สกอ.ตั้งกก.สอบวินัยอธิการมมส.

1 มีนาคม 2556

ASTV ผู้จัดการรายวัน – นายกสภา มมส.ไขก๊อก เหตุปัญหาทุจริต ด้านสกอ.ตั้งกรรมการฯสอบวินัยร้ายแรงอธิการบดี ขณะที่ คกก. แจ้งข้อกล่าวหา อธ. ผู้เกี่ยวข้อง แต่ทุกคนให้การปฏิเสธ

รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ. เปิดเผยความคืบหน้ากรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้รับร้องเรียนเรื่องการทุจริตโครงการก่อสร้างอาคารวิทยพัฒนา คณะศึกษาศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มมส.ในขั้นตอนการเบิกจ่ายเงิน 50% ของสัญญาจ้าง 88 ล้านบาท มีพฤติการณ์ไม่ชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย ขณะนี้ สกอ.ได้ตั้งกรรมการสอบสวนความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง นายศุภชัย สมัปปิโตอธิการบดี มมส.และผู้เกี่ยวข้อง
รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการตรวจสอบวินัยร้ายแรงฯ ที่มี นายพิษณุ ตุลสุข เป็นประธาน ได้มีการ   ประชุมหารือนัดแรกไปเมื่อเร็วๆ นี้โดยได้แจ้งข้อกล่าวหาตามที่ สตง.ได้รับร้องเรียนมาต่ออธิการบดี และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว แต่ทั้งหมดให้การปฏิเสธ จึงให้ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด ไปจัดทำเอกสารชี้แจง เป็นลายลักษณ์อักษร โดยคณะกรรมการจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาอีกครั้ง วันที่ 12 มี.ค.นี้
รายงานข่าวแจ้งว่า นายอักขราทร จุฬารัตน นายกสภา มมส.ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งแล้ว ตั้งแต่วันที่ 22 ก.พ.ที่ผ่านมา ซึ่งสาเหตุที่นายอักขราทร ลาออกจากตำแหน่ง นอกจากเรื่องปัญหาการทุจริตภายในมมส.แล้ว ยังมีปัญหาในการตั้งกรรมการสรรหาอธิการบดี มมส. แทนนายศุภชัย ซึ่งกำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งในเดือน มิ.ย.นี้ โดยนายอักขราทรพยายามจะคัดเลือกผู้ที่มีความเป็นกลางมาเป็นกรรมการสรรหาตามอำนาจ แต่ทางฝ่ายบริหารไม่ยอม และมีความพยายามจะให้ใช้วิธีการโหวตเลือกผู้ทำหน้าที่สรรหาอธิการบดี ซึ่งเป็นวิธีการที่ผิด

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31870&Key=hotnews

ถกยุทธศาสตร์การศึกษาไทย น.ร.เหนือ-อีสานพอใจแท็บเล็ต

1 มีนาคม 2556

สภาการศึกษาจัดถกใหญ่ ยุทธศาสตร์การศึกษาไทย ตั้งเป้าขยับ 6 ปี เด็กไทยติด 1 ใน 20 การสอบพิซา ชี้ผลสำรวจแท็บเล็ตเพื่อการศึกษา น.ร.เหนือพอใจ 100 เปอร์เซ็นต์อีสานพอใจเกือบหมด พบปัญหาเด็กไม่สุงสิงเพื่อน โดยเฉพาะ 6 ขวบ มีปัญหามากสุด

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุมแกรนด์ บอลรูม โรงแรมสีมาธานี อ.เมือง จ.นครราชสีมา สำนักเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ. 2556-2558 เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา และประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของประเทศไทย ตามนโยบายของรัฐบาล ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี ดร.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และมีบุคลากรด้านการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ครู และตัวแทนองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมประชุมกว่า 1,500 คน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามกำหนดการ ดร. ศศิธารานำเสนอ “ยุทธศาสตร์ การศึกษา พ.ศ.2556-2558” ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ สรุปผลการประชุมการประชุมเชิงปฏิบัติการฯและการวิพากษ์ กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือ รวมทั้งความร่วมมือกับองค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (โออีซีดี) ในการจัดทำยุทธศาสตร์การศึกษาของประเทศไทย
หลังจากนั้นตัวแทนจากยูเนสโกและโออีซีดีขึ้นบรรยายพิเศษ เพื่อให้คำแนะนำแนวทางในการกำหนดยุทธศาสตร์การศึกษาของประเทศไทยในครั้งนี้ ก่อนที่ในช่วงบ่ายจะแบ่งกลุ่มย่อย 7 กลุ่ม เพื่อระดมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใน 7 เรื่อง ได้แก่ เรื่องการพัฒนาคุณภาพ สร้างโอกาส และกระจายโอกาสทางการศึกษา การปฏิรูปครูโดยยกฐานะวิชาชีพครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง การจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การใช้เทคโนโลยีจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษา และอาชีวศึกษาให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างทุนปัญญาของชาติ การเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน และเรื่องสถิติ ตัวชี้วัดเพื่อการวางแผนจัดทำยุทธศาสตร์การศึกษาไทย พ.ศ.2556-2558

