มก.ตั้งเป้าพัฒนางานวิจัย

5 มีนาคม 2556

นายศรปราชญ์ ธไนศวรรยางกูร รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เปิดเผยว่า เนื่องจากมก.เป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ที่มุ่งพัฒนาสนับสนุนงานวิจัย จึงตั้งเป้าว่าภายใน 10 ปี จะพัฒนางานวิจัยให้อยู่ในอันดับ 200 ของโลก โดยเริ่มส่งเสริมงานวิจัยในสาขาที่มหาวิทยาลัยมีศักยภาพ อาทิ อาหาร เกษตร เทคโนโลยี วิศวกรรม และซอฟต์แวร์ต่างๆ เป็นต้น ถึงแม้รัฐบาลจะวางงบประมาณงานวิจัยปี’57 โดยตีกรอบการลงทุนให้เป็น 1 เปอร์เซ็นต์ ของผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ดังนั้น ในอนาคตการที่รัฐจะสนับสนุนงบฯวิจัยให้มหาวิทยาลัยคงไม่ใช่เรื่องง่าย มก.จึงจำเป็นต้องใช้ความเชี่ยวชาญ มาสร้างเครือข่ายแสวงหางบฯวิจัยภายนอก รวมทั้งพัฒนาศักยภาพของนักวิจัยรุ่นใหม่ให้มากขึ้น

ด้านนายวิษณุ อรรถวานิช ภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มก. เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยจำเป็นต้องวางระบบบริหารจัดการ ส่งเสริม พัฒนาศักยภาพอาจารย์ให้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะระบบที่เอื้อหรือจัดสรรเวลาให้อาจารย์ได้ทำงานวิจัย เพราะตอนนี้หลายคณะของ มก.เปิดหลักสูตร และโครงการพิเศษมากขึ้น ส่งผลให้อาจารย์ทำงานวิจัยน้อยลงและสอนมากขึ้น ยิ่งอนาคตหากเปลี่ยนสถานภาพไปอยู่ในกำกับของรัฐ จะทำให้คณะมีอิสระเปิดหลักสูตรมากขึ้น หากมก.ไม่วางระบบที่เอื้อให้อาจารย์ทำงานวิจัย เชื่อว่าอนาคตงานวิจัยของ มก.น้อยลงอย่างแน่นอน

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31906&Key=hotnews

 

มก.ตั้งเป้าพัฒนางานวิจัย Read More »

สพฐ.เล็งเฟ้น 10 รางวัลครูเกียรติยศ เร่งเกณฑ์ประเมินยกย่องผู้เสียสละ-เพิ่มเครดิต

4 มีนาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงการจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 62 ว่า การจัดงานผ่านไปด้วยดี ผลงานนักเรียนเป็นที่น่าพอใจ และทุกเขตพื้นที่การศึกษาให้ความสนใจ โดยมีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาศึกษา (สพป.) ศรีสะเกษ เขต 2 ได้รับเหรียญรางวัลจากการส่งผลงานนักเรียนเข้าแข่งขันมากที่สุด ขณะที่โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษา (สพม.) เขต 35 ได้รับเหรียญรางวัลมากที่สุดเช่นกัน ซึ่งจากผลการแข่งขันนี้ สพฐ.จะมาวิเคราะห์หาจุดอ่อนเขตที่ยังไม่ประสบความสำเร็จ และต่อยอดนักเรียนที่ได้รับรางวัลเหรียญทองในด้านวิชาการ 8 กลุ่มสาระวิชาหลัก ด้านภาษา ศิลปหัตถกรรม โดยจะจัดทำฐานข้อมูลพัฒนาเด็กให้มีคุณภาพมากขึ้น เชื่อมโยงกับการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะอัจฉริยะภาพเด็ก ซึ่งในปีนี้เริ่มจัดตั้งแล้ว 9 ศูนย์

เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ในปีการศึกษา 56 สพฐ.จะกำหนดให้มีรางวัล Hero Obec หรือ ‘คนดีศรีสพฐ.’ ขึ้น โดยแสวงหาครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีอุดมการณ์ทุ่มเท และเสียสละ เพื่อนักเรียนและการศึกษา ไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ โดยกำหนดขึ้นมา 10 รางวัล แบ่งเป็นครูสายผู้สอน 4 ภูมิภาค ภูมิภาคละ 1 รางวัล และผู้บริหารสถานศึกษา 4 ภูมิภาค ภูมิภาคละ 1 รางวัล และที่เหลืออีก 2 รางวัล คือ รางวัลบุคลากร 38 ค (2) บุคลากรประจำเขตพื้นที่การศึกษา 1 รางวัล และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้งประถมฯ และมัธยมฯ 1 รางวัล
“ขณะนี้สพฐ.กำลังดำเนินการจัดทำเกณฑ์ในการประเมินให้คะแนนต่างๆ อยู่ โดยผู้ที่จะได้รับรางวัลเหล่านี้จะสมัครขอรับรางวัลไม่ได้ ต้องให้เสนอชื่อและมีกรรมการไปประเมิน ซึ่งจะประกาศและมอบรางวัลในวันสถาปนาสพฐ.ในเดือนก.ค.นี้ รางวัลดังกล่าวไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปสู่การประเมินวิทยฐานะเหมือนรางวัล Obec Awards แต่ผู้ที่ได้รับรางวัลเกียรติยศนี้จะถือเป็นเครดิต เป็นประโยชน์ต่อการเจริญก้าวหน้าต่อไป” นายชินภัทรกล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 5 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31894&Key=hotnews

สพฐ.เล็งเฟ้น 10 รางวัลครูเกียรติยศ เร่งเกณฑ์ประเมินยกย่องผู้เสียสละ-เพิ่มเครดิต Read More »

สื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ในโลกยุคดิจิตตอล

4 มีนาคม 2556

ฟาฏินา วงศ์เลขา

ปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวไกลส่งผลให้สื่อการเรียนการสอนมีความทันสมัยมากขึ้น ครูยุคใหม่จึงต้องรู้จักใช้ยุทธวิธีที่หลากหลายเป็นตัวกลางสำคัญในกระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสีสันดึงดูดใจเปิดโลกการเรียนรู้ที่กว้างไกลให้กับผู้เรียนด้วยสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่และต้องคำนึงว่าจะนำมาใช้อย่างไรให้เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศหรือการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ทั่วทุกมุมโลกในเวลาอันรวดเร็ว

ในการจัดการเรียนการสอนยุคใหม่นั้น นอกจากครูผู้สอนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของแนวคิดหลักแห่งวิชาชีพครูและเนื้อหาสาระวิชาที่สอนแล้วยังจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของเครื่องมือที่จะใช้แสวงหาความรู้เพื่อช่วยเติมเต็มความรู้ให้กับผู้เรียนเกิดทักษะ ความรู้ สร้างสรรค์ประสบการณ์ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาได้อันจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนทุกคน ดังนั้นสื่อการเรียนรู้ไม่ว่าจะเป็นสื่อบุคคล วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจนเทคนิควิธีการล้วนเป็นสื่อกลางที่ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ได้ง่ายและรวดเร็ว จึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญยิ่งที่จะนำความต้องการของครูผู้สอนไปสู่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเป็นไปตามจุดมุ่งหมายของการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้องเหมาะสม และที่สำคัญคือครูผู้สอนต้องรู้จักเลือกสรรสื่อการเรียนรู้ที่จะนำไปใช้เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ปัจจุบันมีสื่อการเรียนรู้รูปแบบสมัยใหม่มากมายให้เลือกใช้ ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องพิจารณาเลือกสื่อการเรียนรู้ที่ดีมีคุณภาพ เช่น สื่อที่มีความสัมพันธ์กับเรื่องที่สอนตรงตามวัตถุประสงค์ เนื้อหาถูกต้อง ทันสมัย น่าสนใจ และส่งผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กมากที่สุด ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหานั้น ๆ ได้ดีเป็นลำดับขั้นตอน เหมาะสมกับวัย ระดับชั้น ความรู้ และประสบการณ์ของผู้เรียน เป็นสื่อที่มีคุณภาพ สะดวกไม่ซับซ้อนยุ่งยากจนเกินไป หรือหากผลิตสื่อการเรียนการสอนเองควรคุ้มกับเวลาและการลงทุน เป็นต้น สำหรับสื่อการเรียนรู้ที่มีบทบาทในแวดวงการศึกษาในสังคมยุคข้อมูลข่าวสารที่น่าสนใจ เช่น สื่อคอมพิวเตอร์ช่วยสอน หรือ CAI (Computer Assisted Instruction) เป็นการนำคอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง เป็นลักษณะการนำเสนอที่มีทั้งตัวหนังสือ ภาพกราฟิก ภาพเคลื่อนไหว เพื่อดึงดูดให้ผู้เรียนเกิดความสนใจเรียนรู้มากยิ่งขึ้น อีกทั้งมีการแสดงผลการเรียนให้ผู้เรียนทราบทันทีด้วยข้อมูลย้อนกลับ บางครั้งอาจเรียกว่า “บทเรียนสำเร็จรูป” แต่ใช้คอมพิวเตอร์เป็นตัวกลางแทนสิ่งพิมพ์หรือสื่อประเภทอื่น

