บทเรียนจากการสอบบรรจุครู

9 เมษายน 2556

สมเชาว์ เกษประทุม
ผมได้ติดตามข่าวเกี่ยวกับการทุจริตในการสอบบรรจุผู้ช่วยครู ที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติดำเนินการ จาก น.ส.พ.มติชนคอลัมน์มติชนมติครูบ้าง และคอลัมน์อื่นๆ บ้าง โดยมีการกล่าวย้อนไปถึงการทุจริตในการสอบบรรจุครูที่เคยเกิดขึ้น ที่จังหวัดปราจีนบุรี ในทำนองว่าเป็นการทุจริตที่คล้ายคลึงกัน และไม่แน่ใจว่าการทุจริตใน 2 ครั้งนี้ ครั้งไหนจะสร้างความเสียหายให้แก่กระทรวงศึกษาธิการมากกว่ากัน

ผมเคยตกอยู่ในฐานะของจำเลยสังคม สมัยมีการทุจริตการสอบที่จังหวัดปราจีนบุรีเกิดขึ้นมาก่อน จึงใคร่ที่จะอธิบายขยายความให้ผู้อ่านได้เข้าใจเพื่อเป็นสาธกอุทาหรณ์แก่ผู้เกี่ยวข้อง และขอแนะนำว่าหากไม่จำเป็นแล้วไซร้อย่าได้มีความคิดที่จะเป็นผู้ดำเนินการสอบอีก เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องร้อน จนอาจกล่าวได้ว่าไม่มีใครได้ดีจากการเป็นผู้จัดการเกี่ยวกับการสอบเลย ไม่ว่าจะเป็นการสอบบรรจุครู การสอบเข้ามหาวิทยาลัย หรือแม้แต่การสอบ ONET

ที่ว่าผมตกเป็นจำเลยสังคมนั้นก็เนื่องมาจากช่วงสมัยที่ผมทำงานอยู่ที่สำนักงาน ก.ค. ผมดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกองวิชาการบริหารงานบุคคล ซึ่งมีงานการสอบบรรจุครูอยู่ในกองนี้ด้วย
ประกอบกับในห้วงเวลาดังกล่าว มีข่าวการทุจริตการสอบแข่งขันของหน่วยจัดสอบครูทั่วประเทศ ทั้งการสอบของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (รับผิดชอบการสอบบรรจุครูให้กรมสามัญศึกษา) การสอบของ อ.ก.ค.จังหวัดทุกจังหวัด (รับผิดชอบการสอบบรรจุครูของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ) ในหลายรูปแบบ อาทิ การซื้อขายข้อสอบ การติวข้อสอบ การบอกข้อสอบและบอกคำเฉลยล่วงหน้า การแก้ไขกระดาษคำตอบ การแก้ไข ต 2 ข. (แบบกรอกคะแนน) การช่วยคะแนนสัมภาษณ์ให้สูงเป็นพิเศษ เป็นต้น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) ซึ่งเป็นองค์การกลางในการบริหารงานบุคคลของข้าราชการครู จึงหันมาคิดทบทวนว่าจะหาทางแก้ไขปัญหาการทุจริตดังกล่าวได้อย่างไร
ในที่สุด ก.ค.เปิดกฎหมาย คือ พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู พ.ศ.2523 ดูก็พบบทบัญญัติว่า “ให้คณะกรรมการครู (ก.ค.) มีอำนาจในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครู” ซึ่งท้ายมาตรานี้ยังมีบทบัญญัติเพิ่มเติมว่า “ในกรณีที่เห็นสมควรอาจมอบหมายให้หน่วยงานทางการศึกษาใด เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันดังกล่าว ก็ได้”

ดังนั้น ก.ค.จึงไม่รีรอลงมติมอบหมายให้สำนักงาน ก.ค.ผ่านทางกองวิชาการบริหารงานบุคคลซึ่งผมเป็นผู้อำนวยการกองเป็นผู้รับผิดชอบ ตั้งแต่การออกข้อสอบ การพิมพ์ข้อสอบ การประมวลผลการสอบ จนถึงขั้นประกาศผลการสอบและขึ้นบัญชีไว้

ผมได้ปรึกษากับเพื่อนร่วมงานของผมว่า “สู้ไหม” ทุกคนต่างยืนยันว่าสู้ตายจนในที่สุดผลการสอบบรรจุครูครั้งแรกของ ก.ค. เมื่อปี พ.ศ.2524 ก็ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม คณะกรรมการ ก.ค.ทุกคนได้หน้าได้ตาเสมอหน้ากัน ส่วนพวกผมก็รู้สึกเฉยๆ ครับ เพราะงานการสอบนั้นพวกเราส่วนมากอดตาหลับขับตานอนกันขนาดไหน ไม่มีใครรู้สักกี่คน ยิ่งการประมวลผลการสอบสำหรับผู้เข้าสอบประมาณ 250,000 คน ค่อนข้างยุ่งยากและใช้เวลาค่อนข้างมาก
พอถึงปีถัดมา ก.ค.เห็นฝีมือของพวกผมแล้วก็ไม่รีรอมอบให้สำนักงาน ก.ค. เป็นผู้ดำเนินการทันที ในที่สุดกระบวนการสอบบรรจุครู ปี พ.ศ.2525 ก็ดำเนินการไปตามครรลองที่เคยปฏิบัติแต่รัดกุมยิ่งขึ้นอีกหลายเท่าเพราะมีผู้เข้าสอบเกือบ 300,000 คน

จะมาปรากฏผลถึงกับสะดุ้งสุดตัวก็ต่อเมื่อ มีกลุ่มผู้สอบที่ อ.ก.ค.จังหวัดปราจีนบุรีรับสมัครจำนวน 50 คน ได้คะแนนเรียงลำดับจากเลขที่ 1 ถึงเลขที่ 50 โดยที่ไม่มีผู้สอบของจังหวัดใดมาคั่นกลางไว้เลยแม้แต่คนเดียว!

ทุกคนจึงสงสัยว่า ผู้เข้าสอบแข่งขันที่จังหวัดปราจีนบุรีเก่งกล้าสามารถถึงขนาดนั้นเชียวหรือ ผู้เขียนจึงไปดูคะแนนที่สอบได้แต่ละวิชาก็ปรากฏว่า ได้คะแนนค่อนข้างมากเกือบเต็ม 100 คะแนนก็มี
ในวันรุ่งขึ้น น.ส.พ.แทบทุกฉบับก็ลงข่าวในทำนองเดียวกันว่าต้องมีข้อสอบรั่ว ณ จุดใดจุดหนึ่งเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะมี น.ส.พ.หัวสีแดงฉบับหนึ่งลงข่าวชัดเจนว่า ข้อสอบต้องรั่วที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงาน ก.ค.

ส่วนตัวผมมีความมั่นใจ 100% ว่า “ไม่ใช่ ไม่จริง เพราะเพื่อนร่วมงานของผมซึ่งผมคัดเลือกมากับมือไม่ชั่วร้ายดังที่มีผู้กล่าวหา”

ก่อนที่จะนำเสนอ ก.ค.ให้ยกเลิกผลการสอบทั้งประเทศไม่เฉพาะที่ปราจีนบุรี ผมและคณะจากสำนักงาน ก.ค. ร่วมกับสำนักงานปลัดกระทรวง ได้ขออนุญาตจาก ก.ค.เพื่อไปตรวจสอบข้อเท็จจริงที่ปราจีนบุรี โดยที่ผมก็ไม่ได้บอกว่าจะไปทำไป

ผมได้ไปพบกับผู้เข้าสอบที่ได้คะแนนยอดเยี่ยมเกือบทุกคนว่าขอให้ลองทำข้อสอบที่สอบไปเมื่อ 10 กว่าวันก่อน เชื่อไหมครับไม่มีผู้ใดได้คะแนนถึงร้อยละ 65 เลยแม้แต่วิชาเดียว!
ถ้าเช่นนั้น ข้อสอบรั่ว ณ จุดใด ต่อไปนี้คือคำตอบ…
ตามแนวทางการสอบสวนทางวินัยและตามแนวทางการสืบสวนสอบสวนของตำรวจซึ่งได้ทำคู่ขนานกันไป และจากคำตัดสินของศาลอาญาและศาลแพ่งได้ข้อยุติว่า
“ข้อสอบได้ถูกเปิดซองขึ้นที่จังหวัดนครนายก โดยผู้เดินทางมารับข้อสอบคนหนึ่ง หวังที่จะได้ข้อสอบไปช่วยเหลือแก่คนที่ตนรัก หลังจากนั้นได้มีขบวนการติวข้อสอบ ณ โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดนครนายกและปราจีนบุรี ต่อมามีการซื้อขายข้อสอบในอัตราฉบับละ 2,000-3,000 บาท เหมือนการขายสลากกินแบ่งรัฐบาล”

ส่วนผู้ทุจริตในการสอบได้แก่ผู้แทนข้าราชการครูใน อ.ก.ค.จังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับผู้บริหารในจังหวัดนั้นเอง

จนบัดนี้ผู้กระทำทุจริตบางคนได้รับโทษบ้าง ไม่ได้รับโทษบ้างตามสำนวนการสอบสวนที่ไปถึงและไปไม่ถึง มีบางคนที่หนีคุกไปตายในประเทศใกล้เคียง และบางคนยังมีชีวิตอยู่ในจังหวัดปราจีนบุรี
ผมขอแสดงความยินดีกับผู้ที่ทำการซื้อขายข้อสอบทุกท่านในกลุ่ม 50 คนหรือมากกว่า เพราะทุกคนไม่ได้รับโทษใดๆ เลยแม้แต่น้อยทั้งทางแพ่งและอาญา

ผิดกับพวกผมที่รับงานของ ก.ค.มาทำด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แต่กลับมาถูกตั้งกรรมการสอบทางวินัยอย่างร้ายแรงจากกระทรวงศึกษาธิการ และถูกสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง รวมทั้งบางคนถูกฟ้องคดีอาญาด้วย
กว่าพวกผมจะเป็นผู้เป็นคนและมีคนเชื่อใจเหมือนเดิมก็ต้องใช้เวลาอีกนานนับสิบๆ ปี จนคดีถึงที่สุดแล้ว

ขณะนี้พวกผมไม่มีอะไรที่จะโกรธเคืองต่อผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญอีกต่อไปแล้ว เพียงแต่ก่อนนอนทุกคืน ผมจะแผ่เมตตาในทำนองว่า “ขออย่าได้จองเวรต่อกันและกันเลยทั้งชาตินี้และชาติหน้า”
คราวนี้ขอย้อนไปดูเรื่องการสอบบรรจุครูผู้ช่วยที่กำลังเป็นข่าวอื้อฉาวอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการขณะนี้ว่าใครควรเป็นผู้รับผิดชอบต่อการกระทำ คำตอบง่ายๆ ก็คือผู้ดำเนินการจัดสอบและผู้ที่มอบอำนาจให้มีการสอบครั้งนี้ขึ้น ทั้งๆ ที่รู้อยู่ว่าการสอบบรรจุครูผู้ช่วยเป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 ภายหลังเมื่อมีความไม่ชอบมาพากลแล้วจะยกเรื่องทั้งหมดไปให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาตัดสินใจว่าจะยกเลิกผลการสอบ หรือจะประกาศผลขึ้นบัญชีผู้ที่สอบแข่งขันได้ไว้ ถือว่าเป็นการโยนเผือกร้อนไปให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาโดยแท้ และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่จะกลายเป็นจำเลยที่ 1 ทันที

ผมโชคดีครับที่คงไม่อยู่ในข่ายที่จะถูกฟ้องทั้งทางอาญาและทางแพ่งเหมือนการสอบครั้งก่อน ทั้งนี้เพราะผมได้ขอลาออกจากประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาได้ทันเวลาพอดี!

