ส่งเอสเอ็มเอสเฟ้นหา’สุดยอดกศน.’

5 มีนาคม 2556

นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า มีนักศึกษา กศน. ทุกระดับและทุกประเภท รวมกว่า 3,150,000 คน จากทั่วประเทศ ซึ่งเป็นผู้ที่มีความหลากหลายทั้งระดับอายุ ถิ่นฐาน วัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ ทักษะความรู้ ประกอบกับประสบการณ์ที่ได้จากการเรียน กศน.และการศึกษาตลอดชีวิต ก่อให้เกิดเป็นความสามารถพิเศษ สำนักงาน กศน.จึงได้จัดโครงการแข่งขันความสามารถพิเศษของนักศึกษา กศน. เพื่อเฟ้นหา “สุดยอด กศน.” ขึ้น ในรูปแบบการแสดงทักษะความรู้ความสามารถพิเศษ การนำเสนอนวัตกรรม โดยการแข่งขันแบ่งออกเป็น 4 รอบ ได้แก่ รอบคัดกรอง จากนั้นจะเป็นการแข่งขันในรอบที่ 1 เพื่อคัดเลือกเข้าแข่งขันในรอบที่ 2 ระดับภาค/สำนักงาน กศน. กทม. จำนวนไม่เกิน 6 ทีม เป็นตัวแทนเข้าแข่งขันรอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ จำนวน 3 ทีม ซึ่งจะมีการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) เวลา 10.00-11.00 น. โดยให้คะแนนจากคณะกรรมการ 5 ท่าน และผลโหวตทางเอสเอ็มเอส

เลขาธิการ กศน.กล่าวต่อไปว่า ขอเชิญชวนทุกคนร่วมชมและเชียร์ โดยเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 26 มี.ค.ถ่ายทอดสดจากศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา จ.อุดรธานี ภาคเหนือ วันที่ 23 เม.ย. ถ่ายทอดสดจากหอประชุม ม.เชียงใหม่ ภาคกลาง วันที่ 7 พ.ค.2556 ถ่ายทอดสดจาก ม.กรุงเทพธนบุรี ภาคตะวันออก วันที่ 28 พ.ค. ถ่ายทอดสดจากโรงแรมสตาร์ จ.ระยอง ภาคใต้ วันที่ 11 มิ.ย. ถ่ายทอดสดจากหอประชุมนานาชาติ ม.สงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และกรุงเทพฯ วันที่ 26 มิ.ย. ถ่ายทอดสดจากโรงละครอักษรา ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากทั้ง 6 ภูมิภาค รวม 18 ทีม จะเข้าสู่การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่15-16 ก.ค. ณ โรงละครอักษรา โดยถ่ายทอดสดทั้ง 2 วัน ทั้งนี้ นักศึกษา กศน. หรือทีมที่ได้รับคัดเลือกเป็น “สุดยอด กศน.” ลำดับ 1, 2 และ 3 จะต้องเป็นตัวแทนของสำนักงาน กศน. เพื่อร่วมกิจกรรมที่กำหนด และสามารถนำผลงานไปใช้ในกิจกรรมของสำนักงาน กศน.ได้ด้วย ซึ่งเชื่อว่าผลงาน รูปแบบ วิธีการ และนวัตกรรมเหล่านี้ จะนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดกิจกรรมการศึกษาตลอดชีวิตให้แก่ประชาชนได้อย่างหลากหลายยิ่งขึ้น.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31916&Key=hotnews

 

ส่งเอสเอ็มเอสเฟ้นหา’สุดยอดกศน.’ Read More »

จุดยืนสพฐ.ปรับจุดอ่อนไม่รื้อหลักสูตรเดินหน้าลดการบ้านนักเรียน

6 มีนาคม 2556

ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 9 มี.ค.นี้ ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ จะมีการประชุมคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ ซึ่งมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน โดยทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เตรียมเสนอจุดยืนที่จะให้มีการปรับกระบวนการมากกว่าการรื้อโครงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอน เพราะมองว่าโครงสร้างหลักสูตรของ สพฐ.ยังมีความเหมาะสมสามารถใช้ได้อยู่ ดังนั้น จึงแค่นำจุดอ่อนมาปรับปรุงให้ดีขึ้นจะดีกว่า เช่น เรื่องสมรรถนะการคิดของนักเรียน และการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่ายังมีน้อยมาก จำเป็นต้องเร่งให้มีการเรียนรู้ผ่าน การปฏิบัติให้มากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เกิดจินตนาการ โดยเพิ่มสัดส่วนเวลาเรียนในส่วนนี้ให้มากขึ้น

“การเพิ่มสัดส่วนเวลาเรียนได้จะต้องเกิดการบูรณาการ โดยช่วงชั้นที่ 1 (ป.1-ป.3) และช่วงชั้นที่ 2 (ป.4-ป.6)จะต้องให้สัดส่วนของเวลาเรียนด้านเครื่องมือพื้นฐานอย่างเต็มที่ ส่วนช่วงชั้นที่สูงกว่าระดับประถมศึกษาต้องเป็นเรื่องของการแสวงหาความรู้ การสรุปองค์ความรู้ และการประยุกต์ความรู้ให้มากขึ้น นอกจากการปรับลดจำนวนชั่วโมงเรียนวิชาการลงแล้ว จะมีการปรับสัดส่วนการเรียนวิชาต่าง ๆ ของนักเรียนแต่ละระดับชั้น จากเดิมที่ให้สัดส่วนเวลาเรียนทุกวิชาเท่า ๆ กัน จะเปลี่ยนเป็นให้มีจุดเน้นตรงตามวัย โดยระดับประถมฯ ต้นจะเน้นการเรียนรู้ทักษะด้านภาษาเป็นหลัก จนถึงระดับประถมฯปลายจึงจะเพิ่มเติมทักษะด้านการคิดคำนวณ ส่วนระดับมัธยมฯต้น จะเพิ่มเติมทักษะในการแสวงหาความรู้ให้แก่เด็ก และระดับมัธยมฯปลาย จะเน้นให้เด็กนำความรู้ที่เรียนมาประยุกต์ใช้ได้ โดยการปรับดังกล่าวจะทำให้แล้วเสร็จ เพื่อนำไปใช้ในปีการศึกษา 2556” ดร.ชินภัทร กล่าวและว่า ในการประชุมดังกล่าว สพฐ.จะนำผลวิจัยของต่างประเทศเกี่ยวกับสัดส่วนเวลาเรียนของนักเรียน เช่น ประเทศเกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา อังกฤษ แคนาดา เป็นต้น มานำเสนอต่อที่ประชุมด้วย

