กศน.เล็งปรับการเรียนการสอนอุ้มรากหญ้า

8 มีนาคม 2556

โพสต์ทูเดย์ กศน.จ่อปรับการเรียนการสอน ติดอาวุธทางปัญญาคนรากหญ้ารับอาเซียน

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายรุ่ง แก้วแดง ประธานมูลนิธิสุข-แก้วแก้วแดง ทำวิจัยหัวข้อ การศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพและแนวทางในการส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชนของ

สำนักงาน กศน. เพื่อสนับสนุนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนของประเทศไทย ในปี2558 พบว่า การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้มีกลุ่มที่ได้เปรียบและเสียเปรียบ กลุ่มคนที่ได้เปรียบคือ คนที่มีการศึกษาสูง แรงงานที่มีทักษะวิชาชีพ และบริษัทขนาดใหญ่ที่มีเงินทุน มีเทคโนโลยี สามารถขยายตลาดการค้าและการลงทุนไปยังตลาดใหญ่ได้
สำหรับกลุ่มคนที่เสียเปรียบคือ คนยากจน คนที่มีการศึกษาต่ำ แรงงานไร้ฝีมือส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรมีจำนวนไม่น้อยกว่า 50 ล้านคน

จากผลการวิจัย กศน.จำเป็นต้องปรับองค์กร วิธีการทำงาน การเรียนการสอนใหม่ เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนที่เสียเปรียบได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยจะเน้นทำงานแบบเครือข่ายส่งเสริมสถานศึกษาและเครือข่ายอื่นๆให้จัดการศึกษาตลอดชีวิต และศึกษาใช้ประโยชน์จากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้มากที่สุด เพราะคนเหล่านี้สามารถถ่ายทอดประสบการณ์ความรู้ตรงกับความต้องการของผู้รับบริการได้มากที่สุด

ขณะเดียวกัน นายรุ่งได้เสนอแนะนโยบายการทำงานให้ กศน. ได้แก่ 1.ให้เร่งทำยุทธศาสตร์การประชาสัมพันธ์เรื่องผลกระทบของคนจนต่อการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เพื่อให้รัฐบาลเตรียมการเยียวยา 2.การสร้างความชัดเจนเรื่องกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต 3.พัฒนาหลักสูตรวิชาชีพสำหรับผู้ได้รับผลกระทบเป็นรายกลุ่มอาชีพ 4.กำหนดรูปแบบการทำงานระหว่าง กศน. และหน่วยงานเครือข่าย และ 5.จัดทำกฎหมายส่งเสริมการศึกษาตลอดชีวิต ระบุภารกิจที่ต้องรับผิดชอบและรูปแบบการทำงานใหม่

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31980&Key=hotnews

กศน.เล็งปรับการเรียนการสอนอุ้มรากหญ้า Read More »

สสวท.เร่งปรับหลักสูตรวิทย์-คณิต ชู’นโยบายสเต็มศึกษา’เพิ่มทักษะ-คาดทันใช้ปี’58

8 มีนาคม 2556

นางชมัยพร ตั้งตน หัวหน้าสาขาคณิตศาสตร์ มัธยมศึกษา สถาบันส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เปิดเผยความคืบหน้าการพัฒนาหลักสูตรวิชาคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษา ว่า ขณะนี้ได้ส่งหลักสูตรที่ สสวท.ได้ปรับแก้ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญจากประเทศสหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ไปให้ผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ประเทศ ตรวจสอบอีกครั้ง โดย สสวท.คาดว่าหลักสูตรจะแล้วเสร็จภายในเดือนเม.ย.นี้ ก่อนที่จะส่งมอบให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายในเดือนพ.ค.เพื่อให้ ศธ.ประกาศใช้จริงในปี 2558 ทั้งนี้ หลักสูตรวิทย์-คณิต ใหม่ของ สสวท.จะสอดคล้องกับนโยบายที่ รมว.ศธ.มอบให้ และสอดคล้องกับผลสัมฤทธิ์นานาชาติ ทั้งการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ TIMM และ PISA ที่สำคัญหลักสูตรใหม่วิทย์-คณิต ทั้งระดับ ม.ต้น และม.ปลาย จะต้องสอดคล้องกัน เพื่อกำหนดเป็นกิจกรรมการเรียนการสอน ให้ผู้เรียนได้นำองค์ความรู้วิชาวิทย์ และคณิต ออกมาใช้ร่วมกัน ซึ่งความสอดคล้องของหลักสูตรนี้ ยังสัมพันธ์กับนโยบายสเต็มศึกษา (STEM Education) ซึ่งจะเป็นแนวทางใหม่ในการจัดการศึกษาสายวิทยาศาสตร์ตลอดชีวิต ที่ ศ.เกียรติคุณ ดร.มนตรี จุฬาวัฒนกุล ประธานกรรมการ สสวท.ได้มอบให้ไว้

