ลดรับ นศ.ครู 7 สาขา-เดินหน้าครูมืออาชีพถึง ป.โท

11 มีนาคม 2556

มติสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย ลดรับ นศ.ครู 7 สาขา-เดินหน้าครูมืออาชีพถึง ป.โท …

จากการประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธาน ส.ค.ศ.ท. เปิดเผยว่าการประชุมครั้งนี้มี ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ และ ศ.ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภาร่วมประชุมด้วย ที่ประชุมได้พิจารณาแผนการผลิตครู โดยปีการศึกษา 2556 ที่ประชุมมอบให้คณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์เสนออธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยลดจำนวนนักศึกษาในสาขาที่รับจำนวนมาก 7 อันดับแรก ได้แก่ พลศึกษา สุขศึกษา และมวยไทยศึกษา, การศึกษาปฐมวัย, ภาษาอังกฤษ, สังคมศึกษา, คณิตศาสตร์, ภาษาไทย และวิทยาศาสตร์ และให้ไปรับสาขาอื่นที่ยังมีจำนวนนักศึกษาน้อย อาทิ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาจีน ภาษาญี่ปุ่น ฯลฯ และให้มหาวิทยาลัยทุกแห่งจัดทำแผนการเปิดรับนักศึกษาใน 5 ปีข้างหน้า โดยสำรวจจากความต้องการของผู้ใช้บัณฑิตเป็นเกณฑ์ ทั้งนี้ ศ.ดร.ไพฑูรย์ เห็นด้วยกับที่ประชุมที่เสนอให้คุรุสภาวางข้อกำหนดรับรองการเปิดรับนักศึกษาของแต่ละสถาบันก่อนจะเปิดรับจริง เพื่อจำกัดจำนวนรับตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 เป็นต้นไป

ผศ.ดร.สุรวาทกล่าวว่า ส่วนโครงการครูมืออาชีพได้ข้อสรุปเห็นควรให้ดำเนินการต่อ โดยรับนักศึกษา 2 รูปแบบ ได้แก่ ปริญญาตรีหลักสูตร 5 ปี แบ่งเป็นรับนักเรียน ม.6 และนักศึกษาปี 4 และหลักสูตรปริญญาโท รับนักศึกษาปริญญาตรีสาขาอื่นโดยเฉพาะสาขาขาดแคลน ทั้งนี้ เตรียมเสนอข้อสรุปและร่างเกณฑ์คัดเลือกต่อ รมว.ศธ.ภายใน 2 สัปดาห์.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32004&Key=hotnews

ลดรับ นศ.ครู 7 สาขา-เดินหน้าครูมืออาชีพถึง ป.โท Read More »

‘เสริมศักดิ์’ผุดไอเดียขยายทุนหวย 2-3ทุน/อำเภอ-ส่งเด็กไทยเรียนต่อ

11 มีนาคม 2556

เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 10 มี.ค.นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการได้กล่าวในรายการหอกระจายข่าวทางคลื่น 92.5 วิทยุกรมประชาสัมพันธ์ถึงแนวนโยบายของรัฐบาลเกี่ยวกับการศึกษาในโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุนในส่วนของที่มาว่า ถือเป็นการสนองนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการเลือกเฟ้นเอาช้างเผือกหรือคนเก่งที่สุดในแต่ละอำเภอหรือเขตใน กทม.มารับทุนในโครงการนี้

เป็นนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าที่มาจากสายอาชีพจากพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ได้มีโอกาสเรียนต่อระดับปริญญาตรีทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งเป็นความคิดริเริ่มของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่ปี 46 ครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 4 เป็นการนำเอาเงินหวยใต้ดินมาอยู่บนดินเพื่อให้เกิดความถูกต้องนำเงินมาพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นทุนการศึกษา

อดีตในครั้งที่เป็นคณะกรรมการกองสลากและปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เป็นผู้กำกับดูแลกฎหมายในเรื่องของการพนัน ซึ่งกองสลากต้องทำเรื่องมายังกระทรวงมหาดไทยขออนุญาตออกหวยบนดิน ตนเคยเสนอไปว่า ในการขายสลากไป 100 บาทไปนั้นให้จัดเก็บภาษีเอาไว้ 50 สตางค์ก่อนจะนำส่งไปรัฐเพื่อนำมาเก็บไว้เป็นเงินกองทุน ซึ่งได้มีการจัดเก็บมาตลอด กระทั่งมาสมัย คมช.ได้มีการกล่าวโทษถือว่า เป็นการออกสลากที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายแต่ก็มีเงินเหลือ 2 หมื่นกว่าล้านได้มีการยืมไปใช้ทำอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งตรงนี้คิดว่า น่าจะนำมาใช้เป็นทุนการศึกษาจะดีกว่า ที่ผ่านมาใน 3 รุ่นมีจำนวนรวม 2,565 คนจบมาแล้ว 1,765 คน ต่อไปจะเป็นรุ่นที่ 4

