‘ที่ปรึกษา รมว.ศธ.’รับลูก’ธาริต’ เห็นชอบเพิกถอนทุจริตสอบครู

26 มีนาคม 2556

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษในวันที่ 27 มี.ค.56 จะมีการเสนอกรณีการทุจริตสอบครูผู้ช่วยให้รับเข้าเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเป็นการสร้างความเสียหายให้กับวงการการศึกษาไทยอย่างมาก และจากการตรวจสอบพบว่ามีการทุจริตที่ทำกันเป็นขบวนการใหญ่ โดยมีทั้งภาครัฐ เอกชน ข้าราชการส่วนกลาง และผู้เข้าสอบเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยมีวิธีการโกงข้อสอบด้วยกันทั้งหมด 3 รูปแบบ จึงเห็นควรต้องใช้อำนาจของดีเอสไอเข้ามาตรวจสอบ

ซึ่งทางดีเอสไอจะเร่งตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำความผิด โดยจะมีการตรวจสอบกลุ่มเป้าหมายที่เข้าข่ายได้คะแนนสอบสูงผิดปกติกว่า 480 คน พร้อมทั้งจะมีการยื่นข้อเสนอให้กับกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาเพิกถอนผู้ทุจริตข้อสอบ ต่อไป

ด้านศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า กรณีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รมช.ศึกษาธิการจะตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้นั้น ซึ่งหากมีการอ้างชื่อว่าเกี่ยวข้องกับผู้บริหารคนใดต้องทำการย้าย เพื่อไปช่วยราชการที่อื่นก่อน ซึ่งไม่ใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการสั่งย้าย เพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนครูผู้ช่วยที่ดีเอสไอเห็นสมควรให้เพิกถอนผู้ทุจริตข้อสอบนั้น เพื่อความสุจริต โปร่งใส จึงเห็นควรให้ออกตามที่ดีเอสไอเสนอ และต้องรีบดำเนินการหาครูมาบรรจุแทน เพราะขณะนี้มีโรงเรียนอีกหลายพันแห่งที่มีครูคนเดียว แต่ต้องสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32232&Key=hotnews

‘ที่ปรึกษา รมว.ศธ.’รับลูก’ธาริต’ เห็นชอบเพิกถอนทุจริตสอบครู Read More »

สทศ.ฟุ้งโอเน็ตม.6 ภาพรวมดีขึ้น

26 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ สทศ. ได้ประกาศผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เมื่อวันที่ 24 มีนาคมที่ผ่านมา ภาพรวมคะแนนเฉลี่ยเป็นที่น่าพอใจ โดยเพิ่มขึ้นใน 5 วิชาหลัก ดังนี้ ภาษาไทย เพิ่มขึ้น 5.31 คะแนน วิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้น 5.20 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพิ่ม 2.88 คะแนน ศิลปะ เพิ่มขึ้น 4.19 คะแนน และภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้น 0.33 คะแนน คณิตศาสตร์ คะแนนเฉลี่ยเท่าเดิม 22.73 คะแนน และมีคะแนนเฉลี่ยลดลง 2 วิชาคือ การงานอาชีพและเทคโนโลยี ลดลง 2.96 คะแนน และสุขศึกษาลดลง 0.91 คะแนน ขณะที่ความยากง่ายของข้อสอบไม่ต่างจากปีที่ผ่านมา สาเหตุที่นักเรียนทำคะแนนได้ดีขึ้น เป็นเพราะระดับนโยบาย ผลักดันให้นำคะแนนไปใช้อย่างจริงจัง ทั้งระดับเขตพื้นที่การศึกษา ที่ให้มีผลต่อการปรับปรุงคุณภาพของโรงเรียน และผู้สอน รวมถึงมีผลต่อการเข้าศึกษาต่อของนักเรียน ทำให้เด็กตั้งใจสอบมากขึ้น

นายสัมพันธ์กล่าวว่า ส่วนที่มีนักเรียนสอบได้ 0 คะแนน นั้น ต้องดูเป็นรายกรณี เพราะเท่าที่ดูมีทั้งไม่ได้ทำข้อสอบ และทำข้อสอบ แต่ไม่ถูกเลย ซึ่งคงต้องไปวิเคราะห์ว่าเกิดจากสาเหตุใด ทั้งนี้ แม้คะแนนในภาพรวมจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึง 50% เพราะข้อสอบโอเน็ต เป็นข้อสอบแบบรวบยอด ซึ่งใช้ประเมินคุณภาพการเรียนการสอนในระดับชั้น ม.ปลาย ดังนั้น จึงต้องมีเนื้อหาสาระตั้งแต่ชั้น ม.4-6 ไม่ได้ออกเฉพาะเนื้อหา ม.6 เท่านั้น ซึ่งต่อไปโรงเรียนจะต้องปรับการเรียนการสอน ให้มีความเชื่อมโยงกันมากขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32231&Key=hotnews

สทศ.ฟุ้งโอเน็ตม.6 ภาพรวมดีขึ้น Read More »

ภัยเงียบจากกล่องโฟม

นพ.วีรฉัตร กิตติรัตนไพบูลย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านบรรจุภัณฑ์ บริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ได้ให้ความรู้ว่า กล่องโฟมที่ใช้ตามท้องตลาดทั่วไป (Styrofoam) เป็นของเสียเหลือทิ้งสีดำ ๆ จากกระบวนการกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม ประกอบด้วยสารสไตรีน (Styrene) มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ในเพศหญิง

กล่องโฟม
กล่องโฟม

อาหารตามสั่งที่บรรจุกล่องโฟม จึงเป็นแหล่งสะสมสารสไตรีน ซึ่งเป็นสารที่ออกฤทธิ์ทำให้สมองมึนงง สมองเสื่อมง่ายหงุดหงิดง่าย มีผลทำให้ประจำเดือนมาไม่ปกติ และเป็นสารก่อมะเร็งอีก 3 ชนิด ถ้าเป็นผู้ชายรับประทานเข้าไปมาก ๆ มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ขณะที่ผู้หญิงมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านม และทั้งสองเพศมีโอกาสสูงต่อการเป็นมะเร็งตับ แม้จะไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็ตาม

สำหรับสไตรีน ถือเป็นสารอันตรายที่สหรัฐฯ เพิ่งประกาศขึ้นบัญชีสารก่อมะเร็ง หญิงมีครรภ์ที่รับประทานอาหารบรรจุในกล่องโฟม ลูกมีโอกาสสมองเสื่อมเป็นเอ๋อ อวัยวะบางส่วนพิการ ส่วนคนทั่วไปถ้ารับประทานอาหารกล่องโฟมทุกวัน วันละอย่างน้อย 1 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 10 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งสูงกว่าคนปกติถึง 6 เท่า

ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีโอกาสได้รับสารสไตรีนในกล่องโฟมได้ง่ายถึง 5 ปัจจัยได้แก่