นางชมัยพรกล่าวต่อว่า หัวใจสำคัญของสเต็มศึกษา คือ การส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิต ศาสตร์ เทคโนโลยี และวิศวกรรม โดยบูรณาการหลักสูตรให้นำไปใช้ได้จริง อย่างไรก็ตามช่วงแรกๆ ครูผู้สอนอาจลำบากในการเรียนการสอนอยู่บ้าง สสวท.จึงเตรียมทำตัวอย่างเผยแพร่ในเว็บไซต์ให้ครูมองเห็นภาพ เช่น ตัวชี้วัดของวิชาวิทยาศาสตร์ หรือฟิสิกส์ มีอะไรซ้อนอยู่ข้างในที่เป็นคณิตศาสตร์ หรือมีอะไรที่นำไปใช้เป็นเทคโนโลยีได้ เมื่อครูสอนทฤษฎีและให้นักเรียนลงมือทำโครงงานแล้ว ชิ้นงานที่เป็นวิทย์-คณิตนั้นๆ มีความเป็นวิศวกรรม และเอาไปใช้ได้จริง ซึ่งจุดนี้เป็นการพัฒนาคนรองรับประชาคมอาเซียน และความต้องการของตลาดด้านกำลังคนที่มีคุณภาพด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31979&Key=hotnews

สสวท.เร่งปรับหลักสูตรวิทย์-คณิต ชู’นโยบายสเต็มศึกษา’เพิ่มทักษะ-คาดทันใช้ปี’58 Read More »

จุฬาฯติด 169 ม.โลก’เว็บโอเมตริกซ์’ อันดับ 15 ในเอเชีย-หนึ่งเดียวของไทย ชี้ติดกลุ่ม 250 ของ’ไทม์ส’จากงานวิจัย

7 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดอันดับจากเว็บโอเมตริกซ์ (Webometrics) ประจำปี 2013 ให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับที่ 169 ของโลก อันดับที่ 15 ในเอเชีย และเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในประเทศไทย จุฬาฯนับเป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่ติด 1 ใน 200 อันดับในปีนี้ ซึ่งเป็นอันดับที่ดีกว่าปีที่แล้ว ที่จุฬาฯอยู่ในอันดับ 209 ของโลก อันดับที่ 22 ในเอเชีย และอันดับที่ 3 ในประเทศไทย

“การจัดอันดับของเว็บโอเมตริกซ์นั้น เป็นการจัดอันดับโดยดูผลงานทางวิชาการผ่านเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัย ว่ามีผลงานที่มีผลกระทบต่อสังคมมากน้อยแค่ไหน โดยการที่จุฬาฯมีชื่อติดอันดับ 1 ของประเทศ ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี และผมรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก เพราะสะท้อนให้เห็นว่าจุฬาฯมีบุคลากรที่มีคุณภาพ ที่สามารถสร้างสรรค์งานวิชาการรวมถึงผลิตงานวิจัยที่มีส่วนในการพัฒนาสังคมให้ก้าวหน้ายิ่งขึ้น จากนี้จุฬาฯจะเดินหน้าพัฒนาผลงานในด้านต่างๆ ให้ก้าวหน้าต่อไป” นพ.ภิรมย์กล่าว อธิการบดีจุฬาฯกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่จุฬาฯและมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) สามารถจัดอยู่ในกลุ่มอันดับ 201-250 ของไทม์ส ไฮเออร์ เอดูเคชั่น แรงกิ้ง (Times Higher Education rankings) ปี 2013 นั้น ตนมองว่าการที่จุฬาฯติด 1 ใน 300 อันดับของไทม์ส ก็ด้วยปัจจัย 2 ประการ คือ 1.บัณฑิตและบุคลากรของจุฬาฯ ออกไปสร้างชื่อเสียงให้กับมหาวิทยาลัยจนเป็นที่รู้จักทั่วโลก และ 2.ที่ผ่านมาจุฬาฯได้เร่งผลิตผลงานทางวิชาการและงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ อย่างไรก็ตาม การที่ผ่านมาจุฬาฯไม่มีชื่อติดอันดับโลก อาจเป็นเพราะข้อจำกัดในเรื่องตัวชี้วัดบางอย่าง ซึ่งไม่ตรงกับแนวทางการพัฒนาของมหาวิทยาลัย ทำให้ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามที่สถาบันจัดอันดับกำหนด
รายงานข่าวแจ้งว่า การจัดอันดับมหาวิทยาลัยของโลกโดยเว็บโอเมตริกซ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงความรู้อย่างเปิดกว้าง และส่งเสริมการเข้าถึงความรู้ทางวิชาการที่ผลิตโดยมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วโลก โดยเน้นการเผยแพร่ความรู้สู่เว็บไซต์ในการจัดอันดับ อาศัยตัวชี้วัดต่างๆ ได้แก่ จำนวนหน้า (webpages) ของมหาวิทยาลัยที่นับผ่านการเสิร์ชหน้าแรกของกูเกิล (Google) จำนวนไฟล์ของมหาวิทยาลัยที่นับผ่านการค้นหาข้อมูลในส่วนของงานวิชาการผ่านกูเกิล (Google Scholar) ในช่วงปี 2008-2012 จำนวนบทความที่อยู่ใน 10% ของบทความที่มีการอ้างอิงมากที่สุดในสาขา โดยเก็บข้อมูลจากไซเมโก กรุ๊ป (Scimago group)ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันที่มีผลงานด้านวิทยาศาสตร์ ในช่วงปี 2003-2010 จำนวนการอ้างอิงเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยจากบุคคลที่สาม ผ่านการเก็บข้อมูลจาก 2 แหล่งคือ Majestic SEO และ ahrefs

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31957&Key=hotnews

จุฬาฯติด 169 ม.โลก’เว็บโอเมตริกซ์’ อันดับ 15 ในเอเชีย-หนึ่งเดียวของไทย ชี้ติดกลุ่ม 250 ของ’ไทม์ส’จากงานวิจัย Read More »