โดยรุ่นที่ 4 จะมี 2 ประเภท คือเรียนดีแต่ยากจน ประพฤติดีครอบครัวมีรายได้น้อยในหนึ่งปีมีรายได้ไม่ถึง 2 แสนบาท ทั้งนี้ผู้ขอรับทุนการศึกษษต้องมีเกรดไม่ต่ำกว่า 3 ซึ่งได้เสนอเข้าครม.เมื่อ 21 ม.ค. 56 ไปแล้ว โดยแต่ละทุนจะมีอยู่ 928 คน.ของแต่ละปีไปจนถึงปี 2561 โดยมีข้อแม้ว่า ให้ไปเรียนประเทศที่ไม่ใช้ภาษาอังกฤษ เพื่อต้องการให้มีความหลากหลาย เว้นแต่ผู้ที่ได้ทุนเลือกเรียนในสาขาที่ขาดแคลน เช่น สาขาวิทยาศาสตร์ แม้จะใช้ภาษาอังกฤษก็ให้ยกเว้นได้ ถือเป็นทุนที่ให้เปล่าไม่มีข้อผูกพันเหมือนกับทุนประเภทที่ 2 เป็นทุนเรียนดีประพฤติดีไม่ได้คำนึงถึงฐานะของครอบครัว หรือไม่จำเป็นต้องยากจน แต่ต้องกลับมาใช้ทุนกลับมาทำงานในประเทศไทย ถ้าไม่กลับมาต้องใช้คืนทุนให้กับรัฐบาลในช่วง 7 ปีที่ไปเรียนด้วยการกลับมาช่วยกันพัฒนาประเทศไทย

พร้อมระบุว่า ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกัน โดย 2 ทุน 2 ประเภทสามารถเรียนจากมหาวิทยาลัยในประเทศ หรือต่างประเทศก็ได้ แต่ต้องไปสอบเข้าเองนอกจากนี้ถ้าเรียนต่อต่างประเทศแล้วมหาวิทยาลัยให้ทุนเรียนต่อในระดับปริญญาโทแล้วกลับมาเป็นดอกเตอร์ก็สามารถที่จะเรียนต่อไปแล้วค่อยกลับมาใช้ทุนก็ได้นอกจากนี้กลุ่มคนเหล่านี้ยังได้รับข้อยกเว้นจาก ก.พ.ถ้าจะรับราชการไม่ต้องสอบภาค ก.เป็นกรณีพิเศษอีกด้วย

“ท่านรัฐมนตรีว่าการ หารือกันกับผมอาจขายโครงการจาก 1 อำเภอ 1 ทุนเป็นโครงการ 2 – 3 ทุนต่ออำเภอ ตรงนี้คิดว่า น่าจะหาวิธีการนำเงินหวยใต้ดินมาไว้บนดินเพื่อใช้ในการศึกษาต่อไปอาจต้องมีการแก้ พรบ.ก็ต้องทำเพื่อนำเอาเงินไปพัฒนาคนแล้วเป็นสาธารณะประโยชน์คิดว่าน่าจะต้องทำเป็นการเติมเต็มเด็กบ้านนอกให้เท่าเทียมกันกับเด็กในเมือง ” รมช.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า สำหรับวิธีการคัดเลือกนั้น ขณะนี้ตามเขตพื้นที่การศึกษาจะมีการสอบข้อเขียนในวันที่ 17 มี.ค.นี้โดยผู้ที่จะได้รับทุนต้องสอบผ่าน 70%จากวิชาภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และสังคม โดยจะมีการสอบแอตติจูดเพื่อดูทัศนะคติความถนัดที่มีมหาวิทยาลัยศรีนครินวิโรฒเป็นผู้ออกข้อสอบแล้วจะมีการเดินทางไปเรียนในช่วงกันยายนปี 2556 ซึ่งผู้ที่เดินทางไปเรียนจะมีที่ปรึกษาเป็นสำนักงานของไทยในต่างประเทศจะมีหน้าที่ในการดูแลหรือในประเทศไทยก็จะมีเช่นกัน ดังนั้นผู้ปกครองไม่ต้องเป็นห่วง

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31999&Key=hotnews

 

‘เสริมศักดิ์’ผุดไอเดียขยายทุนหวย 2-3ทุน/อำเภอ-ส่งเด็กไทยเรียนต่อ Read More »

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา

11 มีนาคม 2556

ในช่วงนี้มีข่าวคราวเรื่องการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ในกรณีพบการทุจริตในการสอบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นข่าวที่สะเทือนถึงความเป็นวิชาชีพชั้นสูงไม่น้อยเลยทีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม ในทุกที่ทุกองค์กรย่อมมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ก็ต้องแยกแยะกันเป็นเรื่องๆ ไป ในวันนี้จึงหยิบยกกรณีการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยมาเป็นความรู้กันอีกกรณีหนึ่ง นั่นคือได้ผ่านการสอบคัดเลือกมาแล้ว เมื่อได้รับการบรรจุเข้ารับราชการกลับพบว่า มีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา

โดยเรื่องมีอยู่ว่า นายแสน (นามสมมุติ) ซึ่งได้รับการบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย พบว่ามีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา โดยถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในข้อหามียาบ้าไว้ในความครอบครอง จำนวน 5 เม็ด และศาลจังหวัดได้มีคำพิพากษาลงโทษจำคุก 6 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้ 2 ปี โดยให้ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน กำหนด 1 ปี ปัจจุบันคดีถึงที่สุดแล้ว สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเห็นว่า นายแสนยังไม่เคยต้องรับโทษจำคุก โดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก จึงยังไม่ขาดคุณสมบัติสำหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรา 30(10) แต่มีปัญหาว่าจะขาดคุณสมบัติ ในกรณีไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดีสำหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ตามมาตรา 30(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 หรือไม่ จึงได้ขอหารือมายังสำนักงาน ก.ค.ศ.