1. อุณหภูมิที่ร้อนขึ้นหรือเย็นลง ทำให้สไตรีนซึมเข้าสู่อาหารได้สูง

2. ถ้าปรุงอาหารโดยใส่น้ำมัน น้ำส้มสายชูแอลกอฮอล์ จะดูดสารสไตรีนจากกล่องโฟมได้มากกว่าปกติ

3. ถ้าซื้ออาหารใส่กล่องทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้รับประทาน อาหารจะดูดสารสไตรีนได้มาก

4. ถ้านำอาหารที่บรรจุโฟมเข้าไมโครเวฟ สไตรีนจะไหลออกมาในปริมาณมาก

5. ถ้าอาหารสัมผัสพื้นที่ผิวกล่องโฟมมาก ๆ รวมถึงร้านไหนตัดถุงพลาสติกใสรองอาหาร ขอบอกว่าได้รับสารก่อมะเร็ง 2 เด้ง ทั้งสไตรีนและไดออกซินจากถุงพลาสติกเลยทีเดียว

นพ.วีรฉัตร กล่าวเตือนด้วยว่า อาหารตามสั่งหรือข้าวราดแกงกับไข่ดาวหรือไข่เจียวร้อน ๆ อาจจะไปละลายผนังกล่องโฟม เสมือนรับประทานอาหารคลุกสไตรีนไปด้วย ถึงกระนั้นไข่ดิบที่วางขายในแผงไข่พลาสติก สารสไตรีนมีโอกาสวิ่งเข้าในเปลือกไข่ได้เช่นกัน ถ้าเลือกไข่ดิบควรเลือกซื้อจากแผงไข่กระดาษจะปลอดภัยที่สุด

http://health.kapook.com/view55910.html

ภัยเงียบจากกล่องโฟม Read More »

7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับครรภ์เป็นพิษ

“7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับครรภ์เป็นพิษ” ดังนี้

ตั้งครรภ์
ตั้งครรภ์

ข้อ 1 ครรภ์เป็นพิษ มีสาเหตุการเกิดที่ “ไม่แน่ชัด”
แรกเริ่มเดิมทีนั้น มีการบันทึกถึงภาวะครรภ์เป็นพิษมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณ อริสโตเติล ผู้เป็นนักปราชญ์และแพทย์ชาวกรีกได้กล่าวไว้ว่า เกิดจากความไม่สมดุลย์ ของธาตุในร่างกายทำให้มี “น้ำคั่ง” และเชื่อว่าเกิดจากมดลูก เป็นสาเหตุที่ส่งผลร้ายต่อตับ, กระเพาะ, ม้าม, และปอด(2) แต่จากวิทยาการความรู้ที่พัฒนาไปอย่างไม่หยุดยั้ง ณ. ปัจจุบันนี้จึงทำให้เราพบว่า สาเหตุการเกิดครรภ์เป็นพิษนั้น “ไม่แน่ชัด” มีเพียงแต่สมมุติฐานต่างๆ คาดเดากันไปเท่านั้น เช่น เชื่อว่า “รก” ทำงานผิดปกติ ทำให้มีการหลั่งสารบางอย่างมากระตุ้นหลอดเลือดให้หดรัดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นกว่าปกติ(3) อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แน่นอนหนึ่งข้อก็คือ “การตั้งครรภ์” ดังนั้นถ้าไม่ตั้งครรภ์ ก็จะไม่เกิดภาวะนี้ขึ้น

ข้อ 2 ครรภ์เป็นพิษ ที่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอาจเสียชีวิตได้
โดยปกติภาวะครรภ์เป็นพิษ จะวินิจฉัยเมื่อความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัว (systolic blood pressure) 140 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า หรือความดันโลหิตขณะหัวใจคลายตัว(diastolic blood pressure) 90 มิลลิเมตรปรอทหรือมากกว่า โดยวัดสองครั้ง ห่างกัน 4 ชั่วโมง(4) นอกจากนี้ อาจตรวจพบโปรตีนรั่วออกมาปนในปัสสาวะ โดยความรุนแรงของโรคอาจมีตั้งแต่เล็กน้อย, รุนแรงจนกระทั่งทำให้เกิดการชักหมดสติ, มีภาวะซีดจากการที่เม็ดเลือดแดงแตกสลาย, เกร็ดเลือดลดต่ำทำให้มีเลือดออกผิดปกติ, การทำงานของตับผิดปกติ ส่งผลให้เสียชีวิตได้ทั้งแม่และทารกในครรภ์

ข้อ 3 ครรภ์เป็นพิษ โดยส่วนใหญ่แล้วมักเป็น “มหันตภัยเงียบ”
โดยส่วนมากแล้วนั้น สตรีตั้งครรภ์ที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ มักจะไม่ค่อยรู้สึกว่าตนเองนั้นป่วย จนกระทั่งโรคเกิดขึ้นรุนแรง(5) ดังนั้นจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทราบถึง “สัญญาณเตือนภัย” บางอย่างที่ร่างกายกำลังบอกเราให้ทราบว่า “ภาวะครรภ์เป็นพิษ” กำลังมาเยือนคุณแม่ทั้งหลาย ดังต่อไปนี้

-ปวดศีรษะ, ตาพร่ามัว, คลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากความดันในกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้น รวมถึงสมองบวม หรือเลือดออกในสมอง
-เจ็บจุกแน่นที่ลิ้นปี่หรือบริเวณชายโครงขวา เนื่องจากตับโตขึ้น หรือมีเลือดออกในตับ
-เหนื่อยหอบ, หายใจลำบาก, นอนราบไม่ได้ เนื่องจากน้ำท่วมปอด
– บวม, น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็วในเวลาไม่กี่วัน, ปัสสาวะออกน้อยลง เนื่องจากไตทำงานผิดปกติ มีการรั่วของโปรตีนออกมาในปัสสาวะ

ในส่วนของทารกเองนั้นก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เช่น เจริญเติบโตได้ช้า, น้ำคร่ำน้อยกว่าปกติ และ เสียชีวิตได้ กรณีที่ครรภ์เป็นพิษนั้นรุนแรงมาก

ข้อ 4 ครรภ์เป็นพิษ มักพบในครรภ์แรกมากกว่าครรภ์หลัง
ในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษ มักพบในครรภ์แรกมากกว่าครรภ์หลัง, มักพบในสตรีที่อายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป, หรือแม้เคยมีลูกมาแล้ว แต่เว้นระยะมานานมากกว่า 10 ปีขึ้นไปก็ถือว่ามีความเสี่ยง, สตรีที่อ้วนมีดัชนีมวลกาย มากกว่า 35 กิโลกรัมต่อตารางเมตร, มีประวัติครอบครัวเป็นภาวะครรภ์เป็นพิษ, ตั้งครรภ์แฝด, เคยมีประวัติครรภ์เป็นพิษมาก่อน, มีโรคประจำตัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่เดิม เป็นต้น