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่า นอก จากนี้จะเสนอเรื่องการลดการบ้านนักเรียน ซึ่ง สพฐ.จะเดินหน้าให้ทุกโรงเรียนมีการบูรณาการการให้การบ้านเด็กของทุกวิชา เพราะการบ้านยังถือว่ามีความสำคัญอยู่ ซึ่งเด็กจะต้องทบทวนและเพิ่มความชำนาญ ไม่ว่าจะเป็นการคิดเลข ภาษา แต่ทั้งนี้ตนไม่อยากให้เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาต้องเป็นการบ้านที่เด็กนำกลับไปทำที่บ้าน เพราะเป็นเรื่องซับซ้อนและยากเกินไป ซึ่งจะสร้างความเครียดให้เด็กเพิ่มมากขึ้นและไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ด้วย ดังนั้น ต้องมีการทบทวนเรื่องการให้การบ้าน ว่าต้องมีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง ทั้งนี้ ในเรื่องการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนและการลดการบ้านนักเรียน สพฐ.จะจัดอบรมครูในเดือน เม.ย.นี้ พร้อมแจกคู่มือการบูรณาการการเรียนการสอนครบวงจร เพื่อนำไปปรับใช้ในการเรียนการสอนด้วย.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 7 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31933&Key=hotnews

จุดยืนสพฐ.ปรับจุดอ่อนไม่รื้อหลักสูตรเดินหน้าลดการบ้านนักเรียน Read More »

เรียนม.4 เน้นคุณภาพจี้ครูแนะแนวเด็กตามศักยภาพ-สายอาชีพไปได้สวย

5 มีนาคม 2556

เริ่มเข้าสู่ฤดูกาลรับสมัครนักเรียนขั้นพื้นฐานระดับชั้น ม.1 และ ม.4 ปีการศึกษา2556 ซึ่งจะเปิดรับสมัครในช่วงวันที่ 14-18 มี.ค. 56 โดยนายวีรวัฒน์ วรรณศิริ อุปนายกสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย กล่าวถึงการรับนักเรียนชั้น ม.4 ของโรงเรียนมัธยมศึกษาว่า โดยหลักการแล้วต้องไม่ใช่ใครอยากเรียนก็เรียนได้ หรือใครๆ ก็เรียนได้ เพราะทำให้การศึกษาขั้นพื้นฐานล้มเหลวเป็นเหมือนการขึ้นบันไดเลื่อน เด็กก็จะเรียนไปเรื่อยๆ เพราะถึงอย่างไรก็ได้เลื่อนชั้นอยู่แล้วขณะที่ในอดีตการที่นักเรียนชั้น ม.3 จะเรียนม.4 ได้ต้องสอบแข่งขันกัน หรือต้องดูผลการเรียนเพื่อจัดให้เรียนสายวิทย์หรือศิลป์ หรือถ้าไม่ไหวจริงๆ ครูแนะแนวจะแนะนำให้ไปเรียนสายอาชีวศึกษา เพราะการเรียน ม.ปลายสายสามัญเป็นการเรียนเพื่อมุ่งสูมหาวิทยาลัยซึ่งความรู้ทางวิชาการต้องมีคุณภาพดีและฟิตตั้งแต่ ม.1 เพื่อจะได้เรียน ม. ปลาย และเข้าสู่มหาวิทยาลัยอย่างมีคุณภาพ
“เด็กที่จะเรียน ม.ปลาย จะต้องมีเป้าหมายตั้งแต่ ม.1 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ต้องใส่ใจและเอาจริงเอาจัง ไม่ใช่ปล่อยให้เด็กเรียนเลยตามเลยไปเรื่อยเปื่อยเหมือนขึ้นบันไดเลื่อน เพราะเป็นการตอกย้ำเรื่องคุณภาพการศึกษาที่ถดถอย ซึ่งกำลังเป็นปัญหาอยู่ทุกวันนี้ ส่วนการรับนักเรียน ม.3 ขึ้น ม.4 หาก สพฐ. จะรับนักเรียนแบบไม่อั้นก็ไม่ว่ากัน แต่ผมอยากให้คำนึงถึงศักยภาพของเด็กด้วย ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะยกระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานได้”
นายวีรวัฒน์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม คิดว่าถึงเวลาแล้วที่นายกรัฐมนตรี และรมว.ศึกษาธิการ ต้องมีสภาวะผู้นำลงมาปฏิสังขรณ์การศึกษา ต้องให้เวลาฝ่ายการศึกษาไปนั่งคุยเพื่อรับทราบปัญหาการศึกษาต่างๆ เพื่อจะได้กำหนดทิศทางการศึกษาที่ถูกต้อง
อุปนายกสภาการศึกษาเอกชนฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่ สพฐ. จะไม่เน้นการสอนวิชาชีพในโรงเรียนมัธยมศึกษาตนเห็นว่าถูกต้องแล้วเพราะโรงเรียนมัธยมศึกษาต้องมุ่งวิชาการสายสามัญอย่างเข้มข้น เพื่อส่งต่อเด็กเข้าสู่ระดับอุดมศึกษาอย่างมีคุณภาพ แต่ความรู้วิชาชีพพื้นฐานเพื่อการดำเนินชีวิตประจำวันยังเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องสอนอยู่ เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า หรือไฟฟ้าเบื้องต้น เป็นต้น

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31913&Key=hotnews

เรียนม.4 เน้นคุณภาพจี้ครูแนะแนวเด็กตามศักยภาพ-สายอาชีพไปได้สวย Read More »

