร่อง ตลอดจนทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่จับต้องได้ เกิดขึ้นจริงในสังคมนี้

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32267&Key=hotnews

ปฏิรูปบทบาทเด็กไทย พัฒนาอย่างไรสู่ ‘อาเซียน’ Read More »

มติ อ.ก.ค.ศ. เยียวยา ผอ.บ้านบาโง บรรจุญาติเป็นครูผู้ช่วยอิงเกณฑ์เหยื่อไฟใต้

27 มีนาคม 2556

นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (รองเลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึงมาตรการเยียวยาครอบครัวครูที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีนายนิวัตร นาคะเวช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมศาสตร์ ครุสภา เป็นประธาน ว่า ที่ประชุมมีมติบรรจุ น.ส.ปทุมทิพย์ ช่วยแก้ว ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้องสาวแท้ๆ ของน.ส.ตติยรัตน์ ช่วยแก้ว ข้าราชการครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านบาโง ตำบลปานัน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ที่ถูกคนร้ายก่อเหตุอุกอาจบุกเข้าไปยิงเสียชีวิตพร้อมนายสมศักดิ์ ขวัญมา ครูประจำชั้นของโรงเรียนคาโรงอาหาร เมื่อเดือน ธ.ค. 2555 ให้ได้บรรจุเป็นข้าราชการครูตำแหน่งครูผู้ช่วยในพื้นที่บ้านเกิด

รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อว่า เนื่องจากน.ส.ตติยรัตน์ มีพื้นเพอาศัยอยู่ในตำบลคูขุด อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ดังนั้น อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีมติให้บรรจุเป็นครูผู้ช่วยในสถานศึกษาในตำบลคูขุด ส่วนจะเป็นสถานศึกษาไหนนั้น ขณะนี้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) กำลังดำเนินการจัดหาสถานศึกษารองรับอยู่ สำหรับมติที่ประชุมในครั้งนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์การเยียวยาของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่จะต้องดูแลญาติของผู้เสียชีวิตคนหนึ่งให้ได้บรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งกรณีนี้สืบเนื่องจากน.ส.ตติยรัตน์ ครองสถานภาพโสดไม่มีบุตร ขณะที่น.ส.ปทุมทิพย์เองก็มีสถานะเป็นลูกจ้างเท่านั้น ดังนั้น ทางครอบครัวจึงขอให้บรรจุน.ส.ปทุมทิพย์เป็นครูแทน เพื่อให้สามารถดูแลมารดาที่อายุมากแล้วได้

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 28 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32269&Key=hotnews

มติ อ.ก.ค.ศ. เยียวยา ผอ.บ้านบาโง บรรจุญาติเป็นครูผู้ช่วยอิงเกณฑ์เหยื่อไฟใต้ Read More »

วิจัยพบเนื้อหาแท็บเล็ตไม่หนุนการสอน

27 มีนาคม 2556

ตัวชี้วัดหลักสูตรเคร่งบูรณาการยาก จี้ ศธ.ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี

นายวรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง นักวิจัยโครงการวิจัยยุทธศาสตร์การปฏิรูป การศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างความรับผิดชอบ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากการวิจัยโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาแกนกลางของนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่า เนื้อหาหลักสูตรแกนกลางปีการศึกษา 2551 ที่จัดทำขึ้นล่าสุดนั้น มีการสอดแทรกแนวคิดการพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 เข้าไปมากขึ้น แต่ตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผลตามตัวชี้วัดในมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มมีความละเอียดและซ้ำซ้อน ส่งผลให้เนื้อหาหลักสูตรที่เรียนในแต่ละโรงเรียนไม่แตกต่างกัน เพราะจะต้องปฏิบัติตามตัวชี้วัดที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เช่น วิชาภาษาอังกฤษ ชั้น ป.1-6 ยังอยู่ที่เรื่องการแนะนำ แสดงให้เห็นว่าความซ้ำซ้อนของเนื้อหาว่ามีค่อนข้างมาก ทั้งตัวชี้วัดก็มีความละเอียดมาก ทำให้การสอนเชิงบูรณาการทำได้ยาก