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32404&Key=hotnews

บทเรียนจากการสอบบรรจุครู Read More »

เด็กกินอิ่ม เราเกือบ…ยิ้มได้

9 เมษายน 2556

สุทธิลักษณ์ สมิตะสิริ และประภา คงปัญญา หน่วยส่งเสริมโภชนาการและสุขภาวะ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

ปัญหางบประมาณ หรือโอกาสทบทวนการพัฒนา
“You are what you eat” คุณเป็นอย่างที่คุณรับประทาน เป็นคำพูดที่ผู้สนใจสุขภาพ อาหารและโภชนาการคุ้นเคยกันดี ถ้าเราจะช่วยกันมองให้ไกล แล้วกล่าวว่า อนาคตประเทศไทยเป็นอย่างที่เด็กไทยรับประทาน แล้วช่วยกันสังเกตเด็กๆ ในครอบครัวและชุมชนที่ใกล้ชิด อนาคตของเราน่าจะเป็นอย่างไร

ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่แล้ว มีการเคลื่อนไหวของผู้ใหญ่ใจดีที่เห็นความสำคัญของคุณภาพอาหารเด็กในโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกระทรวงศึกษาธิการขอให้กระทรวงมหาดไทยปรับเพิ่มงบอาหารกลางวัน การอนุมัติแผนยุทธศาสตร์กองทุนเพื่ออาหารกลางวันในปีงบประมาณ 2556-2559 เป็นเงินกว่า 3,000 ล้านบาท การรายงานผลวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่มีข้อเสนอให้เพิ่มงบประมาณจาก 13 บาทต่อคนต่อวันเป็น 15-20 บาทต่อคนต่อวันเพื่อให้สามารถจัดเมนูอาหารตามหลักโภชนาการได้ทุกวัน การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ พัฒนาเด็กไทยสูงสมส่วน-สมองดีของกระทรวงสาธารณสุข คณะกรรมาธิการการศึกษา สภาผู้แทนราษฎรผลักดันการปรับเพิ่มงบประมาณ นอกจากนั้นสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ยังออกมา รณรงค์ทางหน้าหนังสือพิมพ์ขอบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันฯอีกด้วย
ประเทศไทยลงทุนกับอาหารเด็กในโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่อง

ก่อนปี พ.ศ.2535 กิจกรรมโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนขึ้นกับนโยบายรัฐบาลแต่ละรัฐบาลและไม่ต่อเนื่อง แต่ก็มีความพยายามทดลองดำเนินการหลายรูปแบบอย่างน่าชื่นชมทั้งในบริบทเมืองและชนบท จนกระทั่งรัฐบาลนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ริเริ่มก่อตั้งกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนฯ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2535 เป็นต้นมา โดยกำหนดนโยบายให้เป็น กองทุนที่สามารถพัฒนากิจกรรมนี้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ต่อมาประเทศไทยเผชิญกับปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างวิกฤต ทำให้นโยบายดังกล่าวไม่สามารถดำเนินการให้เป็นจริงตามวัตถุประสงค์ได้ นั่นคือ กิจกรรมนี้ไม่อาจดำเนินการโดยไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐเป็นประจำทุกปีงบประมาณ อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ก็ทำให้กระทรวงศึกษาธิการมีกองทุนที่สามารถใช้จ่ายในการพัฒนาอาหารเด็กในโรงเรียนอยู่ถึง 6,000 ล้านบาทในปัจจุบัน (ครบในปีงบประมาณ พ.ศ.2543)

นับเป็นความโชคดีที่ผู้บริหารระดับสูงของประเทศไทยให้ความสำคัญในเรื่องนี้ และจัดสรรงบประมาณประจำปีสนับสนุนกิจกรรมนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดยแต่เดิมสนับสนุนเพียงร้อยละ 30 ของนักเรียนประถมศึกษา

จนกระทั่งวันที่ 19 ตุลาคม 2542 รัฐบาลนายกฯ ชวน หลีกภัย มีมติให้นักเรียนทุกคนได้อิ่มทุกวันที่ไปโรงเรียน และปัจจุบันรัฐสนับสนุนอาหารกลางวันเด็กทุกคนเป็นเงิน 13 บาทต่อวันตามนโยบายของรัฐบาลนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในปีงบประมาณ พ.ศ.2554 ประเทศไทยลงทุนกับอาหารเด็กในโรงเรียนเป็นเงิน 15,252.96 ล้านบาท หากรวมการลงทุนเรื่องนมโรงเรียนที่แยกบริหารจัดการอีก 11,040.88 ล้านบาท รวมการลงทุนเพื่ออาหารเด็กในโรงเรียนทั้งสิ้น 26,293.84 ล้านบาท และหากรัฐบาลนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ดำเนินการตามข้อเสนอจากผลการวิจัยของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยจัดสรรงบประมาณที่ 15-20 บาทต่อคน การลงทุนเฉพาะอาหารกลางวันในโรงเรียนไม่รวมนมในโรงเรียนน่าจะตกราว 17,600-23,500 ล้านบาทต่อปี ในปีงบประมาณ พ.ศ.2557

แล้วทำไมเราจึงยังยิ้มไม่ได้

เมื่อ 19 ปีมาแล้วในวันที่ 21 กรกฎาคม 2537 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราโชวาทในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ความว่า “…การที่นักเรียนปฏิบัติตามโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน นอกจากจะได้ผลโดยตรง คือให้อิ่มท้องก็จะทำให้เด็กๆ เจริญเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและสติปัญญา สามารถศึกษาเล่าเรียน และสร้างสรรค์ความเจริญมั่นคงให้แก่ตนเองและประเทศชาติต่อไปได้

“ผลดีอีกประการหนึ่งของโครงการนี้ ที่หลายคนอาจ มองไม่เห็น ก็คือเป็นการฝึกฝนให้เด็กนักเรียนได้ปฏิบัติและเรียนรู้วิชาการต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งด้านการเกษตร การชลประทาน และโภชนาการ รวมทั้งให้รู้จักพึ่งตนเอง รู้จักทำงานร่วมกันเป็นหมู่คณะ ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างใหญ่ยิ่งในภายภาคหน้า นอกจากนี้ครู และผู้ปกครองก็จะเกิดความรู้ ความคิด ที่นำไปปรับใช้ให้บังเกิดผลดีแก่การประกอบอาชีพของตน และเมื่อผู้อื่นได้เห็น ก็จะนำไปปฏิบัติตาม ผลจากการปฏิบัติตามตัวอย่าง ก็จะยิ่งก่อเกื้อประโยชน์ขยายออกไปทั่วทั้งชุมชน นักวิชาการผู้ปฏิบัติงานพัฒนาตามโครงการต่างๆ ไม่ควรจะละเลยมองข้ามความสำคัญของกิจกรรมแม้เล็กน้อย หากจำเป็นจะต้องพิจารณาให้ลึกซึ้งรอบคอบ และละเอียดถี่ถ้วน ให้ทราบว่า ผลที่เกิดขึ้นจากโครงการนั้นจะมีขอบเขตต่อเนื่องกว้างไกลเพียงใด จักได้สามารถวางแผนงานให้สอดคล้องต้องกันทุกส่วนทุกขั้นตอน เพื่อให้เกิดผลเป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ และประชาชนส่วนรวมให้ได้มากที่สุด…”

จะเห็นได้ว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสำคัญเรื่องอาหารและการทำเกษตรเพื่ออาหารกลางวันที่กระบวนการเรียนรู้และการพัฒนา ซึ่งจากวันนั้นจนถึงวันนี้มีโรงเรียนจำนวนไม่น้อยที่ดำเนินการสืบสานพระราชดำริ อาทิ โครงการขับเคลื่อนปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษา ภายใต้การสนับสนุนของสำนักกิจการพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ครอบคลุมเกือบ 10,000 สถานศึกษาทั่วประเทศ โครงการอาหารกลางวันแบบยั่งยืนโดยความร่วมมือของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและสำนักคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกว่า 1,000 โรงเรียน โครงการหนูรักผักสีเขียวที่ดำเนินการโดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย โครงการเลี้ยงไก่ไข่เพื่ออาหารกลางวันนักเรียนของมูลนิธิพัฒนาชีวิตชนบทสนับสนุนโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์อีกกว่า 400 โรงเรียน โครงการพัฒนาเด็กไทยให้เต็มศักยภาพด้วยอาหารและโภชนาการ ของวุฒิอาสาธนาคารสมองกลุ่มสุขภาพ ที่สนับสนุนโดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคาดว่าน่าจะมีอีกมากมายที่เกิดจากศักยภาพของโรงเรียน ชุมชนท้องถิ่นเองและจากการสนับสนุนของภาคเอกชนที่คาดว่าไม่น้อยทีเดียว
กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงมหาดไทยควรสำรวจให้เห็นภาพการพัฒนาที่แท้จริง หากการดำเนินการเหล่านี้ประสบผลสำเร็จน่าจะนำไปสู่การพัฒนาตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยการปลูกฝังแนวคิดให้กับคนไทยรุ่นต่อไป ซึ่งนับเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน
แต่การที่ผู้ใหญ่ใจดีทั้งหลายกำลังห่วงใยว่างบประมาณที่รัฐสนับสนุนโครงการอาหารกลางวันไม่เพียงพอจะส่งผลทำให้อาหารเด็กในโรงเรียนมีคุณภาพทางโภชนาการต่ำ จำเป็นต้องเพิ่มงบประมาณอย่างเร่งด่วนเพื่อไม่ให้กระทบต่อการพัฒนาเด็กไทยให้เต็มศักยภาพ แม้เป็นความห่วงใยอนาคตของชาติที่น่าชื่นชม แต่ในอีกแง่หนึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้อาจจะเป็นกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นว่าการบริหารจัดการการพัฒนาโดยรวมของโครงการนี้ยังไม่ได้ก้าวไปถึงขั้นการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดการพัฒนาที่มีพลังกว้างขวางพอและยังไม่สามารถยกระดับให้เป็นการพัฒนาแบบพอเพียงและพึ่งตนเองได้
จากสงเคราะห์เป็นพัฒนา
การที่รัฐลงทุนกับเด็กเป็นวิสัยทัศน์ที่น่ายกย่อง แต่การให้ความสำคัญต่อการบริหารจัดการอย่างบูรณาการเพื่อให้เกิดผลตามเป้าประสงค์ก็เป็นความจำเป็นเช่นกัน เพราะหากไม่ระมัดระวังอาจจะกลายเป็นการลงทุนที่ไม่นำไปสู่ผลลัพธ์ เพราะมีโครงการส่งเสริมโภชนาการเด็กในประเทศอื่นที่ถูกประเมินว่าเป็นการลงทุนที่ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาโภชนาการและสุขภาพตามที่ตั้งไว้แต่ก็ต้องดำเนินต่อไป เป็นเพียงการลงทุนสูญเปล่าที่ให้เพียงความรู้สึกดีๆ เท่านั้น

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) กล่าวถึงการพัฒนาการศึกษาโดยให้แนวคิดที่นักการศึกษาควรพิจารณาว่า “การศึกษาเริ่มต้น เมื่อคนกินเป็นอยู่เป็น” แต่ในปัจจุบันยังมีผู้บริหารการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ครู/อาจารย์ ผู้ปกครอง จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่สามารถหรือไม่ให้ความสำคัญต่อการบูรณาการชีวิตกับการศึกษา หลายคนยังเห็นว่ากิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับอาหารกลางวันทำให้เสียเวลาเรียน เมื่อมีงบประมาณอาหารกลางวันมากขึ้นสถานศึกษาหลายแห่งงดกระบวนการเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องหันไปว่าจ้างคนทำอาหาร เพื่อให้ครูอาจารย์และนักเรียนมีเวลาให้กับ “การเรียนการสอนมากขึ้น” การพัฒนาความคิด ทัศนคติ จึงเป็นเรื่องสำคัญแต่มักถูกละเลย นโยบายการศึกษารวมทั้งมาตรการการติดตามและประเมินผลที่สะท้อนความเอาจริงเอาจังในการขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ดังพระบรมราโชวาทที่มีประสิทธิภาพจึงมีความสำคัญมากเพราะงบประมาณไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะนำไปสู่ความสำเร็จของการพัฒนา