เรื่องดังกล่าว ก.ค.ศ. โดย อ.ก.ค.ศ. วิสามัญเกี่ยวกับกฎหมายและระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พิจารณาแล้วเห็นว่า การที่ศาลมีคำพิพากษาว่า นายแสนมีความผิดตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง และลงโทษตามมาตรา 67 แห่งพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ถือได้ว่า ศาลได้วินิจฉัยว่า นายแสนเป็นเพียงผู้เสพเท่านั้น มิใช่เป็นผู้จำหน่ายตามมาตรา 15 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติฉบับเดียวกัน เนื่องจากกรณีที่จะถือว่าเป็นผู้จำหน่ายนั้น จะต้องมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป แต่ในกรณีนายแสนมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครอง จำนวน 5 เม็ด ศาลได้พิเคราะห์แล้วว่าคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ไม่ถึง 20 กรัม เมื่อนายแสนเป็นผู้เสพหรือติดยาเสพติดตามข้อสันนิษฐานของกฎหมายซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2546 แจ้งตามหนังสือสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ด่วนที่สุด ที่ นร 0504/ ว 208 ลงวันที่ 15 สิงหาคม 2546 ให้ถือว่าไม่เป็นผู้บกพร่องในศีลธรรมอันดี ประกอบมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2550 รวมทั้งใบรับรองแพทย์ของโรงพยาบาล ซึ่งได้ออกให้นายแสนที่ได้เคยไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาล ปรากฏว่าไม่พบสารเสพติด มีสุขภาพแข็งแรงดี อันเป็นการแสดงว่าได้ผ่านการฟื้นฟูสมรรถภาพจนร่างกายกลับคืนสู่สภาพปกติแล้ว นายแสนจึงไม่เป็นผู้ขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 30(7) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547

ที่หยิบยกมานี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า สังคมได้ให้โอกาสกับผู้เคยกระทำผิด แต่หากไม่กระทำผิดเลยจะดีกว่า เพราะหากเราต้องเป็นแม่พิมพ์ของชาติ ก็ต้องเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมอันดี จะได้ปฏิบัติงานด้วยความสุข มีความเจริญในหน้าที่การงานสืบไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32002&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การบรรจุเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีประวัติเคยถูกดำเนินคดีอาญา Read More »

เปิดสเปกแท็บเล็ตป.1 – ม.1 ลอตใหม่

11 มีนาคม 2556

จันทร์สุดา เจริญมิน

‘การจัดหาแท็บเล็ตปีนี้ ได้เปลี่ยนจากการจัดซื้อ เป็นการจัดหา ทำให้มีความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า” น.อ.สุรพล นะวะมวัฒน์ หรือ เสธ.ต่าย ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในฐานะคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา กล่าว
น.อ.สุรพล กล่าวว่า การประมูลแท็บเล็ตลอตใหม่นี้จะมีการแข่งขันกันมาก เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่ใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา แต่เป็นประเทศแรกที่มีการจัดหาแท็บเล็ตเป็นจำนวนมาก ซึ่งการจัดหาแท็บเล็ตปีนี้จะจัดหาให้ทั้งเด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 และเด็กชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 รวมทั้งครูประจำชั้นรวมทั้งสิ้น 1.75 ล้านเครื่อง

น.อ.สุรพล กล่าวว่า การจัดหาแท็บเล็ตในครั้งนี้ต่างจากการจัดหาแท็บเล็ตครั้งแรกปี 2555 เนื่องจากปีที่แล้วเป็นการจัดซื้อแท็บเล็ต โดยคณะกรรมการจะกำหนดสเปกหรือคุณสมบัติของเครื่องเพื่อให้ผู้ประกอบการไปผลิต แต่ปีนี้เป็นรูปแบบของการจัดหาซึ่งคณะกรรมการกำหนดสเปกของเครื่องขึ้นมาและให้ผู้ผลิตนำเครื่องที่มีคุณสมบัติตามที่คณะกรรมการต้องการมาเสนอ หากคุณสมบัติผ่านตามที่ต้องการก็เข้าสู่การประมูลแบบอิเล็กทรอนิกส์ (อี-อ๊อคชั่น)

“การจัดหาแท็บเล็ตครั้งนี้ แบ่งเป็นแท็บเล็ต ป.1 จำนวน 850,000 เครื่อง ราคากลางเครื่องละ 2,720 บาท ส่วนแท็บเล็ต ม.1 จำนวน 850,000 เครื่อง ครู 54,000 เครื่อง ราคากลางเครื่องละ 2,920 บาท โดยแท็บเล็ตของครูจะมีความพิเศษมากกว่าตรงที่มีช่อง HDMI สามารถต่อสายได้ พร้อมปากกาสไตลัส และเอสดี การ์ด 8 กิกะไบต์”

สำหรับการจัดหาแท็บเล็ตลอตใหม่นี้ ใช้งบประมาณจากหน่วยงานที่ต้องการแท็บเล็ตรวม 8 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน, สำนักงานการศึกษาขั้นอุดมศึกษา, สำนักงานการศึกษาเอกชน, สำนักงานการศึกษากรุงเทพ มหานคร, สำนักงานพุทธศาสนาแห่งชาติ, กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน, กรมการส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักการศึกษาเมืองพัทยา

ซึ่งการประมูลจะแบ่งออกเป็น 4 ภาคและ 4 สัญญา ประกอบด้วย แท็บเล็ต ป.1 ภาคกลาง-ภาคใต้ จำนวน 431,775 เครื่อง, แท็บเล็ต ป.1 ภาคเหนือ-อีสาน จำนวน 417,042 เครื่อง, แท็บเล็ต ม.1 ภาคกลาง-ใต้ จำนวน 416,440 เครื่อง และแท็บเล็ต ม.1 ภาคเหนือ-อีสาน จำนวน 423,333 เครื่อง ส่วนแท็บเล็ตสำหรับครูอีก 54,000 เครื่องอยู่ระหว่างพิจารณาการประมูล