“โครงสร้างชั่วโมงเรียนของเด็กไทย พบว่า เด็กประถมเรียนไม่เกิน 1,000 ชั่วโมง ม.ต้นไม่เกิน 1,200 ชั่วโมง ม.ปลาย ไม่น้อยกว่า 3,600 ชั่วโมง เทียบกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีชั่วโมงเรียนเฉลี่ยของนักเรียนอยู่ที่ประมาณ 700-800 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น ดังนั้น นโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่จะให้ลดชั่วโมงเรียนของเด็ก จำเป็นต้องพิจารณาเนื้อหาและวิธีการสอนของครูด้วยว่าควรปฏิบัติอย่างไร โดยอาจเน้นเฉพาะการเรียนรู้ทักษะที่จำเป็นจากการเรียนในแต่ละวิชา ควบคู่กับการสอนผ่านโครงงานเพื่อให้เด็กฝึกปฏิบัติจริง และสามารถใช้เวลาในการเรียนรู้นอกห้องเรียนได้มากขึ้น” นายวรพจน์กล่าวและว่า สำหรับเนื้อหาการเรียนผ่านแท็บเล็ตพบว่า การใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอนยังทำได้ไม่ดี เนื้อหาเน้นการแปลงจากหนังสือเรียนมาเป็นไฟล์พีดีเอฟ ดังนั้น ศธ.ควรใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เช่น เทคนิคเสมือนจริง เพื่อเรียนรู้แผ่นดินไหว ซึ่งเด็กจะเห็นภาพ 3 มิติ หรือภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32266&Key=hotnews

วิจัยพบเนื้อหาแท็บเล็ตไม่หนุนการสอน Read More »

แนวปฏิรูประบบทดสอบแทนโอเน็ตใช้ประเมินผลงาน’ครู-ผู้บริหาร-ร.ร.’

27 มีนาคม 2556

นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า ทีดีอาร์ไอได้สรุปผลโครงการจัดทำยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาขั้นพื้นฐานให้เกิดความรับผิดชอบ โดยกำหนดหัวใจการปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อแก้ปัญหาด้านการศึกษาในปัจจุบัน ดังนี้ 1.สร้างระบบการศึกษาที่มีความรับผิดชอบในทุกระดับ โดยเฉพาะระดับกระทรวง 2.ต้องปฏิรูปหลักสูตรให้เหมาะสมกับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และ 3.ปรับวิธีการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษา เพราะงบประมาณด้านการศึกษาของไทยมีจำนวนมากแต่บริหารจัดการไม่ถูกต้อง

“พร้อมกันนี้ได้จัดทำข้อเสนอที่เป็นรูปธรรมเพื่อการปฏิรูปให้เกิดพัฒนาการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 โดยเสนอให้มีการปฏิรูประบบการทดสอบมาตรฐาน เป็นการสอบรูปแบบใหม่เรียกว่า ลิเทอเรซี เบส เทสต์ (Literacy-based test) ให้เป็นการสอบระดับประเทศ ใช้แทนการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) โดยผลการสอบดังกล่าวจะถูกนำไปใช้ในการประเมินผลงานครู ผู้บริหาร และสถานศึกษา เป็นหลัก” นายสมเกียรติกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32265&Key=hotnews

 

แนวปฏิรูประบบทดสอบแทนโอเน็ตใช้ประเมินผลงาน’ครู-ผู้บริหาร-ร.ร.’ Read More »

‘ศศิธารา’ชี้แห่ดร็อปเรียน’ม.2-3′ ป.1-6 อยากกู้กองทุน’กยศ.-กรอ.’

