การศึกษาไทยถ้าไม่เปลี่ยนอาจบ๊วย .. แน่นอน

ตอนนี้หากถามว่าภูมิใจกับอันดับด้านการศึกษาของประเทศไทยในเวทีโลกหรือไม่
ก็คงไม่มีใครไปตอบว่า “ดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว” ! http://bit.ly/17oaJI9

วัฒนธรรมการศึกษา (education culture)
วัฒนธรรมการศึกษา (education culture)

เพราะระบบการศึกษาของไทยอยู่อันดับที่ 37 จากทั้งหมด 40 ประเทศในปี 2555 จากผลการจัดอันดับโดยบริษัทด้านการศึกษา คือ เพียร์สัน (Pearson) และ อีไอยู (EIU = The Economist Intelligence Unit) ในทางกลับกันพบว่ากรุงเทพฯ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยมีสถิติการเข้าถึงเครือข่ายสังคมอย่างเฟซบุ๊คเป็นอันดับหนึ่งในโลก เท่ากับ 12.7 ล้านคนจากทั้งหมด 7.8 ล้านคน มีบัญชีผู้ใช้เข้าถึงเกือบ 2 เท่าของจำนวนประชากร ก่อนถามคนไทยว่าภูมิใจหรือไม่กับการเป็นอันดับหนึ่ง ก็ต้องกลับไปทบทวนวรรณกรรมว่าสถิติแต่ละค่าเป็นตัวบ่งชี้ต่อการแผนพัฒนาประเทศในด้านใด แล้วการเข้าเฟซบุ๊คมากผิดปกติเช่นนี้จะทำให้การศึกษาของไทยพัฒนาไปกว่าเดิมหรือไม่ ถ้ามีผลเป็นปฏิกิริยาต่อกันจะเป็นแนวแปรผันหรือแนวผกผัน

เมื่อเข้าอยู่ในสนามประลองย่อมต้องเหลียวซ้ายแลขวา และย้อนดูตนเองไปพร้อมกับการชำเรืองดูคู่แข่งขัน เพราะระบบการศึกษาของเราอยู่ในอันดับเกือบบ๊วย แล้ว 5 อันดับแรกคือใคร พบว่าเบอร์หนึ่งคือ ฟินแลนด์ ตามด้วย เกาหลีใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ หลังผลการจัดอันดับออกมาแล้วพบว่ากระทรวงศึกษาธิการขยับในหลายเรื่อง อาทิเช่น ส่งหนังสือเวียนไปยังโรงเรียนให้ยกเลิกการบังคับนักเรียนชายตัดผมเกรียน นักเรียนหญิงตัดผมบ๊อบ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานสั่งลดการบ้าน และหวังลดภาระนักเรียน เพื่อจะเน้นบูรณาการ ทั้งเนื้อหา เวลาเรียน การวัดผลประเมินผล และบูรณาการกลุ่มสาระการเรียนรู้ไม่ให้ซ้ำซ้อน ซึ่งเป็นการปฏิรูปการศึกษาที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าถูกที่ ถูกทางแล้วใช่ไหม

รายงานของเพียร์สันในส่วนสรุปผู้บริหาร (Executive Summary) ได้เขียนคำแนะนำสำหรับผู้จัดทำนโยบายด้านการศึกษาทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งขอสรุปเป็นวลีสำคัญดังนี้ ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง สอนเด็กให้เลิศต้องสอนโดยครูที่เป็นเลิศ มีวัฒนธรรมที่ดีที่สนับสนุนการศึกษา พ่อแม่ต้องส่งเสริม สอนเรื่องที่นำไปใช้ในอนาคตได้ ซึ่ง 5 วลีนี้เป็นข้อเสนอในภาพรวมของการปฏิรูปการศึกษา หลังจากอ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ ก็รู้สึกอื้ออึงในสมองซีกซ้ายเป็นคำถามว่ามีเรื่องใดแก้ไขได้เร็วที่สุดบ้าง เพราะทุกเรื่องล้วนเป็นปัญหาที่พบเห็นเป็นประจักษ์ แต่ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่าถ้าประเทศของเราไม่มีปัญหาดัง 5 ข้อนี้ เราก็คงไม่ได้ตำแหน่งเกือบบ๊วยเป็นแน่