ศธ.ส่ง’แท็บเล็ต’ไม่ทันเปิดเทอม

7 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้แท็บเล็ต ว่า เป็นที่แน่นอนว่าการจัดซื้อแท็บเล็ตประจำปีการศึกษา 2556 ให้นักเรียน และครูชั้น ป.1 และชั้น ม.1 จำนวน 1.8 ล้านเครื่อง จะจัดส่งไม่ทันก่อนเปิดภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2556 ในวันที่ 16 พฤษภาคม ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำทีโออาร์ (TOR) ซึ่งตามกำหนดจะต้องเสร็จภายในวันที่ 13 มีนาคม แต่ขณะนี้ยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ที่ประชุมได้กำหนดวันประมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออีออคชั่น วันที่ 25 เมษายน เมื่ออีออคชั่นแล้วจะลงนามในสัญญาจัดซื้อในวันที่ 10 พฤษภาคม จากนั้นทยอยส่งให้เสร็จภายใน 90 วัน หลังเซ็นสัญญา โดยจัดส่ง 4 งวด โดยจะเริ่มจัดส่งแท็บเล็ตได้ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคมไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคมนี้

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในการประมูลอีออคชั่น สพฐ.จะเป็นตัวแทน 8 หน่วยงานที่มีสถานศึกษาในสังกัด จัดประมูลผ่านระบบอีออคชั่น แต่ขณะนี้มีบางหน่วยงานไม่ได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้ สพฐ.หากไม่ส่งให้ครบภายในวันที่ 15 มีนาคม จะไม่สามารถจัดซื้อตามปฏิทินที่กำหนดไว้ได้ ส่งผลให้การจัดซื้อล่าช้าออกไป อย่างไรก็ตาม การส่งเครื่องแท็บเล็ตจะใช้แนวทางเดียวกับการจัดส่งในปีการศึกษา 2555 แต่ถ้าผู้ประกอบการทยอยจัดส่งได้แต่ละงวดใกล้เคียงกัน จะใช้วิธีจัดส่งไล่ทีละจังหวัด

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31954&Key=hotnews

 

ศธ.ส่ง’แท็บเล็ต’ไม่ทันเปิดเทอม Read More »

สมศ.ชี้ 8 จว.ขาดยุทธศาสตร์การศึกษา

6 มีนาคม 2556

สมศ.สรุปผลแอเรียเบส 8 จังหวัด ชี้ปัญหาจังหวัดขาดยุทธศาสตร์การศึกษา เตรียมชงจังหวัด-เชตพื้นที่เชื่อมโยงยุมธศษสตร์การบริหารงานระดับจังหวัดให้เข้ากันกับยุทธศษสตร์ด้านการศึกษาให้มากขึ้น

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่อาคารพญาไท พลาซ่า สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) ศ.ดร.ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ผอ.สมศ. เปิดเผยว่า ได้จัดการประชุมคณะกรรมการอำนวยการประเมินคุณภาพภายนอกเชิงพื้นที่ หรือ แอเรียเบส เพื่อสรุปผลการประเมินคุณภาพภายนอกในพื้นที่ 8 จังหวัด ประกอบด้วย ตราด อำนาจเจริญ ชุมพร พังงา สมุทรสงคราม สิงห์บุรี ชัยนาท และแพร่ รายงานต่อหน่วยงานต้นสังกัดสถานศึกษา โดยแบ่งผลการประเมินสถานศึกษารวม 8 จังหวัด ดังนี้ ผลประเมินคุณภาพภายนอกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 1,632 แห่ง ผ่านการรับรองมาตรฐาน 1,069 แห่ง ไม่ผ่านการรับรอง 563 แห่ง ผลการประเมินคุณภาพนอกด้านการอาชีวศึกษา จำนวน 39 แห่ง ผ่านการรับรองมาตรฐาน 26 แห่ง ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน 13 แห่ง
“ส่วนผลการประเมินคุณภาพภายนอกศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จำนวน 55 แห่ง ผ่านการรับรองมาตรฐาน 54 แห่ง และไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน 1 แห่ง ส่วนผลการประเมินคุณภาพภายนอกระดับอุดมศึกษาสำหรับสถาบันอุดมศึกษาที่เปิดสอนใน 8 จังหวัด พบว่าผ่านการรับรองทุกแห่ง” ผอ.สมศ.กล่าว

จากการสรุปภาพรวมการดำเนินโครงการแอเรียเบสในพื้นที่ 8 จังหวัด สมศ.มีข้อเสนอแนะไปยังต้นสังกัดสถานศึกษาให้เร่งวิเคราะห์หาทางแก้ปัญหาสถานศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรอง รวมถึงเสนอไปยังจังหวัดและเขตพื้นที่การศึกษาให้มีการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์การบริหารงานระดับจังหวัดให้เข้ากันกับยุทธศาสตร์ด้านการศึกษาให้มากขึ้น เพราะจากการลงพื้นที่พบว่าหลายจังหวัดไม่มียุทธศาสตร์การศึกษาในระดับจังหวัด ยกตัวอย่าง การจัดการด้านอาชีวศึกษาที่ไม่สอดรับการยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัด เช่น จังหวัดมีจุดเน้นด้านการเกษตรแต่ในจังหวัดไม่มีวิทยาลัยเกษตร

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31939&Key=hotnews

สมศ.ชี้ 8 จว.ขาดยุทธศาสตร์การศึกษา Read More »