ข้อ 5 ครรภ์เป็นพิษ รักษาโดยการ “คลอด”
เป้าหมายในการรักษาสตรีที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษนั้น จำเป็นต้องคำนึงถึง 3 สิ่งต่อไปนี้คือ ต้องให้คลอด, ให้ยาป้องกันการชัก และให้ยาลดความดันโลหิต การคลอดนั้น อาจต้องพิจารณาถึงอายุครรภ์ร่วมด้วย กรณีที่ครรภ์เป็นพิษนั้นไม่รุนแรงมาก แต่ในกรณีที่ครรภ์เป็นพิษนั้นอยู่ในขั้นรุนแรง จำเป็นต้องพิจารณาให้คลอด ไม่ว่าอายุครรภ์จะมากน้อยเพียงใด ครบกำหนดหรือไม่ เพื่อรักษาชีวิตของมารดาเป็นสำคัญ ส่วนที่ว่าจะคลอดโดยคลอดทางช่องคลอด หรือผ่าตัดคลอด ก็จะเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ สำหรับทารกที่อายุครรภ์ไม่ครบกำหนด อาจต้องมีการใช้ยาช่วยในการพัฒนาของปอดเพื่อให้ทารกสามารถหายใจได้เอง โดยพิจารณาเป็นรายๆไป ภาวะชัก เนื่องจากครรภ์เป็นพิษ (eclampsia) เป็นภาวะที่รุนแรง สามารถทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงต้องมีการให้ยากันชักในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่ามีภาวะครรภ์เป็นพิษขั้นรุนแรง(severe preeclampsia) โดยยาที่ให้คือ แมกนีเซียมซัลเฟต ซึ่งยาตัวนี้อาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกร้อนวูบวาบ, คลื่นไส้อาเจียน, ความดันโลหิตลดต่ำลง จึงจำเป็นต้องมีการวัดสัญญาณชีพผู้ป่วยเป็นระยะๆ หลังจากที่ให้ยาตัวนี้กับผู้ป่วย สำหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตที่สูงมากก็อาจจำเป็นต้องพิจารณาให้ยาลดความดันโลหิตแก่ผู้ป่วย ซึ่งมีทั้งที่ให้ทางหลอดเลือดหรือการรับประทาน

ข้อ 6 ครรภ์เป็นพิษ แม้จะงดอาหารที่มี “เกลือ” ก็ไม่อาจลดความดันโลหิตที่สูงลงได้
บ่อยครั้งที่เรามักทราบกันดีว่า ในผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงนั้น การหลีกเลี่ยงการรับประทาน “เกลือ” จะสามารถช่วยทำให้ความดันโลหิตลดลงได้ แต่ในภาวะครรภ์เป็นพิษนั้น แนะนำว่า ให้รับประทานอาหารที่มีเกลือได้ตามปกติ เนื่องจากเกลือ ไม่ได้ส่งผลใดๆต่อความดันโลหิตในสตรีที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษ นอกจากนั้นแล้ว การรับประทานอาหารเสริมจำพวก กรดโฟลิก, แมกนีเซียม, สารต้านอนุมูลอิสระ(วิตามินซี และอี), น้ำมันปลา, หรือกระเทียม ก็มิได้ให้ผลในการช่วยการรักษาภาวะความดันโลหิตสูงในสตรีที่มีภาวะครรภ์เป็นพิษแต่อย่างใด

ข้อ 7 ครรภ์เป็นพิษ สามารถที่จะตรวจพบได้แต่เนิ่นๆ ถ้ามาฝากครรภ์สม่ำเสมอ
การฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มทราบว่าตั้งครรภ์และฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ สามารถจะช่วยให้แพทย์ตรวจคัดกรอง ค้นหาความเสี่ยงของการตั้งครรภ์ได้ เช่น ต้องมีการซักประวัติของผู้ป่วยว่าตั้งครรภ์มาแล้วกี่ครั้ง, เคยมีภาวะครรภ์เป็นพิษในท้องก่อนๆ หรือไม่, มีโรคประจำตัวใดบ้าง และทุกครั้งที่มาฝากครรภ์ จะต้องมีการตรวจซักถามอาการผิดปกติต่างๆ ของสตรีตั้งครรภ์, ชั่งน้ำหนัก, วัดความดันโลหิต, ตรวจปัสสาวะเพื่อหาน้ำตาลและโปรตีนว่ามีรั่วออกมาหรือไม่, มีการตรวจหน้าท้อง รวมถึงมีการตรวจวินิจฉัยทารกโดยใช้คลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตร้าซาวด์ เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของทารก หรือทำการตรวจสุขภาพทารกในครรภ์โดยตรวจติดตามอัตราการเต้นของหัวใจทารก พร้อมกับตรวจการหดรัดตัวของมดลูก เมื่อพบความผิดปกติที่ทำให้คิดถึงภาวะครรภ์เป็นพิษ แพทย์และทีมจะได้รีบดำเนินการรักษาโดยเร็ว ซึ่งจะช่วยลดโอกาสการสูญเสีย หรือทุพพลภาพของมารดาและทารก ดังคำกล่าวที่ว่า “ลูกเกิดรอด….แม่ปลอดภัย”

ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพ เครือโรงพยาบาลกรุงเทพ

7 ข้อควรรู้เกี่ยวกับครรภ์เป็นพิษ Read More »

เปิดหลักสูตรเตรียมปวช.-เรียน 2 วุฒิ สอศ.แก้ปมรับเด็กในระบบโควตา-เพิ่มช่องต่ออาชีวะ

11 มีนาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เปิดรับนักเรียนเข้าเรียนต่อทั้งในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในระบบโควตา ปีการศึกษา 2556 โดยจัดสรรโควตาให้แก่นักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษาต่างๆ ตั้งแต่เดือนก.พ.ที่ผ่านมา แบ่งเป็น ปวช. 77,742 คน และ ปวส. 48,567 คน ผลปรากฏว่า มีนักเรียนสมัครเข้าเรียนน้อยมาก แม้กระทั่งสาขายอดฮิต เช่น สาขาอุตสาหกรรม ปวช. ให้โควตา 41,106 คน มาสมัครเพียง 11,932 คน ส่วนปวส.ให้โควตา 26,030 คน สมัครเพียง 6,744 คน อย่างไรก็ตาม จะมีการเปิดรับสมัครเด็กในระบบโควตาไปจนถึงการเปิดรับในระบบปกติทั่วไป ซึ่งในระดับ ปวช.จะรับสมัครวันที่ 15-19 มี.ค. ส่วน ปวส. สถานศึกษาจะเป็นผู้กำหนดวัน แต่จะต้องแล้วเสร็จภายในวันที่ 24 พ.ค.