ผุดร.ร.ผู้ประกอบการทางสังคมไม่จำกัดวุฒิ-เน้นแรงใจมุ่งใฝ่ดี

5 มีนาคม 2556

นายเฉลิมชัย บุณยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มศว ได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) เพื่อพัฒนาต้นแบบสถาบันการศึกษาด้านนวัตกรรมทางสังคม และกิจการเพื่อสังคม เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีสถาบันการศึกษาที่บูรณาการแนวความคิดกิจการเพื่อสังคมเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอน ดังนั้น มศว จะจัดตั้งโรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการทางสังคมซึ่งหากทำสำเร็จก็จะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในเอเชียที่เป็นต้นแบบกิจการเพื่อสังคมทั้งนี้ กิจการเพื่อสังคมเป็นการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาสังคม และมีแผนธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้โดยไม่ได้หวังผลกำไรมากนัก

“ขณะนี้ได้เตรียมสถานที่ที่จะใช้จัดตั้งโรงเรียนไว้เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ประมาณปลายปี 2556 ซึ่งในเดือน เม.ย. นี้ จะเดินทางไปเจรจากับมหาวิทยาลัยที่อังกฤษเพื่อซื้อลิขสิทธิ์การจัดตั้งโรงเรียนซึ่งเป็นรูปแบบสำเร็จรูปมาไว้ที่ มศว โดยจะใช้อาจารย์ประจำภาควิชาบริหารธุรกิจของมศว เป็นผู้สอน แต่จะส่งไปอบรมเพื่อเพิ่มเติมเทคนิคว่าจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้เป็นกิจการเพื่อสังคม ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าเรียนได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องจบการศึกษาในระดับใด เพียงแค่มีแรงบันดาลใจใฝ่ดี และความคิดในเชิงบริหารจัดการ ก็สามารถเข้ามาสมัครเรียน เพื่อที่จบไปจะได้เป็นผู้ประกอบการทางสังคมได้”

อธิการบดี มศว กล่าวและว่า หลังจากเปิดโรงเรียนได้ประมาณ 1 ปี มศวจะบรรจุเรื่องกิจการเพื่อสังคมไว้ในวิชาศึกษาทั่วไป ซึ่งเป็นวิชาของนิสิตชั้นปีที่ 1 ด้วย โดยนิสิตไม่ว่าจะเรียนคณะอะไรก็ต้องเรียนวิชานี้ เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักตอบแทนสังคม

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31912&Key=hotnews

 

ผุดร.ร.ผู้ประกอบการทางสังคมไม่จำกัดวุฒิ-เน้นแรงใจมุ่งใฝ่ดี Read More »

เด็กสมาธิสั้นปัญหาที่พ่อ-แม่-ครูยุคใหม่จำเป็นต้องรู้เปิดใจเปลี่ยนมุมมองเสริมจุดเด่น-เน้นกิจกรรมเชิงบวก

5 มีนาคม 2556

“ภาวะสมาธิสั้น” หรือ”โรคสมาธิสั้น” เป็นภาวะผิดปกติที่มีมานานแล้วแต่เพิ่งมาเป็นที่รู้จักในสังคมไทยเมื่อไม่นานมานี้ โดยเป็นภาวะที่เกิดจากสมองส่วนหน้าซึ่งทำหน้าที่ควบคุมสมาธิและพฤติกรรมยังมีการพัฒนาไม่เต็มที่

สำหรับประเทศไทยได้มีการสำรวจพบว่ามีเด็กถึงร้อยละ 8 ที่ประสบภาวะสมาธิสั้น โดยจะพบบ่อยในเด็กชายมากกว่าเด็กผู้หญิงถึง 3 เท่า อาการหลักของสมาธิสั้นมี 3 ด้านประกอบด้วยมี1) พฤติกรรมซุกซนไม่อยู่นิ่ง เคลื่อนไหวตลอดเวลา 2) มีพฤติกรรมขาดสมาธิ จดจ่ออะไรนานๆ ไม่ได้ ขี้ลืม เบื่อง่าย และ3) มีพฤติกรรมขาดความยับยั้งชั่งใจตนเอง หุนหันพลันแล่น และอดทนรอคอยนานไม่ได้
ถึงแม้ว่าภาวะสมาธิสั้นไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาทางด้านร่างกาย เด็กที่มีภาวะนี้หากไม่ได้รับการช่วยเหลือที่เหมาะสม ก็อาจจะส่งผลต่อการพัฒนาการทางด้านจิตใจและสังคมในหลายๆ ด้านส่งผลกระทบต่อด้านการเรียน ความสัมพันธ์ในครอบครัวและเพื่อนนอกจากนี้ยังพบว่าเด็กกลุ่มนี้ที่ไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างเหมาะสมเมื่อก้าวสู่วัยรุ่น จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการกระทำสิ่งผิดกฎระเบียบหรือผิดกฎหมาย เช่น หนีโรงเรียน การขับรถเร็วเสี่ยงต่ออุบัติเหตุการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และใช้สารเสพติด เป็นต้น

จากสถานการณ์ปัญหาดังกล่าว โรงพยาบาลมนารมย์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิต จึงได้จัดการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เรียนรู้และเข้าใจเด็กสมาธิสั้น” ขึ้นโดยได้รับเกียรติจากนพ.รังสรรค์ สิทธิชัย กุมารแพทย์และจิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาเด็กและวัยรุ่น เพื่อส่งเสริมและให้ความรู้ความเข้าใจกับ พ่อ แม่ครู หรือผู้ปกครองในเรื่องของการดูแลและช่วยเหลือเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นอย่างถูกต้องและเหมาะสม

นพ.ไกรสิทธิ์ นฤขัตพิชัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมนารมย์กล่าวว่า สมาธิสั้นเป็นโรคที่มีมานานแล้วแต่คนไทยไม่ค่อยรู้จักและเข้าใจ หากพบเด็กที่มีพฤติกรรมไม่อยู่นิ่งก็มักจะสรุปว่าเป็นเด็กซน
“เมื่อเด็กไม่ได้รับการดูแลช่วยเหลือที่ถูกต้อง นั่นอาจหมายถึงชีวิตของคนๆ หนึ่งที่จะประสบกับความล้มเหลว เพราะไม่สามารถเป็นผู้ใหญ่ที่จะต้องรับผิดชอบครอบครัว การงาน และดูแลตัวเองได้ ดังนั้นการให้ความรู้และความเข้าใจผู้ปกครองและโรงเรียน จะทำให้เกิดการดูแลช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ให้สามารถข้ามฝั่งได้สำเร็จซึ่งจะช่วยให้สังคมมีประชากรที่มีคุณภาพและเป็นสังคมที่น่าอยู่มากยิ่งขึ้น” นพ.ไกรสิทธิ์ กล่าว