บทเรียนออนไลน์ หรือ E-Leaning จึงเป็นบทเรียนแห่งการเรียนรู้ที่ถ่ายทอดเนื้อหาสาระผ่านทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของคอมพิวเตอร์ช่วยสอนด้วยซีดีรอม การเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Learning) การเรียนออนไลน์ (On-line Learning) การเรียนทางไกลผ่านดาวเทียม การเรียนด้วยวิดีโอผ่านออนไลน์ เป็นต้น เป็นการเรียนรู้ด้วยตัวเองที่ผู้เรียนอาจเลือกเรียนตามความสามารถและความสนใจ เป็นวิธีการที่ผู้สอน ผู้เรียน และเพื่อนร่วมชั้นเรียนสามารถติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างกันได้เช่นเดียวกับการเรียนในชั้นเรียนปกติ โดยอาศัยการติดต่อสื่อสารในรูปแบบของ E-mail, Webboard, Chat

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-Book (Electronic Book) เป็นหนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ โดยปกติมักจะเป็นแฟ้มข้อมูลที่สามารถอ่านเอกสารผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบออฟไลน์และออนไลน์ เป็นสื่อที่สามารถแทรกภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว แบบทดสอบ และที่สำคัญคือ E-Book สามารถปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยได้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ไม่สามารถทำได้อย่างง่ายดายในสื่อที่เป็นหนังสือหรือสื่อสิ่งพิมพ์
เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับพกพา หรือ Tablet PC ปัจจุบันเริ่มมีหลายประเทศได้นำมาใช้ในแวดวงการศึกษาโดยให้นักเรียนใช้แทนหนังสือในรูปแบบเดิมมากขึ้น เพราะเห็นว่า Tablet PC สามารถช่วยประหยัดงบประมาณในการจัดพิมพ์ตำราเรียนได้ Tablet PC สามารถบรรจุหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกเก็บไว้ในรูปดิจิตอลได้เป็นจำนวนมาก โดยผู้อ่านสามารถเลือกเล่มไหนขึ้นมาอ่านก่อนก็ได้ อีกทั้งสามารถแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาได้ตลอดเวลา และที่สำคัญ Tablet PC สามารถเชื่อมโยงให้ผู้สอนและผู้เรียนติดต่อสื่อสารกันผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตได้ ช่วยทำให้ข้อจำกัดเรื่องสถานที่ในการเรียนการสอนหมดไป

กระดานอัจฉริยะ หรือ Interactive Board เป็นกระดานระบบสัมผัสที่มีหน้าจอขนาดใหญ่ ทำหน้าที่เป็นหน้าจอโปรเจคเตอร์คอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถควบคุมโดยการสัมผัสหรือเขียนบนหน้าจอโดยตรงแทนการใช้เมาส์หรือคีย์บอร์ด สามารถสั่งพิมพ์ บันทึกข้อมูลลงคอมพิวเตอร์ หรือส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งได้นำมาใช้ในโรงเรียน แทนกระดานไวท์บอร์ดแบบเดิม กระดานอัจฉริยะเป็นสื่อไฮเทคที่มีประโยชน์มากสำหรับโลกของการศึกษาในปัจจุบัน และอนาคต
ในยุคแห่งโลกการสื่อสารที่ไร้พรมแดนแบบนี้ต้องยอมรับว่า การมีสื่อการเรียนรู้รูปแบบที่ทันสมัยได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในแวดวงการศึกษา เป็นสื่อมีชีวิตที่สามารถดึงดูดให้ผู้เรียนสนใจใฝ่เรียนรู้ที่จะนำไปสู่การเปิดโลกการเรียนรู้ที่กว้างไกล อย่างไรก็ตาม แม้สื่อในรูปแบบใหม่เหล่านี้จะมีประโยชน์ที่จะช่วยเติมเต็มความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ในการเรียนรู้ต่อผู้เรียน แต่ครูผู้สอนก็ยังคงมีความสำคัญในการชี้นำแนะทางที่ถูกต้องเหมาะสมและต้องเลือกสรรสื่อการเรียนรู้ที่จะเกิดประโยชน์และคุ้มค่าที่สุด.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 5 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31895&Key=hotnews

 

สื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ในโลกยุคดิจิตตอล Read More »