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า สอศ.มีแผนรับนักเรียน นักศึกษาปี’56 ทั้งสิ้น 315,463 คน แบ่งเป็นปวช. 188,706 คน ปวส. 126,707 คน และประกาศนียบัตรครูเทคนิคชั้นสูง (ปทส.) 50 คน ซึ่งจากการให้โควตาที่ผ่านมาพบว่า มีเด็กกลุ่มหนึ่งอยากเรียนอาชีวะ มาสมัครแล้วแต่ไม่สามารถเรียนได้ เนื่องจากติด ร ติด มส. ทำให้ไม่ได้รับใบระเบียนแสดงผลการเรียน และต้องไปแก้ไขก่อน กว่าจะเสร็จก็เลยช่วงเวลาการรับเด็กไปแล้ว ทำให้พลาดโอกาสเข้าเรียน สอศ.จึงมีแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจะเปิดหลักสูตรเตรียม ปวช.คือ เปิดโอกาสให้เด็กที่กำลังเรียนอยู่ในชั้นม.2-ม.3 สามารถลงทะเบียนเรียนในรายวิชาระดับปวช.ได้ และเมื่อจบ ม.3 แล้ว ก็สามารถนำวิชาที่ลงทะเบียนเรียนผ่านแล้ว มาใช้ในการเรียนระดับ ปวช.ได้เลย ซึ่งการเรียนทำได้โดยการเรียนทางไกล การอบรม และมานั่งเรียนในระบบ จะเริ่มดำเนินการในปี’56 นี้ นอกจากนี้ปี’56 สอศ.จะจัดโครง การเรียน 2 วุฒิ โดยเปิดรับนักเรียนม.4-ม.6 ทุกสังกัด เข้าเรียนในหลักสูตรปวช. ทั้งหลักสูตรสามัญฯ และหลักสูตรอาชีพ และเมื่อเด็กเรียนจบก็จะได้รับวุฒิม.ปลาย และปวช.

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32007&Key=hotnews

เปิดหลักสูตรเตรียมปวช.-เรียน 2 วุฒิ สอศ.แก้ปมรับเด็กในระบบโควตา-เพิ่มช่องต่ออาชีวะ Read More »

‘อุเทนถวาย’ลั่นไม่ย้ายสถาบัน จุฬาฯ เชื่อ 15 มี.ค. ไร้เหตุรุนแรง

12 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเชิญนายสืบพงษ์ ม่วงชู รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย พร้อมนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เข้าหารือกรณีข้อพิพาทการทวงคืนที่ดินบริเวณ มทร.ตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวาย ว่า อุเทนถวายได้ให้ข้อมูลที่ดินว่า มีที่มาอย่างไร โดยอ้างว่า ก่อนนี้ไม่เคยเช่าที่ดินจากจุฬาฯ กระทั่งปี 2482 ที่ดินทั้งหมดในละแวกนั้นซึ่งเป็นที่ดินพระราชมรดก ต้องโอนให้จุฬาฯ และอุเทนฯได้ถวายฎีกา ขณะนี้เรื่องยังอยู่ในขั้นตอนการถวายฎีกา ส่วนกรณีที่คณะกรรมการชี้ขาดการยุติการดำเนินคดีแพ่งของหน่วยราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (กยพ.) ระบุว่า ที่ดินเป็นสิทธิของจุฬาฯ และให้อุเทนฯย้ายออกนั้น อุเทนฯอ้างว่ายังไม่ได้เข้าไปสู้คดี

“อุเทนฯยืนยันว่า มีสิทธิในพื้นที่ และจะยังไม่ย้ายออก แต่ผมได้ขอให้อุเทนฯกลับไปคิดทบทวนด้วยว่าการอยู่ที่เดิมกับการย้ายไปอยู่ที่ใหม่บริเวณ ต.บางปิ้ง จ.สมุทรปราการ ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางกว่ามาก พื้นที่ใดจะมีประโยชน์ต่อการศึกษามากกว่ากัน หากอุเทนฯยอมย้าย ทางรัฐบาลจะจัดสรรงบใช้พัฒนาสถานที่ใหม่ให้กับอุเทนฯอยู่แล้ว” นายพงศ์เทพกล่าว
นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวถึงกรณีมีข่าวศิษย์เก่าอุเทนฯ จะรวมตัววันที่ 15 มีนาคม เพื่อทวงคืนที่ดิน โดยมีการส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ข้อความว่า “ถ้าไม่จำเป็น อย่าใช้เส้นทางการจราจรจุฬาฯ มาบุญครอง เพราะศิษย์เก่า-ใหม่อุเทนฯ ทั่วสยามชุมนุมที่โรงเรียนอุเทนถวาย เตือนภัยมาก่อนที่จะเข้าไปโดยไม่รู้” นั้น จุฬาฯเคารพการตัดสินใจของชาวอุเทนฯ เชื่อมั่นในเกียรติภูมิชาวอุเทนฯ ว่าจะไม่ทำอะไรให้เกิดผลกระทบต่อประเทศ และสังคม
ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนวันที่ 15 มีนาคม จะนัดหารือผู้บริหารอุเทนฯเพื่อวางมาตรการป้องกันหรือไม่ นพ.ภิรมย์กล่าวว่า ยังไม่ได้นัดหมาย เพราะคิดว่า ไม่น่าจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32016&Key=hotnews

‘อุเทนถวาย’ลั่นไม่ย้ายสถาบัน จุฬาฯ เชื่อ 15 มี.ค. ไร้เหตุรุนแรง Read More »

ศธ.ชงงบฯปี’57-กว่า 6.5 แสนล.

11 มีนาคม 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ. กล่าวว่า ในการประชุม ศธ. ครั้งที่ 3/56 ที่ประชุมรับทราบวงเงินและคำของบประมาณรายจ่ายฯ ปี’57 โดยสรุปวงเงินและคำของบฯ ของศธ. ซึ่งเสนอไปให้สำนักงบประมาณพิจารณา เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา ทั้งสิ้น 653,874.4367 ล้านบาท ประกอบด้วย งบฯ รายจ่าย 644,490.3343 ล้านบาท และงบฯ กองทุน และเงินทุนหมุนเวียน 9,384.1024 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานตามภารกิจที่จำเป็นพื้นฐาน นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล นโยบายการศึกษา ยุทธศาสตร์ประเทศ และจุดเน้นนโยบายด้านการศึกษาของศธ. เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์จัดสรรงบปี’57 ของรัฐบาล

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า งบฯ ทั้งหมดประกอบด้วย สำนักงานปลัดศธ. 66,994 ล้านบาท สำนักงานสภาการศึกษา 352 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 355,146 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 27,573 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา 188,248 ล้านบาท หน่วยงานในกำกับฯ และองค์การมหาชน 6,173 ล้านบาท คือ สถาบันส่งเสริมการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2,580 ล้านบาท สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา 358 ล้านบาท สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา 1,085 ล้านบาท ร.ร.มหิดลวิทยานุสรณ์ 346 ล้านบาท สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา 97 ล้านบาท สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ 1,678 ล้านบาท งบฯ กองทุนและเงินทุนหมุนเวียน 9,384.1024 ล้านบาท ซึ่งตนย้ำให้ทุกหน่วยงานบันทึกข้อมูลรายละเอียด เพื่อส่งข้อมูลไปยังสำนักงบประมาณต่อไป