ในประเทศสหรัฐอเมริกาภริยาประธานาธิบดี มิสซิส มิเชล โอบามา ได้ออกมาเป็นผู้นำในการรณรงค์เพื่อสร้างสุขภาพที่ดีของเด็กอเมริกันอย่างจริงจัง เธอดำเนินการรณรงค์ด้วยการปลูกผักสวนครัวในทำเนียบขาวร่วมกับเด็กนักเรียนอาสาสมัครหลายร้อยคน รับเป็นประธานคณะกรรมการโครงการที่ให้ความสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายในการแก้ปัญหาร่วมกันและมีการจัดโครงสร้างการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อนสังคม ความก้าวหน้าของโครงการนี้รายงานตรงต่อประธานาธิบดี (www.letsmove.gov) นอกจากนั้นการเข้ามาร่วมรณรงค์ของเชฟชื่อดังที่เคยสร้างความฮือฮาจากการสร้างความตระหนักผ่านรายการโทรทัศน์ของเขาถึงคุณภาพอาหารกลางวันในโรงเรียนที่ต่ำมากในประเทศอังกฤษอย่างเจมี่ โอลิเวอร์ ที่กำลังรณรงค์หาทุนเพื่อส่งเสริมการให้การศึกษาเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ก็เป็นแบบอย่างที่น่าสนใจ (www.jamieoliver.com)
ประเทศไทยควรให้ความสำคัญไม่ใช่เฉพาะตัวอาหารเท่านั้น แต่ควรตั้งโจทย์เพิ่ม “ทำอย่างไรเด็กไทยจึงจะกินเป็น พึ่งตนเองได้” กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนฯ และกองทุนสร้างเสริมสุขภาพน่าจะรวมพลังกันประสานให้สังคมไทยในทุกระดับเกิดความตระหนักในความสำคัญและสามารถจัดกระบวนการขับเคลื่อนทางปัญญาให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสเข้ามาร่วมกันดำเนินการอย่างมียุทธศาสตร์และมีการจัดการที่ดีจนประสบความสำเร็จในระดับประเทศได้ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าเด็กไทยรู้จักพึ่งตนเองในเรื่องอาหารการกิน เด็กๆ มีความรู้ในการทำการเกษตรเพื่อการบริโภค และเด็กของเราเข้าใจอาหาร คุณค่าอาหาร และสามารถทำอาหารรับประทานได้ดี และที่สำคัญเป็นคนมีสุนทรียภาพด้านอาหารการกิน
สังคมไทยทำเรื่องนี้ให้สำเร็จร่วมกันได้
เมื่อปี พ.ศ.2545 จังหวัดศรีสะเกษภายใต้การนำของภาครัฐและประชาสังคมร่วมกับสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษพัฒนาอาหารกลางวันในโรงเรียนเต็มพื้นที่ทั้งจังหวัด ภายใต้การสนับสนุนของหลายฝ่ายรวมทั้งสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) หลังจากดำเนินการไป 5 ปีสามารถสร้างการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนจนสามารถลดปัญหาโภชนาการจากร้อยละ 16 เหลือเพียงร้อยละ 6 เท่านั้น (ข้อมูลสาธารณสุขจังหวัดศรีสะเกษ) และมีบทเรียนความสำเร็จให้สามารถศึกษาเรียนรู้ขึ้นในพื้นที่อีกจำนวนหนึ่ง บทสรุปที่สำคัญของโครงการนี้อยู่ที่การสร้างความตระหนัก ความสามารถในการรวมพลังและทรัพยากรที่เกี่ยวข้องจากทุกฝ่ายเพื่อให้ชุมชนท้องถิ่นและโรงเรียนสามารถดำเนินการพัฒนาอาหารเด็กอย่างสร้างสรรค์ไปได้พร้อมๆ กัน ในระยะต่อมาจนถึงปัจจุบันยังดำเนินการต่อเนื่องโดยเน้นการจัดอาหารกลางวันตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ศูนย์ศรีสะเกษศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ โทร.04-5643-6006)
ยี่สิบห้าปีที่แล้ว เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 60 พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หลายฝ่ายได้ร่วมกันรณรงค์ “ฉลอง 60 พรรษามหาราชา เด็กประถมศึกษา ไม่หิวโหย” ซึ่งนับจากนั้นการพัฒนาได้มีความก้าวหน้ามาเป็นลำดับ ในปี พ.ศ.2558 ที่จะถึงนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ซึ่งทรงมีพระเมตตาต่อเด็กไทยและทรงดำเนินงานการพัฒนาโภชนาการในโรงเรียนเป็นแบบอย่างมาอย่าง ต่อเนื่องตั้งแต่ปี พ.ศ.2523 จะมีพระชนมายุครบ 60 พรรษา รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการน่าจะเป็น แกนนำในการสานพลังสังคมไทยทุกภาคส่วนก่อให้เกิดความสำเร็จอย่างอภิวัฒน์ ถวายเป็นพระราชกุศลต่อพระองค์ผู้ทรงเป็นเจ้าฟ้าโภชนาการ และเมื่อถึงปี พ.ศ.2559 ซึ่งจะเป็นปีที่ 50 ของการดำเนินโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนของประเทศไทย เราอาจจะมีรูปธรรมความสำเร็จที่น่าภาคภูมิใจได้ หากทุกฝ่ายจะช่วยกันดำเนินการอย่างจริงจังเสียแต่วันนี้
เมื่อนั้นเราอาจยิ้มได้อย่างภาคภูมิ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32401&Key=hotnews

 

เด็กกินอิ่ม เราเกือบ…ยิ้มได้ Read More »

ต้องปฏิรูปหลักสูตรเพื่อยกคุณภาพการศึกษา

9 เมษายน 2556

ในศตวรรษที่ 21 ถือเป็นยุคแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่าเด็กและเยาวชนยุคนี้เกือบทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงเด็กไทยล้วนมีทักษะและความสามารถในการเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว คล่องแคล่ว ทั้งคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต แท็บเล็ต โทรศัพท์มือถือหลากหลายยี่ห้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งติดต่อการสื่อสารบนเครือข่ายสังคมออนไลน์

แต่เมื่อหันกลับมามองคุณภาพการศึกษาของไทยที่มีการสวนกระแสกับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมโลกยุคข้อมูลข่าวสาร ถ้าทบทวนดูผลการจัดอันดับการศึกษาของไทยจะเห็นได้ว่าอยู่ในอันดับที่ไม่น่าพึงพอใจมากนัก มีทั้งอันดับต่ำกว่าเดิม ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น การจัดอันดับประเทศที่มีพัฒนาการศึกษาทางการศึกษาของบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านการจัดอันดับการศึกษาเพียร์สันของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2555 พบว่าประเทศไทยอยู่อันดับที่ 37 จาก 40 ประเทศ โดยการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอยู่อันดับ 8 ของอาเซียนตามหลังฟิลิปปินส์และกัมพูชา ส่วนการศึกษาขั้นพื้นฐานอยู่ในลำดับ 6 ของอาเซียนตามหลังเวียดนาม

ส่วนผลประเมิน PISA ที่มีการสุ่มเพื่อประเมินนักเรียนชั้น ม.3 ต้องการสำรวจว่าเยาวชนที่อยู่ในวัยจบการศึกษาภาคบังคับ มีศักยภาพที่จะใช้ความรู้และทักษะที่เรียนไปในชีวิตจริงในอนาคตได้ดีเพียงใด ซึ่งไม่ได้ประเมินความรู้ตามหลักสูตรในโรงเรียน แต่เน้นประเมินความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประเทศไทยเข้าร่วมโครงการ PISA ตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 โดยมีการประเมินทุก 3 ปี ซึ่งการประเมินแต่ละครั้งจะให้ความสำคัญกับวิชาที่แตกต่างกัน แต่ให้น้ำหนักด้านใดด้านหนึ่งเป็นหลัก และอีก 2 วิชาเป็นรอง พบว่า นักเรียนไทยกลุ่มอายุ 15 ปี มีผลการประเมินต่ำกว่าค่าเฉลี่ยนานาชาติ ต่อเนื่องถึง 4 ครั้ง

และเนื่องจากผลการสอบ PISA ได้ถูกนำไปใช้เป็นเกณฑ์หนึ่งในการจัดลำดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทำให้นานาชาติมองว่าไทยยังเป็นประเทศด้อยคุณภาพการศึกษา โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน

จากผลการประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ National Test (NT) ระดับชั้น ป.3 ปีการศึกษา 2555 ที่จัดสอบโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่าคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งในทุกด้าน คือ ด้านภาษา คะแนนเฉลี่ย 42.94 ด้านการคำนวณ คะแนนเฉลี่ย 37.45 ส่วนด้านเหตุผล คะแนนเฉลี่ย 45.92 ส่วนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ปีการศึกษา 2555 ของนักเรียนชั้น ม.6 จัดสอบโดยสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) มีผู้เข้าสอบประมาณ 400,000 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่งเกือบทุกวิชาเช่นกัน คือ ภาษาไทย 47.19 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม 36.27 คะแนน ภาษาอังกฤษ 22.13 คะแนน คณิตศาสตร์ 22.73 คะแนน วิทยาศาสตร์ 33.10 คะแนน สุขศึกษาและพลศึกษา 53.70 คะแนน ศิลปะ 32.73 คะแนน การงานอาชีพและเทคโนโลยี 45.76 คะแนน

จากผลการจัดอันดับและผลการประเมินต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานภายในประเทศและระดับนานาชาติที่ผ่านมาล้วนบ่งชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่จะลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน เหล่านี้ช่วยสะท้อนให้เห็นถึงต้นตอของปัญหาที่จำเป็นต้องมีการหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วนเพื่อป้องกันวิกฤติการศึกษาของประเทศ
รัฐบาลชุดปัจจุบันได้มองเห็นปัญหาการศึกษาไทยที่เรื้อรังมายาวนาน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา มองว่าในอดีตที่ผ่านมาเด็กไทยเรียนมากแต่รู้น้อย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปฏิรูปหลักสูตร ปรับกระบวนการเรียนการสอนที่จะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างจริงจัง โดยให้สอนน้อยแต่เด็กเรียนรู้มาก

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมุ่งเน้นให้การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานเกิดประโยชน์สูงสุดกับเด็กเป็นสำคัญ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้น 2 คณะ คือ คณะที่ 1 กำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มีรมว.ศธ.เป็นประธาน และมีผู้ทรงคุณวุฒิมาจากทุกภาคส่วนเป็นกรรมการ ส่วนคณะที่ 2 มี ศ.ดร.ภาวิช ทองโรจน์ เป็นประธาน และมีคณะกรรมการออกแบบยกร่างหลักสูตร-ตำราเรียนแห่งชาติ

ซึ่งช่วงที่ผ่านมาคณะกรรมการได้มีการประชุมยกร่างหลักสูตรใหม่เพื่อเป็นพิมพ์เขียวโดยกำหนดกรอบเวลาไว้เพียง 6 เดือน โดยมีมติให้ยกเลิก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรเดิม และยกร่างโครงสร้างใหม่เป็น 6 กลุ่มสาระ คือ ภาษาและวัฒนธรรม (Language and Culture) กลุ่มสาระเรียนรู้ STEM (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกร และคณิตศาสตร์) การดำรงชีวิตและโลกของงาน (Work Life) ทักษะสื่อและการสื่อสาร (Media Skill and Communication) สังคมและมนุษยศาสตร์ (Society and Humanity) และอาเซียน ภูมิภาคและโลก (Asean Region and World) ส่วนเวลาเรียนไม่เกิน 800 ชั่วโมงต่อปี โดยให้เพิ่มกระบวนการเรียนรู้ผ่านโครงงานทุกระดับชั้น เน้นกระบวนการประชาธิปไตยและคุณธรรม จริยธรรมเพิ่มมากขึ้น

หากรัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน จริงจัง ต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา มีความตระหนักในบทบาทหน้าที่ที่จะร่วมกันรังสรรค์พัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะในการเรียนรู้ เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ เป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตสามารถเรียนรู้ได้ทุกสถานที่ทุกเวลา สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ที่จำเป็นต่อการนำไปใช้ในชีวิตจริง และพัฒนาต่อยอดสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้เกิดขึ้นได้ โดยทุกหนทุกแห่งคือห้องเรียนที่กว้างใหญ่ และที่สำคัญผู้เรียนทุกคนต้องได้รับการส่งเสริมให้มีศักยภาพที่จะเรียนรู้อย่างหลากหลาย ต่อเนื่อง สนุกสนาน ท้าทาย และเรียนรู้อย่างมั่นใจ เหล่านี้คือหนทางนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาไทยในอนาคต.