หากเทียบสเปกแท็บเล็ตในปีที่แล้วกับสเปกแท็บเล็ตลอตใหม่ที่จะออกมาให้ได้ใช้ในเทอมนี้ จะเห็นว่ามีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น อาทิ แรมจากเดิม 512 เมกะไบต์ แต่ในปีนี้จะเพิ่มเป็น 1 กิกะไบต์ และเครื่องทั้งหมดใช้หน่วยประมวลผลดูอัลคอร์ 1.5 กิกะเฮิรตซ์ ขนาดจอแท็บเล็ต ป.1 กว้าง 7 นิ้ว ฮาร์ดดิสก์ 8 กิกะไบต์ ในขณะที่แท็บเล็ต ม.1 และแท็บเล็ตของครู หน้าจอขนาด 8 นิ้ว ฮาร์ดดิสก์ 16 กิกะไบต์ ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ต้องเวอร์ชั่น 4.0 ขึ้นไป โดยสเปกทั้งหมดนี้เป็นสเปกที่จะอยู่ในเงื่อนไขการประมูลจริง

ตามแผนการดำเนินงานของคณะกรรมการจัดหาแท็บเล็ตดังกล่าว มีดังนี้ วันที่ 3-5 เม.ย. 56 จะประกาศทีโออาร์ (เงื่อนไขการประมูล) พร้อมขายซอง, 9 เม.ย. 56 ชี้แจงเงื่อนไขการประมูล, 17 เม.ย. 56 ยื่นซองคุณสมบัติของผู้ประกอบการ-ซองเทคนิค, 26-27 เม.ย. 56 ประกาศผลผู้ที่ผ่านเข้าไปร่วมการประมูลแท็บเล็ต และวันที่ 29 เม.ย. 56 จัดการประมูลแท็บเล็ตด้วยวิธีอี-อ๊อคชั่น โดยกำหนดวันเซ็นสัญญาหลังรู้ผลการประมูล 9-10 พ.ค. 56 จากนั้นมีระยะเวลาส่งมอบ 90 วัน หรือสามารถแจกได้ในช่วงเปิดเทอมใหม่นี้

น.อ.สุรพล กล่าวว่า การจัดหาแท็บเล็ตครั้งนี้มีผู้ประกอบการให้ความสนใจแล้ว 9 บริษัท คือ 1. ทีซีแอล 2. ไฮเออร์ 3. หัวเหว่ยเป็นผู้จัดส่งตัวซีพียู ให้บริษัท แชมป์เปี้ยน เอเชีย 4. สโคป 5. อินเดีย 6. อินถัง 7. ออลอิน 8. ซังเบิร์น (บริษัทเดียวกับเอเซอร์) และ 9. บริษัทของประเทศเยอรมนี ซึ่งปัจจัยที่ทำให้ผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมการประมูลเนื่องจากปีนี้ประเทศไทยมีการจัดซื้อแท็บเล็ตด้วยวิธีการประมูลจึงทำให้ปีนี้มีรูปแบบการจัดทำที่สะดวกและรวดเร็วขึ้น

น.อ.สุรพล กล่าวทิ้งท้ายว่า การจัดทำแท็บเล็ตครั้งนี้ได้นำข้อผิดพลาดจากครั้งที่แล้วมาแก้ไข และปิดช่องโหว่ ในเรื่องเก่า ๆ โดยผู้ที่จะเข้าร่วมการประมูลต้องเห็นเงื่อนไขการประมูลทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษตั้งแต่แรก รวมทั้งจัดหาศูนย์ซ่อมบำรุง และประกันเครื่อง 1 ปี หลังเสร็จการประมูลผู้ที่ชนะการประมูลต้องทำในส่วนของการทำแพ็กเกจใหม่ให้เป็นไปตามแบบของโครงการจัดหาแท็บเล็ต เช่น เปลี่ยนกล่อง และจัดทำคู่มือใช้งานภาษาไทย

ทั้งนี้ จากการสำรวจความพึงพอใจในการใช้งานแท็บเล็ต ป.1 ในการแจกแท็บเล็ตครั้งที่ผ่านมา พบว่า ผลออกมาเป็นที่น่าพึงพอใจ โดยเด็ก ป.1 ในภาคเหนือ มีความพึงพอใจในการใช้งานถึง 100% ส่วนเด็กป.1 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีความพึงพอใจ ร้อยละ 90
หวังว่าเปิดเทอมนี้เด็ก ป. 1 และ ม. 1 ทั่วไทยจะได้ใช้แท็บเล็ตลอตใหม่กันตามแผนที่วางไว้.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31998&Key=hotnews

เปิดสเปกแท็บเล็ตป.1 – ม.1 ลอตใหม่ Read More »

คอลัมน์: “เรื่องเล่า ข่าวศึกษา”: การรับสมัครนักเรียนชั้น ม.1 ชั้น ม.4 และโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

11 มีนาคม 2556

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

นักเรียนในเขตพื้นที่บริการ ใช้วิธีการจับสลาก และหรือคัดเลือกจากการสอบคัดเลือกและคะแนน O-NET โดยนักเรียนต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน (นักเรียนในเขตพื้นที่บริการมีสิทธิ์สมัครได้ ทั้งการจับสลาก และหรือคัดเลือกจากการสอบคัดเลือกและคะแนน O-NET)รับสมัคร 14-18 มีนาคม 2556 จับสลาก ประกาศผลและรายงานตัว 31 มีนาคม 2556
นักเรียนทั่วไป (นักเรียนในเขตพื้นที่บริการรวมกับนักเรียนนอกเขตพื้นที่บริการ) ใช้วิธีการ (1) คัดเลือกจากการสอบคัดเลือกร้อยละ 80 โดยใช้ข้อสอบของโรงเรียนและให้คำนวณคะแนนรวมจากข้อสอบของโรงเรียน โดย (ก) คะแนนสอบวิชาคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา คิดเป็นคะแนนร้อยละ 90 (ข) คะแนนสอบวิชาภาษาอังกฤษ คิดคะแนนเป็นร้อยละ 10 (ปีการศึกษา 2557 จะคิดคะแนนเท่ากันใน 5 วิชาหลัก) และ (2) คะแนน O-NET ร้อยละ 20 รับสมัคร 14-18 มีนาคม 2556 สอบคัดเลือก 23 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว 27 มีนาคม 2556 มอบตัว 6 เมษายน 2556