ไอซีที ดึงงบ 1,760 ล้านบาทจ้างทีโอที-กสท ทำไว-ไฟรับแท็บเล็ตการศึกษา

6 มีนาคม 2556

ไอซีที ดึงโครงการวางโครงข่ายไว-ไฟรองรับแท็บเล็ตป.1 ของโรงเรียนสังกัดสพฐ.ให้ กสท-ทีโอที รวม 27,231โรงเรียน ด้วยงบ 1,760ล้านบาท ส่วนปี 57 เตรียมของบอีก 4,250 ล้านบาทขยายไว-ไฟเพิ่ม

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวภายหลังเป็นประธานในการลงนามสัญญาเช่าใช้บริการวงจรสื่อสารข้อมูลพร้อมอุปกรณ์โครงการพัฒนาระบบโครงข่ายไร้สาย (Wi-Fi Network) ระหว่างกระทรวงไอซีที กับ บริษัท กสท โทรคมนาคม และบริษัท ทีโอที ในลักษณะกิจการค้าร่วม ด้วยงบประมาณโครงการ 1,760 ล้านบาท ในระยะเวลาดำเนินการ 300 วันนับจากส่งมอบโครงข่าย โดยเป็นการวางระบบโครงข่ายไว-ไฟ เน็ตเวิร์ก และจุดเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จำนวน 27,231 โรงเรียน ภายใต้สังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) เพื่อรองรับนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ประมาณ 858,886 คน
ทั้งนี้โครงการดังกล่าวต่อยอดจากโครงการเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ หรือ MOENet โดยแบ่งการดำเนินการติดตั้งโครงข่ายไว-ไฟ เน็ตเวิร์กออกเป็น ทีโอที จำนวน 26,889 วงจร(โรงเรียน) และกสท อีก 342 วงจร(โรงเรียน) ด้วยความเร็ว 4-10 Mbps โดยจะสามารถทยอยเปิดให้ใช้ได้ตามโรงเรียนในช่วงเดือนมิ.ย.เป็นต้นไป เพื่อรองรับนโยบายของคณะรัฐมนตรีที่ได้มอบหมายให้กระทรวงไอซีทีจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต) ให้แก่โรงเรียนในโครงการ One Tablet per Child หรือ OTPC ที่แจกไปเมื่อปีการศึกษา 2555 ที่ผ่านมา
‘ยืนยันว่าโครงการดังกล่าวมีความโปร่งใสทุกขั้นตอน เราพร้อมให้ตรวจสอบได้ โดยคาดว่าจะเปิดให้ใช้งานตามโรงเรียนได้ตั้งแต่มิ.ย.แต่อาจจะไม่ครบทั้งโครงการ’

สำหรับผู้ใช้งานที่เป็น นักเรียน ครู และบุคลากรตามโรงเรียนต่างๆ รวมทั้งประชาชนทั่วไป ที่เข้าใช้งานผ่านโครงข่ายแบบมีสายและไร้สาย จะถูกกำหนดสิทธิ์การเข้าใช้งาน (Authentication) พร้อมระบบการจัดเก็บข้อมูลการจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็นไปตามพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (Log System) และระบบการบริหารจัดการข้อมูลที่แตกต่างกัน เช่น การจำแนกเส้นทางของข้อมูลในโครงข่ายภายใน และภายนอก รวมถึงการมีอุปกรณ์ป้องกันการโจมตีเครือข่าย จากผู้ไม่หวังดี เข้าไปยังอุปกรณ์โครงข่ายภายในโรงเรียนต่างๆ ที่อยู่ภายในโครงการ MOEnet ได้

นอกจากนี้กระทรวงไอซีทีเตรียมของบประมาณในปี 57 ราว 4,250 ล้านบาทเพื่อขยายโครงข่ายไว-ไฟ เพิ่มและเพื่อรองรับการแจกแท็บเล็ตเด็กป.1และ ม.1 ซึ่งมีโรงเรียนทั้งหมดราว 43,258 โรงเรียนที่อยู่นอกสังกัดสพฐ.ทั้งหมด

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31940&Key=hotnews

ไอซีที ดึงงบ 1,760 ล้านบาทจ้างทีโอที-กสท ทำไว-ไฟรับแท็บเล็ตการศึกษา Read More »