สำหรับข้อที่ 3 ในคำแนะนำของเพียร์สันเป็นเรื่องกลาง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนทุกอาชีพ และทุกวัยอย่างแท้จริง เกี่ยวตรงคำว่าวัฒนธรรม ก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า วัฒนธรรม หมายถึง วิถีการดำเนินชีวิต รูปแบบของกิจกรรม ความสัมพันธ์ทางสังคม มุมมองต่อโลก และแนวการปฏิบัติของมนุษย์ ซึ่งวัฒนธรรม ความเชื่อ และค่านิยมที่กระทบต่อคุณภาพการศึกษามีมากมาย อาทิเช่น อยากเรียนต้องได้เรียน สอบได้เป็นเรื่องตลกสอบตกเดี๋ยวก็สอบซ่อม จ่ายครบจบแน่ เชื่อในสิ่งที่เห็น เห็นแต่สิ่งที่อยากเชื่อ ชิงสุกก่อนห่าม ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น ตั้งใจเรียนโตขึ้นจะได้เป็นเจ้าคนนายคน รีบเรียนให้จบนะลูกจะได้มาช่วยพ่อแม่ไถนา เรียนไปก็ตกงานจะตั้งใจเรียนไปทำไม เงินซื้อได้ทุกอย่างแม้แต่ปริญญา สาธุขอให้เจ้าพ่อเจ้าแม่ช่วยลูกช้างให้สอบผ่านทีเถอะ หมอดูในทีวีทักมาว่าราศีไม่ดีสอบปลายภาคตกแน่ ปล่อยให้หนูจบเถอะไม่งั้นอาจารย์เจอดีแน่

การเปลี่ยนวัฒนธรรมด้านการศึกษาของคนไทยไม่ใช่เรื่องง่าย ดังคำว่า กรุงโรมไม่อาจสร้างเสร็จในวันเดียวฉันใด ก็ไม่อาจพัฒนาการศึกษาให้สำเร็จได้ในปีเดียวฉันนั้น เพราะการเปลี่ยนวัฒนธรรมการศึกษาต้องเริ่มต้นจากการมีต้นแบบวัฒนธรรมที่ดีที่เป็นแบบอย่างได้ ถ้ายังไม่รู้ยังไม่มีวัฒนธรรมการศึกษาที่ดีมีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับทั้งสังคม ประเทศก็คงค่อยเดินค่อยคลานไปในความมืดโดยมีเป้าประสงค์ที่เลือนรางรออยู่ เพราะในสังคมไทยมีผู้คนที่เดินสวนทางกับวัฒนธรรมการศึกษาคุณภาพอยู่มากมาย โดยเฉพาะภาคเอกชนที่จะได้รับผลกระทบทันที ถ้าคนในสังคมเริ่มคิดเป็น ทำเป็น แล้วรู้จักเลือกอุปโภคบริโภคที่ไม่ได้ไปอิงกับค่านิยม ความเชื่อ ตามอิทธิพลของสื่อ ตามคนหมู่มาก หรือแฟชั่นที่ฟุ้งเฟ้อ

! http://blog.nation.ac.th/?p=2563

news paper
news paper

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=477721182295748&set=a.160162067384996.39239.100001736120394

แหล่งข้อมูล
http://thelearningcurve.pearson.com/
http://www.thairath.co.th/content/edu/325982
! http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNMU56ZzJPRFl5T0E9PQ==
http://www.voathai.com/content/best-education-systems-ss/1557918.html
http://www.thaiall.com/blogacla/admin/2176/
http://www.ipsr.mahidol.ac.th/ipsr-th/population_thai.html
http://www.socialbakers.com/facebook-statistics/cities/

การศึกษาไทยถ้าไม่เปลี่ยนอาจบ๊วย .. แน่นอน Read More »