ฟาฏินา วงศ์เลขา

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32400&Key=hotnews

ต้องปฏิรูปหลักสูตรเพื่อยกคุณภาพการศึกษา Read More »

สทศ.ของบจ้างนักประเมินมืออาชีพ

9 เมษายน 2556

สทศ.อ้อนของบจ้างนักทดสอบมืออาชีพ พร้อมงบทำวิจัยทางการศึกษา ปูทางการจัดทดสอบคู่ทำงานวิจัย เสนอ ศธ.กำหนดเป็นนโยบาย ระบุเตรียมจัดประชุมการทดสอบนานาชาติวันที่ 3-5 ก.ย.นี้ เล็งชวนประเทศแถบเอเชียแปซิฟิกแลกเปลี่ยนระบบทดสอบกัน สร้างความร่วมมือระบบประเมินระดับชาติกลุ่มประเทศอาเซียน

ศ.กิตติคุณสมหวัง พิธิยานุวัฒน์ ประธานคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (บอร์ด สทศ.) กล่าวแถลงข่าวเป้าหมายการดำเนินงานของบอร์ด สทศ.ในระยะเวลา 2 ปีข้างหน้า ก่อนที่จะหมดวาระว่า ที่ผ่านมามีคำถามว่าการทดสอบหรือประเมินสถานศึกษาแล้วได้มีการเสนออะไรที่เป็นนโยบายให้ ศธ.พิจารณาบ้าง ยอมรับว่าถึงแม้ สทศ.จะได้งบมาทำการจัดทดสอบ แต่กลับไม่ได้รับการสนับสนุนคนและงบเพื่อมาออกข้อสอบเลย ยกตัวอย่างสถาบันทดสอบของประเทศเกาหลีใต้ มีนักทดสอบ 150-200 คน ทำหน้าที่ออกข้อสอบเป็นประจำ แต่ของเราไม่มีงบ ไม่มีนักวิชาการด้านนี้ ขณะเดียวกัน เราไม่เคยได้รับงบเพื่อมาทำการทดสอบควบคู่กับงานวิจัยทางการศึกษาเลย เราจึงไม่เคยทำวิจัยทางการศึกษาที่เป็นชิ้นเป็นอัน ฉะนั้นการจะทดสอบแล้วจะเสนอเป็นนโยบายทางการศึกษาเลยจึงเป็นไปได้ยาก

ประธานบอร์ด สทศ.กล่าวอีกว่า หากคาดหวังให้ สทศ.ทำงานอย่างเต็มที่ก็ต้องสนับสนุนเรื่องนักวิชาการอย่างน้อย 10-20 คนต่อปี แล้วในอนาคตค่อยเพิ่มจำนวนต่อไปจนถึงหลักร้อย เพราะเทียบแล้วประเทศไทยมีภาระงานมากมายในการทำการทดสอบ ขณะที่การจะไปพึ่งอาจารย์มหาวิทยาลัยและโรงเรียนสาธิตมาทำข้อสอบเป็นครั้งคราวอย่างที่ทำอยู่คงเป็นไปไม่ได้ เช่นเดียวกับการทำวิจัยเพื่อการทดสอบ ที่เราจะอาศัยข้อมูลจากการทดสอบอย่างเดียวนั้นเป็นข้อจำกัด เราต้องพิจารณาเทียบเคียงกับประเทศอื่น สทศ.จึงเตรียมจัดประชุมนานาชาติระหว่างวันที่ 3-5 ก.ย.นี้ เรื่องระบบการทดสอบระดับชาติในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก โดยเฉพาะในประเทศอาเซียน เพื่อดูระบบการทดสอบแต่ละประเทศว่ามีการบริหารจัดการอย่างไร อย่างไรก็ดี สทศ.คาดหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะสามารถนำมาพิจารณากำหนดทิศทางการทดสอบระดับชาติต่อไปได้ รวมถึงการสร้างความร่วมมือการประเมินระดับชาติในกลุ่มประเทศอาเซียนต่อไปด้วย

ศ.เกียรติคุณสมหวังกล่าวต่อว่า สิ่งที่ สทศ.จะดำเนินการให้เป็นรูปธรรมต่อจากนี้นั้นมี 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การทดสอบตามมาตรฐานผู้เรียนที่เป็นการวัดรอบด้าน หรือวัดตามแนวโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือพิซา ไม่ใช่การวัดเฉพาะเนื้อหาวิชาเป็นหลัก ซึ่งใน 2 ปีข้างหน้าเราน่าจะได้เริ่มดำเนินการในเรื่องนี้ 2.การทำคลังข้อสอบ ซึ่ง สทศ.ตั้งเป้าทำข้อสอบไปสะสมเป็นหมื่นเป็นแสนข้อ จากนั้นเมื่อถึงการจัดสอบแต่ละครั้ง เราก็สามารถไปคัดเลือกข้อสอบที่ดีมีคุณภาพในคลังข้อสอบมาจัดสอบได้ โดย สทศ.ได้งบปี 2556 มาจัดทำแล้ว คาดว่าน่าจะเริ่มนำร่องคลังข้อสอบให้เป็นรูปธรรมได้ในปีนี้ รวมถึงการนำร่องระบบอีเทสติ้ง และนำร่องการทดสอบตามมาตรฐานการอุดมศึกษา หรือยูเน็ต ในปีนี้ด้วย

“ปัจจุบัน สทศ.วัดผลแบบคิดวิเคราะห์ แต่อิงเนื้อหาสูง เพราะต้องออกข้อสอบตามผลการเรียนรู้ที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำหนด แต่ในอนาคตการวัดผลตามรายวิชาจะเริ่มน้อยลง มาเป็นการวัดความเข้าใจตามทักษะด้านต่างๆ อย่างทักษะชีวิต ทักษะการสื่อสาร แต่คนจะมีทักษะได้ก็ต้องมีความรู้ ทั้งนี้ ต่อไปข้อสอบของ สทศ.จะมีแนวคล้ายๆ กับการสอบพิซา แต่จะเพิ่มเติมบางเรื่องที่พิซาไม่มีคือ การวัดเรื่องความฉลาดทางสุขภาวะ เพื่อให้เด็กรู้จักดูแลสุขภาพตนเอง เราจะได้ไม่ต้องซื้อยาจากต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งของการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ในอนาคต ซึ่งอาจไม่กำหนดสอบตายตัวที่ 8 กลุ่มสาระวิชา แต่เป็นการวัดแบบบูรณาการเนื้อหาจนเหลือ 5 รายวิชา ซึ่งเราจะทยอยนำร่องปรับมาตรฐานข้อสอบใหม่แต่ละปี เริ่มจากชั้น ป.6 ม.3 และ ม.6 ต่อไป” ศ.กิตติคุณสมหวังกล่าว.

ที่มา: http://www.thaipost.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32399&Key=hotnews

สทศ.ของบจ้างนักประเมินมืออาชีพ Read More »

สั่ง ร.ร.เอกชนหาครูสำรอง หลังแห่ลาออก

สช.สั่ง ร.ร.เอกชนหาครูสำรองทดแทนครูลาออก เพราะสอบติดครูผู้ช่วย สพฐ.ไม่ให้เป็นปัญหาเหมือนทุกปี ด้าน นายกสมาคมฯ เซ็งหารือระดับผู้ใหญ่ใน ก.ศึกษาฯหลายหนให้จัดสอบและบรรจุเสร็จแต่ต้น พ.ค.แต่ไม่เคยได้รับการเหลียวแล

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) และนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศธ.มีนโยบายที่อยากให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดสอบบรรจุครูผู้ช่วยแบบทั่วไปให้เร็วขึ้น อาจต้องเลื่อนการเปิดรับสมัครไปปลายเดือน เม.ย.ก่อนเปิดสอบเดือน พ.ค.คาดว่่าสืบเนืิ่องจากปัญหาทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว12 อย่างไรก็ตาม หากเปิดสอบเดือน พ.ค.จริง เมื่อ สพฐ.ประกาศผลและเรียกบรรจุ โรงเรียนเอกชนคงเปิดเทอมไปแล้ว ปัญหาคือที่ผ่านมามีครูโรงเรียนเอกชนจำนวนมากไปสมัครสอบบรรจุ โดยร้อยละ 20-30 จะสอบบรรจุได้ในอันดับต้นๆ ฉะนั้นเมื่อถูกเรียกบรรจุ โรงเรียนเอกชนจะหาครูใหม่มาสอนทดแทนไม่ทัน

ทั้งนี้ เบื้องต้นจึงหารือกับโรงเรียนเอกชนต่างๆ เพื่อวางแผนรับมือ โดยให้โรงเรียนจัดทำแผนหาครูสำรองไว้ หากมีครูที่สอบได้ลาออกเพื่อไปบรรจุ ก็จะได้มีครูใหม่มาทดแทนได้ทันท่วงที

ด้านนางจิระพันธุ์ พิมพ์พันธุ์ นายกสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรงเรียนเอกชนไม่ขัดข้องที่ สพฐ.จัดสอบครูผู้ช่วย แต่ควรจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือน เม.ย. หรือต้นเดือน พ.ค.และควรประกาศผลให้ทราบไม่เกิน 5 พ.ค.นี้ เพื่อให้โรงเรียนเอกชนได้เตรียมหาครูใหม่หากมีครูลาออกไป ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับ รมว.ศึกษาธิการ และผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาครูเอกชนลาออกกลางคันได้เลย

http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000042144

สั่ง ร.ร.เอกชนหาครูสำรอง หลังแห่ลาออก Read More »

เพราะมุ่งมั่น .. จากเด็กไร้บ้านรับจ้างถูพื้นโรงเรียน สู่ ม.ฮาร์วาร์ด

Dawn Loggins
Dawn Loggins

จากเด็กจรจัดไร้บ้านรับจ้างถูพื้นโรงเรียน
สู่รั้วมหาวิทยาลัยชื่อก้องโลก . . . . ม.ฮาร์วาร์ด
โดย Hachapan Uachotikoon

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=421295361247089&set=a.145571708819457.22782.100000998871234