27 มีนาคม 2556

น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา เปิดเผยว่า ขณะนี้สภาการศึกษา (สกศ.) กำลังสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับด้านการศึกษา โดยสำรวจ 1% ของประชากรแต่ละกลุ่ม เพื่อนำการสำรวจมาใช้ในการพัฒนาการศึกษาของเด็กไทย เพราะที่ผ่านมาพบว่าข้อมูลหลายๆ อย่างที่มีหน่วยงานอื่นๆ สำรวจไว้ ไม่ตรงกับความเป็นจริงเท่าที่ควร ซึ่งขณะนี้สำรวจไปได้มากกว่า 52% คาดว่าในเดือนเมษายนนี้ จะได้ผลสำรวจ 100% โดยหัวข้อที่สำรวจมีหลายเรื่อง เช่น การสำรวจการอ่านออก เขียนได้ของคนไทย ว่าคนไทยอ่านออก เขียนได้มากน้อยแค่ไหน เพราะพบว่าการสำรวจในเรื่องนี้ หากผู้ตอบรู้ว่าพยัญชนะตัวนี้คือตัวอะไร แสดงว่าอ่านออก และหากเขียนชื่อของตัวเองได้ ก็แสดงว่าเขียนได้ ทำให้ได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง หรือการสำรวจเกี่ยวกับการอ่านหนังสือของคนไทย ที่ สกศ.มีความพยายามที่จะส่งเสริมให้คนไทยอ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น โดยตั้งเป้าว่าจะเพิ่มค่าเฉลี่ยในการอ่านหนังสือของคนไทยเป็น 6 เล่มต่อปี จากเดิม 7 บรรทัดต่อปี หรือการประเมินการใช้ภาษาอังกฤษของเด็ก ครู และผู้บริหารสถานศึกษาทั่วประเทศ พบว่าอยู่ในระดับปานกลาง

“นอกจากนี้ จากการสำรวจเบื้องต้นเกี่ยวกับปีที่อยู่ในระบบการศึกษา ส่วนใหญ่คิดว่ากฎหมายกำหนดให้อยู่ในระบบการศึกษาเพียง 9 ปี ฉะนั้น จะทำอย่างไรเพื่อให้เด็กไทยได้เรียนในระบบอย่างน้อย 12 ปี เพราะจากการสำรวจเกี่ยวกับการดร็อปเรียนของนักเรียน จะพบว่านักเรียนดร็อปเรียนในช่วงชั้น ม.1-ม.3 จำนวนมาก แสดงว่าพ่อแม่ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าถ้าเรียนไม่จบ ป.6 จะต้องติดคุก จึงพยายามให้ลูกเรียนจนจบ ป.6 และเรียนต่อ ม.1 แต่ไปหยุดเรียนช่วง ม.2-ม.3 ผลสำรวจเบื่องต้นยังระบุด้วยสาเหตุที่ดร็อปเรียนของนักเรียนในภาคอีสาน เพราะอพยพย้ายถิ่นฐานตามพ่อแม่ ส่วนภาคใต้บอกว่ามีปัญหา ซึ่งน่าจะเป็นเพราะไม่มีเงินเรียน” น.ส.ศศิธารากล่าว

น.ส.ศศิธารากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ จากการสำรวจเกี่ยวกับการใช้แท็บเล็ตในการจัดการเรียนการสอน พบว่ามีประโยชน์กับครูมาก เพราะครูสามารถใช้จัดแผนการเรียนการสอน และใช้ค้นคว้าหาองค์ความรู้ต่างๆ เพื่อมาสอนนักเรียนได้ง่ายขึ้น โดยใช้เวลาน้อยลง ในขณะที่นักเรียนได้ประโยชน์จากแท็บเล็ตน้อยกว่า ส่วนกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) และกองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาที่ผูกกับรายได้ในอนาคต (กรอ.) นั้น ได้รับความพึงพอใจจากนักเรียน และนักศึกษา แต่ที่แปลกคือนักเรียนชั้น ป.1-ป.6 อยากได้เงินกู้ กยศ.และ กรอ.ด้วย ทั้งที่จัดอยู่ในการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้รับการเงินอุดหนุนรายหัวจากรัฐบาล และอยู่ในโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32264&Key=hotnews

‘ศศิธารา’ชี้แห่ดร็อปเรียน’ม.2-3′ ป.1-6 อยากกู้กองทุน’กยศ.-กรอ.’ Read More »