ความสามารถพิเศษใช้วิธีการสอบปฏิบัติ สัมภาษณ์ หรือวิธีการอื่นๆ ตามที่โรงเรียนกำหนดรับสมัคร 14-15 มีนาคม 2556 คัดเลือก 16 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว 27 มีนาคม 2556 มอบตัว 6 เมษายน 2556 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ชั้นม.4 ที่เปิดสอน ม.ต้น และ ม.ปลาย

จบ ม.3 จากโรงเรียนเดิม (มีผลการเรียนเฉลี่ยรวม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 2.00)รายงานตัว วันที่ 1 เมษายน 2556 มอบตัว วันที่ 7 เมษายน 2556

รับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนอื่น (ถ้ามี) ใช้วิธีการคัดเลือกจากการสอบคัดเลือกร้อยละ 80 และคะแนนO-NET ร้อยละ 20 รับสมัคร 14-18 มีนาคม 2556 สอบคัดเลือก 24 มีนาคม 2556 ประกาศผล 28 มีนาคม 2556 รายงานตัว 1 เมษายน 2556 มอบตัว 7 เมษายน 2556 ชั้นม.4 ที่เปิดสอนเฉพาะ ม.ปลาย

สอบคัดเลือก ใช้วิธีการคัดเลือกจากการสอบคัดเลือกไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 และคะแนน O-NET ไม่เกินร้อยละ 20 รับสมัคร14-18 มีนาคม 2556 สอบคัดเลือก 24 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว 28 มีนาคม 2556 มอบตัว 7 เมษายน 2556

ความสามารถพิเศษ ใช้วิธีการสอบปฏิบัติ สัมภาษณ์ หรือวิธีการอื่นๆ ตามที่โรงเรียนกำหนดรับสมัคร 14-15 มีนาคม 2556 คัดเลือก 16 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว 28 มีนาคม 2556 มอบตัว 7 เมษายน 2556

นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ (ถ้ามี) โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการรับนักเรียนของโรงเรียน คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหรือคณะกรรมการเขตพื้นที่การมัธยมศึกษารับสมัคร 14-18 มีนาคม 2556 ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 28 มีนาคม 2556 มอบตัว วันที่ 7 เมษายน 2556 โรงเรียนสำหรับเด็กพิการ

ให้รับเด็กพิการทุกคนที่ไม่สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ตามประเภทความพิการและความสามารถของแต่ละโรงเรียนรับสมัคร 14 มีนาคม 2556 – 30 เมษายน 2556 ประกาศผล 1 พฤษภาคม 2556 รายงานตัวภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2556 มอบตัว ภายในวันที่ 12 พฤษภาคม 2556

ติดต่อขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยและพัฒนานโยบาย สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โทร.0-2280-5530
ศูนย์สารนิเทศการศึกษาขั้นพื้นฐานสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
www.obec.go.th

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31997&Key=hotnews

คอลัมน์: “เรื่องเล่า ข่าวศึกษา”: การรับสมัครนักเรียนชั้น ม.1 ชั้น ม.4 และโรงเรียนสำหรับเด็กพิการ ปีการศึกษา 2556 โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน Read More »

ร.ร.ดังปรับลดจำนวนนับ ม.1 ปี 56 กันปัญหารับ ม.4 หวั่นซ้ำรอยบดินทร์

11 มีนาคม 2556

สนองนโยบาย สพฐ. ร.ร.ดังใน กทม.และปริมณฑล ปรับลดจำนวนรับ นร.ม.1 หวั่นซ้ำรอยกรณีบดินทร์ กับปัญหารับ นร.ม.4 ขณะที่ ผอ.สพม.2 กทม.ย้ำผู้ปกครองอย่าทิ้งสิทธิสมัคร ร.ร.ในเขตพื้นที่บริการ ด้าน เลขาฯ สพฐ.จี้เขตพื้นที่วางแผนแก้ปัญหาให้ร.ร.ที่รับม.ปลายน้อยกว่า ม.ต้น ไว้ล่วงหน้า

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปีการศึกษา 2556 นี้การรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 และ ม.4 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีอัตราแข่งขันสูง จำนวน 200 กว่าแห่งทั่วประเทศ ได้ปรับลดสัดส่วนการรับนักเรียน ม.1 น้อยลงกว่าทุกปี ซึ่งเป็นไปตามคำสั่ง สพฐ.ที่มีนโยบายให้ลดสัดส่วนห้องเรียน ม.ต้น เพิ่มสัดส่วนห้องเรียน ม.ปลาย เพื่อให้โรงเรียนสามารถรับ ม.3 เรียนต่อ ม.4 โรงเรียนเดิมให้มากที่สุด เป็นการให้โอกาสเด็กและลดปัญหาการประท้วงที่เคยเกิดขึ้น ทั้งนี้ สัดส่วนห้องเรียน ม.ต้นและ ม.ปลายจะเพิ่มหรือลดเท่าไหร่นั้น ขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียน ส่วนกลางแค่ให้นโยบายเท่านั้น