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 12 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32008&Key=hotnews

ศธ.ชงงบฯปี’57-กว่า 6.5 แสนล. Read More »

ว่าด้วยการขอตำแหน่งทางวิชาการในมหาวิทยาลัย

12 มีนาคม 2556

เมธี ครองแก้ว

เมื่อวันที่ 27 ก.พ. ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์มติชนรายวันได้รายงานข่าวเกี่ยวกับการประชุมของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ซิ่งมีมติให้แก้ไขประกาศเรื่องหลักเกณฑ์และวิธีพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย โดยกำหนดให้เสนอผลงานทางวิชาการอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว คือจะเป็นตำราก็ได้ งานวิจัยก็ได้ หรือผลงานวิชาการในลักษณะอื่นก็ได้ ซึ่งแต่ก่อนบังคับให้อาจารย์ต้องเขียนตำราก่อนที่จะทำงานวิจัย และต้องส่งงานทั้งสองประเภท หากส่งงานวิจัยอย่างเดียวจะถูกกีดกันให้ได้ตำแหน่งด้วยความยากลำบาก

ข่าวนี้ต้องถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย และเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดในระบบการพิจารณาตำแหน่งทางวิชาการของอาจารย์ ผู้เขียนจึงอยากขอถือโอกาสนี้มีส่วนร่วมที่จะเล่าถึงประสบการณ์ความขมขื่นของตนเอง เพื่อสนับสนุนความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้

ผู้เขียนได้รับแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ เมื่อปี 2545 หลังจากที่เป็นรองศาสตราจารย์มาเกือบ 20 ปี เรื่องนี้ไม่ได้โทษระบบ เพราะระบบเปิดช่องให้ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ได้ภายหลังได้เป็นรองศาสตราจารย์แล้วเพียง 2 ปี เท่านั้น ที่ไม่ได้ขอ โดยให้เวลาล่วงเลยไปเป็น สิบๆ ปี อาจเป็นเพราะว่า ผู้เขียนไม่เดือดร้อนกับการเป็น รศ. นั้นประการหนึ่ง
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผู้เขียนมีความตั้งใจว่าอยากจะทำวิจัยและสร้างผลงานให้ได้มากที่สุดเสียก่อนจึงจะขอ ศ. และเมื่อขอแล้วจะต้องได้ทันที

แต่แล้วผู้เขียนก็ต้องผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อทำเรื่องขอตำแหน่งศาสตราจารย์ไปที่ทบวงมหาวิทยาลัยเมื่อปี พ.ศ.2540 ภายหลังที่ได้รับเลือกให้เป็นทั้งนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเศรษฐศาสตร์ (จากสภาวิจัยแห่งชาติ) และเมธีวิจัยอาวุโส สกว. (จากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย) ในปีก่อนหน้านี้ เพราะผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาผลงานที่ ทบวงฯ ตั้งขึ้นมา มีมติว่ายังไม่สมควรได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ เพราะคุณภาพของผลงานยังไม่ถึงระดับที่จะเป็นศาสตราจารย์ได้

ผู้เขียนใช้เวลาอุทธรณ์อยู่ถึง 4 ปี กว่าจะได้ผลการพิจารณาในที่สุดว่าให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์ได้

อะไรคือสาเหตุแห่งความยุ่งยากในการขอตำแหน่งทางวิชาการในครั้งนี้?
ในประเทศไทยนั้นไม่เคยมีอาจารย์มหาวิทยาลัยคนไหนเลยที่ได้รางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และเป็นเมธีวิจัยอาวุโสของ สกว. พร้อมๆ กันแล้วถูกปฏิเสธตำแหน่งศาสตราจารย์ เหมือนที่ผู้เขียนประสบมา เรื่องนี้จะโทษกรรมการผู้อ่านงานเพียงอย่างเดียวก็คงไม่ถูก คงต้องโทษระบบการพิจารณาด้วย เพราะออกแบบมาให้กรรมการต้องใช้ดุลพินิจส่วนตัวอย่างมากในการตัดสินใจ และผู้เขียนอาจต้องโทษตัวเองด้วย ที่ไม่ขอตำแหน่งศาสตราจารย์ด้วยวิธีปกติที่ชาวบ้านเขาทำกัน แต่ขอด้วยวิธีพิเศษซึ่งในอดีตไม่เคยมีใครขอเลย (ในสาขาเศรษฐศาสตร์) และเมื่อในที่สุดผู้เขียนได้เป็นศาสตราจารย์ด้วยวิธีพิเศษนี้ ก็เลยเป็นศาสตราจารย์ทางเศรษฐศาสตร์คนแรกที่ได้ตำแหน่งด้วยวิธีนี้

วิธีที่ว่านี้คืออย่างไร? ระเบียบของทบวงซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้น กำหนดไว้ว่าอาจารย์ผู้ที่จะขอตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องมีผลงานการสอนและงานทางวิชาการได้มาตรฐาน งานสอนนั้นไม่มีปัญหาอะไร เพราะส่วนใหญ่อาจารย์จะผ่านอยู่แล้ว จะมีปัญหาก็ที่งานทางวิชาการซึ่งมีอยู่สองส่วน คือส่วนที่เป็นตำรา และส่วนที่เป็นงานวิจัย (หรืองานอื่นๆ ซึ่งอาจทดแทนงานด้านนี้ได้) โดยปกติอาจารย์ส่วนใหญ่จะขอตำแหน่งศาสตราจารย์ด้วย วิธีที่ 1 คือ มีผลงานด้านตำราบวกกับงานวิจัย

หรือ วิธีที่ 2 ซึ่งเป็นวิธีพิเศษมีงานวิจัยแต่เพียงอย่างเดียว
ที่ว่าระบบออกแบบมาให้เป็นการเลือกปฏิบัติในทางลบต่อ วิธีที่ 2 ก็เพราะว่า ระเบียบทบวงกำหนดไว้ว่า กรรมการที่จะพิจารณาผลงานตาม วิธีที่ 1 จะมีแค่ 3 คน โดยคุณภาพของผลงานวิจัยตามวิธีที่ 1 นี้ จะต้องได้ “ดีมาก” จึงจะพิจารณาให้ผ่านได้ เพราะฉะนั้นหากกรรมการเสียงข้างมาก (คือ 2 คน ใน 3 คน) ให้ผ่าน ก็จะผ่าน แต่ถ้าผู้ขอตำแหน่งตาม วิธีที่ 2 คือ มีผลงานทางด้านวิจัยอย่างเดียว ระเบียบของทบวงฯกำหนดให้มีกรรมการพิจารณาถึง 5 คน และคุณภาพของผลงานวิจัยจะต้องได้ระดับ “ดีเด่น” จาก 4 ใน 5 คน จึงจะผ่าน จึงไม่แปลกใจเลยว่า วิธีที่ 2 คือวิธี “ปราบเซียน” ซึ่งน้อยคนนักจะเข้ามาใช้วิธีนี้