พงศ์เทพเล็งเลื่อนสอบครูผู้ช่วย รอให้ผลเชือดขบวนการโกงออกมาก่อน/ดีเอสไอลงอีสานหาข้อมูลเพิ่ม

4 มีนาคม 2556

กรุงเทพฯ * โกงสอบครูผู้ช่วยพิเศษ กระทบการสอบครูผู้ช่วยทั่วไป “พงศ์เทพ” เห็นด้วยเลื่อนสอบออกไปก่อนจากกำหนดเดิมเดือน เม.ย. ชี้ควรรอให้การสอบสวนขบวนการโกงสอบครูผู้ช่วยสุดฉาวเสร็จสิ้น ส่วนการจัดสอบใหม่ต้องกำจัดจุดอ่อน หาวิธีที่รัดกุมโปร่งใสยิ่งขึ้น ด้านดีเอสไอลงพื้นที่อีสานหาข้อมูลเพิ่ม เจาะลึกขบวนการโกงใครเอี่ยวบ้าง

วันที่ 3 มีนาคม 2556 นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีการตรวจสอบพบทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นพิเศษหรือเหตุพิเศษ หรือ ว12 ซึ่งตรวจพบว่าอาจมีผู้บริหารระดับสูงในสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เกี่ยวข้อง ขณะที่นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ เตรียมเสนอให้เลื่อนการสอบบรรจุข้าราชการครูทั่วไปในเดือน เม.ย.นี้ออกไปก่อน ว่า แนวคิดของนายเสริมศักดิ์เป็นเรื่องที่ดี เพราะต้องตรวจสอบการทุจริตกรณีที่เกิดขึ้นนี้ให้เรียบร้อยก่อน เพื่อจะได้ดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีจุดบกพร่องที่ใด จะได้อุดจุดบอดเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก และจัดระบบการสอบครั้งใหม่ให้รัดกุมโปร่งใส เพื่อไม่ให้มีใครได้เปรียบเสียเปรียบหรือมีใครรู้ข้อสอบก่อน อย่างไรก็ตามตนขอรอการตรวจสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก่อน ซึ่งคิดว่าอีกไม่นาน

รมว.ศธ.กล่าวอีกว่า สำหรับข้อซักถามว่าในส่วน ศธ.จะตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีที่เกิดขึ้นหรือไม่ กรณีอาจมีผู้บริหารระดับสูงเข้าไปเกี่ยวข้องนั้น ขณะนี้ดีเอสไอเป็นองค์กรจากภายนอกที่ตรวจสอบอยู่ และเราก็เชื่อว่าข้อมูลจากดีเอสไอเป็นกลางที่สุด หากให้ ศธ.หรือ สพฐ.ตรวจสอบเอง สาธารณชนอาจเกิดความคลางแคลงใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในสัปดาห์นี้ดีเอสไอนำโดยนายธานิน เปรมปรีดิ์ รอง ผบ.สำนักคดีอาญาพิเศษ 2 ดีเอสไอ พร้อมชุดสอบสวนจะลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่นและจังหวัดต่างๆ ที่มีการเปิดสอบครูผู้ช่วย เพื่อแสวงหาพยานหลักฐานให้ชัดเจนทั้ง 3 ประเด็น ทั้งการให้ท่องเฉลยข้อสอบการเข้าห้องสอบ การใช้เครื่องมือสื่อสารติดต่อส่งคำตอบ และการเข้าสอบแทน แต่จะทำกันทุกเขตทุกพื้นที่หรือไม่ต้องสืบหาขบวนการในเชิงลึกต่อไป และตรวจสอบเส้นทางการเงินในส่วนของการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบหัวละ 500,000 บาท.

ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31892&Key=hotnews

 

พงศ์เทพเล็งเลื่อนสอบครูผู้ช่วย รอให้ผลเชือดขบวนการโกงออกมาก่อน/ดีเอสไอลงอีสานหาข้อมูลเพิ่ม Read More »

ใช้งบ 150 ล้าน พัฒนาอาชีวะขนาดเล็ก ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่สถานที่ถึงตัวบุคคล