โดยเมื่อเปรียบเทียบแผนรับนักเรียน ม.1 ในโรงเรียนอัตราแข่งขันสูงในเขตกทม.และปริมณฑล ระหว่างปีการศึกษา 2555 และ 2556 พบหลายโรงเรียนมีสัดส่วนรับนักเรียนลดลงชัดเจน อาทิ ร.ร.เทพศิรินทร์ รับ 480 คน เหลือเป็น 400 คน, ร.ร.โยธินบูรณะ รับ 533 คน เหลือ 350 คน, ร.ร.สายปัญญาในพระบรมราชินูปถัมภ์ รับ 360 คน เหลือ 300 คน, ร.ร.ศึกษานารี รับ 580 คน เหลือ 500 คน, ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย 544 คน เหลือ 400 คน, ร.ร.สตรีวิทยา รับ 500 คน เหลือ 350 คน, ร.ร.สตรีวิทยา 2 รับ 790 คน เหลือ 776 คน, ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รับ 786 คน เหลือ 746 คน, ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ รัชดา รับ 536 คน เหลือ 480 คน, ร.ร.นวมินทราชินูทิศ สตรีวิทยา 2 รับ 580 คน เหลือ 516 คน, ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)2 รับ 740 คน เหลือ 632 คน และ ร.ร.สารวิทยา รับ 702 คน เหลือ 602 คน อย่างไรก็ตาม มีโรงเรียนบางแห่งปรับเพิ่มหรือคงที่แผนรับนักเรียนชั้น ม.1 ด้วย อาทิ ร.ร.หอวัง รับ 650 คน เพิ่มเป็น 772 คน, ร.ร.สายน้ำผึ้งในพระอุปถัมภ์ฯ รับ 510 คน เพิ่ม 532 คน, ร.ร.นวมินทราชินูทิศ เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า รับ 482 คน เพิ่ม 616 คน, ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) รับคงที่ 772 คน, ร.ร.เตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า รับคงที่ 572 คน เป็นต้น

นายสัจจา ศรีเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2 กทม.กล่าวว่า ใน สพม.เขต 2 กทม.มีโรงเรียนอัตราแข่งขันสูง 26 โรง ซึ่งภาพรวมพบสัดส่วนรับนักเรียนชั้น ม.1 ลดลงไม่มาก โดยหากเทียบแผนรับนักเรียนโรงเรียนแข่งขันสูงในสังกัด ระหว่างปีการศึกษา 2555 จำนวน 26,802 คน กับปีการศึกษา 2556 จำนวน 24,885 คน จะพบว่าลดลงเพียง 2,000 กว่าที่นั่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ผู้ปกครองอย่าทิ้งการสมัครเรียนโรงเรียนที่เป็นเขตพื้นที่บริการของตนเอง เพราะโรงเรียนดังกล่าวจะให้สิทธิ์เด็กในพื้นที่ได้มีโอกาสเต็มที่ ทั้งสอบแข่งขันในเขตพื้นที่ จับสลาก และสอบแข่งขันทั่วไป ถึงแม้จะไปสมัครโรงเรียนแข่งขันสูงอื่นๆ ไว้ก็ตาม เพราะสุดท้ายหากพลาดเข้าเรียนจากที่อื่น ก็ยังสามารถมาเรียนในโรงเรียนเขตพื้นที่บริการได้ แต่หากทิ้งการสมัครเรียนโรงเรียนเขตพื้นที่บริการตั้งแต่แรก และก็สอบแข่งขันเข้าโรงเรียนอื่นไม่ได้ สุดท้ายก็ไม่มีที่เรียนและเขตพื้นที่ฯเองก็ช่วยเหลืออะไรไม่ได้ เพราะไม่มีข้อมูลนักเรียนตั้งแต่แรก

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยถึง ว่า การรับสมัครนักเรียน ม.1 และ ม.4 นั้น สำหรับนักเรียนทั่วไปจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 14-18 มี.ค.นี้ ซึ่งตนได้กำชับให้เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) และโรงเรียน ให้วางแผนเพื่อรับสภาพปัญหาต่างๆ ให้ได้อย่างฉับไว ซึ่งหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกนักเรียนเข้าเรียนต่อนั้นยังคงเหมือนปีที่ ผ่านมา แต่จะผ่อนคลายในส่วนของนักเรียนชั้น ม.3 ที่จะเข้าศึกษาต่อโรงเรียนเดิม โดยหากเด็กสามารถพิสูจน์ความสามารถ และความรับผิดชอบในผลการเรียนของตนเอง ซึ่งได้คะแนนเฉลี่ยสะสม 5 ภาคเรียน 2.00 ขึ้นไป ก็จะมีสิทธิได้เรียนต่อ จึงน่าจะเป็นจุดที่ทำให้สภาพปัญหาของปีที่แล้วลดน้อยลงได้

ทั้งนี้ ในส่วนของโรงเรียนมีที่นั่ง ม.ปลาย น้อยกว่า ม.ต้น และไม่สามารถขยายการรับได้นั้น ตนได้กำชับไปแล้วว่าเขตพื้นที่ใดที่โรงเรียนมีปัญหานี้เขตพื้นที่ฯ ต้องเข้ามารับรู้ตั้งแต่เบื้องต้น และมีการวางแผนในการผ่องถ่ายนักเรียนไปยังโรงเรียนอื่นที่รองรับได้ ส่วนที่ว่าผู้ปกครองอาจจะไม่ยอมรับการย้ายนักเรียนไปเรียนที่อื่นนั้น ก็เป็นเรื่องที่เขตพื้นที่ฯ จะต้องชี้แจงทำความเข้าใจ เพราะ สพฐ.ได้วางหลักเกณฑ์กลางไว้โดยพยายามผ่อนผันอย่างที่สุดแล้ว แต่อาจมีข้อจำกัดบ้าง ซึ่งก็ต้องยอมรับในจุดนี้ด้วย สำหรับการรับบริจาคจากผู้ปกครองนั้น จะต้องดำเนินการหลังจากที่มีการประกาศผลรับนักเด็กเข้าเรียนเรียบร้อยแล้ว