ทั้งนี้ ดร.ศศิธารากล่าวว่า ความร่วมมือกับยูเนสโกและโออีซีดีนั้น จะทำในระยะยาว 10-15 ปี โดยจะร่วมมือพัฒนาด้านการศึกษาใน 3 เรื่อง ได้แก่ การให้คำแนะนำแนวทางในการพัฒนาการศึกษาตามยุทธศาสตร์ที่กำหนด จัดหลักสูตรให้มีความเป็นสากลมากขึ้น การพัฒนาครูให้เป็นวิชาชีพชั้นสูง การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ซึ่งจากสถิติการสอบการประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ (พิซา) ด้านวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ พบว่า เด็กนักเรียนไทยได้คะแนนไม่ดีนัก อยู่ในระดับที่ 42 จากประเทศทั่วโลก
“กระทรวงศึกษาธิการตั้งเป้าหมายว่า ภายใน 6 ปี จะต้องติด 1 ใน 20 ของโลกให้ได้ วันนี้จึงเชิญเจ้าหน้าที่ขององค์กรโออีซีดี ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดสอบพิซามาให้คำแนะนำ เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการศึกษาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ โดยจากการหารือในเบื้องต้นโออีซีดีแนะนำว่า บทบาทสำคัญอยู่ที่ครู ซึ่งจะต้องปรับวิธีการถ่ายทอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และการอ่านใหม่ ให้นักเรียนรู้จักคิดเป็น คำนวณเป็น และใช้เทคโนโลยีวิทยาศาสตร์ให้มากขึ้น” ดร.ศศิธารากล่าว
ดร.ศศิธารากล่าวว่า ในส่วนของเรื่องการใช้เทคโนโลยีเพื่อการศึกษานั้น ประเทศไทยได้รับความชื่นชมจากองค์การยูเนสโกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการแจกแท็บเลตเพื่อการศึกษา มีการจัดระบบ wifi ให้กับโรงเรียนกว่า 4 หมื่นแห่งทั่วประเทศ และส่งเสริมให้ใช้ดิจิตอลคอนเทน โดยปัจจุบันมีอยู่ 3-4 ประเทศเท่านั้นที่ทำเช่นนี้ได้ เช่น อุรุกวัย, ปากีสถาน และไทย
ดร.ศศิธารากล่าวต่อไปว่า ผลจากการสำรวจความพึงพอใจหลังจากแจกแท็บเลตเพื่อการศึกษา เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ในโรงเรียนทั้ง 17 จังหวัดภาคเหนือพบว่า นักเรียนรู้สึกพอใจ 100% ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือพึงพอใจกว่า 87% ส่วนครูและผู้ปกครองรู้สึกพึงพอใจในระดับใกล้เคียงกัน แต่ในขณะเดียวกันมีผลสะท้อนด้านลบบ้างคือ นักเรียนที่ได้รับแท็บเลตจะมุ่งแต่เล่นแท็บเลตจนไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน โดยเฉพาะกับนักเรียนที่มีอายุประมาณ 6 ขวบ ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องนี้มาก ดังนั้น จึงต้องแนะนำโรงเรียนให้มีการจัดระบบไม่ให้นักเรียนใช้แท็บเลตมากเกินไป เพื่อลดปัญหาเหล่านี้ลง
นายริชาร์ด เยลแลนด์ หัวหน้าแนะนำนโยบายและการดำเนินงานในคณะกรรมการเพื่อพัฒนาการศึกษา โออีซีดี กล่าวว่า ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม และภูมิศาสตร์ ซึ่งยุทธศาสตร์พัฒนาการศึกษาไทยฉบับร่างนี้ ก็สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นอย่างดี ส่วนผลการจัดอันดับการสอบพิซาของไทย ที่อยู่ในอันดับ 42 นั้น เกิดจากผลการสอบเมื่อปี 2552 แต่ผลการสอบในปี 2555 จะประกาศในช่วงเดือนธันวาคมปี 2556 นี้ ซึ่งตนไม่ทราบว่าผลจะออกมาเช่นไร แต่การจะก้าวกระโดดจากอันดับที่ 42 มาอยู่ใน 20 อันดับแรกนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้ ตนขอให้เน้นไปที่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาควบคู่ไปกับการพัฒนาประสิทธิภาพของครูเป็นหลัก เพราะทั้ง 2 เรื่องแยกออกจากกันไม่ได้
ทั้งนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กำหนดจัดให้มีการประชุมเชิงปฏิบัติการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานด้านการศึกษา ทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมีนาคมนี้ หลังจากนั้นจะได้นำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่รวบรวมได้จากการประชุมเชิง ปฏิบัติการทั่วทุกภูมิภาค มาปรับปรุงร่างยุทธศาสตร์การศึกษา พ.ศ.2556-2558 ต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31867&Key=hotnews