แล้วทำไมผู้เขียนถึงเข้ามาใช้วิธีนี้?
ในประการแรกนั้น ผู้เขียนไม่เคยเห็นด้วยเลยกับระบบของทบวง ที่ให้อาจารย์เขียนตำราก่อนทำงานวิจัย เมื่อ 30 ปีก่อน การจะอ้างว่าตำราภาษาไทยที่ใช้อยู่ในมหาวิทยาลัยไม่ค่อยมี จึงบังคับให้อาจารย์เขียนตำราก็พอฟังได้ แต่ก็มีผลเสีย เพราะตำราส่วนใหญ่ที่เขียนโดย อาจารย์หนุ่มๆ สาวๆ ล้วนแล้วแต่ไปลอกตำราฝรั่งเป็นส่วนใหญ่ ที่จะเขียนจากประสบการณ์ ความสามารถทางวิชาการ ซึ่งได้จากงานวิจัยของตัวเองและการทำงานทางด้านวิชาการมาเป็นเวลานานมีน้อยมาก (เพราะเพิ่งจะเข้ามามีอาชีพเป็นนักวิชาการ/อาจารย์)

ยิ่งในปัจจุบัน 30 ปีให้หลัง การบังคับให้อาจารย์ต้องเขียนตำราก่อนเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะยอมรับได้อีกแล้ว เพราะตำราที่เป็นภาษาอังกฤษที่นักศึกษาไทยควรจะเรียนรู้ให้มากขึ้นมีอยู่มากมาย และควรให้นักศึกษาไทยใช้มากขึ้นเพื่อความรู้ภาษาอังกฤษจะได้แตกฉานกว่านี้ และหากจะให้มีตำราภาษาไทย ก็ให้อาจารย์ได้ทำวิจัยสร้างชื่อเสียง ความชำนาญให้ตัวเองสักระยะหนึ่งก่อนแล้วค่อยเขียนก็ได้ จะได้ผลงานตำราที่ดีกว่าเมื่อตอนเพิ่งจบใหม่ๆ ด้วยซ้ำ

เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าภายใต้แนวคิดความเป็นเลิศทางวิชาการของอาจารย์ จะต้องให้ทำวิจัยก่อน และเมื่อวิจัยแล้วต้องเผยแพร่ด้วย ความสามารถทางวิชาการของอาจารย์จะวัดได้โดยผลงานทางวิชาการที่ได้เผยแพร่ออกไปในระดับชาติหรือนานาชาติ แล้วมีผู้เอาไปอ้างอิงหรือใช้ประโยชน์ต่อ
ด้วยเหตุนี้เองผู้เขียนจึงได้ทุ่มเททำงานวิจัยอย่างเต็มที่ตลอดเวลา 20 ปี นับจากจบปริญญาเอกมา งานวิจัยหลายชิ้นเป็นงานบุกเบิก ได้รับรางวัลและมีการตีพิมพ์และอ้างอิงอยู่เป็นอัน มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานทางด้านความยากจนและการกระจายรายได้ เมื่อตอนเอาผลงานเกือบ 50 ชิ้น ไปส่งที่ทบวง เมื่อปี 2540 ต้องใช้รถเข็นเข็นไป เพราะมีหลายกล่อง แต่ในการพิจารณาในรอบแรก ไม่มีแม้แต่ชิ้นเดียวที่กรรมการให้ “ดีเด่น” (รวมทั้งงานที่เป็นส่วนหนึ่งของการได้ รับรางวัลนักวิจัยดีเด่นแห่งชาติด้วย) เพราะ ฉะนั้นผู้เขียนจึง “สอบตก” ไม่เป็นท่า แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่การอุทธรณ์ของผู้เขียนได้ผล เพราะมีการตั้งคณะกรรมการอ่านงานใหม่หลายชุด ซึ่งรวมถึงการต้องมีผู้อ่านจากต่างประเทศด้วย

และในที่สุดก็มีงานที่ “ดีเด่น” ทำให้สอบผ่านมาได้
อุทาหรณ์ประการหนึ่งของการประเมินผลแล้วไม่ผ่านก็คือว่า กรรมการจะต้องอ่าน งานทุกชิ้นที่ไม่ผ่าน แล้วให้เหตุผลว่าทำไมจึงไม่ผ่าน มิฉะนั้นแล้วอาจถูกฟ้องหรือกล่าวหาได้ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญาหากกรรมการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ
เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อผู้เขียนเสนอให้คณะกรรมการพิจารณาผลงานให้ใช้ดัชนีการอ้างอิง (Citation Index) ของผู้เขียน (ซึ่งต้องไปหามาจากห้องสมุดในต่างประเทศ เพราะเมืองไทยตอนนั้นข้อมูลนี้ยังไม่มี) แต่ก็ได้รับการปฏิเสธว่าไม่มีระเบียบให้ทำเช่นนั้นได้ แต่ในเวลาต่อมา การใช้ดัชนีอ้างอิงนี้ ทางทบวงกลับนำมาใช้ในกรณี ศ.ระดับ 10 จะขอเลื่อนเป็น ศ.ระดับ 11 แสดงถึงความไม่เป็นธรรมในระบบและความไม่คงเส้นคงวาเป็นอย่างยิ่ง

ในหลายปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ทราบว่านักเศรษฐศาสตร์ไทยหลายท่าน อาทิ ดร.ปราณี ทินกร, ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสะอาด, ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์, และ ดร.ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ ได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ด้วยความสามารถในทางวิจัยเป็นหลัก (ถึงแม้ว่าบางท่านยังต้องส่งผลงานตำราด้วยก็ตาม) ผู้เขียนขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านเพื่อเป็นเกียรติกับท่านว่าเป็นผู้มีความสามารถในทางวิชาการอย่างแท้จริง
เพราะฉะนั้น การแก้ไขระเบียบให้ใช้งานอย่างเดียวอะไรก็ได้ เป็นการยกเลิกการกีดกันหรือเลือกปฏิบัติ (discriminate) ต่องานวิจัย และสิ่งซึ่งอาจเพิ่มเติมได้อีกก็คือ ว่าการประเมินคุณภาพงานวิจัยนั้นให้สามารถใช้การยอมรับในวงวิชาการได้โดยดูจากดัชนีการอ้างอิงตามที่กล่าวถึงแล้วข้างต้นในทุกตำแหน่งทางวิชาการ (จะใช้มากหรือน้อยแล้วแต่จะตกลงกัน)