คลอดผอ.สช. 5 จว.ใต้

27 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้สรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด และสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ ประเภทกลุ่มทั่วไป และประเภทกลุ่มประสบการณ์ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจ 5 จังหวัดชายแดนใต้ ได้ผลดังนี้ ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชน (ผอ.สช.) จังหวัด กลุ่มทั่วไป ได้แก่ นายสมคิด เจ้ยชุม นายพิเชษฐ์ เจ้ยทองศรี กลุ่มประสบการณ์ ได้แก่ นายวีรพัฒน์ แจ้งศิริ นายดาลัน นุงอาลี นายทรงพล ขวัญชื่น ตำแหน่งรอง ผอ.สช.จังหวัด กลุ่มทั่วไป มีผู้ผ่านเกณฑ์ 1 ราย ได้แก่ นายวิทยาศิลป์ สะอา กลุ่มประสบการณ์ มีผู้ผ่านเกณฑ์ 2 ราย ได้แก่ นายนรินทร์ นิมอ และนายพันเทพ สุวรรณขันธ์ ตำแหน่ง ผอ.สช.อำเภอ กลุ่มทั่วไป ไม่มีผู้ผ่านเกณฑ์ กลุ่มประสบการณ์ มีผู้ผ่านเกณฑ์ 8 ราย ได้แก่ นายอับดุลฟัตต๊ะห์ ดอมอลอ นางวรรณา บินอาสัน นายผะกรุรสี อาแว นายอะเดช มุทะจันทร์ นายมาหะมัดยูรี โตะสะ นางวรรรัตธิญา บินมะ นายสรสรรค์ ดุลมนัส และนางแวเสาะ แตมามุ รวมทั้งสิ้นจำนวน 16 ราย โดยบัญชีผู้ผ่านการสรรหามีอายุไม่เกิน 2 ปี นับจากวันประกาศขึ้นบัญชี

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32263&Key=hotnews

 

 

คลอดผอ.สช. 5 จว.ใต้ Read More »

‘ชินภัทร’เตรียมหารือมหา’ลัยเลื่อนรับตรงหลังสอบ O-NET

27 มีนาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงผลคะแนนการทดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของนักเรียนชั้น ม.6 ปีการศึกษา 2555 โดยได้พิจารณาคะแนนสูงต่ำของการสอบทั้ง 8 กลุ่มสาระวิชา ซึ่งมีข้อสังเกตในส่วนของคะแนนที่เป็น “0”เพราะมองว่าการสอบปรนัยนั้นโอกาสได้คะแนนเป็น “0” มีน้อยมาก แต่ก็ยังพบนักเรียนได้ “0” คะแนนเป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจเกิดจากปัจจัยเกี่ยวเนื่องหรือแรงจูงใจในการทำข้อสอบ O-NET ที่มาจากเงื่อนไขการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อสถาบันอุดมศึกษาในระบบรับตรงของมหาวิทยาลัย เพราะทำให้เด็กจำนวนหนึ่งที่ผ่านระบบการรับตรงแล้ว ไม่สนใจการสอบ O-NET ซึ่งประเด็นนี้สพฐ.จะประสานกับที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาต่อไป

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า จากการระดมความคิดเห็นเรื่องการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษานั้น มีข้อเสนอว่า การสอบO-NET จะมีความศักดิ์สิทธิ์ และนักเรียนตั้งใจทำข้อสอบมากขึ้น ควรปรับระยะเวลาการคัดเลือกนักศึกษาด้วยระบบรับตรงไม่ควรเกิดขึ้นก่อนการสอบ O-NET ซึ่งจะส่งผลให้เด็กได้อยู่ในเงื่อนไขตั้งใจทำข้อสอบอย่างเต็มที่ เพราะประเทศไทยได้ลงทุนกับการจัดสอบ O-NET เพื่อจะได้มีระบบการตรวจสอบคุณภาพผลการเรียน จึงอยากให้การสอบได้มีพัฒนาการโดยจะต้องตัดปัจจัยแทรกซ้อน ในเรื่องแรงจูงใจการทำข้อสอบไม่ให้มีผลกระทบต่อคะแนนที่ออกมา