ยังไม่ฟันธงยกเลิกสอบครู พงศ์เทพรอข้อมูลจุดเกิดปัญหาหวั่นมีผลกระทบ

1 มีนาคม 2556

รมว.ศึกษาฯ ยังไม่ฟันธงว่าจะยกเลิกสอบครูผู้ช่วยหรือไม่ หลังจากดีเอสไอพบว่ามีการทุจริต ขอรอดูข้อมูลก่อนว่าเกิดปัญหาตรงจุดไหน หวั่นเกิดผลกระทบเป็นวงกว้างจนบานปลาย อีกทั้งคนที่สอบได้จริง ๆ อาจร้องกับศาลปกครองซ้ำ จะตรวจสอบผู้คุมสอบว่าบกพร่องหรือไม่ ยันต้องทำให้โปร่งใสและเป็นธรรม ด้าน เลขาฯ ก.ค.ศ. คาด หากยกเลิกอาจพิจารณาเป็นรายวิชาเอก

ที่กระทรวงศึกษาธิการ เมื่อวันที่ 28 ก.พ. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงเรื่องการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กรณีการสอบครูผู้ช่วย ซึ่งสรุปว่ามีการกระทำที่เชื่อได้ว่าทุจริตจริง ว่า เรื่องนี้หากเป็นเรื่อง ไม่ชอบมาพากลและมีการดำเนินการที่ไม่ถูกต้องเราต้องทำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ซึ่งมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ เป็นผู้รับผิดชอบดูแลเรื่องดังกล่าวอยู่ ทั้งนี้หากผลสอบจากดีเอสไอระบุการสอบครูผู้ช่วยมีการทุจริตจริงจะต้องยกเลิกการสอบทั่วประเทศเลยหรือไม่ เรื่องนี้ต้องพิจารณาว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรถึงจะเห็นปัญหาว่าเกิดจากจุดไหนของกระบวนการสอบ ดังนั้นจึง ต้องรอข้อมูลจากดีเอสไอให้ชัดเจนก่อนถึงจะทบทวนว่าจะยกเลิกการสอบครูผู้ช่วยทั้งหมดหรือไม่
“การจัดสอบแบ่งออกเป็นตามเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งหากต้องยกเลิกการสอบทั้งหมด และเขตพื้นที่ที่ดำเนินการสอบไปแล้วอย่างโปร่งใสไม่มีเรื่องทุจริตเกิดขึ้น ก็เท่ากับว่าคนเหล่านี้จะได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย ดังนั้นจะบอกว่าทุกเขตพื้นที่ที่จัดสอบทำไม่ถูกต้องคงเป็นไปไม่ได้ซึ่งจะต้องดูภาพรวมผลกระทบที่เกิดขึ้นแบบวงกว้างและข้อเท็จจริงด้วย เพราะการไปยกเลิกอะไรก็ตามแต่จะต้องมีเหตุผล แต่หากไม่มีเหตุผลคนที่สอบได้จริงก็จะเกิดการโต้แย้งไปฟ้องร้องศาลปกครองให้เหตุการณ์วุ่นวายมากขึ้นไปอีก ซึ่งหากกระบวนการทำมาอย่างถูกต้องแต่เราไปยกเลิกการสอบเชื่อว่าศาลปกครองไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ทั้งนี้การจะดำเนินการอะไรก็ตามต้องมีข้อเท็จจริงที่สามารถตอบสังคมได้ เช่น กรณีข้อสอบรั่วและเกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง เป็นต้น ซึ่งประเด็นเหล่านี้คือตัวอย่างเหตุผลหนึ่งที่ต้องมาดูถึงจะดำเนินการได้ว่าจะทำอย่างไรเกี่ยวกับการจัดสอบครูผู้ช่วยต่อไป

นายพงศ์เทพ กล่าวอีกว่า สำหรับกรณีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ขอนแก่น เขต 3 มีปัญหาการสอบครูผู้ช่วยถึงสองครั้งจะมีการตั้งกรรมการสอบผอ.เขตพื้นที่หรือไม่นั้น เรื่องนี้ตนมองว่าอยู่ที่ผู้คุมสอบมากกว่า ซึ่งต้องไปตรวจสอบว่าผู้คุมสอบบกพร่องต่อหน้าที่หรือไม่ เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เข้าใจได้ว่า รูปติดบัตรประจำตัวผู้เข้าสอบอาจไม่ชัดเจนทำให้มองไม่ตรงกับใบหน้าจริงก็เป็นไปได้ เนื่องจากรูปเก่ามาก อย่างไรก็ตามหากดีเอสไอตรวจสอบข้อมูลในเรื่องนี้เรียบร้อยตนก็จะรายงานให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รับทราบถึงเรื่องที่เกิดขึ้นต่อไป
ด้าน นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กล่าวว่า ขณะนี้กำลังรอหารือกับนายพงศ์เทพนัดประชุมก.ค.ศ.วาระพิเศษเพื่อหารือปัญหาการสอบครูผู้ช่วยหลังจากที่พบว่ามีพนักงานราชการรายที่ 2 มีชื่อโผล่เข้าสอบคัดเลือกที่สพป.ขอนแก่น เขต 3 และสพป.นครปฐม เขต 1 รวมทั้งจะนำผลการลงพื้นที่ของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงชุดที่นายพงศ์เทพแต่งตั้งให้ไปตรวจสอบกรณีของนายภานุวัฒน์ ไชยวงค์ ที่มีผู้เข้าสอบแทนที่สพป.ขอนแก่น เขต 3 มาพิจารณาด้วย ทั้งนี้การจะยกเลิกการสอบครั้งนี้ หากเป็นการยกเลิกในภาพรวมเป็นอำนาจของก.ค.ศ. แต่ก็ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและดูข้อมูลหลักฐานต่าง ๆ เพราะการจะยกเลิกต้องพิจารณาถึงผลกระทบต่อผู้ที่สอบได้ด้วยตัวเองและไม่มีปัญหาการทุจริต ซึ่งหากสุดท้ายจะต้องยกเลิกสอบอาจต้องพิจารณาเป็นรายวิชาเอก แต่ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุม ก.ค.ศ.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31868&Key=hotnews