นพ.รังสรรค์ สิทธิชัย เปิดเผยว่า ความรู้ ความเข้าใจในการให้ความช่วยเหลือที่เหมาะสมแก่เด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะบ่อยครั้งที่ครูและผู้ปกครองมักคิดว่าเด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่นิสัยไม่ดีไม่ตั้งใจเรียน ไม่มีความรับผิดชอบขี้เกียจ พูดอะไรก็ไม่ฟัง สอนไม่จำ จนทำให้ได้รับการลงโทษที่รุนแรงอยู่บ่อยๆ

“ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ใหญ่ต่อเด็กกลุ่มนี้จะส่งผลดีอย่างมากกับเด็ก โดยจะทำให้เด็กสามารถมองตัวเองในแง่บวกได้มากขึ้น มีความภาคภูมิใจในตนเองมากขึ้น รู้สึกว่าตนเองก็มีคุณค่า มีความสามารถทำอะไรได้สำเร็จเหมือนกับเพื่อนๆ เด็กก็จะมีความเครียดน้อยลง มีความสุขมากขึ้น สัมพันธภาพระหว่างผู้ปกครอง คุณครู และเพื่อนก็จะไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทำให้มีโอกาสประสบความสำเร็จในการเรียนและชีวิตมากขึ้น” นพ.รังสรรค์ระบุ

ปัจจุบันการรักษาภาวะสมาธิสั้นที่ได้ผลประกอบไปด้วย”การใช้ยา การปรับพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม และการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม” โดยครูและผู้ปกครองจะมีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้เด็กสมาธิสั้นได้พัฒนาทักษะต่างๆ ที่จำเป็นในการเรียนและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งการฝึกทักษะต่างๆ ยังเป็นการช่วยกระตุ้นพัฒนาการของสมองส่วนหน้าที่ช่วยในเรื่องของสมาธิให้พัฒนามากขึ้น
“การฝึกการจัดตารางเวลาและการจัดการกับเวลาเป็นการฝึกทักษะที่สำคัญ เพราะเด็กกลุ่มนี้มักมีพฤติกรรมที่ขึ้นกับสิ่งเร้ามากกว่าเกิดจากการวางแผนในใจ หากปล่อยให้ทำอะไรโดยอิสระเด็กก็จะไม่คิดใส่ใจเรื่องของเวลา จึงควรฝึกให้เห็นความสำคัญของเวลาและรู้จักวางแผน แบ่งเวลา โดยผู้ปกครองจะต้องคอยกำกับดูแลในช่วงแรก จนเด็กคุ้นเคยและปฏิบัติจนเป็นนิสัย” นพ.รังสรรค์กล่าว
นอกจากนี้แล้วการแบ่งงานเป็นชิ้นเล็กๆ ให้เด็กสามารถทำเสร็จได้ในระยะเวลาอันสั้น เด็กจะรู้สึกภูมิใจว่าตนได้ทำอะไรสำเร็จก็จะมีกำลังใจในการทำงานต่อ และยังช่วยฝึกให้เด็กมีการวางแผนล่วงหน้า รวมถึงการฝึกให้เด็กรู้จักควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ของตนเอง และใช้กิจกรรมที่เด็กชอบและสนใจซึ่งเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยความจดจ่อ เช่น ศิลปะและดนตรีก็จะช่วยส่งเสริมในเรื่องของสมาธิ และการออกกำลังกายก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เด็กสามารถปลดปล่อยพลังงานของตนเองที่มีอยู่ค่อนข้างมาก ซึ่งจะทำให้เด็กรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นและสามารถใช้สมาธิได้ดีขึ้น

“สิ่งสำคัญที่สุดก็คือพ่อแม่จะต้องมีความอดทน ให้เวลา ให้ความรัก ความอบอุ่นและความเข้าใจ โดยจะต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในครอบครัว มีทัศนคติและให้แรงเสริมในเชิงบวกอยู่เสมอมองเห็นคุณค่าในสิ่งเล็กๆ ที่เด็กทำ ก็จะช่วยทำให้เด็กสามารถปรับพฤติกรรมได้อย่างเหมาะสม” นพ.รังสรรค์ ระบุ

นางสาวธนาภรณ์ รติธรรมกุล ครูสอนเปียโนท่านหนึ่งที่เข้าฟังการบรรยายเล่าให้ฟังว่า ที่ผ่านมาพบว่ามีเด็กหลายๆ คนมีพฤติกรรมซุกซน อารมณ์แปรปรวน ลืมง่าย จึงเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคสมาธิสั้น
“การที่ครูมีความเข้าใจเด็กสมาธิสั้นจะช่วยลดความกดดันและความเครียดในการรับมือกับเด็ก เพราะเข้าใจปัญหาได้ดีมากขึ้น และการจัดวิธีการจัดการสอนที่ถูกต้อง จะช่วยให้เด็กที่มีปัญหาเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ได้ ก็จะเป็นการพัฒนาที่มีผลระยะยาวถึงชีวิตของเด็กในอนาคต” คุณครูกล่าว

คุณพ่อวัย 45 ปี ผู้เข้าร่วมฟังการบรรยายเล่าให้ฟังว่า บุตรชายมีปัญหาในการเรียนจึงพามาพบแพทย์เพื่อทำการรักษา แต่ก็ยังประสบปัญหาเรื่องการเรียน เนื่องจากทางโรงเรียนเน้นวิชาการที่ไม่สอดคล้องกับเด็กและไม่มีบุคลากรที่พร้อมจะดูแลเด็กที่มีปัญหาด้านนี้”แต่พอย้ายไปโรงเรียนใหม่ที่มีบุคลากรที่สามารถดูแลเด็กกลุ่มนี้ได้ ก็พบว่าลูกสามารถไปโรงเรียนได้ด้วยดี โรงเรียนและครูจึงมีส่วนสำคัญมากในการช่วยดูแล และอยากจะให้มีการออกกฎหมายให้มีครูเฉพาะที่มีความรู้ในการดูแลและจัดการเรียนการสอนทางด้านนี้ในโรงเรียน” คุณพ่อกล่าว