“ผมจะหารือนอกรอบกับ ทปอ.ก่อนเพราะจะได้รับฟังข้อมูลถึงความเป็นไปได้ดีกว่าการเสนอความเห็นแบบเป็นทางการส่วนเรื่องจะเริ่มได้เมื่อไหร่นั้นขึ้นอยู่กับ ทปอ.ว่าจะมีความเห็นอย่างไร เพราะ สพฐ. ไม่สามารถก้าวล่วงได้ เพียงแต่ยกข้อมูลขึ้นมาเพื่อให้เห็นถึงปัญหาเท่านั้นหากการศึกษาขั้นพื้นฐานกับอุดมศึกษาร่วมมือกันได้ก็จะเป็นเรื่องดี” นายชินภัทร กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32261&Key=hotnews

‘ชินภัทร’เตรียมหารือมหา’ลัยเลื่อนรับตรงหลังสอบ O-NET Read More »

คอลัมน์: กศน.เพื่อนเรียนรู้: การศึกษากึ่งโฮมสคูลเพื่อคนพิการ

27 มีนาคม 2556

“…งานช่วยเหลือคนพิการนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะว่าผู้พิการไม่ได้อยากจะเป็นผู้พิการ และอยากช่วยเหลือตนเอง ถ้าเราไม่ช่วยเขาให้สามารถที่ปฏิบัติงานอะไรเพื่อชีวิตและเศรษฐกิจของครอบครัวจะทำให้เกิดสิ่งที่หนักในครอบครัว หนักแก่ส่วนรวม ฉะนั้นนโยบายที่จะทำก็คือช่วยเขาให้ช่วยเหลือตนเองได้ เพื่อจะทำให้เขาสามารถเป็นประโยชน์ต่อสังคม…”

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คณะกรรมการมูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการ ในพระราชูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ.2517

จากพระราชดำรัสข้างต้นศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ (ศกพ.)สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) ได้นำมาปรับเป็นนโยบายการจัดการศึกษาแก่พิการ ในรูปแบบกึ่งโฮมสคูล จัดนำร่องใน 25 จังหวัดทั่วประเทศ
“ประยุทธ หลักคำ” ผู้อำนวยการ ศกพ.กล่าวว่า กศน.ได้รับงบประมาณสนับสนุน จากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการจัดการศึกษาแก่คนพิการจำนวน 6.85 ล้านบาทเพื่อใช้ในการพัฒนาครูผู้สอนคนพิการ ให้มีความรู้เรื่องรูปแบบและแนวทางการจัดการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยให้แก่คนพิการ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นนั้น ขณะนี้ศกพ.ได้จัดทำหลักสูตรการพัฒนาความพร้อมของครูผู้สอนคนพิการ ตามโครงการจัดการศึกษากึ่งโฮมสคูลเพื่อคนพิการใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และเตรียมที่จะนำร่องการใช้หลักสูตรใน 6 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา พัทลุง น่านสุพรรณบุรี และฉะเชิงเทรา ก่อนที่จะสรุปรูปแบบการพัฒนาและรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อนำไปใช้ในพื้นที่ดำเนินงานนำร่อง 25 จังหวัดต่อไป

“ปัจจุบันมีคนพิการลงทะเบียนเรียนการศึกษาพื้นฐานกับกศน. จำนวน 13,968 คน ใน 63 จังหวัด โดยมีครูผู้สอนคนพิการทั้งสิ้น 926 คน นอกจากนี้ยังมีผู้ดูแลหรือผู้เกี่ยวข้องกับคนพิการอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งบุคคลเหล่านี้ถือว่าเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญที่จะทำให้คนพิการสามารถเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ แต่เนื่องจากที่ผ่านมาครูผู้สอนคนพิการและผู้ดูแลเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ได้จบหรือมีวุฒิด้านการศึกษาพิเศษโดยตรงจึงจำเป็นที่ กศน.ต้องมีการจัดโครงการพัฒนาความพร้อมให้แก่ครูผู้สอนคนพิการและผู้ดูแล เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจสามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่คนพิการได้เต็มศักยภาพ เพื่อให้คนพิการสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข”ผอ.ประยุทธ กล่าวสำหรับพื้นที่ดำเนินการนำร่อง 25 จังหวัด ประกอบด้วย ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี สกลนคร บุรีรัมย์ นครราชสีมาอุดรธานี บึงกาฬ หนองบัวลำภู นครพนม ยโสธร สงขลาพัทลุง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง ปัตตานี ลำปางพะเยา น่าน สุพรรณบุรี อ่างทอง ชัยนาท กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทราและสระแก้ว