อันที่จริง เป็นหน้าที่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยทุกคน จะต้องทำทุกวิถีทางที่จะให้อาจารย์ในมหาวิทยาลัยมีความเป็นเลิศทางวิชาการสูงสุด และทำงานให้แก่มหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ โดยอำนวยความสะดวกทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์หรือโอกาสในทางวิชาการ เพื่อให้อาจารย์ทุกคนเป็นเช่นนั้นได้ อันที่จริงแล้วอาจถือว่าเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยโดยตรงด้วยซ้ำที่จะคอยติดตามงานของอาจารย์ของตน โดยที่เจ้าตัวอาจไม่ต้องขอตำแหน่งทางวิชาการด้วยตัวเองก็ได้ เพราะทางมหาวิทยาลัยติดตามและประเมินผลงานอยู่แล้ว เมื่อเห็นว่าครบถ้วนเหมาะสมก็พิจารณาให้ไปเลย
วิธีนี้นอกจากจะรักษาอาจารย์ฝีมือดีๆ ให้อยู่กับมหาวิทยาลัยได้นานๆ แล้วยังเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นในแวดวงวิชาการอีกด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32015&Key=hotnews

ว่าด้วยการขอตำแหน่งทางวิชาการในมหาวิทยาลัย Read More »

‘ภาวิช’ขอแค่ 6 เดือนทำหลักสูตรใหม่

11 มีนาคม 2556

กรุงเทพฯ * “ภาวิช” ขอ 6 เดือนทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่เสร็จ ชี้จะกำหนดให้ชัดเจนไปเลยว่าครูต้องสอนอะไร สอนอย่างไร ขณะที่นักเรียนจะเรียนในห้องเรียนน้อยลง แต่ให้ทำกิจกรรมนอกห้องเรียนแทน พร้อมเสนอ 5 ยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาชาติ ขณะที่ “พงศ์เทพ” ขอจับเรื่องปฏิรูปหลักสูตร ปฏิรูปครูก่อน “สมพงษ์” เตือนต้องรอบคอบระวังพลาด ชี้เพราะประเทศผู้นำด้านการศึกษาใช้เวลาปฏิรูปหลักสูตรถึง 10-20 ปีกว่าจะสำเร็จ แต่ไทยจะใช้เวลาแค่ 6 เดือนหรือ

ศ.พิเศษภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ที่ปรึกษา รมว.ศธ.) ในฐานะประธานกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวบรรยายเรื่อง “การปฏิรูปหลักสูตร : ประเด็นสำคัญของการปฏิรูปการศึกษาไทย” ในงานประชุมระดมความคิดเรื่องกรอบแนวทางการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ศธ. เป็นประธาน เมื่อเร็วๆ นี้ว่า หลักสูตรการศึกษาเป็นสาเหตุหนึ่งของคุณภาพการศึกษา ซึ่งหลักสูตรการศึกษาที่ดีจะต้องมีความทันสมัย มีวงจรการประเมินผลการใช้งาน มีการกำหนดระยะเวลาปรับหลักสูตรเป็นรอบๆ ขณะที่ปัจจุบันระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของเราใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 ซึ่งหากดูในเนื้อหาแล้วหลักสูตรดังกล่าวเป็นเพียงการปรับเล็กจากหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2544 ฉะนั้นอาจบอกได้ว่าหลักสูตรที่เรายึดใช้อยู่เก่าไปแล้ว ขณะเดียวกันก็ดูจะมีปัญหากับการใช้อยู่ในปัจจุบัน

ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า หากลงลึกในหลักสูตรแกนกลางฯ พ.ศ.2551 จะพบว่าเป็นหลักสูตรแบบย่อ เพื่อจะเปิดโอกาสให้ครูสามารถนำความรู้ไปต่อยอดการสอนเอง หรือเป็นการออกแบบหลักสูตรที่ต้องการครูเก่ง แต่สภาพความเป็นจริงไม่เป็นอย่างนั้น ทำให้หลักสูตรปัจจุบันไม่ช่วยให้ผลสัมฤทธิ์การศึกษาดีขึ้น ขณะเดียวกันหลักสูตรปัจจุบันยังมีวิธีการบรรจุความรู้ให้นักเรียนแบบหน้ากระดาน ผ่านวิชาตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้ง 8 โดยเฉพาะกับนักเรียนช่วงชั้นประถมต้น ไม่เหมือนในต่างประเทศที่มีผลสัมฤทธิ์การศึกษาดี อย่างประเทศฮ่องกง เกาหลี สิงคโปร์ และอังกฤษ ที่มีวิธีการบรรจุความรู้ให้นักเรียนอย่างมีการวางระบบที่สอดคล้องกับช่วงวัย อย่างช่วงชั้นประถมต้น จะเน้นเรื่องการสอนทักษะชีวิต การใช้ภาษาเป็นหลัก อาทิ วิชาวิทยาศาสตร์ จะเป็นการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เบื้องต้นที่ผ่านการบรูณาการหลายเนื้อหาของช่วงชั้นประถมต้น และเพิ่มเป็นรายวิชาวิทยาศาสตร์ในชั้นประถมปลาย หรือช่วงชั้นที่สูงขึ้น

ส่วนโครงสร้างเวลาเรียนพบว่า ปัจจุบันเด็กไทยมีชั่วโมงเรียนในห้องเรียนมากเป็นอับดับ 2 ของโลก คือระดับประถมศึกษา 1,000 ชั่วโมงต่อปี ระดับมัธยมศึกษา 1,200 ชั่วโมงต่อปี เป็นรองประเทศหนึ่งในทวีปแอฟริกาที่มีชั่วโมงในห้องเรียนมากสุด 1,400 ชั่วโมงต่อปี ขณะที่ประเทศฮ่องกงซึ่งมีคะแนนการสอบพิซาเป็นอันดับ 1 มีชั่วโมงเรียนในห้องเรียน 700 ชั่วโมงต่อปี และผลวิจัยของยูเนสโกชี้ว่า ชั่วโมงเรียนในห้องเรียนที่ดีต้องอยู่ที่ประมาณ 800 ชั่วโมงต่อปีเท่านั้น ดังนั้น แน่นอนว่าการปฏิรูปหลักสูตรครั้งนี้จะต้องมีการปรับสัดส่วนชั่วโมงเรียนในห้องเรียนลดลงแน่นอน แต่ก็ยืนยันว่าไม่ใช่การลดการจัดการศึกษา เพราะจะเป็นการทดแทนด้วยชั่วโมงเรียนโครงงาน กิจกรรมที่เป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตัวเอง

“คาดว่าจะออกแบบหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ได้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือนนับจากนี้ ส่วนแนวทางหลักสูตรครั้งนี้ เราจะลงลึกในรายละเอียดมากขึ้น อย่างครู เราจะกำหนดเลยว่าต้องสอนอะไร สอนอย่างไร หรือครูคนใดเก่งอยู่แล้ว อยากสอนนอกเหนือที่กำหนดก็สามารถทำได้ ใครไม่คิดเพิ่มก็ทำตามที่กำหนด ส่วนนักเรียนจะเรียนเนื้อหาวิชา มีชั่วโมงเรียนที่เหมาะสม โดยเราจะออกแบบไม่ทำให้การเรียนเหมือนการติดคุก” ศ.พิเศษภาวิชกล่าว

ศ.พิเศษภาวิชกล่าวทิ้งท้ายว่า การปฏิรูปหลักสูตรจะทำอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำควบคู่กันไปเป็น 5 ยุทธ ศาสตร์ ได้แก่ การปฏิรูปหลักสูตร การปฏิรูปครู การตั้งศูนย์ STEME ทุกจังหวัดเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม คณิตศาสตร์ และอังกฤษ ให้โรงเรียนทั่วประเทศ การใช้ไอซีทีเพื่อการศึกษา และการปฏิรูปโครงสร้าง ศธ. ซึ่งที่ผ่านมาเคยเสนอนายพงศ์เทพไปแล้ว ขณะที่ รมว.ศธ.ก็หนักใจ และขอจับเรื่องปฏิรูปหลักสูตรก่อน อย่างไรก็ตาม เพราะเรื่องการกระจายอำนาจก็มีผลต่อคุณภาพการศึกษา อย่างกรณีตั้งเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งปัจจุบันต้องยอมรับว่าเขตพื้นที่ฯ ไม่รู้ว่าหน้าที่คืออะไร เพราะเราไม่กำหนดชัดเจน ทำให้เกิดการกินหัวคิวโยกย้าย การรับใต้โต๊ะเต็มไปหมด ขณะที่โรงเรียนก็เริ่มหมดความเข้มแข็งลงไปทุกวัน แต่หากเป็นประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาดีกลับไม่ต้องมีเขตพื้นที่ฯ เพราะเขาให้อำนาจโรงเรียนไปเลย
นายพงศ์เทพกล่าวว่า เราต้องมีการทบทวนสัดส่วนโครงสร้างเวลาเรียนใหม่ ปัจจุบันเรามีชั่วโมงเรียนมาก แต่ประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาดีกลับมีชั่วโมงเรียนน้อยกว่าเรา ดังนั้นทัศนคติที่ว่าเรียนมากจะรู้มากก็ไม่จริงเสมอไป ทั้งนี้ หากเราสอนให้เด็กรู้จักคิด วิเคราะห์เป็น เด็กก็สามารถคิดวิเคราะห์เรื่องอื่นได้ด้วยโดยอาจไม่ต้องสอนเนื้อหานั้น อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปหลักสูตรและการปฏิรูปครูเป็นเรื่องหลักที่ตนเน้น ส่วนเรื่องปฏิรูปโครงสร้าง ศธ.เป็นเรื่องเสริม ซึ่งค่อยทำเมื่อเรื่องหลักสำเร็จก็ได้

ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราฯ กล่าวว่า ระยะเวลา 6 เดือนที่ตั้งเป้าทำหลักสูตรใหม่เสร็จสิ้น อยากเตือนให้ออกแบบหลักสูตรด้วยความละเอียดรอบคอบ เพราะกลัวจะพลาด อย่างประเทศที่มีคุณภาพการศึกษาอันดับที่ 1 หรือ 2 ของโลก เขาทำทั้งวิจัยและพัฒนาหลักสูตรใช้เวลา 10-20 ปี ตนเห็นด้วยกับข้อเสนอ 5 ยุทธศาสตร์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ซึ่งอยากให้นำแต่ละข้อเสนอมากำหนดขอบเขตเวลาที่จะเริ่มต้นและเสร็จสิ้นเพื่อให้เป็นรูปธรรมด้วย.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32003&Key=hotnews

‘ภาวิช’ขอแค่ 6 เดือนทำหลักสูตรใหม่ Read More »

กศน.สอนภาษาฟรีนำร่องก่อน 11 จังหวัด

11 มีนาคม 2556

โพสต์ทูเดย์ กศน.สอนภาษาอังกฤษอาเซียนฟรี นำร่อง 11 จังหวัดทั่วไทยเสริมทักษะภาษาหญิงไทย 1.2 ล้านคน

นายทวีศักดิ์ เที่ยงธรรม ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) เปิดเผยว่า หลังจากที่สำนักงานกศน.ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดำเนินการสมัครสมาชิกกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีในปีนี้และปี 2557 สำนักงาน กศน. จะผลักดันโครงการเพิ่มศักยภาพของสตรีไทยด้านภาษาควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้สตรีไทยพร้อมก้าวสู่ประชาคมอาเซียน
การดำเนินการในปีนี้จะเริ่มต้นจาก 11 จังหวัดทั่วประเทศ ได้แก่ จ.เชียงใหม่ ตากมุกดาหาร นครพนม ชลบุรี หนองคายกรุงเทพฯ สุรินทร์ ระนอง ภูเก็ต และสงขลา โดยทุกจังหวัดจะมีหลักสูตรภาษาอังกฤษและภาษาจีนตั้งแต่ 40 ชั่วโมงขึ้นไป และมีหลักสูตรภาษาอาเซียนที่เหมาะสมกับจังหวัดนั้นๆ เช่น จ.หนองคายและลาว มีหลักสูตรภาษาลาว

วิธีการเรียน แบ่งออกเป็น 3 ช่องทางได้แก่ 1.เรียนด้วยตัวเอง จากโปรแกรมการเรียนรู้ ชุดการเรียนการสอน หรือการโหลดแอพพลิเคชันสถานีวิทยุโทรทัศน์เพื่อการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ETV) 2.เรียนแบบทางไกล จากชุดการเรียน มีการสัมมนาผู้เรียนก่อนเข้าเรียนและก่อนจบหลักสูตร 3.เรียนแบบพบกลุ่ม โดยจัดระยะเวลาที่ผู้เรียนและวิทยากรสะดวกตรงกันโดยการเรียนทุกรูปแบบผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

ทั้งนี้ ผู้เรียนสามารถนำประกาศนียบัตรจากหลักสูตรที่เรียนมาโอนหน่วยกิตวิชาดังกล่าวเทียบชั้นการศึกษาระดับต่างๆ ได้ด้วย ในปีนี้ ตั้งเป้าหมายว่าจะมียอดผู้หญิงเข้าเรียนหลักสูตรภาษาต่างๆ ทั่วประเทศและได้รับการยกระดับทั้งสิ้นไม่ต่ำกว่า 1.2 ล้านคน
นายทวีศักดิ์ กล่าวด้วยว่า กศน.ยังได้เปิดหลักสูตรพัฒนาทักษะ อาชีพ และความเป็นอยู่ของสตรีให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ด้วย

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32005&Key=hotnews

กศน.สอนภาษาฟรีนำร่องก่อน 11 จังหวัด Read More »