กรุงเทพฯ–11 มี.ค.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31996&Key=hotnews

ร.ร.ดังปรับลดจำนวนนับ ม.1 ปี 56 กันปัญหารับ ม.4 หวั่นซ้ำรอยบดินทร์ Read More »

เดินหน้าสร้างศูนย์พัฒนาครู นำร่องเชียงใหม่แห่งแรกใน 4 ภูมิภาค

8 มีนาคม 2556

นายวัฒนา วรรณโสภา รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ สกสค. จัดการประชุมคณะกรรมการฯ พร้อมชี้แจงสื่อมวลชนถึงความคืบหน้าโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ ณ ห้องประชุมสำนักงานสนามโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์ฯ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ โดยมีคณะกรรมการอำนวยการก่อสร้าง กรรมการตรวจการจ้าง ผู้แทนบริษัท เอกค้าไทย จำกัด ตัวแทนผู้ควบคุมงานจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ร่วมประชุม

นายวัฒนา เปิดเผยว่า โครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ เป็นนโยบายของคณะกรรมการ สกสค. ที่จะให้มีทั้งที่พักรวมทั้งที่ประชุมสัมมนาสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกภูมิภาค ซึ่งเป็นการจัดสวัสดิการด้านที่พักตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย จึงได้มีมติให้ดำเนินการก่อสร้างศูนย์พัฒนาดังกล่าวในภาคเหนือ ณ จังหวัดเชียงใหม่เป็นภูมิภาคแห่งแรก สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้ดำเนินการตามมติของคณะกรรมการ สกสค. โดยจัดหาสถานที่ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุ อยู่ในความครอบครองของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ คือ สถานที่ของสำนักงานศึกษาธิการ ภาค 1 ถนนห้วยแก้ว ต.ช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการและธนารักษ์พื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ได้อนุญาตการใช้สถานที่ดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

รองเลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. กล่าวถึงกรณีที่การก่อสร้างล่าช้าจนมีผู้ร้องเรียนให้ตรวจสอบ เพราะเกรงจะเกิดการทุจริตนั้น ว่าล่าสุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้เข้ามาดำเนินการสืบสวนโครงการนี้ สำนักงานคณะกรรมการ สกสค. ได้รับหนังสือแจ้งจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อวันที่ 5 ก.พ.56 ว่ายังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานว่าการจัดจ้างตามโครงการก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ มีลักษณะการกระทำที่ส่อไปในทางทุจริตและหรือขัดต่อระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงสั่งยุติเรื่อง และยุติการสอบสวนดังกล่าวแล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31984&Key=hotnews

เดินหน้าสร้างศูนย์พัฒนาครู นำร่องเชียงใหม่แห่งแรกใน 4 ภูมิภาค Read More »

ติวเข้มผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี

8 มีนาคม 2556

สนง.คกก.อาชีวศึกษา ดึงผู้บริหารสถานศึกษาภาคตะวันออก เข้าอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี

วันนี้ (8 มี.ค.) ที่โรงแรมสตาร์ระยอง นายอกนิษฐ์ คลังแสง รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นประธานเปิดการอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคีภาคตะวันออก โดยมีผู้บริหารจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคตะวันออก จำนวน 100 คน เข้าร่วมโครงการอบรมฯ มีนายกมล ชุ่มเจริญ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ให้การต้อนรับ

นายอกนิษฐ์ กล่าวว่า การอบรมดังกล่าวอยู่ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี ซึ่งมีจุดมุ่งหมาย 5 ประการ คือ 1.เพื่อรับทราบแนวทางการจัดการเรียน การสอนระบบทวิภาคีทั้งในและต่างประเทศ 2.เพื่อสร้างความตระหนักถึงความจำเป็นและสำคัญในการจัดการเรียน การสอนระบบทวิภาคี 3.เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการจัดการอาชีวิศึกษาระบบทวิภาคีทั้งในและต่างประเทศ 4.เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเรื่องของการดำเนินงานอาชีวศึกษาทวิภาคี และ 5.เพื่อเพิ่มปริมาณผู้เรียนอาชีวศึกษา

นายอกนิษฐ์ กล่าวต่อว่า การอบรมดังกล่าว เป็นการสร้างความรู้ ความเข้าใจให้กับผู้บริหารฯ ให้เข้าใจในแนวทางการจัดการเรียน การสอนระบทวิภาคี เพื่อให้นำความรู้ที่ได้รับกลับไปปฏิบัติจริงและเป็นการกระตุ้นให้บุคลากรอาชีวศึกษา เห็นถึงประโยชน์เข้าใจลำดับขั้นตอนของการจัดการเรียน การสอนระบบทวิภาคีในสถานศึกษา ซึ่งมีความสอดคล้องกับการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน ในปี 2558 ต่อไป..