ที่โรงเรียนเบิร์นส์ไฮสกูล ในเมืองลอนเดล รัฐนอร์ธแคโรไลน่า
สาวน้อยดอว์น ลอกกินส์ (Dawn Loggins)
กำลังถูพื้นอย่างขมีขมัน เพื่อหารายได้จุนเจือการเรียน
…เธอเป็นนักเรียนเกียรตินิยม A รวดทุกวิชา
นอกเวลาเรียน ดอว์นต้องถูพื้นทั่วทั้งโรงเรียน ไม่เว้นแม้ห้องน้ำ
ก่อนหน้านี้ พ่อแม่เธอติดยา และได้หนีเธอไป ทอดทิ้งเธอให้ไร้บ้าน
ครูและชาวบ้านต้องบริจาคเสื้อผ้าและข้าวของจำเป็นให้
และหางานภารโรงที่โรงเรียนให้ เพื่อหารายได้
เธอถูพื้นทำความสะอาด อย่างไม่เคยบ่นรำพัน
ซาบซึ้งที่มีงานหารายได้เล็กๆ น้อยๆ มาประทังชีวิตได้
ดอว์นเติบโตมาอย่างยากจนข้นแค้น บ่อยครั้งที่ไม่มีน้ำไฟให้ใช้
ไม่มีแสงสว่างที่จะทำการบ้านอ่านหนังสือได้
จนครูในโรงเรียนต้องหาเทียนไขให้เธอใช้ในยามค่ำมืด
….ด้วยเทียนไขนี้ เธออ่านหนังสือทำการบ้านอย่างหมั่นเพียรไม่เคยย่อท้อ
….จนผลการเรียนดีเด่น ได้รับเลือกให้เข้าค่ายศึกษาวิทยาศาสตร์ร่วม 6 สัปดาห์
ซึ่งเป็นค่ายวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนที่มีผลการเรียนระดับยอดเยี่ยมของทั้งรัฐ

แต่ระหว่างที่เข้าร่วมค่ายนี้เอง ที่เป็นเวลาที่พ่อแม่ได้ทิ้งเธอไป
เธอกลับบ้านมาพบว่าไม่มีใครอยู่บ้าน แถมมีติดประกาศไล่ที่จากเจ้าบ้าน
…..ทำให้ดอว์นไร้บ้าน ขาดพ่อขาดแม่

ตอนที่ดอว์นได้ข่าวว่า พ่อแม่ย้ายหนีไปอยู่อีกรัฐหนึ่งเสียแล้ว
เธอบอกว่า “ไม่เคยนึกคิดว่า พ่อเลี้ยงกับแม่จะทิ้งหนีหนูไปได้ง่ายๆ อย่างนั้น
แต่หนูก็ไม่ได้นึกโกรธพ่อแม่นะ
เขาคงคิดว่า ได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ให้หนูแล้ว

ความจริงหนูก็รู้ว่า ทั้งพ่อกับแม่มีปัญหาที่ต้องแก้ไขให้ได้ด้วยตัวเอง
หนูรู้ว่าพ่อกับแม่รักหนู เพียงแต่แสดงออก เหมือนที่ชาวบ้านทั่วไปเขาทำกันไม่เป็นเท่านั้นเอง

หลังจากนั้น เธอต้องระเหเร่ร่อน ไปอาศัยนอนตามบ้านเพื่อน
….บางครั้งก็ต้องนอนกับพื้นบ้าน

ตอนนั้น ดอว์นยังไม่บรรลุนิติภาวะ จึงต้องมีผู้ปกครองดูแลจนกว่าอายุจะครบ 18 ปี
และเนื่องจากเธอเลือกที่จะไม่ตามไปอยู่กับพ่อแม่ที่ต่างรัฐ
แต่เลือกที่จะอยู่กับเมืองนี้ เพื่อเรียนหนังสือต่อไป
ทำให้ทั้งชุมชนและบรรดาครูโรงเรียน ต่างรับหน้าที่เป็นผู้ปกครองของเธอกันทั่วหน้า

คณะครูได้ขอให้คู่สามีภรรยาคนขับรถโรงเรียน ให้เธออาศัยพักที่บ้าน
โดยครูต่างสมทบค่าใช้จ่ายให้ทุกเดือน
ชีวิตเธอก็เริ่มเข้าที่เข้าทางโดยมีหลังคาคลุมหัว
และมีงานพิเศษทำ เพื่อให้เรียนหนังสือต่อไปได้

ย่างเข้าปีสุดท้ายในไฮสกูล ดอว์นตัดสินใจเด็ดขาด
ที่จะเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย
เธอเลือกที่จะเดินบนทาง ที่ต่างจากพ่อและแม่

เมื่อเด็ก หนูได้มีโอกาสเห็นหนทางที่เลวร้ายทั้งหลายอยู่ต่อหน้า
ทั้งยาเสพติด ทั้งชีวิตที่เลื่อนลอย และสิ่งแย่ๆ อื่นๆ
แต่หนูตัดสินใจแน่วแน่ว่า จะไม่เดินบนทางเหล่านั้นเด็ดขาด
หนูรู้ว่า การศึกษาจะพาให้หนูพ้นจากวังวนเลวร้ายทั้งหลายได้
อาจมีคนมากมายที่โทษสิ่งแวดล้อมรอบตัว
แต่หนูใช้สถานการณ์แย่ๆ พวกนั้น มาเป็นพลังใจ
ที่จะผลักดันให้หนูหลุดพ้นออกมาให้ได้

นอกจากที่ตั้งใจเรียนดีแล้ว เธอยังเลือกทำกิจกรรมต่างๆ เป็นประธานชมรมถ่ายรูป
และริเริ่มทำโครงการบริการสังคม
เพื่อรวบรวมจดหมายเขียนให้กำลังใจทหารที่อยู่ประจำการในแนวรบ
พร้อมทั้งเป็นสมาชิกสมาคมเกียรติยศแห่งชาติ และร่วมชมรมดุริยางค์
แล้วก่อนหน้านี้เธอยังวิ่งมาราธอนอีกด้วย

ในปีสุดท้ายในโรงเรียน เธอส่งใบสมัครเรียนไปมหาวิทยาลัยธรรมดา 4 แห่ง
ภายในรัฐนอร์ธแคโรไลน่า และที่ ม.ฮาร์วาร์ด รวมเป็นแห่งที่ 5
….ที่โรงเรียนของเธอ ตั้งแต่ก่อตั้งโรงเรียนมา
ยังไม่เคยมีใครได้ไปเเรียนมหาวิทยาลัยระดับแนวหน้าสุดๆ ในอเมริกามาก่อนเลย
ดอว์นก็เลยตัดสินใจท้าทายความเชื่อ
โดยส่งใบสมัครไปที่สุดยอดมหาวิทยาลัยในฝัน คือที่ ฮาร์วาร์ด ด้วย

ครูแลรี่ การ์ดเนอร์ ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์
เป็นคนเขียนจดหมายรับรอง เพื่อประกอบการสมัครเรียนที่ฮาร์วาร์ด
เขาเขียนในจดหมายว่า

“ข้าพเจ้าไม่ทราบจะหาสรรหาคำมาบรรยายในจดหมายรับรองนี้อย่างไร
ให้ได้ดังใจคิด
ข้าพเจ้าไม่เคยเขียนจดหมายรับรองฉบับใดเหมือนฉบับนี้มาก่อนเลย
….และคงไม่ได้เขียนอย่างนี้เป็นฉบับที่สองอีกแน่นอน

นักเรียนส่วนมาก เมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบาก
แม้เพียงเศษเสี้ยวของที่ดอว์นต้องประสบมา ก็คงท้อถอยยอมแพ้ไม่เป็นท่า
แต่สาวน้อยผู้นี้ ที่แม้ต้องผ่านเหตุการณ์แสนสาหัส ต้องพบกับความหิวโซ
ระเหเร่ร่อนไร้บ้านอยู่อาศัย และเผชิญความลำบากอีกนานัปการ
แต่เธอก็ลุกขึ้นยืนผงาดเหนืออุปสรรคชีวิตทั้งปวงนั้น
….ยืนตระหง่านเป็นสตรีสาวน้อย ที่โดดเด่นเหนือหมู่คน”

เหตุการณ์ในเดือนต่อๆ มา
.. เธอได้รับคำตอบรับเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยในรัฐนอร์ธแคโรไลน่าทั้ง 4 แห่ง
เป็นจดหมายตอบรับที่แนบมาพร้อมกับเอกสารมหาวิทยาลัยอีกปีกใหญ่ๆ ทั้งสิ้น

แต่เมื่อมีจดหมายจากฮาร์วาร์ดส่งมา
กลับเป็นแค่จดหมายบางๆ เพียงฉบับเดียว ไม่มีเอกสารอื่นแนบมาด้วยเลย
ซึ่งเป็นลักษณะจดหมายตอบปฏิเสธที่นักเรียนไม่อยากได้รับกันเลย
เมื่อเปิดจดหมายออกอ่าน พบใจความว่า

ถึงคุณดอว์น ลอกกินส์ ข้าพเจ้ามีความยินดีจะแจ้งให้ทราบว่า
คณะกรรมการคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียน ได้ให้ข้าพเจ้ามาแจ้งว่า
ท่านได้รับการคัดเลือกเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดของเราแล้ว
….โดยปรกติทางมหาวิทยาลัยจะส่งสัญญาณมาบอกก่อนเวลาอันควรเช่นนี้
สำหรับนักเรียนที่โดดเด่นมากๆ เท่านั้น….

นอกจากจะได้รับเลือกเข้าเรียนแล้ว….เธอยังได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอีกด้วย

เมื่อเรื่องราวของเธอได้กลายเป็นข่าว “From Homeless to Harvard
เธอได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ WBTV ว่า
“เมื่อคุณมีความฝัน คุณสามารถบุกบั่นให้ฝันเป็นจริงได้ โดยไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ทั้งสิ้น
มีแต่ตัวคุณเองเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะสร้างฝันของตัวคุณเองให้เป็นจริงขึ้นมาได้”

นับแต่ที่เรื่องราวของเธอกลายเป็นข่าว มีผู้คนทั่วโลกให้ความสนใจ
และได้ส่งกำลังใจมาให้เธอมากมาย มีผู้ส่งเงินสนับสนุนให้เธอมาด้วย
ดอว์นบอกว่า ไม่ได้ต้องการเงินเหล่านั้น
เพราะเมื่อเข้ามหาวิทยาลัย หนูได้ทุนค่าเล่าเรียน ค่าที่พักและอาหาร
ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่นค่าตำราเรียน หนูสามารถหางานพิเศษทำเพื่อหาเงินมาได้
เธอตั้งความหวังไว้ว่า จะสามารถจัดตั้งองค์กรการกุศลที่จะช่วยเหลือเด็กวัยรุ่น
ที่ประสบอุปสรรคขัดขวางการศึกษา โดยใช้เงินที่มีผู้บริจาคให้เธอมาเป็นทุนก่อตั้ง
ยังมีเด็กอีกมากมายที่อนาคตยังมืดมน
และพวกเขาต้องการความช่วยเหลือมากกว่าหนูอีก
หนูอยากให้พวกเขาได้ใช้เรื่องราวของหนูเป็นแรงจูงใจ
และอยากทำให้ผู้คนทั่วไปรับรู้ว่า
ยังมีเด็กจรจัดไร้บ้านที่ต้องการความช่วยเหลืออยู่อีกมาก

เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.2012 ที่ผ่านมา เป็นวันพิธีจบการศึกษาของโรงเรียน
ตอนที่สาวน้อย ดอว์นเดินขึ้นรับประกาศนียบัตร เพื่อนนักเรียนทั้งโรงเรียน
ต่างได้ลุกขึ้นยืน ปรบมือดังกึกก้องโดยพร้อมเพรียงกัน
เพื่อแสดงความชื่นชมและให้เกียรติอย่างสูง
แก่สาวน้อย-ดอว์น ลอกกิ้นส์ผู้เด็ดเดี่ยว ที่ทอฝันให้เป็นจริง……

.. เราขอยืนขึ้นเพื่อปรบมือให้เธอ และขอส่งใจให้เธอจงสำเร็จสัมฤทธิ์ผล
ในการสร้างสานฝัน ให้ตนเอง และให้โลกต่อไป….

