กศน.ปูพรมเคาะสนิมอ่าน – เขียน

10 กันยายน 2556

กศน.รับลูกเร่งขจัดปัญหาอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เดินหน้าสำรวจแบบเคาะประตูบ้านก่อนวางแผนจัดการเรียนการสอนเฉพาะกลุ่ม

วานนี้ (9 ก.ย.) นายประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เปิดเผยว่า จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ระบุว่า คนไทยประมาณร้อยละ 4 ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ขณะที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ได้มีนโยบายเร่งด่วนที่จะขจัดปัญหาดังกล่าวและจะผลักดันให้คนไทยอ่านออกเขียนได้ 100% ภายในปี 2557 นั้น ในส่วนของสำนักงาน กศน.พร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายเต็มที่ โดยขณะนี้ได้มอบหมายให้สำนักงาน กศน.จังหวัด ศูนย์ กศน.อำเภอ และ กศน.ตำบล ทำการสำรวจแบบเจาะลึกไปยังทุกหมู่บ้านว่า แต่ละครัวเรือนมีใครบ้างที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษา เพื่อจัดทำแผนจัดการเรียนการสอนพัฒนาคนกลุ่มนี้ให้สามารถอ่านออกเขียนให้ได้ภายในระยะเวลากี่วัน

“ผมได้มอบให้ครู กศน.ทั่วประเทศปูพรมลงพื้นที่เคาะประตูบ้านทุกบ้านสำรวจว่า มีใครบ้างที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ พร้อมทั้งวางแผนการสอนให้ชัดเจน จากนั้นนับตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.เป็นต้นไปให้ดำเนินการจัดการเรียนการสอนเลย ซึ่งเบื้องต้นได้รับทราบข้อมูลมาว่า มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยที่เคยรู้หนังสือ อ่านออกและเขียนได้ แต่หลังจากที่ไม่ค่อยได้อ่านและเขียนจึงเกิดอาการลืม ดังนั้นจึงต้องวางแผนเพื่อเคาะสนิมกันใหม่” เลขาธิการ กศน. กล่าวและว่า นอกจากนี้สำนักงาน กศน.จะเร่งผลักดันจัดตั้งบ้านหนังสืออัจฉริยะให้ครบทุกหมู่บ้านอย่างเพียงพอโดยเร็วที่สุดหลังจากที่สามารถจัดตั้งไปได้แล้วกว่า 40,000 แห่ง ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนได้อ่านหนังสือทุกวันจะได้ไม่ลืมการอ่านออกและเขียนได้ อีกทั้งเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย.

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34036&Key=hotnews

กศน.ปูพรมเคาะสนิมอ่าน – เขียน Read More »

ศธ.เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนเรียนต่อสายอาชีพ

10 กันยายน 2556

ศธ.เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนเรียนต่อสายอาชีพลดสายสามัญ ตั้งเป้าดูดเด็กที่เคยคิดต่อม.ปลายสายสามัญให้สมัครใจย้ายมาเรียนสายอาชีพ “จาตรุนต์“ เตรียมคุมเข้มจำนวนนักเรียนต่อห้องของโรงเรียนมัธยม

วานนี้ (9 ก.ย.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ตนได้เชิญนักวิชาการ นักการศึกษา ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานด้านการศึกษามาประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อยกร่างแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งที่ประชุมได้หยิบยกเป้าหมายของกระทรวงศึกษาธิการที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนผู้เรียนต่อสายอาชีพเป็น 51 % ลดสัดส่วนผู้เรียนต่อสายสามัญให้เหลือ 49 % ภายในปี 2558 ขึ้นมาหารือเพราะปัจจุบันนักเรียนที่จบ ม.3 ปีละประมาณ 9 แสนคนจะเลือกเรียนต่อสายสามัญในสัดส่วนกว่า 60 % ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ไม่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศและไม่ตรงความต้องการของตลาดแรงงานในประเทศ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานฝีมือในสาขาต่างๆ จำนวนมาก แต่กลับไม่มีกำลังคนป้อนเข้าไปได้อย่างเพียงพอ เพราะเด็กส่วนใหญ่เลือกเรียนต่อสายสามัญมากกว่าสายอาชีพ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่าหากจะขับเคลื่อนการปรับสัดส่วนผู้เรียนต่อสายอาชีพและสายสามัญให้เป็นไปตามเป้าหมาย ทุกฝ่ายเห็นว่าจะต้องเป็นความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.)และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพราะที่ผ่านมาพบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ไม่สนใจแนะแนวการเรียนต่อสายอาชีพให้เด็ก เพราะต้องการดึงเด็กให้เรียนต่อม.ปลาย ดังนั้น ศธ.จึงต้องการให้ สอศ.และ สพฐ.มาทำงานร่วมกัน โดยจะให้สพฐ.เป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้เป็นหลักพร้อมสั่งการให้โรงเรียนแต่ละแห่งต้องกระตือรือร้นที่จะจัดการแนะแนวเรียนต่อสายอาชีพให้แก่นักเรียนของตัวเองอย่างจริงจังด้วย

นายจาตุรนต์ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนักเรียนจบ ม.3 ปีละ 9 แสนคน เลือกเรียนต่อสายสามัญประมาณ 5 แสนคน สายอาชีพอาชีพ 3 แสนคน และเข้าสู่ตลาดแรงงานโดยไม่ได้เรียนต่อ 1 แสนคน ซึ่งหากจะปรับสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพให้เป็น 51% เท่ากับว่าจะต้องมีผู้เลือกเรียนสายอาชีพประมาณ 4.6 แสนคน เพราะฉะนั้นจะต้องหาผู้เรียนมาเพิ่มอีกประมาณ 1.5 แสนคน ซึ่งกลุ่มเป้าหมายที่จะดึงดูดมาได้มี 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ เด็กที่ไม่เรียนต่อปีละ 1 แสนคนให้เปลี่ยนใจเรียนต่อสายอาชีพจำนวน 5 หมื่นคน อีกกลุ่ม คือ เด็กที่จะเลือกเรียนต่อสายสามัญให้หันมาเรียนสาอาชีพอีกประมาณ 1.2 แสนคน

อย่างไรก็ตามวิธีการดังกล่าว จะไม่ใช้วิธีการบังคับ แต่จะให้เป็นไปตามความสมัครใจของเด็กและผู้ปกครอง โดยพยายามพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของวิทยาลัยอาชีพพร้อมรณรงค์ต่างๆ เพื่อเปลี่ยนค่านิยมของสังคม โดยเฉพาะการรณรงค์จุดแข็งว่า เรียนอาชีวะแล้วมีงานทำ มีรายได้สูง