4 มีนาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา( กอศ.)เปิดเผยถึงการพัฒนาวิทยาลัยอาชีวศึกษาขนาดเล็ก ว่า จะใช้งบ 150 ล้านบาท ภายใน 3 ปี โดยในปี 2556 สถานศึกษาขนาดเล็กจะได้รับการจัดสรรงบฯจำนวน 50 ล้านบาท เพื่อไปใช้ในการแก้ไขปัญหาขาดแคลนและอุปสรรคต่อการจัดการเรียนการสอน ปรับปรุงสถานศึกษา พัฒนาระบบการบริหารจัดการ เพื่อเพิ่มจำนวนผู้เรียน พัฒนาคุณภาพผู้เรียน ครูและบุคลากร เพื่อยกระดับการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐานทัดเทียมกับสถานศึกษาขนาดกลางและขนาดใหญ่ ให้สามารถเข้าสู่การประกันคุณภาพภายในและประกันภายในและประกันคุณภาพภายนอก สมศ. รวมถึงเพื่อสร้างความเข้มแข็งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านกำลังคน เพื่อรองรับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า วิทยาลัยอาชีวศึกษาขนาดเล็กยังมีความจำเป็นในบางพื้นที่ และจำเป็นจะต้องขยายไปในพื้นที่ห่างไกลพร้อมทั้งจะต้องพัฒนาให้มีระบบการเรียนการสอนที่มีความโดดเด่น โดยนำนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน ไปประยุกต์ใช้ ซึ่งได้แก่ 1. การเรียนการสอนระบบทวิภาคี 2. การเรียนการสอนอิงลิชโปรแกรม 3. การเรียนการสอนเชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่นเปิดสอนระบบการขนส่ง หรือโลจิสติกโอท็อป การค้าระหว่างประเทศ 4. การเรียนการสอนเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มคนพิการ ผู้สูงวัย 5.เปิดเป็นโครงการฐานวิทยาศาสตร์ เป็นต้น

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31893&Key=hotnews

ใช้งบ 150 ล้าน พัฒนาอาชีวะขนาดเล็ก ต้องทำทุกอย่างตั้งแต่สถานที่ถึงตัวบุคคล Read More »

ถกเกณฑ์จัดสรรกองทุน

4 มีนาคม 2556

นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดศธ. กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ครั้งที่ 1/2556 ที่ประชุมเห็นชอบเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการศึกษาและการพัฒนาแผนงานวิชาการ ซึ่งมีองค์ประกอบ 3 คณะ คือ 1.คณะอนุกรรมการสนับสนุนด้านการพัฒนาแผนงานและวิชาการ 2.คณะอนุกรรมการสนับสนุนภารกิจด้านการเงินและการจัดสรรกองทุน และ 3.คณะอนุกรรมการสนับสนุนด้านการกำกับติดตามประเมินผลการดำเนินงานกองทุน ที่ประชุมยังเห็นชอบให้จ่ายค่าตอบแทนในการประชุมแก่คณะอนุกรรมการกองทุนพัฒนาเทคโนโลยี เพื่อการศึกษาและพัฒนาแผนงานวิชาการ 3 คณะ โดยอิงหลักเกณฑ์ อัตรา และรายละเอียดองค์ประกอบตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการปี 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ปลัดศธ. กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้พิจารณาหลักเกณฑ์และวิธีจัดสรรเงินกองทุนฯ เพื่อสนับสนุนโครงการซึ่งประกอบด้วยสาระ 8 หัวข้อ และแนวทางการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองทางวิชาการโครงการที่เสนอขอรับการจัดสรรเงินกองทุนและการจ่ายค่าตอบแทนในการพิจารณากลั่นกรองโครงการ รวมถึงการพิจารณาการปรับตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวที่จ้างจากเงินกองทุนฯเป็นพนักงานกองทุน โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับพนักงานราชการ

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31890&Key=hotnews

ถกเกณฑ์จัดสรรกองทุน Read More »

ร.ร.เร่งติวโอเน็ตตั้งเป้าคะแนนเพิ่ม จี้สทศ.พัฒนาครูออกข้อสอบ-ฝึกเด็กวิเคราะห์

4 มีนาคม 2556

นายวิโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยมงคล จ.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวถึงการนำคะแนนแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม อาทิ การเข้าเรียนต่อในระดับต่างๆ การประเมินวิทยฐานะของครูและผู้บริหารว่า ขณะนี้โรงเรียนขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ ต่างเร่งดำเนินการพัฒนาคะแนนโอเน็ตของนักเรียนให้ดีขึ้น ในส่วนของโรงเรียนบ้านห้วยมงคล ได้จัดค่ายวิชาการให้แก่นักเรียนที่เตรียมสอบโอเน็ต โดยจัดติว 2 ชั่วโมงในช่วงเย็นของทุกวัน