ขับเคลื่อนความรู้อาเซียน

1 มีนาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหาร สพฐ. ว่า สพฐ.เตรียมความพร้อมขับเคลื่อนการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยที่ประชุมหารือและทำข้อเสนอเกี่ยวกับการปฏิบัติ ที่จะลงรายละเอียดในการส่งเสริมตัวผู้เรียน ที่ประชุมพูดถึงสาระการเรียนรู้ ซึ่งกำหนดหัวข้อที่จะส่งเสริมผู้เรียนไว้ 5 เรื่อง คือ 1.การรู้จักอาเซียน เรียนรู้ให้เข้าใจบริบทเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การเมือง และวิถีชีวิตของประเทศอาเซียนทั้งหมด อาทิ เพลงชาติของแต่ละประเทศ โดยจะส่งเสริมให้เด็กเข้าใจ ถ้าเป็นไปได้เด็กควรร้องเพลงชาติของแต่ละประเทศได้ด้วย เพราะสำคัญแสดงออกถึงความเข้าใจให้เกียรติกันและกัน 2. คุณค่าและเอกลักษณ์ นักเรียนจะได้เรียนรู้ ต้องยอมรับและปรับตัวในความหลากหลาย 3.การเชื่อมโยงโลกและท้องถิ่น 4.การส่งเสริมความเสมอภาคและความยุติธรรม และ 5.ความร่วมมือเพื่ออนาคต ที่ยั่งยืน

นายชินภัทรกล่าวต่อว่า เหล่านี้คือจุดที่สพฐ.ต้องส่งเสริมเพื่อให้มีการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้ง จากนี้ไปการที่นักเรียนแสดงออกเกี่ยวกับอาเซียนจะไม่ยึดติดเพียงการแต่งกาย และการถือธงชาติเท่านั้น แต่จะลงลึกที่นักเรียนจะต้องนำสาระของอาเซียนมาต่อยอด ทั้งในเชิงของการอภิปราย เสวนา และดีเบตในประเด็นต่างๆ ให้รู้ถึงอาเซียนอย่างแท้จริง

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=31871&Key=hotnews

ชินภัทร วอนอย่าประเมินเด็กที่ผลคะแนนโอเน็ต

25 มีนาคม 2556

ชินภัทร วอนอย่าประเมินเด็กที่ผลคะแนนโอเน็ต ควรจะวัดคะแนนนความก้าวหน้าแบบปีต่อปี วันนี้ 25 มี.ค. ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผถึงผลคะแนนการทดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2555 ซึ่งมีค่าคะแนนเฉลี่ยในแต่ละวิชาไม่ถึงครึ่ง ว่า ตนเห็นว่าไม่ควรจะนำผลคะแนนดังกล่าวมาวัดความสามารถว่าดีหรือไม่ดี แต่เราควรจะพิจารณาจากความก้าวหน้าของการพัฒนาคุณภาพการศึกษามากกว่า โดยไม่ควรนำคะแนนมากำหนดเป็นเส้นแดงแบบตายตัวว่าเด็กมีคะแนนต่ำลง แต่ควรจะวัดคะแนนนความก้าวหน้าแบบปีต่อปี เพราะจะเห็นว่าผลคะแนนโอเน็ต 8 กลุ่มสาระวิชาหลัก เด็กมีคะแนนเพิ่มขึ้นถึง 5 กลุ่มสาระ ในวิชาสังคมศึกษา ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ศิลปะ และการงานอาชีพ จึงไม่น่าวิตกกังวลแต่อย่างใด ส่วนวิชาคณิตศาสตร์มีผลคะแนนเท่าเดิม วิชาที่ลดลงคือ วิทยาศาสตร์ และสุขศึกษา ดังนั้นต่อจากนี้สำนักงานคณะกรรมการการศึกาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะกลับมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่เกิดขึ้น เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ต่อไป

          “ผลคะแนนโอเน็ตที่ออกมาไม่อยากให้มีการตีความหมายว่าการเรียนรู้ของเด็กตกต่ำ แต่เราต้องดูที่พัฒนาการมากกว่าการวัดว่าคะแนนสูงหรือต่ำแล้วมาบอกว่าไม่เป็นที่น่าพอใจ ซึ่งผมอยากให้การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กเป็นเรื่องของการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษา เพราะจะสะท้อนคุณภาพต่างๆ ได้ดี และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบในเชิงลบว่าการศึกษาตกต่ำ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32227&Key=hotnews