“การเรียนรู้และเข้าใจเด็กที่มีภาวะสมาธิสั้นจะทำให้เกิดความรักที่มีคุณภาพ เพราะความรักที่เกิดขึ้นจากการยอมรับและเข้าใจในข้อจำกัดซึ่งกันและกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความสัมพันธ์และบรรยากาศในครอบครัวดีขึ้น การช่วยเหลือแก้ไขปัญหาและพัฒนาการด้านต่างๆ ของเด็กทำได้ดีขึ้น เพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต” นพ.รังสรรค์ สรุป

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31911&Key=hotnews

เด็กสมาธิสั้นปัญหาที่พ่อ-แม่-ครูยุคใหม่จำเป็นต้องรู้เปิดใจเปลี่ยนมุมมองเสริมจุดเด่น-เน้นกิจกรรมเชิงบวก Read More »

ผุดร.ร.ผู้ประกอบการทางสังคมไม่จำกัดวุฒิ-เน้นแรงใจมุ่งใฝ่ดี

5 มีนาคม 2556

นายเฉลิมชัย บุณยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ มศว ได้ลงนามความร่วมมือกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) เพื่อพัฒนาต้นแบบสถาบันการศึกษาด้านนวัตกรรมทางสังคม และกิจการเพื่อสังคม เนื่องจากในปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่มีสถาบันการศึกษาที่บูรณาการแนวความคิดกิจการเพื่อสังคมเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอน ดังนั้น มศว จะจัดตั้งโรงเรียนสำหรับผู้ประกอบการทางสังคมซึ่งหากทำสำเร็จก็จะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกในเอเชียที่เป็นต้นแบบกิจการเพื่อสังคมทั้งนี้ กิจการเพื่อสังคมเป็นการทำธุรกิจควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาสังคม และมีแผนธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้โดยไม่ได้หวังผลกำไรมากนัก

“ขณะนี้ได้เตรียมสถานที่ที่จะใช้จัดตั้งโรงเรียนไว้เรียบร้อยแล้ว โดยคาดว่าจะสามารถเปิดการเรียนการสอนได้ประมาณปลายปี 2556 ซึ่งในเดือน เม.ย. นี้ จะเดินทางไปเจรจากับมหาวิทยาลัยที่อังกฤษเพื่อซื้อลิขสิทธิ์การจัดตั้งโรงเรียนซึ่งเป็นรูปแบบสำเร็จรูปมาไว้ที่ มศว โดยจะใช้อาจารย์ประจำภาควิชาบริหารธุรกิจของมศว เป็นผู้สอน แต่จะส่งไปอบรมเพื่อเพิ่มเติมเทคนิคว่าจะจัดการเรียนการสอนอย่างไรให้เป็นกิจการเพื่อสังคม ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าเรียนได้ โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องจบการศึกษาในระดับใด เพียงแค่มีแรงบันดาลใจใฝ่ดี และความคิดในเชิงบริหารจัดการ ก็สามารถเข้ามาสมัครเรียน เพื่อที่จบไปจะได้เป็นผู้ประกอบการทางสังคมได้”
อธิการบดี มศว กล่าวและว่า หลังจากเปิดโรงเรียนได้ประมาณ 1 ปี มศวจะบรรจุเรื่องกิจการเพื่อสังคมไว้ในวิชาศึกษาทั่วไป ซึ่งเป็นวิชาของนิสิตชั้นปีที่ 1 ด้วย โดยนิสิตไม่ว่าจะเรียนคณะอะไรก็ต้องเรียนวิชานี้ เพื่อเป็นการปลูกฝังให้เด็กรู้จักตอบแทนสังคม

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31912&Key=hotnews

ผุดร.ร.ผู้ประกอบการทางสังคมไม่จำกัดวุฒิ-เน้นแรงใจมุ่งใฝ่ดี Read More »

ก.ค.ศ.หาช่องสั่งครูทำงานเช้าขึ้นหลังอ้างระเบียบให้เริ่ม 8 โมงครึ่ง

5 มีนาคม 2556

นางวัชรี เกิดพิพัฒน์ ผู้อำนวยการกลุ่มภารกิจเสริมสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการ สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กำลังพิจารณาจัดทำร่างระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการลาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. …. และการกำหนดวันเวลาทำงาน และวันหยุดราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งในส่วนของวันเวลาทำงานของข้าราชการครูนั้น มีผู้สะท้อนปัญหามาจากโรงเรียนว่าการที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ว่าด้วยกำหนดเวลาทำงาน และวันหยุดราชการของสถานศึกษา กำหนดเวลาทำงานตั้งแต่ 08.30-16.30 น. และหยุดพักกลางวันเวลา 12.00-13.00 น. ทำให้เวลาโรงเรียนจะขอให้ข้าราชการครูฯ มาทำงานก่อนเวลา 08.30 น. จะมีข้าราชการครูฯ บางส่วนอ้างว่าตามระเบียบ ศธ.ระบุให้ทำงาน 08.30 น. ไม่สามารถบังคับได้ เรื่องนี้ทำให้เป็นปัญหาในการทำงานของโรงเรียน ฉะนั้น ต้องพิจารณาวันเวลาในการทำงานใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา

“อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาทบทวนเรื่องนี้ คงต้องกำหนดเวลาทำงานตามระเบียบ ศธ.ว่าด้วยกำหนดเวลาทำงานฯ คงไม่ไปเปลี่ยนแปลงเวลา เพราะเป็นมาตรฐานสากล แต่อาจจะต้องเปิดช่องให้ผู้บริหารโรงเรียนกำหนดเวลาทำงานได้ตามบริบทของแต่ละแห่ง และแต่ละพื้นที่ เพื่อให้กำหนดเวลาให้ทำงานได้ก่อน 08.30 น. ทั้งนี้ หากกำหนดให้ข้าราชการครูฯ ทำงานเร็วขึ้น ก็จะให้เลิกงานได้ก่อนเวลา 16.30 น. เพราะจะยึดเวลาทำงานวันละ 7 ชั่วโมง และสัปดาห์ละ 35 ชั่วโมง ซึ่งเรื่องนี้ต้องนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการต่อไป” นางวัชรีกล่าว
นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าวว่า เรื่องนี้ถ้าพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นปัญหาที่ต้องปรับปรุง ก็เสนอเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.เพื่อให้ออกเป็นระเบียบพร้อมกับร่างระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการลาฯ ไปพร้อมๆ กันได้เลย

รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งได้กำหนดเวลาทำงานของข้าราชการครูฯ ก่อนเวลา 08.30 น.อยู่แล้ว โดยบางโรงเรียนกำหนดเวลาทำงาน 07.30 น. และเลิกเรียน 15.30 น.
ด้านนายธวัชชัย พิกุลแก้ว ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 4 ในฐานะนายกสมาคม ผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทยกล่าวว่า การที่ ก.ค.ศ.จะปรับปรุงหลักเกณฑ์โดยจะเสนอเอื้อให้โรงเรียนกำหนดเวลาทำงานของครูได้ตามสภาพของแต่ละพื้นที่ เพื่อให้กำหนดให้ครูมาทำงานได้เร็วกว่า 08.30 น.นั้น ส่วนตัวเห็นด้วย แต่ควรกำหนดเป็นมาตรฐานที่ออกมาอย่างชัดเจนเพื่อให้ปฏิบัติกัน ทั้งนี้ กรณีครูที่ไม่ให้ความร่วมมือ เมื่อทางโรงเรียนขอให้มาทำงานเช้ากว่าเวลาที่กำหนดนั้น น่าจะมีอยู่บ้าง แต่คงน้อย

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31910&Key=hotnews

ก.ค.ศ.หาช่องสั่งครูทำงานเช้าขึ้นหลังอ้างระเบียบให้เริ่ม 8 โมงครึ่ง Read More »

เด็กโวย PAT 2 คำตอบถูกมากกว่า 1 สทศ.เช็กด่วน-ชี้ผิดจริงให้แต้มฟรี

5 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) ได้จัดวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ (PAT) ระหว่างวันที่ 2-5 มีนาคมนั้น ล่าสุด พบปัญหาข้อสอบผิดพลาดวิชาความถนัดทางวิทยาศาสตร์ (PAT 2) ในส่วนของวิชาชีววิทยา โดยพบข้อสอบ 1 ข้อ มีคำตอบถูก 2 ตัวเลือก โดยข้อดังกล่าว ถามว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดใดที่ทำลายเชื้อโรคด้วยวิธีฟาโกไซโทซิลเป็นหลัก และมีตัวเลือกดังนี้ 1.อิซิโนโซฟิล 2.เบโซฟิล 3.โมโนไซต์ และ 4.นิวโทรฟิลล์ ซึ่งข้อดังกล่าวมีคำตอบที่ถูกต้อง 2 ข้อ คือ ข้อ 3.โมโนไซต์ และ 4.นิวโทรฟิลล์ ขณะนี้มีนักเรียนออกมาเรียกร้องให้ สทศ.ชี้แจง ขณะเดียวกันก็ลุ้นด้วยว่าอาจจะได้คะแนนฟรีด้วย

นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการ สทศ. กล่าวว่า ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบเรื่องดังกล่าวแล้ว แต่ต้องให้คณะกรรมการ ผู้ออกข้อสอบวิชาดังกล่าว เป็นผู้พิจารณาความถูกต้อง ตามหลักวิชาการ หากพบว่ามีข้อผิดพลาดจริง ก็ต้องยกประโยชน์ให้เด็ก และหลังจากการสอบ GAT/PAT เรียบร้อยทุกวิชาในวันที่ 5 มีนาคม สทศ.จะตรวจสอบข้อสอบและกระบวนการเฉลยคำตอบในทุกรายวิชาอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจว่าข้อสอบมีความถูกต้อง ทั้งนี้ สำหรับการจัดสอบ GAT/PAT ตั้งแต่วันที่ 2-4 มีนาคม เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและยังไม่พบการทุจริต

นายสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหาร สทศ. กล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงาน แต่หากมีข้อสอบผิดพลาดจริง อาจจะยกผลประโยชน์ให้แก่นักเรียน ที่เลือกคำตอบใน 2 ตัวเลือกที่ถูกต้อง ที่ผ่านมา สทศ.ได้กำชับคณะกรรมการออกข้อสอบให้ดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดมากที่สุด ขอให้นักเรียนทุกคนไม่ต้องกังวลว่าจะไม่ได้คะแนน แต่ขอให้รอผลการตรวจสอบก่อนว่ามีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นจริงหรือไม่ อย่างไรก็ตามสำหรับปัญหาเรื่องข้อสอบ กระดาษคำตอบ ยอมรับว่าปีนี้มีปัญหาหลายครั้ง ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการบริหาร สทศ.กำลังดำเนินการคัดเลือกคณะกรรมการขึ้นพิจารณาข้อสอบ เพื่อแก้ปัญหาข้อสอบที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31909&Key=hotnews

เด็กโวย PAT 2 คำตอบถูกมากกว่า 1 สทศ.เช็กด่วน-ชี้ผิดจริงให้แต้มฟรี Read More »

มหา’ลัยบีบน.ศ.เซ็นรับความเสี่ยงจบแล้วแห้วใบวิชาชีพ-ป้องกันเด็กฟ้อง สกอ.แก้ไม่ตก’ม.’แห่เปิดหลักสูตรเถื่อน