เรียบเรียงจากข่าว abc และ CNN โดย หัชพันธ์ เอื้อโชติคุณ
Hachapan Uachotikoon

http://www.dek-d.com/board/view.php?id=2538833
http://www.pantip.com/cafe/siam/topic/F12371878/F12371878.html
http://www.facebook.com/photo.php?fbid=367240450062251&set=a.292826234170340.68274.278907118895585
http://www.thefrisky.com/2012-05-07/dawn-loggins-overcomes-homelessness-to-attend-harvard/

Subject : Dawn Loggins Overcomes Homelessness To Attend Harvard
Dawn Loggins spent the summer before her senior year of high school at the prestigious North Carolina Governors School, but when the summer was over, nobody from her family came to pick her up. Her troubled parents, plagued by poverty and drug abuse, had abandoned her, and Dawn was left homeless. She was forced to rely on the kindness of friends and school faculty for a place to stay. She got a job at her high school as a janitor to support herself and continued to apply herself in school. And it paid off: Loggins was accepted to Harvard University’s class of 2016. “If there is anybody at all who has a dream,” Dawn told a local TV station,”then they can definitely make it happen. There are no excuses. It depends on you and no one else.”

http://www.dailymail.co.uk/news/article-2156881/Dawn-Loggins-Harvard-bound-teen-abandoned-parents-sets-homeless-charity-graduating-high-school.html

เพราะมุ่งมั่น .. จากเด็กไร้บ้านรับจ้างถูพื้นโรงเรียน สู่ ม.ฮาร์วาร์ด Read More »

อ.ก.ค.ศ.เขตไม่กล้าฟันธงทุจริตครู

5 เมษายน 2556

นายกิตติพศ พลนิลา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษา (สพป.)ขอนแก่น เขต 4 เปิดเผยว่า กรณีที่ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาเป็นผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีทุจริตสอบครูผู้ช่วย นั้น ในส่วนของ สพป.ขอนแก่น เขต 4 กำลังอยู่ระหว่างการสอบทางลับ พร้อมตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อสรุปผลการสอบข้อเท็จจริงเสนอบอร์ด อ.ก.ค.ศ.ขอนแก่น เขต 4 ที่จะมีการประชุมในวันที่ 9 เม.ย.นี้ เพื่อให้บอร์ด อ.ก.ค.ศ.เป็นผู้ชี้ขาด อย่างไรก็ตามจากที่พูดคุยกับ อ.ก.ค.ศ.หลายคน มีความเห็นว่า หลักฐานที่ สพฐ.ส่งมาให้ซึ่งมีแค่คะแนนของผู้เข้าสอบนั้น ไม่เป็นหลักฐานที่แน่นพอจะตัดสินใครได้ แม้ความรู้สึกส่วนตัว จะเห็นว่า ผู้ผ่านการคัดเลือกของ สพป.ขอนแก่นเขต 4 ทั้ง 4 ราย ส่อผิดปกติจริง เพราะได้คะแนนเต็มวิชาเดียวกันทุกคน ส่วนที่อีก 3 วิชา ก็มีคะแนนสูงทิ้งห่างผู้เข้าสอบคนอื่น ๆ แต่เมื่อไม่มีหลักฐานที่แน่นหนารองรับแล้วก็คงไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะฉะนั้น สิ่งที่เขตพื้นที่ฯ ต้องการมากที่สุด คือ คำตอบของผู้เข้าสอบ ซึ่งจะเป็นหลักฐานชี้ชัดว่า มีการทุจริตหรือไม่ ถ้าดูจากกระดาษคำตอบแล้วพบว่า ผู้ที่ได้คะแนนผิดปกติ ทำข้อสอบผิดในข้อเดียวกัน หรือพบว่า คะแนนดิบที่นับได้จากกระดาษคำตอบไม่ตรงคะแนนรวมที่ สพฐ.ส่งมาให้นั้น ก็ชี้ชัดได้ทันที ว่า มีการทุจริต นอกจากนั้น อยากให้กระทรวงศึกษาธิการส่งผลการตรวจสอบของดีเอสไอ มาให้ด้วย

“ถ้ามีข้อมูลเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้ คงไม่พอฟันธงว่า ใครทุจริตสอบได้ เพราะจะส่งผลต่อการตัดสินใจของ อ.ก.ค.ศ.ที่จะไม่กล้าตัดสินใจยกเลิกผลสอบใครเพราะกลัวถูกฟ้อง สุดท้ายอาจไม่มีผู้เข้าสอบรายใดถูกยกเลิกซักคน” ผอ.สพป.ขอนแก่น เขต 4 กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32388&Key=hotnews

อ.ก.ค.ศ.เขตไม่กล้าฟันธงทุจริตครู Read More »

สภาการศึกษาจัดงาน “วันหนังสือเด็กแห่งชาติ” มีผู้สนใจเข้าร่วมงานเกินความคาดหมาย

5 เมษายน 2556

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๘ ให้วันที่ ๒ เมษายน ซึ่งตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพในสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เป็น “วันหนังสือเด็กแห่งชาติ” ด้วยตระหนักในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อการส่งเสริมให้เด็กนักเรียน และโดยเฉพาะเด็กระดับปฐมวัย รักการอ่าน และมีโอกาสอย่างทั่วถึงที่จะได้อ่านหนังสือที่เหมาะสมกับวัย เสริมสร้างปัญญา ได้ความรู้ และความเพลิดเพลินไปในเวลาเดียวกัน

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะหน่วยงานของกระทรวงศึกษาธิการที่รับผิดชอบฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพัฒนา เด็กปฐมวัยแห่งชาติ จึงได้จัดงานเฉลิมพระเกียรติเนื่องในวันพระราชสมภพสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็น “วันหนังสือเด็กแห่งชาติ : เด็กดี เด็กฉลาด ตามรอยพระบาทรักการอ่าน” ขึ้น ระหว่างวันที่ ๑ – ๒ เมษายน ๒๕๕๖ ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอนด์ บางกอกคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ และคาราวานส่งเสริมเด็กไทยให้รักการอ่าน ๑๒ จังหวัด ทั่วประเทศ

สกศ. ได้จัดกิจกรรมต่างๆ มากมายที่เสริมการเรียนรู้ในเด็กปฐมวัยและส่งเสริมให้เด็กไทยรักการอ่าน ผ่านการเล่านิทานและอ่านหนังสือ ทั้งกิจกรรมที่ให้สาระกับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และผู้ดูแลเด็ก รวมถึงกิจกรรม “สาระหรรษา” ที่สอดแทรกความสนุกสนานควบคู่ไปกับการปลูกฝังให้เด็กๆ “รักการอ่าน” ตามรอยพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พระผู้ทรงเป็นนักอ่านและนักเขียน อาทิ
ปฐมวัยกับกิจกรรม ๔ มุม
มุม “แบ่งกันอ่านสำราญใจ”
มุม “แต้มสีเล่นลาย”
มุม “ก๊อก ก๊อก ก๊อก เปิดประตู”
มุม “เงางุนงง”
จากภาพบรรยากาศเด็กๆ เกือบ ๕๐๐ คน วิ่งเข้ามุมโน้น ออกมุมนี้ ดูจะเป็นภาพที่สนุกสนานระคนความวุ่นวาย แต่ใบหน้าเด็กๆ ทุกคนต่างก็เต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ความสนุกสนาน และเสียงหัวเราะให้ผู้ใหญ่ อย่างเราๆ ได้ยินตลอดเวลาของการจัดงาน

นิทรรศการ “มุมสุขภาพและโภชนาการเด็ก” เป็นนิทรรศการที่เสริมความรู้ที่ถูกต้องในการดูแลเด็ก ปฐมวัย
นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี จากสำนักงาน เลขาธิการสภาการศึกษา สำนักงานโครงการสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโรงเรียนในโครงการตามแนวพระราชดำริ

กิจกรรม “หนอนน้อยนักเล่า” เป็นกิจกรรมที่ให้เด็กปฐมวัยเล่านิทานประกอบการแสดงน่ารักๆ ที่ทำให้ ผู้ใหญ่ทั้งหลายยิ้มได้อย่างมีความสุข

งานหนังสือและของเล่นเสริมพัฒนาการเด็กจากสำนักพิมพ์ต่างๆ
งาน “วันหนังสือเด็กแห่งชาติ” ที่ สกศ. จัดขึ้นในครั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ในฐานะรองประธานคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัย แห่งชาติ ได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ โดยให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงานและปล่อยขบวนรถ “คาราวาน ส่งเสริมเด็กไทยให้รักการอ่าน” ที่มีเป้าหมายครอบคลุม ๑๒ จังหวัด ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เหนือจรดใต้ ตะวันออกจรดตะวันตก รวมถึงบรรยายพิเศษ เรื่อง “เด็กปฐมวัยกับอนาคตของชาติ” พร้อมทั้งได้ย้ำถึงเจตนารมณ์ของรัฐบาลว่า งานด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นภารกิจที่รัฐบาลให้ความสำคัญ การพัฒนาเด็กวัยนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ และเห็นว่าการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัยในเรื่องการส่งเสริมการอ่านในครั้งนี้ เป็นการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยให้เติบโตเป็นเยาวชนไทย ให้สามารถคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหาได้ เป็นคนดีและคนเก่งของสังคมในอนาคต
การดำเนินงานของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาในครั้งนี้เป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นรูปธรรม ที่มุ่งพัฒนาเด็ก พ่อแม่ ครู ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ด้วยกิจกรรมการส่งเสริมการอ่าน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายส่งเสริมการอ่านที่กำหนดให้วันที่ ๒ เมษายน ของทุกปีเป็นวันหนังสือเด็กแห่งชาติ และถือว่าสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาประสบผลสำเร็จอย่างงดงาม สังเกตจากมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า ๑,๒๐๐ คน อีกทั้งยังเป็นการกระตุ้นให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ตระหนักถึงกลวิธีที่หลากหลายในการส่งเสริม ให้เด็กไทยรักการอ่านอีกด้วย

ภายในงานมีกิจกรรมต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ การอภิปราย “การดำเนินงานโครงการพัฒนาตามแนวพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” โดยว่าที่ร้อยตรี กิตติ ขันธมิตร และ ดร.ทองอยู่ แก้วไทรฮะ ที่แสดงให้เห็นถึงพระวิสัยทัศน์ พระปรีชาสามารถ และพระราชกรณียกิจอันงดงามในการพัฒนาการศึกษาให้กับผู้ด้อยโอกาสทุกประเภท รวมถึงการเสริมสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา การอภิปราย “การเสริมสร้างความเสมอภาคในโอกาสทางการศึกษาตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี” โดย รองศาสตราจารย์ ดร. คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญและ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ที่ฉายภาพให้เห็นถึงความเป็นครูของพระองค์ท่าน รวมถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสที่มีความแตกต่างหลากหลายอย่างครบถ้วน