ภาพเล่าเรื่อง…เมื่อเร็วๆ นี้”เสมา1” พงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดงานและเยี่ยมชมนิทรรศการ กศน.สัญจร 2556 มหกรรมวิทยาศาสตร์และอาชีพสู่อาเซียน ภาคกลาง ที่สำนักงาน กศน.จังหวัดสมุทรสาคร

ฮอตสุดๆ หลักสูตรภาษาจีนเพื่อการสื่อสาร 300 ชั่วโมงที่สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จัดเปิดสอน ล่าสุด”ประเสริฐ บุญเรือง”เลขาธิการ กศน. นำสื่อมวลชนลงไปตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนภาษาจีนฯ ที่ว่านี้ของ กศน.อำเภอเมืองตรัง จังหวัดตรัง…พบว่ามีผู้สนใจเข้าเรียนเป็นจำนวนมาก จนขยายห้องเรียนเป็น 2 ห้อง เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน  คาดว่าปี 2558 ไทยจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างสง่าผ่าเผย

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32262&Key=hotnews

คอลัมน์: กศน.เพื่อนเรียนรู้: การศึกษากึ่งโฮมสคูลเพื่อคนพิการ Read More »

สทศ.เปิดสถิติไอเน็ต-โอเน็ตม.6

27 มีนาคม 2556

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้จัดทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ ด้านอิสลามศึกษา หรือไอเน็ต ระดับตอนต้น ตอนกลาง และตอนปลาย ประจำปีการศึกษา 2555 เมื่อวันที่ 26 ม.ค. 2556 ขณะนี้ สทศ.ได้ประกาศผลสอบไอเน็ต ทางเว็บไซต์ สทศ. www.niets.or.th แล้ว

สอบ
สอบ

โดยผลวิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานของคะแนนไอเน็ต มีดังนี้

ระดับตอนต้น อัลกุรอาน-อัลตัฟซีร มีผู้เข้าสอบ 27,633 คน ค่าเฉลี่ย 43.20 สูงสุด 96.00 ต่ำสุด 0.00 อัลหะดิษ เข้าสอบ 27,629 คน ค่าเฉลี่ย 43.28 สูงสุด 96.00 ต่ำสุด 0.00 อัลอากีดะฮฺ เข้าสอบ 27,605 คน ค่าเฉลี่ย 42.00 สูงสุด 96.00 ต่ำสุด 0.00 อัลฟิกฮฺ เข้าสอบ 27,424 คน ค่าเฉลี่ย 40.97 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 0.00 อัตตารีค เข้าสอบ 27,542 คน ค่าเฉลี่ย 45.67 สูงสุด 92.50 ต่ำสุด 2.50 อัลอัคลาก เข้าสอบ 27,542 คน ค่าเฉลี่ย 47.80 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 0.00 ภาษามลายู เข้าสอบ 27,460 คน ค่าเฉลี่ย 45.47 สูงสุด 96.67 ต่ำสุด 0.00 ภาษาอาหรับ เข้าสอบ 27,619 คน ค่าเฉลี่ย 36.51 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 0.00