“นอกจากหาทางเพิ่มจำนวนผู้เรียนสายอาชีพแล้ว ยังต้องรักษาคุณภาพของการเรียนสายอาชีพด้วย ซึ่งอาจจะต้องมีการทบทวนรายละเอียดนโยบายเรียนจบ ม.6 ภายใน 8 เดือน ของ กศน. เนื่องจากปัจจุบัน มีนักเรียน ปวช.ที่เรียนไม่ไหวหรือไม่อยากเรียนได้หนีมาเรียนโครงการนี้ของ กศน.แทน ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปจะมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่อการศึกษาอาชีวะอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น กศน.จะต้องไปทบทวนรายละเอียดของโครงการนี้ใหม่ไม่ว่าจะเป็น หลักเกณฑ์คุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิ์เข้าโครงการต้องกำหนดให้ชัดเจนว่า ต้องเป็นคนมีประสบการณ์ มีสมรรถนะทางอาชีพมาแล้วมาเรียนต่อ ไม่ใช่จบ ม.3 แล้งก็ดิ่งมาเรียนสั้นๆ กับ กศน.” นายจาตุรนต์ กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34035&Key=hotnews

ศธ.เดินหน้าเพิ่มสัดส่วนเรียนต่อสายอาชีพ Read More »

“ชินภัทร” ไม่เอาด้วยยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6

10 กันยายน 2556

“ชินภัทร” ไม่เอาด้วยข้อเสนอ สทศ.ยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6 ระบุถอยหลังลงคลอง เพราะปัจจุบันคะแนนโอเน็ตโยงสอบเข้า ม.1 และประเมินครู ชี้เด็กเครียด มีหลายวิธีแก้ไข ด้าน “อ๋อย” สั่งสทศ.-สพฐ.วางระบบจัดสอบข้อสอบกลางเด็กทุกระดับชั้นทุกคน

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยถึงกรณีที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แก้ไขประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการใช้ผลการแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 โดยให้ยกเลิกการนำคะแนนโอเน็ตมาเป็นส่วนหนึ่งในการจบการศึกษาของนักเรียนชั้น ป.6 และยกเลิกการที่นักเรียนต้องสอบทุกคนเป็นสุ่มสอบ เหมือนการประเมินนักเรียนนานาชาติ (PISA) เนื่องจากมีงานวิจัยชี้ว่าทำให้เด็กเกิดความเครียด และครูเน้นติววิชาการซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพเด็ก ว่าเรื่องนี้คงต้องมีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง เพราะเดินหน้ามาไกลแล้ว และต้องเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับคะแนนโอเน็ตอย่างแท้จริง
“เมื่อก่อนจะเห็นได้ว่าคะแนนโอเน็ตไม่มีความหมาย เชื่อถือไม่ได้ และไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้น ในช่วงที่ผ่านมา ศธ.จึงพยายามทำให้คะแนนโอเน็ตมีความหมายทั้งกับครู นักเรียน และโรงเรียน เราจึงต้องเดินหน้าต่อไป” นายชินภัทรกล่าว

ส่วนงานวิจัยที่ระบุว่าการสอบทำให้เด็กเครียด และครูเน้นติวแต่วิชาการนั้น หากมีปัญหาเกิดขึ้นจริงที่เป็นอาการข้างเคียงจากการสอบ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ต้องมาร่วมกันหาทางแก้ไข ไม่ใช่เมื่อมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นแล้วจะต้องเดินถอยหลัง ซึ่งตนคิดว่าเวลานี้ทุกอย่างจะต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้การดำเนินการประเมินผลระดับชาติมีผลต่อวงจรในการพัฒนาการศึกษาของเด็ก

“ถ้าเด็ก ป.6 ไม่ได้สอบโอเน็ตทุกคน ก็จะส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อชั้น ม.1 แน่ เพราะขณะนี้โรงเรียนต่างๆ กำหนดให้คะแนนโอเน็ตเป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือกเด็กแล้ว ดังนั้น จึงคิดว่าควรจะใช้คะแนนโอเน็ตให้เกิดประโยชน์ต่อไปไม่ใช่เดินถอยหลัง”

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. กล่าวว่า ปัจจุบัน ศธ.จัดสอบด้วยข้อสอบกลางทุกช่วงชั้น ฉะนั้น เพื่อให้ทราบเรื่องดังกล่าว ตนมีแนวคิดจะเพิ่มการสอบด้วยข้อสอบกลางทุกระดับชั้นและสอบทุกคน เบื้องต้นจะให้ สทศ.เข้ามาช่วย สพฐ.วางระบบ ขณะที่ข้อเสนอของ สทศ.ให้ยกเลิกสอบโอเน็ตกับนักเรียนชั้นป.6 ทุกคนนั้น ตนยังไม่รับทราบ.

ที่มา: http://www.thaipost.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34034&Key=hotnews

“ชินภัทร” ไม่เอาด้วยยกเลิกสอบโอเน็ต ป.6 Read More »

‘จาตุรนต์’ อนุมัติจัดซื้อแท็บเล็ต 3 โซน

9 กันยายน 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดซื้อแท็บเล็ตปีการศึกษา 2556 ว่า ตนได้ลงนามอนุมัติการจัดซื้อไปแล้ว ประกอบด้วย โซน 1 ภาคกลางและภาคใต้ ของนักเรียนชั้น ป.1 จำนวน 431,105 เครื่อง โซน 2 ชั้น ป.1 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 373,637 เครื่อง และโซน 4 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของนักเรียนชั้น ม.1 และครู จำนวน 402,889 เครื่อง ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนที่เชิญ 8 หน่วยงานมา

ลงนามจัดซื้อประมาณกลางเดือนนี้ ขณะที่ตามสัญญาเมื่อลงนามจัดซื้อแล้วบริษัทจะต้องทยอยจัดส่งแท็บเล็ตให้ถึงปลายทางภายใน 90 วัน คาดว่าประมาณกลางเดือนธันวาคม นักเรียนบางส่วนจะได้รับแท็บเล็ต

นายจาตุรนต์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการจัดซื้อโซน 3 ภาคกลางและภาคใต้ของนักเรียนชั้น ม. 1 และครู จำนวน 426,683 เครื่อง ที่คณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพา ต่อ 1 นักเรียน มีมติให้ยกเลิกผลการประกวดราคานั้น ขณะนี้ทางคณะกรรมการประกวดราคาของ สพฐ.จะคงมติเดิมคือให้ยกเลิกผลการประมูล ซึ่งบริษัทสุพรีม ดิสทีบิวชั่น สามารถยื่นอุทธรณ์กับคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ภายใน 3 วัน แต่หากบริษัทเลือกที่จะฟ้องศาลปกครอง และศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็อาจทำให้การจัดซื้อยืดเยื้อออกไป แต่หากไม่มีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก็จะเดินหน้าจัดซื้อกันใหม่

ต่อข้อถามว่า บริษัทสุพรีมฯ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า หากผลการประมูลโซน 3 ครั้งใหม่ยังมีราคาสูงกว่าโซน 4 จะยกเลิกอีกหรือไม่ นายจาตุรนต์ กล่าวว่า ต้องพิจารณาหลายองค์ประกอบทั้งราคา และการแข่งขัน ซึ่งที่ผ่านมามีการประมูลโซน 3 เพียงสองบริษัท และเคาะราคาแค่สองครั้ง แต่ราคาที่ได้ยังสูงและต่างจากโซน 4 อยู่ ดังนั้นคงต้องพิจารณาก่อน.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 9 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34023&Key=hotnews