5 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ขอให้สภาวิชาชีพทั้ง 13 สาขา ไปทำข้อตกลงเพื่อแก้ปัญหากรณีสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งเปิดรับนักศึกษาก่อนสภาวิชาชีพจะรับรองหลักสูตร ทำให้เมื่อจบหลักสูตรแล้วนักศึกษาไม่สามารถไปขอใบประกอบวิชาชีพได้นั้น ยอมรับว่าการแก้ปัญหาดังกล่าวไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เนื่องจากสภาวิชาชีพแต่ละแห่งต่างยึดตามหลักเกณฑ์มาตรฐานของตัวเอง โดยเฉพาะสัตวแพทยสภา และสภาเทคนิคการแพทย์ ที่ยังไม่ยอมปรับรายละเอียดขั้นตอนในการรับรองหลักสูตร อาทิ สัตวแพทยสภา กำหนดว่า มหาวิทยาลัยที่จะเปิดหลักสูตรสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยจะต้องเปิดโรงพยาบาลก่อน เพื่อรองรับการฝึกงานของนักศึกษา ทั้งที่ไม่จำเป็นเพราะมหาวิทยาลัยสามารถทำข้อตกลงกับโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญและส่งเด็กไปฝึกสอนได้ ขณะที่สภาเทคนิคการแพทย์ จะเข้ามากำหนดเรื่องคุณสมบัติของอาจารย์ผู้สอน ทั้งที่เป็นหน้าที่ของ สกอ. เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายในการรับรองหลักสูตร เท่าที่ทราบการออกไปตรวจรับรองแต่ละครั้ง มหาวิทยาลัยจะต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งค่าเดินทาง ค่าตรวจเยี่ยม ร่วมถึงค่ารับรองหลักสูตร ซึ่งบางสภาวิชาชีพเรียกเก็บค่ารับรองหลักสูตรในแต่ละรอบเกือบ 1 แสนบาท ทั้งที่เงินจำนวนดังกล่าวมหาวิทยาลัยไม่ควรต้องจ่าย
นพ.กำจรกล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม จากการหารือสภาวิชาชีพส่วนใหญ่ยอมผ่อนคลายข้อกำหนดต่าง ให้มหาวิทยาลัยสามารถเปิดการเรียนการสอนได้สะดวกขึ้น แต่ส่วนตัวยังเห็นว่าหากจะแก้ปัญหา ควรต้องกำหนดลงไปในกฎหมายให้ชัดเจนว่า สภาวิชาชีพมีอำนาจอะไรในการเปิดหลักสูตรของมหาวิทยาลัยได้บ้าง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาว่ามหาวิทยาลัยไปเปิดสอน ก่อนที่จะได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพ ซึ่งขณะนี้ที่น่าห่วงคือ มีมหาวิทยาลัยบางแห่งไปเปิดสอนหลักสูตรที่ต้องได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพ โดยทำข้อตกลงกับนักศึกษาให้ยอมรับไว้ก่อนว่า เมื่อจบแล้วอาจจะไม่ได้รับการรับรองจากสภาวิชาชีพ ซึ่งเท่ากับว่านักศึกษาเองเป็นผู้เสียประโยชน์
“สภาวิชาชีพควรมีบทบาทในการกำกับดูแลมาตรฐานวิชาชีพ ไม่ใช่ไปกำกับหลักสูตร โดยสามารถประเมินได้จากนักศึกษา และประสบการณ์การทำงาน เช่น แพทยสภาจะประเมินว่าผู้ที่จบแพทย์ สามารถรักษาได้จริงหรือไม่ ไม่ใช่ดูว่าจบจากสถาบันใด ขณะที่การกำกับหลักสูตรให้เป็นไปตามมาตรฐานนั้น เป็นหน้าที่ของ สกอ. จากนี้ สกอ.คงทำหน้าที่สอดส่องดูแลการจัดการศึกษาต่อไป และหากเกิดปัญหา ก็แก้ไขเป็นรายกรณี แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ นักศึกษาจะต้องตรวจสอบข้อมูลก่อนตัดสินใจเข้าเรียน เช่น สภาวิชาชีพรับรองหลักสูตรแล้ว แต่ยังไม่รับรองสถาบัน และหากสถาบันไม่ได้รับการรับรอง จะมีผลให้นิสิตนักศึกษา ไม่สามารถสอบเพื่อขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพได้” นพ.กำจรกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31908&Key=hotnews

มหา’ลัยบีบน.ศ.เซ็นรับความเสี่ยงจบแล้วแห้วใบวิชาชีพ-ป้องกันเด็กฟ้อง สกอ.แก้ไม่ตก’ม.’แห่เปิดหลักสูตรเถื่อน Read More »

‘ศธ.’ลุ้น’ดีเอสไอ’ชี้ผลสอบครูผู้ช่วย ปัดไร้ข้อมูล 7 ผอ.ร่วมขบวนทุจริต

5 มีนาคม 2556

“ศธ.”ลุ้นดีเอสไอสรุปผลสอบทุจริตครูผู้ช่วยก่อนประชุมใหญ่”ก.ค.ศ.”หวังชงเป็นปัจจัยหนุนเลื่อนสอบบรรจุครูทั่วไปลอตใหญ่ “เสริมศักดิ์” ปัดไม่รู้ข้อมูล 7 ผอ.อีสานเอี่ยวทุจริต คาดมีผู้ร่วมทำผิดกว่าพันราย เลขาธิการ กพฐ. แจงส่งข้อสอบทางไปรษณีย์กันส่งผิดที่เตือนคนกล่าวหา สพฐ. เอี่ยวทั้งที่ไร้หลักฐานไม่เหมาะ”พงศ์เทพ” แบ่งรับแบ่งสู้ส่วนกลางหรือเขตพื้นที่ฯจัดสอบเองก็มีปัญหาไม่ต่างกัน

เมื่อวันที่ 4 มี.ค.56 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการเปิดเผยว่า ขณะนี้ยังรอผลการสอบสวนกรณีปัญหาการทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ และบุคลากร ทางการศึกษาในตำแหน่งครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมาจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) อยู่และคาดว่าจะได้รับผลสอบสวนทันก่อนการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ในวันที่13 มี.ค.56ซึ่งจะมีการเสนอให้มีการเลื่อนการสอบครูผู้ช่วยกรณี ทั่วไปด้วย ส่วนที่จะมีการสอบผู้อำนวยการโรงเรียน ที่เกี่ยวข้อง 7 แห่งนั้น ไม่ทราบข้อมูลว่ามีที่ใดบ้าง แต่เข้าใจว่าจะเป็นการเรียกสอบเพื่อดูความเชื่อมโยงในส่วนต่างๆและต้องตรวจสอบให้ได้ข้อ เท็จจริงโดยเฉพาะการรั่วของข้อสอบว่ารั่วตรงจุดไหนและมีการดำเนินการที่รัดกุมหรือไม่