ระเบียบการให้ทุนการศึกษา

ระเบียบมหาวิทยาลัยเนชั่น
ว่าด้วยการให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา 2556

1. ทุนเรียนดี มีจิตอาสา
2. ทุนเรียนดี
3. ทุนการศึกษา 50 เปอร์เซ็นต์ ของค่าธรรมเนียมการศึกษา
4. ทุนการศึกษา 20 เปอร์เซ็นต์ ของค่าธรรมเนียมการศึกษา
5. ทุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
ประกาศ 4 เมษายน 2556

ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา 2556
ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา 2556

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=624202364260565&set=a.509861379027998.128306.506818005999002

 

 

ระเบียบการให้ทุนการศึกษา Read More »

วารสารศาสตร์ กับคอนเวอร์เจ้นท์ และความเสี่ยงสูง

จักร์กฤษ เพิ่มพูล
จักร์กฤษ เพิ่มพูล

หากเราไม่พิจารณาปรากฏการณ์ วารสารศาสตร์คอนเวอร์เจนท์ (Convergence Journalism) หรือรูปแบบการรายงานข่าวแบบหลากหลายสื่อ

ในมิติการปรับตัวของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งในแง่ทัศนคติของคนทำงาน ความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยี รวมทั้งการออกแบบหลักสูตร การจัดการเรียน การสอน นักศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์ เพื่อให้มีทักษะในการทำงานในแบบ multi-tasking skills แล้ว ประเด็นที่ไม่ควรมองข้ามไป ก็คือ ระดับจิตสำนึกความรับผิดชอบในเชิงจริยธรรมก็เป็นความท้าทายของนักข่าวในยุคมีเดีย คอนเวอร์เจ้นท์ด้วย

การร่วมกันในการวางแผน เลือกช่องทางในการส่งสาร ไม่ว่าจะผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุและโทรทัศน์ สื่อดิจิตอลในรูปแบบต่างๆ สื่อสังคมออนไลน์ที่มีความไวสูง แน่นอนที่สุดว่า ผู้บริโภคข่าวสารจะได้ประโยชน์ โดยสามารถเข้าถึงข่าว หรือข้อมูลในช่องทางที่ง่าย และสะดวกสบายขึ้น ในขณะที่ผู้ประกอบการก็อาจได้ประโยชน์ในการลดต้นทุนการผลิต และใช้เทคโนโลยีการสื่อสารสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อรักษากลุ่มลูกค้าในสื่อดั้งเดิม แต่ในขณะเดียวกันภาระรับผิดชอบของบรรณาธิการ และนักข่าวก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นการฟ้องคดี ในช่องทางสื่อดิจิตอลหรือสื่อใหม่

เริ่มจากสื่อดั้งเดิม ความรับผิดชอบของบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่า ขอบเขตความรับผิดตามหลักสันนิษฐานของกฎหมายเดิมนั้น ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร หรือไม่ เพราะในทางคดี บรรณาธิการหลายคนที่ถูกฟ้องคดีก็ยังต้องรับผิดในฐานะตัวการร่วมในการหมิ่นประมาท ถึงแม้ว่าฝ่ายโจทก์หรือผู้เสียหาย จะไม่สามารถนำสืบได้ว่า บรรณาธิการมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดอย่างไร

ยิ่งไปกว่านั้น ก็คือ แม้จะมีการตราพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ขึ้นใช้บังคับแล้ว ในหลายคดีโจทก์ก็ยังอ้าง พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ที่ได้ยกเลิกไปแล้ว ในคำขอท้ายฟ้องเพื่อให้ลงโทษจำเลยอีก เช่น คดีที่นายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ฟ้องบรรณาธิการ กรุงเทพธุรกิจ และเมื่อไม่นานมานี้ ข้อสอบวิชากฎหมาย ของคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็ยังอ้างพระราชบัญญัติการพิมพ์ เป็นคำถามในการสอบ

แต่หลังจากมีคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ หลักในการพิจารณาอาจเปลี่ยนไป