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31985&Key=hotnews

ติวเข้มผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการบริหารจัดการอาชีวศึกษาทวิภาคี Read More »

สอศ.-กระทรวงวิทย์ หนุนครูอาชีวะ ผลักดันเทคโนโลยีนาโนสู่ภาคชุมชน

8 มีนาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)เตรียมผลิตกำลังคนสายวิชาชีพใหม่ๆ เพื่อตอบสนองยุทธศาสตร์ของประเทศ และเสริมแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาขาวิชาชีพที่ต้องอาศัยฐานความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่สามารถผลักดันความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการยกระดับองค์ความรู้เทคโนโลยีนาโนให้กับครูอาชีวศึกษากว่า 50 คน จาก 16 วิทยาลัย โดยได้รับการสนับสนุนจากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งมีนโยบายที่จะพัฒนาฐานความรู้ด้านเทคโนโลยีนาโนให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างความเข้มแข็งให้กับ SME ของไทย การประชุมครั้งนี้จะบูรณาการความร่วมมือเพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและพัฒนาด้านเทคโนโลยีนาโนซึ่งเป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตให้สามารถเพิ่มมูลค่าสินค้าในภาคอุตสาหกรรมและต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีคุณภาพสูงขึ้นเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน โดยจะนำร่องในสองกลุ่มผลิตภัณฑ์หลัก ได้แก่

กลุ่มผลิตภัณฑ์ผ้าและสิ่งทอ และกลุ่มผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์นาโน ซึ่งวิทยาลัยที่มีศักยภาพและความพร้อมรับการถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีนาโนจะได้รับการผลักดันให้เป็นศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีนาโนเพื่อนำองค์ความรู้ลงสู่ภาคการปฏิบัติจริงโดยนำร่องการพัฒนาสินค้าอุตสาหกรรมและผลิตภัณฑ์ชุมชน พัฒนาองค์ความรู้เชิงลึกสู่การเรียนการสอน และในอนาคตจะต่อยอดเปิดเป็นสาขาวิชาชีพเฉพาะทางในสถาบันการอาชีวศึกษา รวมทั้งจะส่งเสริมให้มีการจัดประกวดสิ่งประดิษฐ์ด้านเทคโนโลยีนาโนที่สามารถประยุกต์เพื่อนำไปใช้ประโยชน์แก่ชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรมด้วย ซึ่งจะเป็นการเชื่อมโยงกันอย่างครบวงจร ทั้งยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนา ยุทธศาสตร์การพัฒนากำลังคนด้านอาชีวศึกษา และยุทธศาสตร์การพัฒนาในระดับพื้นที่

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31983&Key=hotnews

สอศ.-กระทรวงวิทย์ หนุนครูอาชีวะ ผลักดันเทคโนโลยีนาโนสู่ภาคชุมชน Read More »

สพฐ.เดินหน้าลดชั่วโมงในชั้นเรียน เพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรียนแก้เด็กเครียด

8 มีนาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) มีนโยบายจะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรับโครงสร้างเวลาเรียน และปรับลดจำนวนการบ้านที่นักเรียนได้รับ และหลังจากศึกษาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ อาทิ เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และแคนาดา สพฐ.ได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างเวลาเรียนใหม่ทุกระดับตั้งแต่ระดับประถมต้น ประถมปลาย มัธยมต้นและมัธยมปลาย อย่างไรก็ตาม การปรับโครงการสร้างเวลาเรียนครั้งนี้ยังไม่ใช่การปรับใหม่ จำนวนชั่วโมงเรียนต่อปี ต่อสัปดาห์ หรือต่อวัน ยังคงเท่าเดิมตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ภายใต้จำนวนชั่วโมงเรียนเท่าเดิมนั้น จะลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลง เทเวลาเรียนมาให้กับการทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากขึ้นซึ่งการลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลงได้สามารถทำได้โดยไม่ส่งกระทบหากครูใช้การเรียนการสอนแบบบูรณาการ ขณะเดียวกันจะมีการปรับสัดส่วนการเรียนวิชาต่างๆ ของนักเรียนแต่ละระดับชั้นด้วย จากเดิมที่ให้สัดส่วนเวลาเรียนทุกวิชาเท่าๆ กัน ก็จะเปลี่ยนมามีจุดเน้นให้ตรงตามวัย โดยระดับประถมต้นโดยเฉพาะ ป.1-2 จะเน้นการเรียนรู้ทักษะด้านภาษาเป็นหลัก จนถึงระดับประถมปลายจึงจะเพิ่มเติมทักษะด้านการคิดคำนวณ ส่วนระดับมัธยมต้น จะเพิ่มเติมทักษะในการแสวงหาความรู้ให้กับเด็ก และมัธยมปลาย จะเน้นให้เด็กนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการปรับลดให้การบ้านนั้น สพฐ.ได้ศึกษาและพบว่า การบ้านบางประเภทนั้นไม่เหมาะสมจะให้นักเรียนกลับมาทำที่บ้าน เช่นการบ้านประเภทแก้โจทย์ปัญหา หรือ ProblemSolving เพราะการบ้านประเภทนี้มีความซับซ้อนและยากเกินกว่าที่เด็กจะทำได้โดยลำพัง กลายเป็นการสร้างความเครียดให้เด็กและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย ในต่างประเทศนั้นการบ้านประเภทนี้จะให้นักเรียนทำที่โรงเรียนโดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง และเปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียงกันในการแก้โจทย์ปัญหา อย่างไรก็ตามการบ้านบางประเภทยังมีความสำคัญอยู่ เช่นการบ้านประเภททบทวนและเพิ่มความชำนาญเพราะฉะนั้น จะต้องมีการทบทวนเรื่องการให้การบ้านจะต้องมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดนี้ จะเริ่มดำเนินการทันทีในปีการศึกษา 2556 ระหว่างนี้ สพฐ.กำลังจัดทำคู่มือสำหรับแจกครู เพื่อแนะนำการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการครบวงจร ตั้งการวางแผนการสอน การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน การประเมินผลและการให้การบ้าน และจะมีการจัดอบรมครูให้เข้าใจเรื่องนี้ในเดือนปิดภาคเรียนเดือนเมษายนด้วย”นายชินภัทร กล่าว

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31982&Key=hotnews

สพฐ.เดินหน้าลดชั่วโมงในชั้นเรียน เพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรียนแก้เด็กเครียด Read More »