‘จาตุรนต์’ อนุมัติจัดซื้อแท็บเล็ต 3 โซน Read More »

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2)

9 กันยายน 2556

ประชาสัมพันธ์
สำนักงาน ก.ค.ศ.
ในช่วงเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน 2556 สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้จัดให้มีการประชุมสัมมนา อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา และ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ จำนวน 4 ครั้ง ใน 4 ภูมิภาค ซึ่งเป็นการประชุมสัมมนาที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นปัจจุบัน พร้อมทั้งแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการบริหารงานบุคคลระหว่าง อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษากับ อ.ก.ค.ศ. ส่วนราชการ เพื่อนำความรู้ที่ได้รับในการประชุมสัมมนาไปใช้กับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาและส่วนราชการ ให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจาก อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาจะมีความสำคัญในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาแล้ว บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เพราะเป็นผู้ที่คอยสนับสนุนการบริหารงานในเขตพื้นที่การศึกษาให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยมีประสิทธิภาพ ซึ่ง ก.ค.ศ.ในคราวประชุมครั้งที่ 8/2556 เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2556 ได้มีการพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) ที่สำคัญๆ โดยมีมติดังนี้

1.กำหนดมาตรฐานตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2)
2.กำหนดกรอบอัตรากำลังของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
3.กำหนดแนวทางการบริหารกรอบจัดการอัตรากำลังใหม่
4.กำหนดตำแหน่งและการประเมินบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการ ระดับเชี่ยวชาญ

เพื่อให้บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) ได้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว สำนักงาน ก.ค.ศ.จึงได้เชิญผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาและผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานบุคคล ทุกเขตพื้นที่การศึกษาเข้าร่วมการประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในวันที่ 9-12 กันยายน 2556 ณ ห้องริชมอนด์แกรนด์บอลรูม ชั้น 4 โรงแรมริชมอนด์ ถนนรัตนาธิเบศร์ อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี นอกจากนี้ยังได้ให้ความรู้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพิ่มเติม ในเรื่องการปรับเงินเดือนตามคุณวุฒิ และเงินเพิ่มพิเศษสำหรับผู้ที่สอนคนพิการ การให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะ และระเบียบว่าด้วยระบบทะเบียนประวัติอิเล็กทรอนิกส์

สำนักงาน ก.ค.ศ.หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดประชุมสัมมนาในครั้งนี้จะทำให้บุคลากรทางการศึกษาอื่นตามมาตรา 38 ค.(2) ได้รับความรู้และความเข้าใจในหัวข้อการประชุมสัมมนาและสามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องต่อไป

–มติชน ฉบับวันที่ 9 ก.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34024&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การประชุมสัมมนาเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่ง บุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค.(2) Read More »

กยศ.จ่อนำข้อมูลผู้กู้เข้าเครดิตบูโร หวังกระตุ้นชำระหนี้ตามกำหนด

9 กันยายน 2556

น.ส.ฑิตติมา วิชัยรัตน์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า กยศ.เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปีการศึกษา 2539 มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มโอกาสด้านการศึกษาให้กับนักเรียนนักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมระยะเวลา 17 ปี ที่ผ่านมา ให้นักเรียนนักศึกษากู้ยืมเงินไปแล้วประมาณ 4 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการชำระหนี้ของผู้กู้ยังคงเป็นปัญหาสำคัญ ซึ่งจากข้อมูลพบว่า ยังมีผู้กู้ประมาณร้อยละ 60 ค้างชำระ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 50 จากงบประมาณปล่อยกู้จำนวนเงิน 35,000 ล้านบาทต่อปี โดยมาตรการสำคัญที่ดำเนินการจะเน้นสร้างจิตสำนึกให้ชำระหนี้ตามกำหนด เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนนักศึกษารุ่นใหม่ได้รับโอกาส และในอนาคตจะร่วมมือกับสถานศึกษาในการกำหนดหลักเกณฑ์ผู้กู้ ซึ่งอาจเป็นการพิจารณาจากเกรดเฉลี่ย และคุณสมบัติด้านอื่น

น.ส.ฑิตติมา กล่าวอีกว่า กยศ. ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร เตรียมนำข้อมูลผู้กู้เข้าระบบในปี 2561 ซึ่งจะส่งผลดีหากผู้กู้ชำระหนี้ตามกำหนด นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2556 ถึง 31 มีนาคม 2557 จะเปิดโครงการรณรงค์ชำระหนี้ ซึ่งผู้กู้ที่ไม่ค้างชำระและปิดบัญชี จะได้รับการลดหย่อนดอกเบี้ยเงินต้นร้อยละ 3.5 ส่วนผู้ที่ค้างชำระ และเข้ามาชำระหนี้จะไม่เสียค่าปรับล่าช้า หากกลุ่มที่ค้างชำระทำการปิดบัญชีจะได้รับสิทธิพิเศษสุด คือไม่เสียค่าปรับล่าช้า และได้รับการลดดอกเบี้ยถึงร้อยละ 50

–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34022&Key=hotnews

กยศ.จ่อนำข้อมูลผู้กู้เข้าเครดิตบูโร หวังกระตุ้นชำระหนี้ตามกำหนด Read More »

“ยูเนสโก” ระบุประชากรทั่วโลก 774 ล้านคนไม่รู้หนังสือ

9 กันยายน 2556

“ยูเนสโก” ระบุประชากรทั่วโลก 774 ล.คน ไม่รู้หนังสือ ส่วนใหญ่เป็น “สตรี” ไม่เว้นแม้ชาติที่พัฒนาแล้วในเชิงเศรษฐกิจ ก็ยังพบว่ามีเด็กหญิงขาดโอกาสทางการศึกษา วอนนานาชาติ หนุนงบฯ จัดการศึกษาอย่างทั่วถึง ชี้การรู้หนังสือ เป็นฐานของสันติภาพ อิสรภาพและการพัฒนาโลก ขณะที่ไทย ยกสถิติอัตราการอ่านหนังสือคนไทยเฉลี่ย 39 นาทีต่อวันยังน้อยไป ตั้งเป้าขจัดการไม่รู้หนังสือ ด้านนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ส่งสารชูปฏิรูปความรู้ของคนไทย เพื่อชีวิตที่เสรีและสมบูรณ์

ที่หอประชุมประจักษ์ศิลปาคม ศาลากลางจังหวัดหนองคาย เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 8 ก.ย.56 สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ได้จัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ โดยนายเสริมศักดิ์ พงศ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ ประธานในพิธีเปิดงานกล่าวว่า วันนี้ในหลายๆ ประเทศทั่วโลก ต่างพร้อมใจกันจัดงานวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ เพราะการรู้

หนังสือเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประเทศ สำหรับประเทศไทย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้ทำการสำรวจพบว่า อัตราการอ่านหนังสือของคนไทยเฉลี่ยที่ 39 นาทีต่อวัน แม้ว่าจะมีการรณรงค์ส่งเสริมให้การรักอ่านอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่มากพอ และขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ก็ขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ และกำหนดให้ปี 2556 เป็นปีแห่งการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษาโดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ได้เร่งให้สำรวจจำนวนผู้ไม่รู้หนังสือ และเร่งขจัดการไม่รู้หนังสือให้หมดไป ซึ่งในส่วนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ก็รับผิดชอบเด็กในระบบ ดังนั้น กศน.ก็ต้องเก็บตกผู้ที่อยู่นอกระบบ เพราะการรู้หนังสือจะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสในการศึกษาตลอดชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ นางอิรินา โกโบวา ผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก ได้ส่งสารเนื่องในวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ 8 ก.ย.56 ว่า การรู้หนังสือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และเป็นตัวจักรสำคัญสำหรับการพัฒนามนุษย์ ซึ่งต้องขอขอบคุณความพยายามร่วมกันระหว่างประเทศ และการทำงานที่มุ่งสู่เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ โดยในช่วง 20 ปี ประชากรผู้ไม่รู้หนังสือได้ลดลงไปกว่า 100 ล้านคน แต่เท่านี้ยังคงไม่เพียงพอ เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ ยังคงมีความไม่เท่าเทียมกันอย่างรุนแรง โดย2 ใน 3ของประชากรผู้ใหญ่ที่ไม่รู้หนังสือในโลก จำนวน 774 ล้านคนยังคงเป็นสตรี ส่วนประชากรเด็กและเยาวชนที่ไม่ได้ไปโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กหญิง นอกจากนี้เด็กวัยเรียนระดับประถมศึกษา จำนวน 57 ล้านคน และระดับมัธยมศึกษาจำนวน 69 ล้านคน ไม่มีโอกาสเข้าโรงเรียน

สำหรับเด็กที่โชคดีได้เข้าโรงเรียนนั้น เมื่อออกจากโรงเรียนก็ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้กันทุกคน แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้วในเชิงเศรษฐกิจ ก็ยังมีสัดส่วนของประชากรที่ขาดทักษะพื้นฐานด้านการอ่านและการเขียนสูงมาก สิ่งนี้คืออุปสรรคใหญ่หลวงต่อความสำเร็จของตัวบุคคล การพัฒนาสังคม และความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างกลุ่มประชากรหลากหลายเชื้อชาติ การเกิดเทคโนโลยีใหม่ ๆ และสังคมความรู้ยุคใหม่ ล้วนทำให้สถานการณ์ดงกล่าวแย่ลงไปอีก

“ด้วยความสามารถในการอ่านเขียนที่มีความสำคัญมากขึ้น การรู้หนังสือเป็นเงื่อนไขแรกสำหรับการสนทนา การสื่อสารและการเข้าร่วมในสังคมสมัยใหม่ที่เชื่อมโยงกัน ประชากรวัยหนุ่มสาวจำเป็นต้องมีทักษะใหม่ๆ เพื่อเป็นใบเบิกทางในการเข้าสู่และประสบความสำเร็จในตลาดแรงงาน อันได้แก่ ความรู้ภาษาต่าง ๆ ความเข้าใจเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม การเรียนรู้ตลอดชีวิต การรู้หนังสือเป็นหัวใจสำคัญในการแสวงหาความรู้ทักษะต่างๆ ในการสื่อสารระหว่างบุคคล ทักษะความรู้และความสามารถที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม ทักษะดังกล่าวทั้งหมดล้วนเป็นพื้นฐานของสังคมสมัยใหม่ โดยในศตวรรษที่ 21 นี้ การรู้หนังสือ เป็นรากฐานสู่สันติภาพและการพัฒนา ยิ่งกว่าสมัยใดในช่วงที่ผ่านมา การรู้หนังสือ เป็นมากกว่าความจำเป็นเร่งด่วนทางการศึกษา คือ เป็นการลงทุนที่สำคัญยิ่ง เพื่ออนาคตและเป็นก้าวแรกสู่การรู้หนังสือรูปแบบใหม่ๆ ที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 เราปรารถนาจะเห็นเด็กทุกคนสามารถอ่านออก และใช้ทักษะดังกล่าวเพื่อปลดปล่อยตนเองให้เป็นอิสระ

ดังนั้น เนื่องในโอกาสวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือในปีนี้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลทั้งหลายทำงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุความฝันนี้ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนทางการเงินครั้งใหม่ รวมทั้งนโยบายต่างๆ ที่ร่างร่วมกับประชาชนที่เกี่ยวข้อง รูปแบบการดำเนินงานใหม่ๆ ที่แสดงถึงความเป็นนวัตกรรมยิ่งขึ้น มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อให้เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ ซึ่งความก้าวหน้าที่ได้ดำเนินการในหลายปีที่ผ่านมานี้ แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่กล่าวมานี้เป็นไปได้ และยูเนสโกขอให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำทุกอย่างเพื่อให้สิ่งที่ตั้งใจไว้ปรากฏเป็นจริง”นางอิรินา กล่าว

ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้ส่งสารมาด้วยความว่า “การมีความรู้และสามารถอ่านออกเขียนได้ จะนำไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างเสรี พร้อมทั้งมีชีวิตที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มีเป้าหมายจะปฏิรูประบบความรู้ของคนไทยในทุกๆ ด้าน”

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34021&Key=hotnews

“ยูเนสโก” ระบุประชากรทั่วโลก 774 ล้านคนไม่รู้หนังสือ Read More »

เสนอจัดสอบ O-NET ป.1 ถึง ม.6

9 กันยายน 2556

“จาตุรนต์” จี้สอบทุกชั้นปี-ทุกคนวัดผลอุดรอยรั่ว/มอบ สทศ.-สพฐ.ดรีมทีม
นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยถึงกรณีที่สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีข้อเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แก้ไขประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการใช้ผลการทดสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนที่จบการศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ.2551 โดยให้ยกเลิกการนำคะแนน O-NET มาเป็นส่วนหนึ่งในการจบการศึกษาของนักเรียนชั้น ป.6 เนื่องจากมีงานวิจัยชี้ว่าทำให้เด็กเกิดความเครียด และครูเน้นติววิชาการ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาศักยภาพเด็กว่า ยังไม่ทราบข้อเสนอดังกล่าวแต่ที่ผ่านมามีการหารือว่าจะเพิ่มการวัดผลให้ครบทุกชั้นปี ตั้งแต่ชั้น ป.1 ถึง ม.6 เนื่องจากที่ผ่านมาเราจัดการศึกษา โดยไม่เคยมีระบบการทดสอบวัดผลที่เป็นระบบกลางที่ได้มาตรฐาน จนกระทั่งมี สทศ.ที่เริ่มมีการจัดสอบวัดมาตรฐาน และพัฒนาจนการสอบเริ่มมีมาตรฐานขึ้น ทำให้โรงเรียนได้รู้จุดบกพร่อง เพื่อจะได้แก้ปัญหาให้ตรงจุด