พิพากษาศาลฎีกา ที่ 4948/2554 คดีหมิ่นประมาท ระหว่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โจทก์ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ ที่ 1 บริษัทหนังสือพิมพ์แนวหน้า จำกัด ที่ 2 นายวารินทร์ พูนศิริวงศ์ ที่ 3 และนายจิระพงศ์ เต็มเปี่ยม ที่ 4 ยืนยันหลักการบรรณาธิการไม่ต้องรับผิด เป็นบรรทัดฐาน ซึ่งจะเป็นประเด็นข้อต่อสู้สำคัญของจำเลย ที่เป็นบรรณาธิการต่อไป

คดีนี้ โจทก์ ระบุว่าจำเลยร่วมกันหมิ่นประมาท โดยตีพิมพ์จดหมายจากผู้อ่าน ในคอลัมน์ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด” พาดหัวคอลัมน์ว่า “พลังเงียบ” มีข้อความบางตอนว่า มีการสร้างกระแสอย่างเป็นขบวนการ และอย่างเป็นระบบเพื่อกดดันศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องแจ้งความเท็จแสดงทรัพย์สินของนายกรัฐมนตรีผู้นำของประเทศ จนทำให้ผู้คนทั่วไปคิดว่า ผู้นำของประเทศในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่เหนือกฎหมาย และอยู่เหนือสามัญชน

จำเลยที่ 1 ตอบจดหมายผู้ใช้ชื่อว่า “พลังเงียบ” ว่า เห็นด้วยทุกอย่างครับที่เขียนมา

ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 4 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ก่อนที่ศาลฎีกา จะพิพากษากลับให้ยกฟ้อง

ศาลฎีกา วินิจฉัยว่า ข้อความที่ลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด” เป็นการแสดงความคิดเห็น ความเป็นห่วงเป็นใยในกฎระเบียบกติกา และความถูกต้องของบ้านเมือง เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ ติชมด้วยเจตนาสุจริต ด้วยความเป็นธรรมอันเป็นวิสัยของประชาชน ย่อมกระทำได้โดยชอบตามสิทธิเสรีภาพของประชาชน สื่อมวลชนภายใต้รัฐธรรมนูญ มิใช่เป็นการใส่ความโจทก์ ขณะที่จำเลยที่ 1 นำข้อความในจดหมายของผู้ที่ใช้นามแฝงว่า “พลังเงียบ” เขียนถึงจำเลยที่ 1 มาลงพิมพ์ในคอลัมน์ “น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ พูด” ซึ่งเป็นคอลัมน์ประจำของจำเลยที่ 1 ในหนังสือพิมพ์รายวันแนวหน้านั้น อยู่ในช่วงที่โจทก์ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

..ตำแหน่งหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถือเป็นตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งนายกรัฐมนตรีถือเป็นตำแหน่งสูงสุดของฝ่ายบริหาร ในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และถือว่าเป็นตำแหน่งที่ได้ผ่านกระบวนการเลือกตั้งจากประชาชนทั้งประเทศ โดยสถานะของโจทก์จึงต้องมีความรับผิดชอบต่อประชาชน ในฐานะนายกรัฐมนตรีที่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชนดังกล่าว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่โจทก์ต้องประพฤติปฏิบัติอยู่ในกรอบของจริยธรรม

ศาลฎีกา ตัดสินว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนจำเลยที่ 4 ในส่วนที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษในฐานะบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ซึ่งลงข้อความหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 พระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 มาตรา 48 ในขณะที่คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 19 ธันวาคม 2550 เป็นต้นไป พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ไม่ได้บัญญัติให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์เป็นผู้รับผิดชอบในข้อความที่ลงพิมพ์ในหนังสือที่ตนเป็นบรรณาธิการ จำเลยที่ 4 ย่อมพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิดในส่วนนี้