 

ห่วง ร.ร.เอกชนขนาดเล็กเดือดร้อน

25 มีนาคม 2556

กช.ห่วง รร.เอกชนขนาดเล็กเดือดร้อนหาก สพฐ.สอบครูผู้ช่วยล่าช้า
วันนี้ 25 มี.ค.นายบัณฑิต ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้กำหนดที่จะจัดสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วยในเดือน เม.ย.นี้นั้น หากสพฐ.ดำเนินการจัดสอบ และสามารถเรียกบรรจุให้แล้วเสร็จภายในเดือน เม.ย. หรืออย่างช้าภายในต้นเดือน พ.ค. หรืออยู่ในช่วงที่ยังปิดเทอมอยู่ปัญหาที่จะกระทบกับโรงเรียนเอกชนเนื่องจาก ครูโรงเรียนไปสมัครสอบเป็นครูผู้ช่วยกับทาง สพฐ.ก็คงน้อย เพราะโรงเรียนเอกชนยังพอมีเวลาในการหาครูมาทดแทนได้ แต่หาก สพฐ.ดำเนินการล่าช้าจนล่วงเลยไปถึงช่วงเปิดเทอมปัญหาคงเกิดขึ้นกับโรงเรียน เอกชนหนักหนาแน่ เนื่องจากหาครูมาทดแทนได้ไม่ทันเปิดภาคเรียนใหม่

“ครูโรงเรียนเอกชนที่ไปสมัครสอบครูผู้ช่วยของสพฐ.ส่วนใหญ่จะเป็นครูโรงเรียนสายสามัญ ส่วนสายอาชีวะนั้นถือว่าน้อยมาก และจากข้อมูลที่ผ่านมาโรงเรียนเล็กมักจะได้รับผลกระทบมากกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่ เนื่องจากโรงเรียนขนาดใหญ่บางแห่งจะมีการคัดเลือกครูขึ้นบัญชีเอาไว้ เวลาขาดครูก็สามารถเรียกเข้ามาทำงานได้ทันที หรือบางแห่งก็มีหลายสาขาเวลาสาขาไหนขาดครูก็สามารถเรียกอีกสาขาหนึ่งมาช่วยสอนได้ แต่กับโรงเรียนขนาดเล็กแล้วแทบไม่มีทางออกใดๆ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาได้เลย จึงค่อนข้างน่าเห็นใจ” เลขาธิการ กช. กล่าว

นายบัณฑิต เปิดเผยต่ออีกว่า ที่จริงมีข้อเสนอแนะจากหลายฝ่ายว่าหาก สพฐ.ดำเนินการจัดสอบขึ้นบัญชีไปก่อน และไปเรียกบรรจุในช่วงเดือนต.ค.ซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 หรือเป็นช่วงที่มีอัตราเกษียณอายุราชการชัดเจนในช่วงเวลานั้นก็น่าจะดี ที่สำคัญโรงเรียนเอกชนก็ยังพอมีเวลาเตรียมตัวในการจัดหาครูใหม่เข้ามาทดแทนได้ ซึ่งก็จะมีการนำข้อเสนอนี้ให้ทางคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และ สพฐ.ได้นำไปลองพิจารณาดู.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32226&Key=hotnews

ศธ.เร่งยกระดับคุณภาพการศึกษา เน้นเด็กคิด-วิเคราะห์เป็น

25 มีนาคม 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานพิธีมอบโล่รางวัล คนดีศรีนครินทร์ และรางวัล หนึ่งแสนครูดี ให้แก่ครูและบุคลากรที่สร้างคุณประโยชน์ด้านการศึกษาในกลุ่มาเครือข่ายเขตพื้นที่การศึกษา จ.สมุทรสาคร รวมทั้งสิ้นจำนวน 353 คน พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่นักเรียน “เรียนดีศรีนครินทร์” และนักเรียนที่มีจิตสาธารณะ ทำคุณประโยชน์ต่อสังคมจำนวน 13 คน ที่โรงเรียนเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทร์ สมุทรสาคร

นายพงศ์เทพ กล่าวว่า การพัฒนาการศึกษาในประเทศนั้น ทั้งภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาชน ต้องร่วมกันพัฒนาการศึกษา และต้องวางรากฐานการศึกษาให้กับคนไทย โดยเฉพาะเยาวชน ที่จะเติบโตมาเป็นกำลังหลักพัฒนาประเทศชาติ และขณะนี้ รัฐบาลพยายามยกระดับคุณภาพการศึกษา และที่สำคัญ ครู-อาจารย์จะต้องร่วมหาหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่ๆ เพื่อฝึกให้เด็กนักเรียนรู้จักคิด วิเคราะห์ พร้อมมีคุณธรรม จริยธรรมควบคู่กัน

กรุงเทพฯ–25 มี.ค.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32225&Key=hotnews