ดังนั้น โดยส่วนตัวคิดว่าระบบการทดสอบวัดผลยังเป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องดำเนินการต่อไป และควรจัดสอบทุกคนไม่ใช่การสุ่มสอบ ส่วนเรื่องที่มีผลวิจัยระบุว่าการสอบ O-NET ชั้น ป.6 ทำให้เด็กเกิดความเครียดนั้น เป็นอีกปัญหาที่จะต้องแก้ไขต่อไป

อย่างไรก็ตาม ได้ขอให้ สทศ.และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปหารือร่วมกันว่าระบบการวัดผลกลางนั้นควรจะเป็นรูปแบบใด ซึ่งก็อาจจะเป็น O-NET ที่จัดสอบโดย สทศ. หรือเป็นระบบที่ดำเนินการโดย สพฐ.ก็ได้ แต่จะต้องเป็นระบบที่ได้มาตรฐาน

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีการอภิปรายอย่างกว้างขวาง เพื่อสร้างความศักดิ์สิทธิ์ให้กับคะแนน O-NET อย่างแท้จริง ส่วนงานวิจัยที่ระบุว่าการสอบทำให้เด็กเครียด และครูเน้นติวแต่วิชาการนั้น ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องมาร่วมกันหาทางแก้ไข ไม่ใช่เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นแล้วจะต้องเดินถอยหลัง ซึ่งเวลานี้ทุกอย่างจะต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้การดำเนินการประเมินผลระดับชาติ มีผลต่อวงจรการพัฒนาการศึกษาของเด็ก

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับข้อเสนอที่จะใช้วิธีการสุ่มสอบ O-NET นักเรียนชั้น ป.6 โดยไม่ให้สอบทุกคนเช่นปัจจุบันนั้น คงต้องพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียทั้งหมดก่อน ซึ่งตามหลักวิชาการก็สามารถทำได้ แต่ในทางปฏิบัติจะทำให้เด็กขาดความตั้งใจ ไม่เอาใจใส่และเอาจริงเอาจังกับการสอบ O-NET เพราะไม่ได้มีผลต่อการเรียน นอกจากนี้หากเด็ก ป.6 ไม่ได้สอบ O-NET ทุกคน ก็จะส่งผลกระทบต่อการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในระดับชั้น ม.1 ด้วย เพราะขณะนี้โรงเรียนกำหนดให้คะแนน O-NET เป็นองค์ประกอบหนึ่งในการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนต่อในชั้น ม.1 ดังนั้นจึงคิดว่าควรจะใช้คะแนน O-NET ให้เกิดประโยชน์ต่อไปไม่ใช่เดินถอยหลัง

นายประวิต เอราวรรณ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย กลุ่ม 16 สถาบันเก่าแก่ กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้ยกเลิกการ ใช้ O-NET มากำกับการจบการศึกษาชั้น ป 6 เพราะปรัชญาการศึกษาระดับประถม คือการสร้างพื้นฐานความเป็นมนุษย์ ดังนั้นถ้าเอาวิชาการไปใส่เด็กมากเกินไป ก็จะเกิดเครียดและเบื่อการเรียนในอนาคต

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34020&Key=hotnews

เสนอจัดสอบ O-NET ป.1 ถึง ม.6 Read More »

Generation Me คือ มีบุคลิกภาพหลงตัวเอง

generation me in time magazine
generation me in time magazine

เราเคยพูดกันเรื่อง Generation X แล้วก็ Generation Y
เดี๋ยวนี้เขาเสนอคำใหม่ Generation ME
น่าสนใจนะครับ .. โดยเฉพาะคำว่า หลงตัวเอง
(คนแถว ๆ บ้านทำตัวเป็นนกหงส์หยก .. ธรรมดาของมนุษย์)

 

คุณธาม เชื้อสถาปนศิริ,
นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.)
timeseven@gmail.com
เขียนเรื่องเมื่อ 18 พ.ค.56 จากที่พบใน Time U.S. เมื่อ 9 พ.ค.2013
แล้วพบข้อมูลอีกครั้งตามปกนิตยสาร TIME ฉบับ 20 พฤษภาคม 2013
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151458805008732&set=p.10151458805008732

Official by Josh Sanburn  May 9,2013
http://nation.time.com/2013/05/09/millennials-the-next-greatest-generation/
You might think they’re entitled, lazy and over-confident. You’d be right—but you’d also be wrong

จาก FB : Time Chuastapanasiri

ME ME ME Generation “คนรุ่นฉัน ฉัน ฉัน”
ถึงจะขี้เกียจ หลงตัวเอง และยังอาศัยพ่อแม่กิน
แต่ฉันก็จะช่วยโลกและทุกคนได้นะ!
………
ธาม เชื้อสถาปนศิริ,
นักวิชาการสถาบันวิชาการสื่อสาธารณะ (สวส.)
timeseven@gmail.com

ภาพปกนิตยสาร “TIME” ฉบับวันที่ 9 พฤษภาคม 2013 เป็นปกที่เรียกความสนใจได้อีกครั้งหนึ่ง เมื่อนำเสนอบทความพิเศษที่ว่าด้วย “ME GENERATION” พร้อมภาพเด็กหญิงวัยสาวกำลังนอนราบกับพื้นและยกกล้องจากโทรศัพท์มือถือขึ้นโน้มลงมาถ่ายรูปหน้าตัวเอง ปนปกสีฟ้าโทนอ่อน

ข้อความปนปก เขียนว่า “Millennials are lazy, entitled narcissists. Who still live with their parents.– Why they’ll save us all” by Joel Stein

แปลความได้ว่า “คนรุ่นใหม่(สหัสวรรษ)นั้นขี้เกียจ ขึ้นชื่อว่าหลงตัวเอง พวกเขายังอยู่กับพ่อแม่ของตนเอง – (แต่)ทำไมพวกเขาจะช่วยเหลือเราทุกคนไว้ทั้งหมด?” บทความนี้เขียนโดย โจเอล สไตน์.

โจเอล อ้างข้อมูลที่น่าตกใจจาก “The National Institutes of Health” (สถาบันสุขภาพ แห่งชาติ – อเมริกา) ว่า ผู้คนอเมริกัน ที่อายุเฉลี่ย 20ปี (20-29) มีระดับการ “หลงตัวเอง” มากกว่าคนรุ่นลุงป้า หรือ ยุคเบบี้บูม (ซึ่งน่าจะอายุขณะนี้ประมาณ65 ปี) เป็นอัตราที่มากถึง 3 เท่า!