“จากเพลงกล่อมพระบรรทม สู่คนดี วิถีไทย” เป็นการนำเสนอของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ญาดา อารัมภีร ที่ได้เล่าถึงเรื่องราวเกี่ยวกับเพลงกล่อมพระบรรทมที่ท่านผู้หญิงสง่า อิงคุลานนท์ ร้องถวายกล่อมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้นทรง พระเยาว์ ซึ่งในแต่ละเพลงจะเป็นการสอนที่มีความหมายในแง่มุมต่างๆ การเสวนา “พระราชกรณียกิจในการส่งเสริมความเสมอภาคทางการศึกษาและการศึกษาตลอดชีวิต และได้รับการถวายพระเกียรติคุณจากองค์การ UNESCO ให้เป็น (UNESCO Goodwill Ambassador)” โดย Mr. Gwang-Jo Kim Director, UNESCO Asia and Pacific Bureau for Education Bangkok และนางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

Mr. Gwang-Jo Kim Director, UNESCO Asia and Pacific Bureau for Education Bangkok ได้นำเสนอพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในฐานะทูตสันถวไมตรีแห่งองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งได้รับการถวายจาก UNESCO เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๘ โดยกล่าวถึงพระวิสัยทัศน์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในการพัฒนาการศึกษาแบบองค์รวม (Holistic Approach) กล่าวคือการพัฒนาความพร้อมด้านร่างกายผ่านโครงการโภชนาการเด็ก และโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน รวมถึงการพัฒนาทักษะในการเรียนรู้ด้วยการพัฒนาครู สื่อการสอน และเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา จนเป็นที่มาของโครงการโรงเรียนเครือข่ายเพื่อการศึกษา (ASIA – Pacific) ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรม ราชกุมารี ให้การอุปถัมภ์กว่า ๘๐ ประเทศ

ด้านนางสาวิตรี สุวรรณสถิตย์ อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้นำเสนอกลวิธีในการพัฒนาการศึกษาของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ว่า พระองค์ทรงเป็นต้นแบบในการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาโดยผู้เรียนต้องมีความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม โดยจะเห็นว่าโครงการต่างๆ ของพระองค์ท่าน จะเป็นการสร้างความพร้อมในเด็กและสถานศึกษา อาทิ โครงการอาหารกลางวัน โครงการพฤกษ์ศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งเป็นโครงการที่เสริมความพร้อมของปัจจัยหลักในการพัฒนาการศึกษา และทำให้โรงเรียนเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างครบวงจรภายในงานมีการแสดง “หนูฉลาด” ที่ได้นักแสดงจากข้าราชการของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาตั้งแต่ระดับอ่อนวัยจนถึงสูงวัย มาร่วมเรียกเสียงหัวเราะจากเด็กๆ รวมถึงมาสคอตทั้งหมีพูห์ ช้างน้อย กระต่าย วัว มิคกี้เมาส์และมินนี่เมาส์ ที่มาสร้างสีสันให้กับงานและสร้างรอยยิ้มให้กับเด็กๆ
นอกจากนี้ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ได้สตาร์ทรถและปล่อยขบวนรถคาราวานสร้างเสียงฮือฮาให้กับเด็กๆ และผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างมาก พร้อมได้มอบของขวัญให้กับเด็กๆ ทั้งหนังสือดีๆ ที่สร้างสรรค์ความรู้ เป้ ตุ๊กตา และอีกมากมาย เล่นเอาเด็กๆ ยิ้มแก้มปริกันทั่วหน้า

งานนี้ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาดูจะเหน็ดเหนื่อยเป็นพิเศษ แต่ก็ดูเหมือนทุกคนจะมีรอยยิ้มและเป็นสุขใจที่ได้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมดีๆ เช่นนี้
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32387&Key=hotnews

สภาการศึกษาจัดงาน “วันหนังสือเด็กแห่งชาติ” มีผู้สนใจเข้าร่วมงานเกินความคาดหมาย Read More »

คอลัมน์: มองอาเซียน 360 : ฤๅการศึกษาไทย…จะมองผ่านอาเซียน

5 เมษายน 2556

สิริรัตน์ นาคิน คณะครุศาสตร์ มรภ.นครราชสีมา
teachervoice@matichon.co.th
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN) ของการศึกษาไทยทุกระดับ ทุกภาคส่วน ไม่ว่ารัฐหรือเอกชนก็ตาม ล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่มีสมาชิกทั้งหมดด้วยกัน 10 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไนดารุสซาลาม เวียดนาม ลาว พม่า กัมพูชา และ ไทย ในระยะเวลากว่า 40 ปี แห่งการก่อตั้ง จากการเริ่มต้นของการมุ่งเน้นที่จะสร้างความร่วมมือกันทุกๆ ด้าน ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม การศึกษา และการเรียนรู้ที่ไม่เพียงการเน้นแต่เปลือกนอกจนเกินไป แต่อยากให้มองไปที่แก่นแท้ของความสำคัญของ

อาเซียน ความสำคัญของการเรียนรู้ว่าเรารวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนเพื่ออะไร หากเราพร้อมที่จะเรียนรู้เรื่องราวของวัฒนธรรมของแต่ละชาติก็คงไม่ผิด แต่การเรียนรู้และรักษาความสำคัญของการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ เรียนรู้ทางภาษา และมุมมองของการพัฒนาไปพร้อมกัน มีความกลมเกลียวรวมตัวกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงไปสู่ภาพอนาคตของการเป็นประชาคมอาเซียนที่หลายๆ คนได้ให้ความสนใจกันอยู่ในขณะนี้ ไม่เพียงแต่เราที่ได้ให้ความสนใจ แต่ทั่วโลกต่างก็จับตามองการรวมตัวกัน เพื่ออะไร เพื่อใคร และประโยชน์สูงสุดในครั้งนี้ ใครกันจะได้เปรียบเสียเปรียบ

จากประสบการณ์การไปศึกษาดูงานที่กัมพูชาเมื่อไม่นานนี้ จะเห็นได้ว่าบ้านเมืองเขาก็เริ่มมีนักท่องเที่ยวชาวฝรั่งเข้าไปเยี่ยมชมวัฒนธรรม สถานที่ท่องเที่ยวอย่างไม่ขาดสาย เดินผ่านไปมาก็ไม่พ้นกรุ๊ปชาวไทยที่ไปเยือนเพื่อนบ้านด้วยกันเองเสียแล้ว มองในด้านเศรษฐกิจ ก็นับว่าดีมีความตื่นตัว หากมองด้านอื่นเพิ่มเข้าไปด้วย ยังคงมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เราต้องเรียนรู้อีกมากมายทั้งวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม วิถีชีวิต และการเลือกใช้ภาษา ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญ หากไปเยือนบ้านไหนก็ต้องปรับเปลี่ยนเรียนรู้ (เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม) ภาษิตนี้ยังคงใช้ได้อยู่ดีทีเดียว และความแตกต่างเหล่านี้เองจะเชื่อมโยงกันอย่างไร การเรียนรู้ในระดับภาครัฐและเอกชน บางแห่งก็สร้างความร่วมมือกันโดยมีโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนนักศึกษา ครู อาจารย์ ให้ไปศึกษา ดูงาน หรือไม่ก็ทำโครงการแลกเปลี่ยนที่หลายๆ มหาวิทยาลัยก็เริ่มมีบ้างแล้ว เป็นการกระตุ้นส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของการศึกษาที่มีมานาน และควรสานต่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด สร้างความเป็นมิตรแท้ทั้งในและนอกประเทศให้เกิดความสมัครสมานสามัคคีในหน่วยงาน องค์กรร่วมมือกันสร้าง และผลิตบัณฑิตให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ เรียนจบออกไปเป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน

เพราะจากที่ได้ไปเห็นและเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้สะท้อนถึงสิ่งที่เราจะต้องนำมาสร้างกลยุทธ์ในการจัดสภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความเป็นจริง วิถีชีวิตที่เป็นอยู่ ไม่ใช่เรียนรู้แต่เปลือกนอกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเรียนรู้แก่นแท้ของความเป็นอาเซียนให้ลึกลงไปด้วย ให้แทรกซึมเข้าไปอยู่ในวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของเราโดยธรรมชาติ เรียนรู้อย่างจริงจังไม่ใช่เพียงแค่เรียนรู้ตามกระแสที่กำลังนิยม ถึงเวลาที่เข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างน้อยเราก็ไม่น้อยหน้าประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะด้านภาษาที่นับว่าเรายังด้อยอยู่มาก แต่เชื่อว่าหากเราพร้อมที่จะเรียนรู้ก็คงไม่สายเกินไป

อย่างไรก็ตาม หากมองผ่านการศึกษาไทยสู่ประชาคมอาเซียน ต้องยอมรับความจริงกันเสียทีว่า เราต้องเตรียมพร้อมและยอมรับการปรับเปลี่ยนเพื่อให้เป็นไปในทางที่ดี และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้ทันต่อเหตุการณ์ที่เป็นไปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และสร้างความแปลกใหม่ให้เป็นที่ยอมรับในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะสร้างเวทีการเรียนรู้ให้เกิดความเสถียรภาพ และมั่นคงแก่นักเรียน นักศึกษาไทยของเราให้กล้าพอที่จะก้าวหน้าไปด้วยกัน ในมุมมองของนักวิชาการ มีหลากหลายแง่มุมที่ต่างก็ยังคงเป็นห่วงและให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ และคงต้องร่วมด้วยช่วยกันสร้างฝัน สานงานให้เป็นจริงในอนาคตอันใกล้นี้

อีกไม่นานเราคงจะมีเพื่อนบ้านเดินเข้าออกท่องเที่ยวทั้งในรั้วมหาวิทยาลัย ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนทางความคิด ความเชื่อ ที่มาเติมเต็มให้กันไม่มากก็น้อย แล้วเราจะละเลยไปได้อย่างไร
เริ่มแรกต้องปรับที่ตัวเราเอง และค่อยๆ ปรับแปลี่ยนความคิดความเชื่อให้เกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามสังคมที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่นาน การเตรียมงาน เตรียมคนเพื่อรองรับอาเซียนเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะการค้าขาย เศรษฐกิจในระดับภูมิภาคต่อไปคงได้พึ่งแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านนี่เอง เพราะความสามารถของการใช้ภาษาก็เห็นได้ชัดเจนว่า มีศักยภาพในการสื่อสาร และแลกเปลี่ยนกับชาวต่างชาติได้เป็นอย่างดี การจ้างงานก็ไม่แพงเกินควร จึงไม่แปลกใจนักที่เจ้าของกิจการทั้งหลายจะให้ความสนใจกับคนกลุ่มนี้ที่ต้องการเข้ามาทำงานในเมืองไทย เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำงาน การเรียนรู้วิถีชีวิต วัฒนธรรมไทยรู้เขารู้เรา ก็ไม่เสียหาย มีแต่ได้ประโยชน์มากกว่า
มองย้อนกลับมาที่ตัวเราล้วนแต่ต้องเร่งรีบ เสริมสร้างศักยภาพให้กับนิสิต นักศึกษาที่เรียนจบไปให้เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้เกิดความมั่นคง และเกิดเสถียรภาพในการทำงานอย่างจริงจัง เป็นมนุษย์งานมากกว่ามนุษย์เงินเดือนที่เรียกร้องเงินเดือนแต่ไม่ทำงานเพียงอย่างเดียวคงจะไปสู้ใครเขาไม่ได้ หากอีกฝ่ายเป็นมนุษย์ทำงาน แต่เงินเดือนไม่เรียกร้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเจ้าของกิจการ แบบนี้สิน่าคิดว่าคู่แข่งของเราคงมาแรงน่าดูทีเดียว โดยพื้นฐานคนไทยมีความเมตตาอารี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงไม่เป็นเรื่องยากเลยสำหรับการเอาอกเอาใจจากงานเป็นต้นทุน และขยับขยายกิจการต่อไปเผื่อมีโอกาสเติบโตในเมืองไทย นั่นหมายถึงว่าถึงเวลาแล้วที่บ้านเราต้องให้ความสำคัญกับระบบการศึกษาอย่างใส่ใจ