ทอมก. เสนอ 3 วิธีประเมินคุณภาพ

25 มีนาคม 2556

ดร.กรีรัตน์ สงวนไทร อธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ (มวล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ (ทอมก.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ ทอมก. ได้มีมติเสนอร่างการปรับตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินคุณภาพรอบที่สี่ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) โดยเสนอ 3 แนวทางคือ แนวทางที่ 1 ใช้เกณฑ์ EdPEx หรือ Education Criteria For Performance Excellence ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่สถาบันในต่างประเทศใช้ประเมินมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งกำหนดขึ้น เพื่อมุ่งให้เกิดการพัฒนาที่เชื่อมโยงและสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบทั่วทั้งสถาบัน ส่วนแนวทางที่ 2 ใช้ตัวบ่งชี้ของ สมศ. และข้อเสนอแนะของมหาวิทยาลัยที่เน้นวัดเชิงคุณภาพมากกว่าปริมาณ โดยการประเมินจากผลลัพธ์ที่เกิดจากการพัฒนาของมหาวิทยาลัย สำหรับแนวทางที่ 3 ใช้ผลการรับรองขององค์กรที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลร่วมกับเกณฑ์เพิ่มเติมตามบริบทของประเทศ เพื่อให้หลักสูตรที่มีในประเทศไทยเป็นที่ยอมรับและสามารถแข่งขันได้ในเวทีนานาชาติ

“นอกจากนี้ทอมก.ยังมีมติเห็นชอบสนับสนุนการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชั่น ตามโครงการบัณฑิตไทยไม่โกง ซึ่งทางที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ขอความร่วมมือมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ขณะที่มหาวิทยาลัยในสังกัด ทอมก. ได้รณรงค์ให้นิสิต นักศึกษาและบุคลากรร่วมต่อต้านการคอร์รัปชั่นอยู่แล้ว และหาก ทปอ. จะให้ช่วยรณรงค์เรื่องนี้เป็นพิเศษ ทอมก. ก็ยินดี” ดร.กรีรัตน์ กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 26 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32223&Key=hotnews

เร่งแจงหลักสูตร ปวช.ใหม่

25 มีนาคม 2556

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้พัฒนาหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ใหม่ พร้อมประกาศให้เริ่มใช้ในปีการศึกษา 2556 ไปแล้วนั้น ล่าสุด สอศ.ส่งหนังสือไปยังสถานศึกษาในสังกัดทั่วประเทศเพื่อแจ้งให้ทราบถึงแนวทางการจัดการเรียนการสอนปวช.ใหม่นี้ รวมทั้งแนวทางการวัดและประเมินผลที่กำหนดให้ประเมินผู้เรียนตามสภาพจริง ตามสมรรถนะรายวิชา ที่สำคัญสอศ.ได้นำร่างหลักสูตรดังกล่าวเผยแพร่ลงในเว็บไซต์ของสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ สอศ. http://bsq.vec.go.th/ แล้ว

เลขาธิการ กอศ.กล่าวต่อว่า ส่วนสื่อการเรียนการสอนและตำราที่มีปัญหาว่า สอศ.เพิ่งเปลี่ยนหลักสูตรในเดือนนี้ แต่สถานศึกษาได้จัดซื้อหนังสือเรียนที่มีเนื้อหาเก่า จากงบประมาณอุดหนุนเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพไปก่อนหน้าแล้ว ขณะที่หนังสือที่มีเนื้อหาใหม่ก็คงผลิตไม่ทัน สอศ.จึงมีแนวทางให้สถานศึกษาใช้หนังสือเรียนเก่าไปก่อน
ส่วนเนื้อหาในแต่ละรายวิชาที่เพิ่มขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นหน้าที่ของครูผู้สอนในรายวิชานั้นๆ ที่จะต้องพัฒนาเนื้อหาและสื่อเพิ่มเติม ซึ่งสอศ.จะประสานสำนักพิมพ์ที่ขายตำราเรียนให้วิเคราะห์หลักสูตรใหม่ หากมีอะไรเพิ่มเติมก็ให้ทำเอกสารเพิ่มเติมให้กับสถานศึกษาที่เป็นลูกค้าต่อไป

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 26 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32214&Key=hotnews

 

อ่านเถิด…เด็กไทย อ่านถวายเจ้าฟ้านักอ่าน

25 มีนาคม 2556

กลิ่น สระทองเนียม ต้นเหตุหนึ่งที่ทำให้คุณภาพการศึกษาของไทยตกต่ำอยู่ในขณะนี้ก็น่าจะมาจากเด็กขาดนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการมีนิสัยรักการอ่านอย่างถาวรนั้นมีน้อยมาก ทั้งที่การอ่านมีความสำคัญด้วยเป็นทักษะพื้นฐานที่จะเปิดประตูไปสู่การเรียนรู้ด้านอื่น ๆ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้อยู่บนโลกใบนี้อย่างมีความสุขได้