สถาบันสุขภาพแห่งชาติ (อเมริกา) เปิดเผยข้อมูลว่า คนรุ่นใหม่กำลังเป็นโรค “Narcissistic Personality Disorder” ซึ่งหมายถึง บุคคลที่มีอาการหลงใหลในบุคลิกภาพของตนเอง และมีความเชื่อว่าโลกหมุนเวียนโคจรรอบตนเอง อาการนี้บ่งชี้ได้จากการที่เขาขาดความสามารถที่จะรู้สึก แสดงความสนใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น แต่เขากลับมีแรงปารถนาที่จะมุ่งสนใจตัวเองอยู่ตลอดเวลา

คนที่มี “บุคลิกภาพหลงตัวเอง” อาจจะมีอาการ/พฤติกรรมดังนี้

(1) ปฏิกิริยาต่อการวิพากษ์วิจารณ์ ด้วยความโกรธแค้น สร้างความน่าละอาย/ขายหน้า และความอัปยศน่าอดสู

(2) เอาเปรียบผู้อื่น เพื่อตอบสนองความต้องการชนะ หรือวัตถุประสงค์ของตนเอง

(3) มีความรู้สึกว่าตนเองเป็นคนสำคัญมากเกินพอดี

(4) พูดขยายเกินกว่าความเป็นจริงเกี่ยวกับความสำเร็จหรือความสามารถของตนเอง

(5) มีใจหมกมุ่นกับจินตนาการความสำเร็จ พลัง อำนาจ ความงาม สติปัญญา หรือ รักในอุดมคติ

(6) ใช้เหตุผล ที่ไม่สมเหตุสมผล กับสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ หลงใหล คาดหวัง

(7) ต้องการเป็นที่ชื่นชม ยอมรับและหลงใหลอยู่ตลอดเวลา

(8) เพิกเฉย ไม่เอาใจใส่ต่อความรู้สึกของผู้อื่น และมีความพยายามเพียงน้อยนิดที่จะแสดงความเห็นใจผู้อื่น

(9) คิดหมกมุ่นอยู่กับผลประโยชน์และความต้องการของตนเอง

(10) ไล่ตามเป้าหมายที่เห็นประโยชน์แก่ตนเอง

เมื่อวิเคราะห์ถึง “สาเหตุ อัตราการเกิดโรค และ ปัจจัยความเสี่ยง” ของโรค ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่ามาจากสิ่งใด อาจเป็นได้ทั้งจาก ประสบการณ์ช่วงวัยเด็ก การเลี้ยงดูของพ่อแม่ที่ละเลย ซึ่งน่าจะเป็นสาเหตุหลักในการพัฒนาสภาวะของโรคนี้

วิธีการรักษาโรคนี้ คือ เข้ารับการบำบัด หรือได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่น ด้วยความเอาใจใส่ และการดูแลอย่างเห็นอกเห็นใจ

……..
ขณะที่ บทความชื่อ “7 เหตุผลที่คนรุ่นใหม่ กลายเป็นคนหลงตัวเอง” เขียนโดย Hannah Kapp-Klote ที่อ้างบทความของ Joel Stein ก็วิเคราะห์ว่า จริงๆ แล้วความหลงตัวเองของคนรุ่นใหม่นั้น ได้รับอิทธิพลมาจากสื่อ คือ

(1) รายการโทรทัศน์ประเภทเรียลิตี้

Hannah วิเคราะห์ว่า คนรุ่นใหม่นั้น เป็นคนรุ่นแรก ที่เติบโตภายใต้รายการโทรทัศน์ประเภทเรียลิตี้ และถูกความบันเทิงประเภทนี้กล่อมเกลาเป็นประสบการณ์ในชีวิต ซึ่งผู้คนพยายามไต่เต้าจากคนธรรมดาทั่วไป มาประกวดแข่งขัน ผ่านการร้อง เล่นเต้นรำ หรือ ใช้ความสวยงาม ความสามารถ หรือชะตาชีวิตที่พลิกผันมากลายเป็นคนดังมีชื่อเสียงในสังคม
การเป็นคนดัง กลายเป็นงานที่ใฝ่ฝันของผู้คนรุ่นใหม่ในสังคมปัจจุบัน!

(2) อินเตอร์เน็ต

เฟซบุ๊ค ทวิเตอร์ เรดดิท พินเทอเรสต์ หรือเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ นี้ ได้ผลิตและสร้างให้คนรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อของตนเอง ด้วยเนื้อหาที่พวกเขาสร้าง ผลิต อวด และส่งต่อกันอย่างมากมาย (เฉพาะเนื้อหาที่พูดเกี่ยวกับตนเอง) และการสร้างความสัมพันธ์เสมือนที่ฉาบฉวยบนโลกออนไลน์ บทสนทนากับคนแปลกหน้า ฯลฯ เหล่านี้ได้กลายมาเป็นอีกปัจจัยที่สำคัญ

(3) ป๋าอวย ป๋าชม ป๋าเชลียร์ ป๋าดัน

ยอมรับความจริงเถอะว่า ในสังคมออนไลน์ หรือในสื่อปัจจุบัน ถ้ามีใครสักคนมาพูดมาชมว่าคุณน่ะเป็นคนพิเศษ เป็นคนสวย หล่อ ดี น่าหลงใหล และพูดแบบนี้ทุกวัน เป็นแรมปี คุณจะไม่สนใจเขาเลยหรือ? เราเป็นคนรุ่นพิเศษ ก็ตามที่พวกเขา(สังคมออนไลน์)เป็นลูกช่างอวยนั่นเอง

อธิบายได้ว่า ในสังคมปัจจุบัน มีคนช่างยุ ช่างอวย ช่างเสี้ยม เป็นวัฒนธรรมเฮโลสาระพา คนกลุ่มใหญ่ส่งเสียงเรียกร้องชื่นชมยินดีในความพิเศษที่เรามี ในสิ่งที่เรานำเสนออยู่ตลอดเวลา ก็เลยกลายเป็นวัฒนธรรม “ไปไหนไปด้วย เฮไหนเฮด้วย” (bandwagon)

(ข้อนี้ เปรียบเทียบจาก สังคมอเมริกัน จะรู้จัก Mr.Fred Rogers คนทำสื่อทางโทรทัศน์เกี่ยวกับรายการเด็ก ข่าว และวาระทางสังคมซึ่งมีอิทธิผลในการโน้มน้าวใน ชักจูงกระแสสังคมในอเมริกา อาจเปรียบเทียบได้กับ คนดังในวงการสื่อบ้านเราทั้งหลาย

แต่ในที่นี้ ผู้เขียนบทความหมายถึงว่า เราทุกๆ คนล้วนก็เป็น คนอวย คนเชียร์ คนดันกันทั้งนั้นในโลกสังคมออนไลน์)

เราทุกคนล้วนอยู่ในสังคมผู้ชม (spectacle society)

(4) วัฒนธรรมบริโภคนิยม

ใครกัน ที่จะชื่นชอบแนวคิดการสร้างวัฒนธรรมคนรุ่นต่างๆ มากที่สุดล่ะ ถ้าไม่ใช่ “นักการตลาด” คนรุ่นเรา (รุ่น generation x-อายุของผู้เขียน?) มีจุดกำเนิดมาจากโทรทัศน์ และโทรศัพท์มือถือ อินเตอร์เน็ต (สำหรับรุ่น millennial) ซึ่งเป็นคนรุ่นที่เกิดมาในวัฒนธรรมของการบริโภค การซื้อ การขาย และกระทั่ง การขายบุคลิก หน้าตา ตัวตน ก็เป็นเรื่องปกติ

(5) การไร้ซึ่ง “คนต้นแบบ”