ในขณะเดียวกันเมื่อไม่นานนี้หลายๆ โรงเรียนเตรียมรองรับสู่อาเซียน แต่ภายนอกไม่ได้คำนึงถึงความสำคัญของแก่นแท้ที่อยู่ภายใน เด็กๆ ของเราจะต้องเรียนรู้เพื่อผลักดันตนเองให้ก้าวทันเพื่อนบ้าน ก่อนที่จะสายเกินไป สิ่งที่เห็นได้ชัด คือการเปรียบเทียบด้านการเรียนภาษาอังกฤษที่เราขาดความใส่ใจมายาวนาน พอใกล้ตัวก็หลีกเลี่ยงไม่พ้นต้องหวนกลับมาสนใจและให้ความสำคัญกับภาษาอีกครั้ง หากเรารู้เท่าทันก็คงไม่ต้องอยู่ในสภาพที่กำลังเดินตาม แต่จะเป็นคนที่เดินนำ และพร้อมจะสร้างความก้าวหน้าทางวิชาการ ขยายวงกว้างออกไปสู่เพื่อนบ้างได้อย่างภาคภูมิใจ เพียงแต่เราเดินให้ถูกทางและเปลี่ยนฐานความคิดจากที่ทำไม่ได้ เป็นทำได้ก็จะไม่น้อยหน้าใครและยังเป็นการส่งเสริมตนเอง เพื่อให้ทะยานขึ้นสู่ระดับมืออาชีพ

สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะเป็นตัวชี้วัดการทำงาน การปรับเปลี่ยนความคิด ความเชื่อให้ก้าวไปสู่อีกระดับได้อย่างมั่นใจ และไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปสักกี่ครั้งเราก็หมุนตามทันอย่างรู้เนื้อรู้ตัว ไม่เพียงแต่นักศึกษาที่ได้ประโยชน์ หน่วยงาน องค์กรก็ได้รับความภาคภูมิใจในการผลิตบัณฑิตที่มีคุณค่าออกไปสู่สังคมได้อย่างไม่อายใคร อย่าให้การศึกษาไทยล้าหลังจนวิ่งตามไม่ทัน คิดจะทำอะไรช่วยเร่งรีบ ประสานตัวประสานใจร่วมมือกันจริงจังเสียที จะได้ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอีกต่อไป…

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32386&Key=hotnews

คอลัมน์: มองอาเซียน 360 : ฤๅการศึกษาไทย…จะมองผ่านอาเซียน Read More »

คอลัมน์: รายงาน: กศน.กาฬสินธุ์..แปลงโฉม ชูธงสู่..เอซี

5 เมษายน 2556

ชมพิศ ปิ่นเมือง
เป็นอีกก้าวที่ท้าทาย หากแต่เป็นการย่างก้าวที่มั่นใจ หวังเป็นบันไดนำไปสู่ความมั่นคงของ “ศูนย์บริการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จังหวัดกาฬสินธุ์” โดยการนำของ นายประสิทธิ์ แสงพินิจ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ กศน.จังหวัดกาฬสินธุ์ ในยุคที่มีการบุกเบิกก้าวสู่ประชาคมอาเซียน (ASEAN Community เอซี) ซึ่งได้ตระเตรียมความพร้อมอย่างพร้อมมูล ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบุคลากร ผลสัมฤทธิ์จากการจัดการเรียนการสอน ศักยภาพขององค์กร และคุณภาพนักเรียนนักศึกษา

“กศน.ยุคใหม่ มิใช่แต่จะเป็นเพียงสถาบันการศึกษาที่รองรับ หรือให้บริการด้านการศึกษาแก่ผู้ขาดโอกาส ผู้พลาดโอกาส หรือผู้ด้อยโอกาสอย่างที่เป็นมา แต่ กศน.ยังให้โอกาส เปิดโอกาส สร้างโอกาส และขยายโอกาส ให้แก่ผู้ที่ใฝ่รู้ รักการเรียน ได้เข้ามาศึกษาหาความรอบรู้อย่างที่เรียกว่า เรียนตามอัธยาศัย ไม่มีลิมิต ไม่มีปิดกั้น เพราะเรียนที่ กศน.แล้วไม่อึดอัด เรียนแล้วสนุก จบจาก กศน.แล้วมีอาชีพ มีอนาคต…” นายประสิทธิ์กล่าวเดิมทีภารกิจ กศน.ได้เปิดประตูเพื่อบริการการศึกษาแก่กลุ่มผู้ขาดโอกาส หรือที่มีภูมิลำเนาอยู่ห่างไกลจากสถานศึกษา กลุ่มที่พลาดโอกาส หรือสอบเข้าที่อื่นไม่ได้ หรือออกจากสถานศึกษาอื่นด้วยสาเหตุใดก็ตาม และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทั้งทางสภาพร่างกาย หรือฐานะยากจน โดยจัดการศึกษาระดับมัธยมต้น มัธยมปลาย อุดมศึกษา ถึงระดับปริญญาตรี มีการปฏิรูปการเรียนการสอนให้สอดรับกับยุคสมัย และความต้องการของผู้เรียน กศน.ยุคใหม่จึงเดินหน้าทำงานในเชิงรุก มุ่งเน้นพัฒนาทักษะอาชีพที่หลากหลาย ให้เลือกเรียนเลือกฝึกปฏิบัติตามความถนัด ทั้งนี้ ได้กำหนดเป้าประสงค์ว่า นักเรียนนักศึกษาที่จบ หรือจะออกจากรั้ว กศน.นอกจากจะมีใบประกาศรับรองวุฒิการศึกษาแล้ว จะต้องมีวิชาชีพติดตัวทุกคน

ทั้งนี้ การบริหารจัดการศึกษาของ กศน.ยึด ผู้เรียนเป็นหลัก ผู้เรียนจะเลือกเรียนแบบใดก็ตามอัธยาศัย ไม่ว่าจะเลือกเรียนที่บ้าน ก็มีศูนย์การเรียนรู้ชุมชน หรือ ศรช.ประจำหมู่บ้าน มีเป้าหมาย มีจุดประสงค์ ตรงตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ มีการจัดการศึกษา 3 ส่วน ส่วนแรกคือ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ส่วนที่สองคือ การศึกษาต่อเนื่องเช่น เปิดหลักสูตรการสอนทักษะชีวิต มีคุณธรรม จริยธรรม สอนให้มีอาชีพ ให้รู้กฎระเบียบสังคม ข้อกฎหมายบ้านเมือง เพื่อการดำรงอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข และส่วนที่สามคือการเรียนตามอัธยาศัย โดยจัดให้มีห้องสมุดประชาชน ให้บริการยืมหนังสือ วีดิทัศน์ สื่อการเรียนการสอนที่จำเป็น

“นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมกับภาคส่วนอื่นๆ ในการจัดกิจกรรมนอกสถานที่ เช่น จัดรถโมบายห้องสมุดเคลื่อนที่ คอมพิวเตอร์เคลื่อนที่ จัดบูธแสดงนิทรรศการ ให้ชุมชนทุกหนแห่งได้สัมผัส ได้ศึกษาเรียนรู้กับ กศน.ตามคอนเซ็ปต์ที่ว่าที่ไหนมีคน กศน.ไปถึงที่นั่น”

ซึ่งผลสัมฤทธิ์ที่ผ่านมา สามารถการันตีคุณภาพของสถาบัน และศักยภาพของผู้เรียนได้ว่า คุณภาพไม่อ่อนด้อยไปกว่าสถาบันการศึกษาอื่นๆ เพราะนักเรียน นักศึกษา สังกัด กศน.จ.กาฬสินธุ์ 18 อำเภอ หรือในระดับขั้นพื้นฐาน ประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ระดับอุดมศึกษา ประมาณ 1 แสนคน นั้นมีงานทำมีรายได้ ทั้งในกลุ่มของลูกจ้าง บริษัทห้างร้าน ข้าราชการท้องถิ่นหรือทั่วไป ทุกคนจึงมีวุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบ มีรายได้ สามารถส่งเสียตัวเองเรียน กศน.ยุคใหม่จึงเพียบพร้อมทุกด้าน
“การที่จะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 กศน.จึงมิใช่อยู่ในห้วงตั้งไข่ หรือขั้นตอนตระเตรียมการ แต่ กศน.กำลังดำเนินการอย่างเต็มที่ทุกคน ทั้งในส่วนผู้บริหาร กศน.อำเภอ บุคลากรสำนักงาน ครู กศน.ตำบล นักเรียน นักศึกษา มีการตื่นตัว กระตือรือร้น เริ่มจากบุคลากร และครู มีการอบรมพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มีความรู้เท่าทัน ให้มีทักษะ ความรู้ นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน”

“ครู” เป็นหัวจักรสำคัญในการก้าวสู่ประชาคมอาเซียน หลายๆ อย่างจึงเริ่มต้นที่ครู ส่วนความรู้เกิดจากการศึกษาค้นคว้า ครูเป็นผู้ชี้แนะนำแนวทาง ทั้งนี้ ได้นำครู กศน.ไปศึกษาดูงานประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม สปป.ลาว เพื่อเปิดโลกทรรศน์ ให้เกิดความตระหนัก รู้เขารู้เรา ดูความแตกต่าง เอกลักษณ์ของแต่ละชาติ เช่น ด้านศิลปวัฒนธรรม ภาษา การแต่งกาย ฯลฯ นำประสบการณ์มาบอกสอนผู้เรียน

ประเด็นสำคัญอีกข้อหนึ่งคือ ในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน “ภาษา” เป็นเรื่องสำคัญ จึงได้จัดการเปิดค่าย และจัดห้องเรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษ และภาษาจีน มีการแลกเปลี่ยนครูต่างชาติ นอกจากนี้ ยังเพิ่มความเข้มข้นในการฝึกอาชีพ เพราะเมื่อก้าวสู่ประชาคมอาเซียน จะเกิดการแข่งขันด้านฝีมือแรงงาน คนมีฝีมือจึงได้เปรียบ จึงต้องพัฒนาผลิตภัณฑ์โอท็อปให้มีคุณภาพ

ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ กศน. จ.กาฬสินธุ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “บริบทใหม่ของ กศน.ใน พ.ศ.นี้จึงให้ความมั่นใจกับผู้เรียน ให้อนาคตกับผู้ที่เข้ามาศึกษาอย่างเต็มพร้อม เพราะทั้งบุคลากร ครู มีคุณภาพทุกคนทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ระดมกำลังความคิด เป็นฟันเฟือง เป็นกลไกร่วมกันขับเคลื่อน ทำงานในเชิงรุก เต็มที่กับภารกิจที่ได้รับมอบหมาย ภูมิใจกับผลสัมฤทธิ์ที่ประจักษ์ นักเรียน นักศึกษา มีความรับผิดชอบสูง สามารถเรียนรู้ได้ดี จึงเป็นผู้มีวุฒิภาวะ เป็นบุคคลคุณภาพ พร้อมที่จะนำพาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น ประเทศชาติ ให้เจริญรุ่งเรือง ได้ด้วยวิชาความรู้ที่ได้รับการปลูกฝังจากรั้ว กศน.”

กศน.ยุคใหม่ที่ให้โอกาส เปิดโอกาส สร้างโอกาส และขยายโอกาส จึงให้หลักประกันชีวิตผู้เรียนมีความมั่นคง จึงพร้อมแล้วที่จะชูธงนำไทยสู่อาเซียนอย่างสง่างาม

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32385&Key=hotnews

คอลัมน์: รายงาน: กศน.กาฬสินธุ์..แปลงโฉม ชูธงสู่..เอซี Read More »