         ประเทศที่พัฒนาแล้วจึงได้ส่งเสริมปลูกฝังให้คนในชาติได้อ่านจนเป็นวิถีชีวิตปกติประจำวัน ส่งผลให้คนในชาติมีคุณภาพประเทศชาติก็พลอยเจริญก้าวหน้าตามไปด้วย ต่างกับคนไทยที่ยังให้ความสำคัญกับการอ่านน้อยมากด้วยอาจจะยังยึดติดอยู่กับเจตคติเดิม ๆ ที่ว่าการอ่านเป็นภาระแค่ช่วงที่อยู่ในสถานศึกษาหรืออ่านเพื่อสอบให้ได้คะแนนเท่านั้นเมื่อเรียนจบแล้วก็ถือว่าหมดหน้าที่ เมื่อบุคลากรของชาติอ่านน้อย การที่จะพัฒนาตนเองให้รู้เท่า รู้ทันกับโลกยุคไร้พรมแดนที่เชื่อมโยงถึงกันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง วิทยาการ เทคโนโลยีสมัยใหม่ รวมถึงปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต ที่เกิดการเปลี่ยนแปลง แข่งขันกันอย่างรุนแรง เช่นนี้ ความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนหรือตำราเรียนด้านเดียวเช่นในอดีตคงไม่สามารถทำให้ปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ดังกล่าวนี้ได้เป็นแน่
เมื่อการอ่านมีความสำคัญมากมายเช่นนี้ หากยังปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ก็มีแต่จะฉุดรั้งคนไทย ประเทศไทยให้ล้าหลังไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็จะกลายเป็นประเทศด้อยพัฒนาไปในที่สุด จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่จะต้องร่วมกันปลุกกระแสสร้างจิตสำนึกเด็กไทยให้มีนิสัยรักการอ่านถาวรให้เกิดขึ้นให้ได้ ซึ่งเรื่องนี้หากทุกภาคส่วนได้ช่วยกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องแล้วก็เชื่อว่าไม่น่าจะเกินความสามารถของคนไทยไปได้ เพราะด้วยศักยภาพเด็กไทยคิดว่าไม่น่าจะด้อยกว่าชาติใดในโลก รวมถึงปัจจัยที่จะมาส่งเสริม สนับสนุนทั้งสื่อ หนังสือ เทคโนโลยี แหล่งเรียนรู้ ก็มีอยู่มากมายพร้อมที่จะมาสนับสนุนได้เต็มที่
เมื่อพูดถึงการอ่านและการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพยิ่งแล้วประเทศไทยก็มีต้นแบบอันงดงามและยิ่งใหญ่ให้คนไทยและคนทั้งโลกได้ดำเนินตามรอยพระบาทอย่างหาที่สุดมิได้ นั่นคือ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงมีพระราชจริยวัตรด้านการอ่านและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาไม่ว่าจะเสด็จไปที่แห่งใดจะทรงสนพระทัย ศึกษาเรื่องนั้น ๆ อย่างใส่พระทัย ทรงจดบันทึก ถ่ายภาพ และนำมาสังเคราะห์สรุปเป็นองค์ความรู้ผ่านงานแปลและงานพระราชนิพนธ์มากมายกว่า 400 เรื่อง ทำให้พสกนิกรชาวไทยและชาวโลกได้อ่านและศึกษาความรู้อย่างหลากหลายที่มีคุณภาพยิ่ง ซึ่งความสนพระทัยการอ่าน การเขียนและการเรียนรู้ของพระองค์นั้นได้เริ่มมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ที่ว่า
“หนังสือนี้มีมากมายหลายชนิด นำดวงจิตเริงรื่นชื่นสดใสให้ความรู้สำเริงบันเทิงใจ ฉันจึงใฝ่ใจสมานอ่านทุกวันมีวิชาหลายอย่างต่างจำพวก ล้วนสะดวกค้นได้ให้สุขสันต์วิชาการสรรมาสารพัน ชั่วชีวันฉันอ่านได้ไม่เบื่อเลย”จากพระราชจริยวัตรและพระอัจฉริยภาพของเจ้าฟ้านักอ่านนี้ คนไทยทั้งชาติ จึงควรน้อมนำ ดำเนินตามรอยเบื้องยุคลบาท เพื่อให้เกิดนิสัยรักการอ่านจนเป็นกิจนิสัยและเกิดการเรียนรู้ตลอดเวลา หากคนไทยทำได้เช่นนี้นอกจากจะช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้วยังจะสามารถช่วยกันนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ดังนั้นเพื่อให้คนไทยโดยเฉพาะเด็กและเยาวชนได้ดำเนินตามรอยเบื้องยุคลบาท สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) จึงได้ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสมาคมผู้จัดพิมพ์หนังสือ ได้ขอพระบรมราชานุญาต เนื่องในวารดิถี อันเป็นมหามิ่งมงคลของพสกนิกรชาวไทยทั้งชาติ 2 เมษายน 2558 ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระชนมายุครบ 60 พรรษา จัดโครงการ “Read Thailand : อ่านเถิด.เด็กไทย อ่านถวายเจ้าฟ้านักอ่าน” โดยจะเปิดให้โรงเรียนประถมศึกษาทุกสังกัดได้เข้าร่วมโครงการ เพื่อร่วมกันสร้างประวัติศาสตร์ของชาติด้วยการอ่านถวายเฉลิมพระเกียรติทั้งแผ่นดิน พร้อมขยายผลสนับสนุนให้เกิดการอ่านอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ด้วยการจัดหาหนังสือแนะนำที่มีคุณภาพโดยเฉพาะหนังสือพระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ให้นักเรียนได้อ่านและเรียนรู้ รวมถึงการให้ขวัญ กำลังใจ โดยการประเมินเพื่อคัดเลือกโรงเรียนที่ได้ส่งเสริมเด็กให้มีนิสัยรักการอ่านประสบผลสำเร็จอย่างดียิ่ง โดยการคัดเลือกจะแบ่งออกเป็น3 ขนาด คือ โรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คนลงมา ขนาดกลาง นักเรียนระหว่าง 120-349 คน และขนาดใหญ่ มีนักเรียนตั้งแต่ 350 คนขึ้นไป