ชี้ข้อดีเลื่อนเปิด-ปิดตามอาเซียน ‘มศว’เชื่อเด็กมีสมาธิสอบ-ร.ร.สาธิตพร้อมหนุน

6 มีนาคม 2556

ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุณยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า ในสัปดาห์นี้จะหารือแนวทางการเปิด-ปิดภาคเรียน กับผู้อำนวยการร.ร.สาธิต มศว ประสานมิตร ปทุมวัน และองครักษ์ ว่าจะขยับตามมหาวิทยาลัยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าทิศทางของกลุ่มโรงเรียนสาธิตจะเกาะกลุ่มก้าวไปพร้อมกันทั่วประเทศ ส่วนซีกมหาวิทยาลัยถือว่านิ่งแล้ว โดยที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนดแล้วว่าในปีการศึกษา 2557 จะเปิดภาคเรียนที่ 1 ในช่วงเดือนส.ค.-ก.ย. พร้อมทั้งปรับวันเวลาในการทดสอบวัดความถนัดทั่วไป (แกต) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (แพต) เพื่อรองรับไว้แล้ว
อธิการบดี มศว กล่าวต่อว่า การเลื่อนเปิด-ปิดภาคเรียนตามปฏิทินอาเซียน มีข้อดีหลายประการ ประการหนึ่งคือ สมัยก่อนเด็กที่สอบเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยยังเรียนไม่จบ ม.6 ถ้าเด็กต้องเข้าศึกษาระดับอุดมศึกษาในเดือนมิ.ย. จะต้องสอบตั้งแต่เดือนธ.ค. ปรากฏว่าเด็กเรียนได้ 1 เทอม ก็ต้องสอบแล้ว แต่เมื่อทปอ.ขยับระยะเวลาการเปิดภาคเรียน เด็กจึงมีสมาธิกับการเรียนจนจบ ม.6 ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก ที่สำคัญเมื่อเด็กเรียนจบ มหาวิทยาลัยยังมีเวลาจัดค่ายอบรมเตรียมความพร้อมให้เด็ก ส่วนกลุ่มนิสิตที่จะต้องฝึกสอนก็สามารถปรับได้หมด
“ทปอ.คิดเรื่องนี้ซับซ้อนกว่านั้น เพราะมีถึง 14 วิชาชีพ ที่จะต้องปรับระยะเวลาด้วย อาทิ แพทย์ ทันตแพทย์ ซึ่งต้องประสานแพทยสภา และสธ. เนื่องจากเมื่อเรียนจบปี 6 วันที่ 1 เม.ย. ต้องลงพื้นที่ทำงานชนบท แต่พอถึงปี’ 57 ต้องปรับไปทำงาน ส.ค.-ก.ย.แทน ไม่อยากให้กังวลเพราะเวลาเคลื่อนหลักใหญ่ ทปอ.คิดรายละเอียดหาทางแก้ไขไว้แล้ว” ผศ.นพ.เฉลิมชัย กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 7 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31937&Key=hotnews

 

ชี้ข้อดีเลื่อนเปิด-ปิดตามอาเซียน ‘มศว’เชื่อเด็กมีสมาธิสอบ-ร.ร.สาธิตพร้อมหนุน Read More »

‘พงศ์เทพ’ ลั่นปฏิรูปสอบคัดเลือก

6 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 5 มี.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยความคืบหน้าการตั้งคณะกรรมการสอบสวน และการส่งเรื่องทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นพิเศษ หรือเหตุพิเศษ (ว 12) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน ว่า เรื่องดังกล่าวมีการร้องเรียนทั้งในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และ จ.นครปฐม โดยทางนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ยืนยันไม่มีมวยล้มแน่นอน ส่วนตนเองก็จะไม่ยอมให้เรื่องนี้เงียบหายไปแน่

“แต่เดิมการสอบครูแยกสอบเป็นรายพื้นที่ ต่อมาให้มาสอบส่วนกลางทั้งหมด เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาต้องดูจุดบกพร่องอยู่ตรงไหน เพราะทุกคนมาสอบแข่งขันด้วยความรู้ความสามารถจริง ๆ ไม่ควรมีเรื่องทุจริตเกิดขึ้น แต่เมื่อมันมีปัญหาจึงต้องทำระบบป้องกันให้เข้มแข็ง โดยเน้นการปฏิรูปทำโครงสร้าง อะไรเกี่ยวกับตัวเด็กเป็นประโยชน์กับเด็กต้องทำก่อน” รองนายกฯและ รมว.ศึกษาฯกล่าว
ด้าน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาฯ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำไปกับคณะกรรม การสอบสวนของกระทรวงฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วว่าจะต้องดำเนินการอย่างยุติ ธรรม ไม่ว่าจะเป็นใคร ระดับไหน ก็ต้องจัดการตามขั้นตอนของกฎหมาย แต่เรื่องนี้ยอมรับมีการทุจริตจากส่วนกลาง เพราะเป็นไปได้อย่างไรที่การสอบครั้งเดียวกันจะมีผู้ได้คะแนนเต็มเท่ากันถึง 480 คน และเชื่อว่าภายใน 2 สัปดาห์จะได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงมากกว่านี้

“ผมได้รับรายงานปัญหาและระบบการทุจริตแบบนี้ทำกันมานาน ไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง แต่ยืนยันว่าผมจะเข้ามาดำเนินการอย่างจริงจังบนความถูกต้องชอบธรรม ไม่มีการไปกลั่นแกล้งใคร เมื่อผมมาอยู่กระทรวงศึกษาฯก็รักหน่วยงาน ไม่อยากได้ยินคำว่าแย่ในกระทรวงศึกษาฯ อีกต่อไป สิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือการทุจริตต้องได้รับการแก้ไขปรับปรุง โดยเฉพาะเรื่องทุจริตมีเยอะมาก ผมจะทำให้แผ่นดิน กระทรวงศึกษาฯสูงขึ้น” นายเสริมศักดิ์ กล่าว
ส่วนกรณีผู้ที่เข้าสอบได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการไปแล้วจะดำเนินการอย่างไรนั้น นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า ถ้าการบรรจุมาจากการสอบที่ไม่เป็นธรรมก็ต้องยกเลิก แต่ในส่วนที่จะมีแผนการสอบเพื่อรับบรรจุอีกครั้งในช่วงเดือน เม.ย.นี้ได้สั่งการไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ชะลอการสอบไปก่อน เนื่องจากต้องรอผลการสอบสวนที่อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อให้รู้กระบวนการทุจริต จะได้แก้ไขได้ ซึ่งหากผลออกมาพบว่ามีผู้บริหารในกระทรวงฯ เข้าไปเกี่ยวข้องก็ต้องดำเนินการเอาผิดไปตามนั้น แม้จะมีอยู่หลายส่วนและคนที่บงการทำกันเป็นขบวนการใหญ่