ทั้งนี้การสอบครูผู้ช่วยที่ผ่านมานั้นส่วนใหญ่มีการบรรจุไปกันหมดแล้ว แต่ถ้าตรวจสอบพบว่าไม่ถูกต้องก็สามารถยกเลิกได้ โดยส่วนตัวประเมินจากข้อมูลต่างๆ ที่ได้รับมาน่าจะมีผู้ที่เข้าขบวนการทุจริตนี้เกือบ 1,000 คน จากอัตราที่บรรจุประมาณ 2,000 คน เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่เป็นภาคใหญ่ พนักงานราชการจะไปสอบในภาคอื่นกัน
ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.)กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในการสอบครูผู้ช่วยเรื่องเริ่มจะขมวดมาเรื่อยๆและข้อมูลที่สนามสอบ สพป.ขอนแก่นเขต 3 ก็เริ่มจะชัดเจนมากขึ้น คงไม่ใช่แค่การมีคนไปนั่งสอบแทนเท่านั้น แต่จะเกี่ยวกับผังที่นั่งต่างๆ ด้วย ซึ่งทางคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกำลังตรวจสอบในส่วนนี้เพื่อดูผังที่นั่ง และคะแนนจะมีความชัดเจนว่าใครเป็นใคร และมีการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่ โดยทั้งหมดนี้เหมือนมีการจัดการในห้องสอบ ซึ่งข้อมูลทั้งหมดจะมีการส่งไปยังดีเอสไอ และน่าจะมีการเจาะข้อมูลไปเรื่อยๆ และจะมีความชัดเจนขึ้นทุกวัน ทั้งนี้จากการประเมินของ สพฐ.คาดว่ากรณีของผู้ที่เข้า ไปสอบแทนอยู่ในหลักสิบคนไม่ใช่หลักร้อย

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อไปว่าสำหรับการสอบครูผู้ช่วยครั้งนี้ที่ สพฐ.เลือกที่จะจัดส่งข้อสอบทางไปรษณีย์ เป็นเพราะว่าการสอบก่อนหน้านี้มีปัญหาการจัดส่งมาก และมีความทุลักทุเลเนื่องจากข้อสอบใส่ซองผิด และส่งไปผิดที่ ฉะนั้นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่จะมุ่งมาแก้ปัญหาและคิดว่าการจัดส่งต้องมีหลักประกันที่เชื่อมั่นจึงเป็นที่มาให้ทางไปรษณีย์มาจัดส่ง ส่วนการแบ่งข้อสอบออกเป็น 4 วิชาได้แก่ วิชาความรอบรู้ วิชาความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วิชาความถนัดและเจตคติต่อวิชาชีพครู และวิชาความรู้ความเข้าใจและปฏิบัติต่อวิชาชีพครู ส่วนละ 50 ข้อ รวม 200 ข้อนั้นจะต้องมีการแยกอยู่แล้วเพราะเป็นคนละวิชา ซึ่งทาง สพฐ.จะใช้วิธีการสุ่มข้อสอบในคลัง 15,000 ข้อใน 4 วิชา ฉะนั้นจะไม่มีการรวม 200 ข้อไว้ด้วยกัน เพื่อให้แต่ละชุดแต่ละวิชามีความอิสระจากกันจะไม่รู้ว่าชุดไหนจะมาอย่างไร ซึ่งในการจัดสอบนั้นไม่สามารถรวม 200 ข้อแล้วให้สอบรวดเดียวได้เพราะมีการแบ่งการสอบตาม 4 วิชา

อย่างไรก็ตามที่มีการตั้งข้อสังเกตว่าการแบ่งข้อสอบออกเป็น 4 ส่วนและแยกสอบจะเป็นมูลเหตุให้มีการจำเฉลยคิดว่าก็คงลำบาก เพราะในคู่มือการสอบต่างๆ ก็ระบุระเบียบชัดเจนในการสอบว่าห้ามนำเครื่องมือสื่อสาร อาทิ โทรศัพท์มือถือเข้าไป ซึ่งกรณีที่มีการปล่อยให้นำเข้าไปถือเป็นความบกพร่องในกระบวนการสอบของผู้ที่คุมสอบ โดยกรณีของคณะกรรมการคุมสอบที่ สพป.ขอนแก่นเขต 3 ได้รับแจ้งว่ากำลังได้ใกล้ข้อสรุปว่าจะมีความผิดทางวินัยมากขนาดไหน

เมื่อถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าอาจมีข้าราชการระดับสูง สพฐ. เข้าไปเกี่ยวข้อง เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่ายังมองไม่ชัดเจนว่าจะมาอะไรอย่างไร ถ้าพูดกันลอยๆ และเพื่อให้กระทบชิ่งหน่วยงานและเกิดความเสื่อมเสียและขาดความเชื่อมั่นก็ไม่ดี เพราะการพูดลอยๆและขาดหลักฐานก็ไม่สมควร
ด้าน นายพงศ์เทพ เทพกาญจนารมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ได้มีการนัดประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ.นัดพิเศษในวันที่ 13 มี.ค.นี้ เพื่อพิจารณาผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ที่ก.ค.ศ.ตั้งขึ้น กรณีที่พบว่ามีพนักงานราชการ มีชื่อเข้าสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยซ้ำที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.)ขอนแก่น เขต 3 และสพป.นครปฐม เขต 1 ส่วนจะมีวาระเรื่องการพิจารณายกเลิกการสอบครูผู้ช่วยหรือไม่นั้นตนยังไม่แน่ใจว่าทางดีเอสไอจะสามารถสรุปผลการสอบสวนส่งมาทันก่อนการประชุมหรือไม่ หากทันก็จะนำเข้าบรรจุเป็นวาระในการพิจารณาด้วย สำหรับการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไปประจำปี 2556 ที่จะมีขึ้นในเดือน เม.ย.นั้นตนยังไม่แน่ใจว่าจะเตรียมการได้ทันหรือไม่ เพราะการให้ส่วนกลางจัดสอบก็มีปัญหา หากกระจายให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่จัดสอบก็จะเจอปัญหาอีกแบบ ดังนั้นคงต้องมีการพิจารณารูปแบบที่เหมาะสมก่อนที่จะจัดสอบ

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31905&Key=hotnews

‘ศธ.’ลุ้น’ดีเอสไอ’ชี้ผลสอบครูผู้ช่วย ปัดไร้ข้อมูล 7 ผอ.ร่วมขบวนทุจริต Read More »