แต่ก็เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น โรงเรียนจึงจำเป็นต้องหาวิธีการอื่นที่จะส่งเสริมให้นักเรียนมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป โดยภาคเรียนที่ 2 ซึ่งเป็นฤดูการสอบโอเน็ต นักเรียนที่เตรียมตัวสอบจะเสียโอกาสในบางเรื่อง เช่น การเสริมอาชีพให้กับนักเรียนซึ่งมีช่วงเวลาตรงกัน การให้ความสำคัญกับคะแนนโอเน็ตเป็นเรื่องที่ดี เพราะไม่เช่นนั้นนักเรียนจะไม่ตั้งใจสอบ โดยปีนี้ตั้งเป้าว่าจะต้องพัฒนาให้คะแนนในภาพรวมของโรงเรียนเพิ่มขึ้น 3 เปอร์เซ็นต์
ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยมงคลกล่าวต่อว่า พร้อมกันนี้อยากให้สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) จัดอบรมการออกข้อสอบให้กับครูทั่วประเทศ เพราะขณะนี้มีปัญหาอยู่ที่การออกข้อสอบของครูที่จะใช้ประเมินเด็กในแต่ละชั้นเรียน เนื่องจากทั้งหมดยังใช้แนวข้อสอบแบบเก่าๆ คือนำความรู้จากหนังสือเรียนมาถามตรงๆ ไม่ได้เป็นการฝึกคิดวิเคราะห์ให้กับนักเรียน ทำให้นักเรียนคิดวิเคราะห์ไม่เป็น

“ผิดกับแนวการออกข้อสอบของ สทศ.ที่มีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหาก สทศ.จัดอบรมให้ความรู้แก่ครูเกี่ยวกับแนวทางการออกข้อสอบว่าเป็นอย่างไร โรงเรียน และสทศ.จะสามารถก้าวไปพร้อมๆ กันได้ แต่หากครูไม่ได้รับการอบรมที่ถูกต้อง เหมือนต่างคนต่างเดิน โรงเรียนจะตามไม่ทันอย่างแน่นอน” ผอ.โรงเรียนบ้านห้วยมงคลกล่าว

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31889&Key=hotnews

ร.ร.เร่งติวโอเน็ตตั้งเป้าคะแนนเพิ่ม จี้สทศ.พัฒนาครูออกข้อสอบ-ฝึกเด็กวิเคราะห์ Read More »

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งอยู่ระหว่าง รับราชการทหาร

4 มีนาคม 2556

ศรีชัย พรประชาธรรม ผอ.ภารกิจนโยบายและระบบบริหารงานบุคคล ตามที่สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้แจ้งหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ให้ส่วนราชการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา และหน่วยงานการศึกษาทราบและถือปฏิบัติแล้ว ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0206.6 / ว 14 ลงวันที่ 25 เมษายน 2555 และได้มีการสอบแข่งขันไปแล้วเมื่อประมาณกลางปี พ.ศ.2555 โดยในการสอบแข่งขันแต่ละครั้งก็จะมีผู้สมัครสอบแข่งขัน เช่น ผู้สมัครสอบแข่งขันที่เพิ่งสำเร็จการศึกษาใหม่ ผู้ที่ทำงานในภาคเอกชน หรือผู้ซึ่งรับราชการทหารกองประจำการ เมื่อมีการสอบแข่งขันและประกาศผลการสอบแข่งขันเรียบร้อยแล้ว ก็จะมีการเรียกผู้สอบแข่งขันได้ให้มารายงานตัวเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการเรียกมารายงานตัวนั้นสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ได้มีข้อหารือกรณีที่ผู้สอบแข่งขันได้มารายงานตัว เพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย แต่ผู้สอบแข่งขันได้ซึ่งมารายงานตัวอยู่ระหว่างรับราชการทหารกองประจำการ ว่าจะขออนุมัติบรรจุและแต่งตั้งบุคคลดังกล่าวเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครู ผู้ช่วย เมื่อพ้นจากการรับราชการทหาร โดยระหว่างรับราชการทหารไม่เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงได้หรือไม่

กรณีหารือดังกล่าว ก.ค.ศ.พิจารณาแล้ว มีมติอนุมัติให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งได้มารายงานตัวภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย แต่อยู่ระหว่างรับราชการทหาร โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้สอบแข่งขันได้ดังกล่าว ต้องพ้นจากราชการทหารแล้ว และได้ยื่นคำขอภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พ้นจากราชการทหาร โดยต้องมีเอกสารหลักฐานที่รับรองว่า ในระหว่างรับราชการทหาร มิได้กระทำการใดๆ จนเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง หรือได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงระหว่างรับราชการทหาร และเป็นผู้มีคุณสมบัติทั่วไป ตามมาตรา 30 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 โดย ไม่ต้องเสนอขออนุมัติ ก.ค.ศ.