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เตรียมบุคลากรและเจ้าหน้าที่เพื่อให้ปากคำและให้ข้อมูลกับดีเอสไอที่จะมาขอข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในวันที่ 6 มี.ค.นี้ พร้อมทั้งเตรียมคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรใน 4 ประเด็น โดยเฉพาะในเรื่องการส่งมอบข้อสอบจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งในเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่ง สพฐ.จะพยายามทำข้อมูลให้ชัดเจนที่สุด ส่วนผลการสอบสวนของ สพฐ. ก็มีรายงานผลมาเป็นระยะ ๆ เมื่อมีข้อมูลใหม่จะลงไปสอบเพิ่ม อย่างกรณีมีข้อมูลที่แจ้งมาจากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดอื่น ๆ และข้อมูลของดีเอสไอว่ามีการแอบนำเครื่องมือ สื่อสารเข้าไปในห้องสอบ และยังมีกรณีการปรับผังที่นั่งของเขตพื้นที่การศึกษาที่ สพฐ. กำหนดให้อีกด้วย.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31938&Key=hotnews

‘พงศ์เทพ’ ลั่นปฏิรูปสอบคัดเลือก Read More »

ปรับลดชั่วโมงเรียนประถม-มัธยมเน้นความรู้นอกห้อง

6 มีนาคม 2556

สพฐ.ปรับชั่วโมงเรียนชั้นประถม-มัธยม เริ่มเปิดเทอมใหม่ปี 56 ลดวิชาการ เน้นความรู้นอกห้อง ลดการบ้านประเภทแก้โจทย์ปัญหา เหตุทำเด็กเครียด ไม่เหมาะทำตามลำพัง ต้องมีเพื่อน-ครูเป็นพี่เลี้ยง

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายจะปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปรับโครงสร้างเวลาเรียน และปรับลดจำนวนการบ้านที่นักเรียนได้รับ ซึ่งสพฐ.ได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างเวลาเรียนใหม่ทุกระดับตั้งแต่ระดับประถมต้น ประถมปลาย มัธยมต้นและมัธยมปลาย
“การปรับโครงการสร้างเวลาเรียนครั้งนี้ ยังไม่ใช่การปรับใหม่ จำนวนชั่วโมงเรียนต่อปี ต่อสัปดาห์ หรือต่อวัน ยังคงเท่าเดิมตามที่กำหนดไว้ในหลักสูตร แต่ภายใต้จำนวนชั่วโมงเรียนเท่าเดิมนั้น จะลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลงเทเวลาเรียนมาให้การทำกิจกรรมนอกห้องเรียนมากขึ้น การลดจำนวนชั่วโมงเรียนในชั้นเรียนลงได้ สามารถทำได้โดยไม่ส่งกระทบหากครูใช้การเรียนการสอนแบบบูรณาการ” นายชินภัทรกล่าว

นายชินภัทรกล่าวอีกว่า นอกจากการปรับลดจำนวนชั่วโมงเรียนวิชาการลงแล้ว จะมีการปรับลดส่วนการเรียนวิชาต่างๆ ในแต่ละระดับชั้นด้วย จากเดิมที่ให้สัดส่วนเวลาเรียนทุกวิชาเท่าๆ กัน ก็จะเปลี่ยนมามีจุดเน้นให้ตรงตามวัย โดยระดับประถมต้นโดยเฉพาะประถมศึกษาปีที่ 1-2 จะเน้นการเรียนรู้ทักษะด้านภาษาเป็นหลัก จนถึงระดับประถมปลาย จึงจะเพิ่มเติมทักษะด้านการคิดคำนวณ ส่วนระดับมัธยมต้นจะเพิ่มเติมทักษะในการแสวงหาความรู้ให้แก่เด็ก และมัธยมปลาย จะเน้นให้เด็กนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้
ส่วนเรื่องการปรับการบ้าน สพฐ.ได้ศึกษาและพบว่าการบ้านบางประเภท ไม่เหมาะสมจะให้นักเรียนกลับไปทำที่บ้าน เช่น การบ้านประเภทแก้โจทย์ปัญหา เพราะการบ้านประเภทนี้มีความซับซ้อนและยากเกินกว่าที่เด็กจะทำได้โดยลำพังกลายเป็นการสร้างความเครียดให้เด็ก และไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย ในต่างประเทศการบ้านประเภทนี้ จะให้นักเรียนทำที่โรงเรียนโดยมีครูเป็นพี่เลี้ยง และเปิดโอกาสให้เกิดการถกเถียงกันในการแก้โจทย์ปัญหา อย่างไรก็ตาม การบ้านบางประเภทยังมีความสำคัญอยู่ เช่น การบ้านประเภททบทวนและเพิ่มความชำนาญ เพราะฉะนั้นจะต้องมีการทบทวนเรื่องการให้การบ้านจะต้องมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

“ทั้งหมดนี้จะเริ่มดำเนินการทันทีในปีการศึกษา 2556 ระหว่างนี้ สพฐ.กำลังจัดทำคู่มือสำหรับแจกครู เพื่อแนะนำการจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการครบวงจร ทั้งการวางแผนการสอน การจัดการเรียนการสอนในห้องเรียน การประเมินผลและการให้การบ้าน และจะมีการจัดอบรมครูให้เข้าใจเรื่องนี้ในช่วงปิดภาคเรียนเดือนเมษยนด้วย” นายชินภัทรกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31936&Key=hotnews