คนรุ่นใหม่ (Millennials) นั้น เติบโตมากับพ่อแม่ (เจเนอเรชั่นเอ็กซ์) ในรูปแบบครอบครัวเดี่ยวมากกว่าการเลี้ยงดูของปู่ย่าตายาย (ซึ่งเป็นรุ่นเบบี้บูมเมอร์-ยุคทารกเกิดใหม่หลังสงครามโลก) คนรุ่นใหม่นี้อยู่กับเพื่อนๆ มากกว่า และพวกเขาต่างก็สนใจว่า ในบรรดาเพื่อนๆ ที่โรงเรียน ใครเด่น ใครเท่ห์ ใครเฟี้ยว ใครเฉี่ยว ใครเป็นผู้นำแฟชั่นและกิจกรรมสุดเจ๋ง

(ตัวอย่างหนังเรื่อง “Mean Girls (2004)” จะมีตัวละคร 2 คนที่คอยตามผู้นำกระแสวัยรุ่นที่โรงเรียน และยึดเธอ/เขาเป็นแบบอย่างในชีวิต) และคนรุ่นใหม่นี้ (ในวัฒนธรรม/สังคมอเมริกัน) ก็ชอบที่จะทำงานหาเลี้ยงตนเองเพื่อได้ค่าเทอม พวกเขาจึงมีสภาวะ “หยิ่งทะนง” (ego) ไปด้วย แต่ก็ยังขัดแย้งในตัวเอง เพราะไม่มีคนต้นแบบชีวิตให้ได้เรียนรู้นอกจากเพื่อนๆ ด้วยกันในวัยเรียน

(6) เราอยู่อุตสาหกรรม “ถ้วยรางวัลแห่งการมีส่วนร่วม”

สำหรับคนที่กังวลว่าคนรุ่นใหม่จะสนใจเฉพาะเรื่องตัวเองเท่านั้น พวกเขามักบ่นว่าคนรุ่นใหม่ชอบมีส่วนร่วมกับเรื่องต่างๆ อย่างบริสุทธิ์ใจเพราะมีแรงดึงดูดใจว่าจะได้ “ประกาศนียบัตร ป้ายประกาศ ถ้วยรางวัล”

เราจะเห็นภาพพ่อแม่ปัจจุบัน ต่างพะเน้าพะนอลูกๆ ให้เข้าร่วมกิจกรรมประกวดแข่งขัน ต่างๆ (ทั้งกีฬา ดนตรี ศิลปะ การศึกษา หรือร้องเล่น เต้นรำ) และทางโรงเรียน ครู หรือผู้จัด ก็จะต้องมี “ประกาศนียบัตรประกาศเกียรติคุณ” เหน็บท้ายติดตัวกลับบ้านกันไปทุกๆ คน

แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ที่กว่าจะได้ถ้วย โล่ห์รางวัล หรือประกาศคุณงามความดี ต่างก็ต้อง “ทำสิ่งนั้นจนสำเร็จบรรลุผล” เป็นที่หนึ่ง ยอดเยี่ยม กว่าคนอื่นๆ แบบพิสูจน์เห็นผลสัมฤทธิ์จริง ถึงจะได้รางวัล แตกต่างกับสมัยนี้ เพียงแต่การเข้าร่วม คือ ความสำเร็จ และหากเข้าร่วมกิจกรรมการประกวดใดๆ แล้วไม่ได้รับโล่ห์ ประกาศ เด็กรุ่นใหม่ก็จะรู้สึกเสียใจ เศร้าใจมาก

กลายเป็นว่า คนรุ่นใหม่ ถูกเลี้ยงดูปลูกฝังค่านิยมการทำทุกอย่างโดยได้รับรางวัลและการประกาศเกียรติคุณ ถูกหล่อหลอมมาในอุตสาหกรรมถ้วยรางวัลแห่งการเข้าร่วม (The Participation Trophy Industrial Complex) โดยมีครู พ่อแม่สร้างแรงจูงใจสนับสนุนให้พวกเขาให้ความสำคัญตัวเองมากยิ่งขึ้น เสพติดความสำเร็จแบบสำเร็จรูปมากขึ้น

ฉะนั้นจึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เวลาที่พวกเขาทำงาน ทำการบ้าน รายงาน พวกเขาจะต้องพึ่งพิงพึ่งพา กูเกิ้ลมากขึ้น เพราะมันง่าย เร็ว สะดวกกว่าที่จะต้องใช้ความพยายามค้นคว้า คนทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่สำเร็จรูป

(7) นิตยสารไทม์ แม็กาซีน. TIME Magazine
ก็เป็นนิตยสารไทมส์เองนั่นแหละ ที่ทำเรื่องนี้มาโดยตลอด นำเสนอเรื่องต่างๆ ที่กำหนด ชี้นำ ครอบงำโลกด้วยเรื่องราวข่าวสารต่างๆ “เป็นคุณมาโดยตลอด” (นิตยสารไทมส์) ลองไปดูปกเก่าๆ ของนิตยสารไทมส์ดู จะค้นพบว่า ทั้งยูทูบว์ เฟซบุ๊ค ไอโฟน และ เทคโนโลยีมากมายที่พาเหรดกันขึ้นปกอย่างต่อเนื่อง เพราะนิตยสารไทมส์ เป็นสื่อที่มีอิทธิพลต่อการกำหนดวาระทางสังคมโลก (และในลักษณะประชดประชัน ว่า มีศูนย์กลางมาจากประเทศอเมริกาเท่านั้น ไม่เคยมองเห็นชาติอื่นสำคัญ)

(อันนี้ด่านิตยสารไทมส์ ในแบบจิกกัดเล็กน้อย)

……..
ด้าน Josh Sanburn เขียนในบทความข้างเคียงบทความเด่นในนิตยสารไทมส์เล่มเดียวกัน ชื่อ “Millennials: The Next Greatest Generation?” (คนรุ่นใหม่-สหัสวรรษ รุ่นถัดไปที่เยี่ยมยอด?)

โดยอ้างข้อมูลจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (อเมริกา) ว่า คนรุ่นใหม่กว่า 80 ล้านคนในอเมริกาที่เกิดระหว่างปีค.ศ. 1980 – 2000 นั้นหลงตัวเองเป็นสามเท่าของคนรุ่นพ่อแม่ และ กว่า 80% ของคนรุ่นนี้ ที่มีอายุต่ำกว่า 23 ปี ต้องการได้งานที่มีความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ 10 ปีถัดมา จะมีเพียง 60% เท่านั้นที่ได้ทำตามที่ฝัน คนรุ่นใหม่นั้นได้รับการปลูกฝังเลี้ยงดูภายใต้วัฒนธรรม “แค่เข้าร่วม ก็ได้แล้วได้รางวัล ประกาศนียบัตร” (participation trophies) ดังนั้นพวกเขาจึงคิดว่า หากทำงาน พวกเขาควรได้รับการโปรโมทเลื่อนขั้นทุกๆ สองปีโดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาที่ผลงาน/ประสิทธิภาพ