โรงเรียนแต่ละขนาดจะแข่งกันเองตามเกณฑ์ที่มีฐานคะแนนลดหลั่นกันไป ซึ่งเกณฑ์การประเมินจะดูทั้งระบบ ตั้งแต่การบริหารจัดการในการสนับสนุนส่งเสริม ทั้งการจัดหาสื่อ หนังสือ เทคโนโลยี และวิธีการส่งเสริมที่สามารถกระตุ้นให้เด็กสนใจเกิดความกระตือรือร้นเข้าร่วมกิจกรรมการอ่านอย่างต่อเนื่อง บุคลากรของโรงเรียนเป็นต้นแบบการอ่านที่ดีให้กับเด็ก รวมถึงผลที่เกิดจากการพัฒนาจากเด็กอ่านไม่ได้ อ่านไม่คล่อง ให้อ่านได้ อ่านคล่อง ความสามารถในการสรุปความรู้ที่ได้จากการอ่านสร้างผลงานในรูปแบบ โครงงาน บันทึกรักการอ่าน หนังสือเล่มเล็ก หรือผลงานอื่น ๆ โดยการคัดเลือกจะเริ่มตั้งแต่ระดับ สพป. จังหวัด เขตตรวจราชการ จนถึงระดับชาติ ซึ่งแต่ละระดับจะมีรางวัลเพื่อเป็นเกียรติประวัติให้กับทุกโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการและโรงเรียนที่ชนะเลิศ โดยเฉพาะในระดับชาติ โรงเรียนที่ชนะเลิศแต่ละขนาดจะได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมป้ายประกาศ เกียรติบัตร เงินรางวัล รวมถึงผู้บริหาร ครูและนักเรียนจะได้ไปศึกษาดูงานด้านการส่งเสริมการอ่านต่างประเทศ
ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับโล่จากนายกรัฐมนตรี พร้อมเงินรางวัล รองชนะเลิศอันดับ 2 จะได้โล่จากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และเงินรางวัล ส่วน สพป.ที่มีโรงเรียนในสังกัด สมัครเข้าร่วมโครงการมากที่สุด 10 อันดับแรกจะได้รับประกาศเกียรติคุณจากกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งโครงการที่ว่านี้จะมีการเปิดตัวในวันที่ 28 มีนาคม 2556 โดย ดร.สิริกร มณีรินทร์ ประธานโครงการ หากโรงเรียนใดสนใจก็สามารถเปิดดูรายละเอียดได้ที่ www.tkpark.or.th หรือรอดูจากหนังสือที่จะแจ้งเป็นทางการต่อไปก็ได้
โครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการสำคัญยิ่งที่คนไทยทั้งชาติจะได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระชนมายุครบ 60 พรรษาในปี 2558 ซึ่งเป็นเจ้าฟ้านักอ่านของคนทั้งโลก พร้อมกันนี้จะได้ช่วยกันปลุกกระแสนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนของชาติ ส่วนนี้จึงอยากให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะหน่วยงานจัดการศึกษาและผู้ปกครองทั้งหลายได้เห็นความสำคัญและใส่ใจกับการสร้างนิสัยรักการอ่านให้เกิดขึ้นกับนักเรียนและบุตรหลานของตนเองมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะการอ่านเป็นต้นทางของการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่การจัดการศึกษาปัจจุบันไปให้ความสำคัญกันอยู่ที่แค่ปลายทางคือผลสัมฤทธิ์การเรียนโดยเฉพาะผลการสอบโอเน็ต ทำให้ครูไขว้เขวกับการพัฒนาเด็กอย่างยิ่ง เมื่อรู้ว่าเดินหลงไปแล้วก็อย่าได้เดินถลำให้ลึกไปมากกว่านี้อีกเลย ลองถอยกลับมาหาทางพัฒนาที่ถูกหลักด้วยการช่วยกันนำพาคนในชาติให้มีนิสัยรักการอ่าน รักการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการน้อมนำพระราชจริยวัตรอันงดงามของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เจ้าฟ้านักอ่าน มาเป็นธงชัยให้เด็กดำเนินตาม หากเด็กมีนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้แล้วคุณภาพการศึกษาคุณภาพชีวิตคนไทยในอนาคตคงไม่แพ้ชาติใดในโลกอย่างที่เป็นอยู่นี้แน่นอน.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 26 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32215&Key=hotnews