ผอ.สทศ. กล่าวต่อไปว่า   ส่วนระดับตอนกลาง อัลกุรอาน-อัลตัฟซีร เข้าสอบ 16,887 คน ค่าเฉลี่ย 40.49 สูงสุด 85.00 ต่ำสุด 2.50 อัลหะดิษ เข้าสอบ 16,880 คน ค่าเฉลี่ย 52.55 สูงสุด 95.00 ต่ำสุด 0.00 อัลอากีดะฮฺ เข้าสอบ 16,813 คน ค่าเฉลี่ย 48.77 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 7.50 อัลฟิกฮฺ เข้าสอบ 16,813 คน ค่าเฉลี่ย 39.77 สูงสุด 90.00 ต่ำสุด 5.00 อัตตารีค เข้าสอบ 16,786 คน ค่าเฉลี่ย 40.24 สูงสุด 77.50 ต่ำสุด 2.50 อัลอัคลาก เข้าสอบ 16,785 คน ค่าเฉลี่ย 59.11 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 2.50 ภาษามลายู เข้าสอบ 16,241 คน ค่าเฉลี่ย 41.17 สูงสุด 96.67 ต่ำสุด 0.00 ภาษาอาหรับ เข้าสอบ 16,922 คน ค่าเฉลี่ย 39.75 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 0.00 และระดับตอนปลายอัลกุรอาน-อัลตัฟซีร เข้าสอบ 7,278 คน ค่าเฉลี่ย46.13 สูงสุด 82.00 ต่ำสุด 6.00 อัลหะดิษ เข้าสอบ 7,277 คน ค่าเฉลี่ย 44.60 สูงสุด 84.00 ต่ำสุด 2.00 อัลอากีดะฮฺ เข้าสอบ 7,227 คน ค่าเฉลี่ย 39.63 สูงสุด 92.00 ต่ำสุด 6.00 อัลฟิกฮฺ เข้าสอบ 7,227 คน ค่าเฉลี่ย 37.45 สูงสุด 88.00 ต่ำสุด 4.00 อัตตารีค เข้าสอบ 7,208 คน ค่าเฉลี่ย 33.07 สูงสุด 78.00 ต่ำสุด 8.00 อัลอัคลาก เข้าสอบ 7,208 คน ค่าเฉลี่ย 53.49 สูงสุด 94.00 ต่ำสุด 8.00 ภาษามลายู เข้าสอบ 6,983 คน ค่าเฉลี่ย 39.85 สูงสุด 90.00 ต่ำสุด 5.00 ภาษาอาหรับ เข้าสอบ 72,283 คน ค่าเฉลี่ย 36.64 สูงสุด 97.50 ต่ำสุด 0.00

รศ.ดร.สัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ส่วนช่วงคะแนนสูงสุดที่นักเรียนทำได้ในการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ปีการศึกษา 2555 ของนักเรียนม.6   มีดังนี้ วิชาภาษาไทย เข้าสอบ 391,662 คน ช่วงคะแนนสูงสุดที่นักเรียนทำได้ 40.01-50.00 คะแนน 76,913 คน สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม เข้าสอบ 392,914 คน ช่วงคะแนน 30.01-40.00 คะแนน 186,316 คนภาษาอังกฤษ เข้าสอบ 392,468 คน ช่วงคะแนน 10.01-20.00 คะแนน 221,175 คน คณิตศาสตร์ เข้าสอบ 392,818 คน ช่วงคะแนน 10.01-20.00 คะแนน 187,004 คน วิทยาศาสตร์ เข้าสอบ 391,524 คน ช่วงคะแนน 20.01-30.00 คะแนน 147,036 คน สุขศึกษาและพลศึกษา เข้าสอบ 391,145 คน ช่วงคะแนน 50.01-60.00 คะแนน154,482 คน ศิลปะ เข้าสอบ 391,111 คน ช่วงคะแนน 30.01-40.00 คะแนน 166,233 คนการงานอาชีพและเทคโนโลยี เข้าสอบ 391,096 คน ช่วงคะแนน 40.01-50.00 คะแนน 133,609 คน

ด้าน ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้มีการตั้งข้อสังเกตว่ากรณีนักเรียน ม.6 ทำคะแนนโอเน็ต คะแนนเป็น 0 จำนวนมาก ทั้งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะข้อสอบเป็นแบบปรนัย ซึ่งอาจจะเกิดจากเงื่อนไขการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา โดยเฉพาะการเปิดรับตรงของมหาวิทยาลัย ที่พอเด็กมีที่เรียนแล้วจะไม่สนใจสอบโอเน็ต ดังนั้นสพฐ.จะประสานกับทางที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้ ถ้าจะให้การสอบโอเน็ตมีความศักดิ์สิทธิ์ และนักเรียนตั้งใจทำข้อสอบมากขึ้น ควรจะมีการปรับระบบรับตรงใหม่ ซึ่งต้องหารือกับทปอ.ต่อไป.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32259&Key=hotnews

สทศ.เปิดสถิติไอเน็ต-โอเน็ตม.6 Read More »