จะเห็นได้ว่า ก.ค.ศ. ให้ความสำคัญในการสรรหาบุคคล เพื่อให้ได้คนดี คนเก่ง และคุณสมบัติดี สำหรับการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา แม้ผู้สอบแข่งขันได้จะรับราชการทหารกองประจำการอยู่ก่อนแล้ว และยื่นคำขอเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้ง ก.ค.ศ. ก็ยังต้องดูถึงประวัติการรับราชการในด้านความประพฤติ เพราะต้องการได้ข้าราชการครูที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อสร้างเยาวชนพลเมืองของชาติที่มีความรู้ความสามารถควบคู่กับการมีคุณธรรมจริยธรรมในอนาคต

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31888&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งอยู่ระหว่าง รับราชการทหาร Read More »

สภาพัฒน์เบรกตั้งว.อาชีวะเพิ่ม 50 แห่ง

4 มีนาคม 2556

สภาพัฒน์เบรกตั้งวิทยาลัยอาชีว ศึกษาเพิ่มกว่า 50 แห่ง เพราะประชากรวัยเด็กลดลง ส่วนวัยแรงงานปัจจุบันก็เข้าสู่ช่วงสูงอายุ แนะไปหาวิธีส่งเสริมอาชีพให้คนสูงวัย หรือเพิ่มคุณภาพและทักษะภาษาอังกฤษแข่งดีกว่า

นางสุวรรณี คำมั่น รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติหรือสภาพัฒน์ กล่าวในการประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติสู่การปฏิบัติ” จัดโดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ว่า สังคมไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่คนในสังคมยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร ขณะเดียวกันรูปแบบการจ้างงานก็เปลี่ยนแปลงไป มีการเคลื่อนย้ายแรงงานไปต่างประเทศ หรือแรงงานต่างชาติไหลเข้าสู่ประเทศ เมื่อโครงสร้างประชากรของประเทศได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กลับมีนโยบายจะตั้งวิทยาลัยอาชีวศึกษาเพิ่มขึ้นอีกกว่า50 แห่ง มาสอนด้านเทคนิคหรือวิชาช่าง ตนมองว่าคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะหากเรามีประชากรเกิดใหม่ลดลง วัยแรงงานก็ก้าวเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ ส่วนคนรุ่นใหม่ก็นิยมทำงานที่บ้านดังนั้นคงต้องไปมุ่งเน้นที่คุณภาพและนวัตกรรมของแรงงาน รวมทั้งการเพิ่มทักษะด้านภาษาอังกฤษ
รองเลขาธิการสภาพัฒน์กล่าวอีกว่า ประเทศไทยมีประชากรปี 2553 จำนวน 63.8 ล้านคน มีผู้สูงอายุสัดส่วน 20% ซึ่งมากกว่าจำนวนประชากรเด็ก ฉะนั้นการเปิดสถานศึกษาแต่ละระดับเพิ่มจะต้องคิดให้รอบคอบ เพราะตลาดแรงงานของเราเล็กลง เราอาจต้องหาแนว ทางการส่งเสริมอาชีพคนไทยที่เหมาะสมกับโครงสร้างที่เปลี่ยนแปลงไปอาทิ ส่งเสริมอาชีพของผู้หญิง ผู้สูงอายุ เป็นต้นขณะเดียวกันภาคอุตสาหกรรมจะต้องคำนึงถึงการจ้างแรงงานผู้สูงอายุด้วยตั้งแต่บัดนี้ ส่วนเรื่องปัญหาแรงงานที่ลดลงก็เป็นโจทย์สำคัญที่ท้าทายศธ.และองค์กรหลักทุกองค์กรที่ต้องไปดู โดยเฉพาะการต้องดึงชาวต่างชาติเข้ามาเรียนมากขึ้น เพราะหากเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษแล้วมีแต่คนไทยเรียน ก็ไม่เพิ่มมูลค่าแต่อย่างใด

ขณะที่ ดร.ชุมพล พรประภา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน สกศ. กล่าวว่า การขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติที่ช้านั้น เนื่องจากภาพรวมคุณภาพการศึกษาพื้นฐานไม่เอาไหน และผลพวงของปัญหาได้แผ่ขยายไปยังระดับการศึกษาที่สูงขึ้นทั้งอาชีวศึกษาและอุดมศึกษาจนแย่ไปหมด อย่างไรก็ตาม หากจะขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติให้สำเร็จนั้น จะต้องไปแก้การศึกษาทั้งระบบ อย่างระดับอาชีวศึกษาก็ควรต้องเปลี่ยนหลักสูตรใหม่ทั้งหมด เพื่อจะผลิตกำลังคนให้ตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ ภาคเอกชนมากที่สุด