คนรุ่นใหม่ พวกเขาหวังในอนาคต อย่าคิดว่าพวกเขาไม่สนใจไม่ได้ยินในสิ่งที่เราเรียกว่า “ภาวะซบเซาทางเศรษฐกิจ” นะ

…….กลับไปที่จุดเริ่มต้นของบทความหลักในนิตยสารไทมส์……

Joel Stein ตั้งคำถามสำคัญว่า “แล้วทำไมคนรุ่นใหม่นี้ ถึงจะช่วยเหลือพวกเราไว้ทั้งหมด?” (ก็ทั้งๆ ที่พวกเขาขี้เกียจ หลงตัวเอง และยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่ – ไม่มีงานทำ) เสียจนาดนั้น
Joel บอกว่า “ภายใต้สภาวะถาโถมของข้อมูลสารสนเทศ มหาศาลอันน่ากังวล สิ้นหวัง ในโลกสังคมข่าวสารปัจจุบัน และข้อถกเถียงเชิงกังวลมากมายจากคนรุ่นเก่าก่อนต่อคนรุ่นใหม่ว่าพวกเขาจะไปรอดน่ะหรือ?”

ที่สุดแล้ว แต่คนรุ่นใหม่จะพิสูจน์อะไรหลายสิ่งหลายอย่างที่คนรุ่นเก่ากังวล!

พวกเขามีความมั่นใจมาก พวกเขาเรียนรู้ได้เร็ว พร้อมที่จะปรับตัวเข้ากับโลก ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี นอกจากนี้แล้ว คนรุ่นใหม่ยังเป็นคนมองโลกในแง่ดี สร้างสรรค์ พวกเขาเป็นนักปฏิบัติที่ดี ในเวลาที่เผชิญความยากลำบาก และก็สามารถแก้ไขทุกอย่างลุล่วงไปได้ แม้ว่าพวกเขาจะเสียเวลาไปกับโทรศัพท์มากไปหน่อยก็ตาม!

===============

บรรณานุกรม
• Millennials: The Me Me Me Generation อ่านเพิ่มเติมที่
http://www.time.com/time/magazine/article/0,9171,2143001,00.html
• Millennials: The Next Greatest Generation? อ่านเพิ่มเติมที่ http://nation.time.com/2013/05/09/millennials-the-next-greatest-generation/
• Narcissistic personality disorder อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.nlm.nih.gov/medlineplus/ency/article/000934.htm
• “7 Reasons Millennials Are Such Narcissists” อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.policymic.com/articles/40753/7-reasons-millennials-are-such-narcissists
• Every Every Every Generation Has Been the Me Me Me Generation อ่านเพิ่มเติมที่ http://www.theatlanticwire.com/national/2013/05/me-generation-time/65054/
• Me generation อ่านเพิ่มเติมที่
http://en.wikipedia.org/wiki/Me_generation
• Generation Me อ่านเพิ่มเติมที่
http://eubie.com/genme.pdf

http://www.manager.co.th/qol/viewnews.aspx?NewsID=9560000064309

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=717728818253686&set=a.419037914789446.114737.100000497233295

http://www.thairath.co.th/column/pol/thai_remark/348271

Generation Me คือ มีบุคลิกภาพหลงตัวเอง Read More »

สกสค.คัดเลือกครูรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ”

6 กันยายน 2556

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) คัดเลือกผลงานครูเข้ารอบสุดท้าย 20 คน ก่อนเฟ้นให้เหลือ 10 คนสุดท้าย เพื่อรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” ประจำปี 2556 ประกาศผล 9 ก.ย.นี้

นายสมศักดิ์ ตาไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า สกสค. ได้เล็งเห็นความสำคัญของครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเด็กและเยาวชน จึงได้จัดมอบรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีคุณธรรมและน้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในการดำเนินชีวิต จำนวน 10 คน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สังคม

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ตั้งแต่ปี 2552 สกสค. ได้คัดเลือกครูจากทั่วประเทศให้ได้รับรางวัล “ครูผู้ทำคุณประโยชน์ทางด้านการศึกษา” เพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ ซึ่งในแต่ละปีจะมีครูได้รับรางวัลประมาณ 800 คน และจนถึงปี 2555 มีครูได้รับรางวัลไปแล้วทั้งสิ้น 3,062 คน ดังนั้นในปี 2556 สกสค.จึงได้มีการคัดเลือกครู จาก 3,062 คนดังกล่าว ให้เหลือ 99 คน เพื่อเข้าร่วมโครงการ “พาครูสู่ดินแดนพุทธภูมิ 99 คน” โดยได้พาครูไปทัศนศึกษาและจาริกแสวงบุญยังสังเวชนียสถานทั้ง 4 ตำบลในประเทศอินเดียและเนปาล หลังจากนั้นได้ให้ครูทั้ง 99 คน ส่งผลงานทางด้านคุณธรรม จริยธรรมมาให้คณะกรรมการพิจารณา โดยในรอบแรกได้คัดให้เหลือ 49 คน จนมาถึงการคัดเลือกเข้ารอบสุดท้าย 20 คน ซึ่งจะมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงาน เพื่อการพิจารณาเชิงประจักษ์ในการคัดเลือกให้เหลือ 10 คน เพื่อรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” ส่วนครูที่เหลืออีก 10 คน จะได้รับรางวัล “พระพฤหัสบดีเงิน” และครูผู้ผ่านเกณฑ์คัดเลือกในรอบแรกที่เหลืออีก 29 คน จะได้รับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองแดง” โดยจะมีการประกาศรายชื่อผู้ได้รับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” ประจำปี 2556 ในวันที่ 9 กันยายน 2556 และจะมีการมอบรางวัล ในวันที่ 16 มกราคม 2557

” ครูที่ได้รับรางวัลพระพฤหัสบดีทองคำ จะเป็นผู้ผ่านการพิจารณาคัดเลือกจากผลงานอันเป็นที่ประจักษ์ ในด้านการประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี โดยมีการประเมินด้านความอุตสาหะ ขยัน อดทน มุ่งมั่น และรับผิดชอบต่อผลสัมฤทธิ์ของงาน การยึดมั่นในคุณธรรม จริยธรรม หลักนิติธรรม ยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยวางตัวเป็นกลางทางการเมือง และเป็นผู้มีส่วนร่วมอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยและสิ่งแวดล้อม รวมถึงมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในด้านการดำรงชีวิตอย่างเหมาะสม โดยมีการประเมินด้านการดำรงชีวิตตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นผู้ละเว้นอบายมุขและสิ่งเสพติด เป็นผู้ใช้หรือให้ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลและทางราชการอย่างเป็นไปด้วยความถูกต้อง เป็นผู้ดำรงตนเป็นแบบอย่างที่ดีเหมาะสมกับสถานภาพและตำแหน่งหน้าที่ อีกทั้งเป็นผู้ประหยัด มัธยัสถ์ และอดออม” เลขาธิการสกสค.กล่าว

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34013&Key=hotnews

สกสค.คัดเลือกครูรับรางวัล “พระพฤหัสบดีทองคำ” Read More »