ปรับลดชั่วโมงเรียนประถม-มัธยมเน้นความรู้นอกห้อง Read More »

เสริมศักดิ์แฉพิรุธสอบครูผช.480คนได้เต็ม ลั่นล้างโกงยกแผ่นดินศธ.ชี้ส่วนกลางต้นทางทุจริต

6 มีนาคม 2556

รมว.ศธ.ยันไม่มีมวยล้มโกงสอบครูผู้ช่วย ‘เสริมศักดิ์’รับขบวนการทุจริตมาจากส่วนกลาง กรณีที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รอง นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นัดประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) นัดพิเศษในวันที่ 13 มีนาคม เพื่อพิจารณาว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิกผลการสอบสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว 12 ครั้งที่ผ่านมา หลังพบมีขบวนการทุจริตสอบครูผู้ช่วย โดยจะพิจารณาจากสำนวนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งให้ ขณะที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ. คาดว่าจะมีพนักงานราชการเข้าร่วมกระบวนการทุจริตเกือบ 1,000 คน โดยสั่งการให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นาย พงศ์เทพกล่าวว่า การทุจริตสอบครูผู้ช่วยมีความชัดเจนในหลายๆ เรื่อง อย่างกรณีที่มีคนสอบแทนกัน หรือมีชื่อไปปรากฏในสถานที่สอบถึง 2 แห่ง ถือเป็นการทุจริตอย่างแน่นอน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จะสอบในเชิงลึกว่ามีขบวนการเชื่อมโยงกันอย่างไร กำลังรอฟังว่าจะมีใครเข้าไปเกี่ยวข้องกันอย่างไร ยืนยันว่าจะไม่เป็นมวยล้ม จะไม่เห็นแก่หน้าใคร

นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า ยอมรับว่าน่าจะมีการทุจริตมาจากส่วนกลาง เพราะเป็นไปได้อย่างไรที่การสอบจะมีผู้ได้คะแนนเต็มเท่ากันถึง 480 คน ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวน เมื่อได้ข้อมูลมาระดับหนึ่งก็ส่งข้อมูลให้ดีเอสไอสอบสวนต่อ เพราะข้อมูลบางอย่างมีการเชื่อมโยง ทำให้ระดับกระทรวงไม่สามารถเข้าไปหาข้อเท็จจริงได้ เชื่อกระทรวงไม่สามารถเข้าไปหาข้อเท็จจริงได้ เชื่อว่าภายใน 2 สัปดาห์นี้จะได้ข้อเท็จจริงมากพอสมควร

เมื่อถามว่า ผู้ที่เข้าสอบได้รับการบรรจุไปแล้วจะดำเนินการอย่างไร นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า ถ้าการบรรจุมาจากการสอบที่ไม่เป็นธรรมก็ต้องยกเลิก ส่วนที่จะมีแผนการสอบเพื่อรับบรรจุอีกครั้งในช่วงเดือนเมษายน ได้สั่งการให้ชะลอการสอบและรอผลการสอบสวนก่อน เพื่อให้รู้กระบวนการทุจริต จะได้แก้ไขได้

เมื่อถามว่า หากผลสอบสวนออกมาพบว่ามีผู้บริหารกระทรวงเข้าไปเกี่ยวข้องจะดำเนินการเด็ดขาดอย่างไร นายเสริมศักดิ์กล่าวว่า ก็ต้องดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวข้องกับใครก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น ข้อมูลที่ได้รับเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ว่ามีหลายส่วน มีข้อมูลชี้ชัดว่ามีการทำเป็นขบวนการ คนที่บงการเป็นขบวนการใหญ่ จะปล่อยไว้ไม่ได้
“ผมได้รับรายงานว่าขบวนการทุจริตแบบนี้ ทำกันมานาน ไม่มีใครกล้าไปแตะต้อง แต่ยืนยันว่าผมจะเข้าไปจัดการอย่างจริงจังบนความถูกต้องชอบธรรม ไม่มีการไปกลั่นแกล้งใคร สิ่งที่ไม่ถูกต้อง หรือการทุจริตต้องแก้ไขปรับปรุง ยอมรับว่าการทุจริตในกระทรวงศึกษาฯมีเยอะมาก ผมจะทำให้แผ่นดินกระทรวงศึกษาฯสูงขึ้น” นายเสริมศักดิ์กล่าว

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้น พื้นฐาน (สพฐ.) เตรียมบุคลากรและเจ้าหน้าที่เพื่อให้ปากคำและให้ข้อมูลกับดีเอสไอ ในวันที่ 6 มีนาคม นอกจากนี้ ยังเตรียมคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรให้ดีเอสไอใน 4 ประเด็น โดยเฉพาะเรื่องการส่งมอบข้อสอบจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งในเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่ง สพฐ.จะพยายามทำข้อมูลให้ชัดเจนที่สุด