ส่วนสถาบันการอาชีวศึกษาที่จะเกิดขึ้นใหม่19 แห่งนั้น มองว่า รมว.ศึกษาธิการต้องเข้ามามีบทบาทในการคัดเลือกนายกสภาสถาบัน และกรรมการสถาบัน เพื่อให้ได้คนดีเข้ามาบริหารงานอย่าเอาผู้บริหารมหาวิทยาลัย 400 กว่าแห่งเข้ามาทำหน้าที่ควบคุม บริหาร ประเมินในกลุ่มคนเดียวกัน เพราะคนกลุ่มนี้นอกจากไม่รู้ว่าต้องขับเคลื่อนอย่างไรแล้ว ยังเคยชินกับระบบเก่าๆ ด้วยอย่างไรก็ดี เสนอให้สรรหากรรมการสภาฯ ที่มาจากตัวแทนผู้ประกอบการด้วย เพื่อจะผลิตกำลังคนให้ตรงกับโจทย์อย่างแท้จริง

“การปรับหลักสูตรของอาชีวะต้องกำหนดให้มือเปื้อนได้ แต่ต้องคิดเป็น เพราะหลักสูตรอาชีวะตอนนี้เป็นหลักสูตรกะเทย มือบอกว่าไม่เปื้อน แต่กลับเปื้อน หรือขาข้างหนึ่งก็จะทำอาชีวะอีกข้างหนึ่งก็จะสอนระดับอุดมศึกษา เลยไม่ได้ดีสักอย่าง รวมถึงต้องดึงภาคเอกชนเข้ามาช่วยผลักดัน และภาคเอกชน การศึกษาต้องเดินไปด้วยกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างเดิน ต่างทำตามแนวทางที่ตนเองมีอยู่” ดร.ชุมพลกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31886&Key=hotnews

สภาพัฒน์เบรกตั้งว.อาชีวะเพิ่ม 50 แห่ง Read More »

ราชภัฏสุราษฎร์ฯเปิดสอนภาษามลายู สกอ.หนุนเพื่อความเข้าใจประเทศอาเซียน

1 มีนาคม 2556

ผศ.ดร.ประโยชน์ คุปต์กาญจนากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี (มรส.) เปิดเผยถึงการเปิดสอนหลักสูตรภาษาบาฮาซามลายู ว่า ขณะนี้ มรส. กับมหาวิทยาลัยมาลายาแห่งประเทศมาเลเซีย (University of Malaya) ได้ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรภาษาบาฮาซามลายู เพื่อสนองความต้องการในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สอดรับกับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.2558 โดยหลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตร 4 ปี สังกัดคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ คาดว่าจะเปิดรับนักศึกษาได้ในปีการศึกษา 2557 โดยในขณะนี้หลักสูตรภาษาบาฮาซามลายูได้ผ่านการวิพากษ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในประเทศและต่างประเทศมาแล้ว 2 ครั้ง ครั้งล่าสุดระหว่างวันที่ 4-7 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา ซึ่งตนและคณะกรรมการหลักสูตรได้เดินทางไปยังมหาวิทยาลัยยอร์กยาการ์ตา (Yogyakarta State University) เมืองยอร์กยาการ์ตาประเทศอินโดนีเซีย เพื่อลงนามในหนังสือแสดงเจตนารมณ์ที่จะร่วมมือกันทางวิชาการ รวมทั้งเพื่อวิพากษ์หลักสูตรดังกล่าวร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิในกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาบาฮาซามลายู แล้วนำคำแนะนำมาแก้ไขหลักสูตรเพื่อเสนอต่อสภาวิชาการและสภามหาวิทยาลัยต่อไป ซึ่งหลักสูตรความร่วมมือดังกล่าวได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เนื่องจากเห็นตรงกันว่า การผลิตกำลังคนเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้า การบริการและการลงทุนของประชาคมอาเซียนในปี 2558 นั้นเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น นอกจากนี้เชื่อว่าภาษาจะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการส่งเสริมความร่วมมือด้านต่างๆ ระหว่างประเทศใกล้เคียงและประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซียน โดย สกอ.ตั้งเป้าให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี เป็นศูนย์กลางการศึกษาสาขาวิชาภาษาบาฮาซามลายูในภาคใต้ตอนบนในอนาคตอีกด้วย

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31875&Key=hotnews

ราชภัฏสุราษฎร์ฯเปิดสอนภาษามลายู สกอ.หนุนเพื่อความเข้าใจประเทศอาเซียน Read More »