นายชินภัทรกล่าวว่า ส่วนที่นายเสริมศักดิ์คาดว่าจะมีผู้ร่วมขบวนการทุจริตเกือบ 1,000 คน จากอัตราที่บรรจุประมาณ 2,000 คนนั้น สพฐ.มีข้อมูลในส่วนนี้แล้ว และเตรียมเสนอรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.เร็วๆ นี้ โดยพิจารณาจากการแจกแจงความถี่ของคะแนน ผู้เข้าสอบ ซึ่งปกติแล้วการสอบแต่ละครั้งจะมีการ กระจายของคะแนนเป็นค่าปกติ (Normal Curve) ไม่ว่าจะเป็นการสอบของนักเรียนในการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และการสอบครูผู้ช่วย แต่การสอบคัดเลือกในบางครั้งที่ข้อสอบยาก จะมีการเบ้ของการกระจายตัวคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แต่การสอบครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมา มีค่าคะแนนที่แสดงการกระจายตัวในระดับที่สูงกว่าปกติ และบ่งบอกถึงความผิดปกติของคะแนน โดยคะแนนที่ผิดปกติมีไม่ถึงพันคน ทั้งนี้ กลุ่มผู้ผ่านการคัดเลือกที่มีคะแนนสูงกว่าปกติ จึงสันนิษฐานได้ว่าเข้าข่ายที่จะทุจริต ซึ่ง สพฐ.มีรายชื่อทั้งหมดแล้ว อย่างไรก็ตาม การจะยกเลิกผลการสอบครั้งนี้หรือไม่ ต้องนำข้อมูลของดีเอสไอ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ สพฐ. คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ก.ค.ศ.และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดที่รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.แต่งตั้ง มาพิจารณาประกอบก่อนสรุปผล

“ผมสั่งการให้ข้าราชการ สพฐ.ทุกคนที่เกี่ยวข้อง เตรียมพร้อมและอยู่สำนักงาน เพื่อรอให้ข้อมูลกับดีเอสไอ เพราะไม่รู้ว่าดีเอสไอจะสอบถามใครบ้าง ส่วนผลการสอบสวนของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุด สพฐ.ได้รายงานผลเป็นระยะๆ และเมื่อมีข้อมูลใหม่ก็จะลงไปสอบเพิ่ม อย่างกรณีมีข้อมูลที่มาจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดอื่นๆ และข้อมูลของ ดีเอสไอว่ามีผู้แอบนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปในห้องตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดอื่นๆ และข้อมูลของ ดีเอสไอว่ามีผู้แอบนำเครื่องมือสื่อสารเข้าไปในห้องสอบ และการปรับผังที่นั่งของเขตพื้นที่ฯที่ สพฐ.กำหนดให้จัดตามเลขที่สอบ ต้องไปดูว่าเขตพื้นที่ฯจัดที่นั่งสอบตามที่ สพฐ.กำหนดหรือไม่ ซึ่งมีข้อมูลว่ามีการไปปรับผังที่นั่งใหม่” นายชินภัทรกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับค่าคะแนนที่มีการ กระจายตัวสูงผิดปกติมีอยู่ประมาณ 2% ของผู้เข้าสอบทั่วประเทศ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 200-300 คน

พนักงานราชการคนหนึ่งที่สมัครสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) กล่าวว่า การสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยที่ผ่านมา มีพนักงานราชการส่วนหนึ่งที่เป็นกลุ่มครูอัตราจ้าง ครูพี่เลี้ยงเด็กพิการ และครูโครงการ SP2 ที่อายุการทำงานไม่ถึง 3 ปี ตามหลักเกณฑ์คุณสมบัติที่สามารถสมัครสอบครูผู้ช่วยได้ แต่ติดสินบนให้ผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ตัวเองปฏิบัติงานอยู่ ช่วยทำเอกสารยืนยันการทำงานว่าครบ 3 ปีตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้สมัครกลุ่มนี้ได้จ่ายเงินให้กับขบวนการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยในครั้งนี้ ดังนั้น อยากให้ ศธ.และดีเอสไอช่วยตรวจสอบประเด็นนี้ด้วย เพราะไม่อยากให้กลุ่มคนที่ทุจริตตั้งแต่การโกงอายุการทำงาน และจ่ายเงินให้กับขบวนการทุจริตได้เข้าไปเป็นข้าราชการครู

“การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัคร กรรมการรับสมัครแต่ละเขตพื้นที่ฯจะยึดตามเอกสารที่นำมายื่น จึงตรวจสอบยากเมื่อมีผู้สมัครเอาเอกสารเท็จมาสมัครสอบ” พนักงานราชการคนเดิมกล่าว
นายประวิทย์ บึงไสย์ เลขาธิการสมาพันธ์สมาคมครูแห่งประเทศไทย (ส.ค.ท) กล่าวว่า ส.ค.ท.ติดตามข่าวการทุจริตสอบครูผู้ช่วยมาตลอด และเห็นว่าต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุด โดย ส.ค.ท.ขอสนับสนุน และให้กำลังใจรัฐมนตรีว่าการ ศธ.และรัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.ตรวจสอบเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด เพราะหากปล่อยให้คนที่ทุจริตเข้าไปเป็นครู จะเป็นผลเสียต่อการศึกษาแน่นอน อย่างไรก็ตาม อยากเรียกร้องให้คุรุสภาในฐานะที่กำกับดูแล และออกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ควรมีมาตรการในเรื่องนี้บ้าง เช่น เพิกถอนใบอนุญาตผู้ที่ทุจริต เป็นต้น

–มติชน ฉบับวันที่ 7 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31935&Key=hotnews

เสริมศักดิ์แฉพิรุธสอบครูผช.480คนได้เต็ม ลั่นล้างโกงยกแผ่นดินศธ.ชี้ส่วนกลางต้นทางทุจริต Read More »