นี่เป็นการยืนยันหลักการตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ว่าไม่ได้บัญญัติให้ บรรณาธิการต้องรับผิดเป็นตัวการร่วมกับผู้ประพันธ์ บรรณาธิการจึงไม่ต้องร่วมรับผิดกับผู้ประพันธ์ หากอัยการ โจทก์ หรือผู้เสียหาย นำสืบไม่ได้ว่าบรรณาธิการมีส่วนร่วมในการประพันธ์บทประพันธ์หรือมีส่วนร่วมรู้ เห็นกับการโฆษณาบทประพันธ์ในหนังสือพิมพ์ที่ตนเป็นบรรณาธิการ อย่างไร ถือว่าบรรณาธิการไม่ได้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดด้วย ดังที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 บัญญัติ ว่า

บุคคลจักต้องรับโทษทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้น บัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และ โทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่ บัญญัติไว้ในกฎหมาย

ศาลไม่อาจนำหลักสันนิษฐาน ตามพระราชบัญญัติการพิมพ์ พ.ศ.2484 ที่ได้ยกเลิกไปแล้วมาพิจารณาลงโทษบรรณาธิการได้

สำหรับการเสนอข่าวในรูปแบบของ วารสารศาสตร์ คอนเวอร์เจ้นท์ ยังไม่มีคำพิพากษาเป็นบรรทัดฐาน แต่มีการฟ้องคดีแล้วจำนวนมาก ประเด็นที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ คือ บรรณาธิการ หรือ นักข่าวยังต้องรับผิดชอบในทุกสื่อที่เป็นช่องทางในการนำเสนอข่าวหรือไม่ โดยเฉพาะในกรณีที่มีการอ้างอิงไปยังเว็บไซต์อื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ส่งสาร เช่น กรณีการที่ผู้เสียหายไปพบข้อความหมิ่นประมาทใน google.com บรรณาธิการยังต้องรับผิดชอบอยู่ในระยะเวลายาวนาน เพียงใด นับจากวันที่นำเสนอข่าวในครั้งแรก

โอกาสในการส่งข่าวที่ฉับไว ผ่านสื่อที่หลากหลาย จึงอาจหมายถึงความเสี่ยงสูงที่ต้องรับผิดชอบในทางคดีด้วย

http://blog.nation.ac.th/?p=2555

วารสารศาสตร์ กับคอนเวอร์เจ้นท์ และความเสี่ยงสูง Read More »

สช.กำชับ วท.อาชีวะเอกชนปรับโฉมใหม่ หวังดึงเด็กเรียนสายอาชีพ

9 เมษายน 2556

สช.สนองนโยบาย ศธ.กำชับ วิทยาลัยอาชีวะเอกชน ปรับโฉมใหม่สร้างทัศนคติที่ดีต่อผู้ปกครองและนร.หวังดึงความสนใจมาเรียนสายอาชีพเพิ่มขึ้น

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศ เมื่อเร็วๆ นี้ว่า หลังจากนี้สำนักบริหารงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) จะเน้นและส่งเสริมให้นักเรียนหันมาเรียนสายอาชีวศึกษาเพิ่มมากขึ้น ตามนโยบายของนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เพราะปัจจุบันสถานประกอบการ และตลาดแรงงานต้องการผู้ที่จบสายอาชีวศึกษาจำนวนมาก แต่นักเรียนกลับเลือกเรียนสายสามัญศึกษามากกว่าสายอาชีวศึกษา ทั้งนี้สาเหตุที่ผู้ปกครองยังคงให้เด็กเลือกเรียนสายสามัญอยู่ อาจเป็นเพราะมีความลังเลใจด้วยเหตุผลหลายประการ อาทิ การทะเลาะวิวาท เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และ สช. พยายามส่งเสริมการปฏิรูปการเรียนการสอนสายอาชีวศึกษา เพื่อให้ผู้ปกครองได้ปรับเปลี่ยนความคิด และเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อการเรียนสายอาชีวศึกษา โดยได้จัดโครงการ “โรงเรียนอาชีวเอกชน มอบดอกไม้ให้แก่ชุมชน” เพื่อให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวะกลุ่มเสี่ยงมารวมตัวกันทำประโยชน์ให้แก่ชุมชน สังคม เพราะเด็กกลุ่มนี้แม้จะเป็นหัวโจกแต่ลึกๆ จะมีความเป็นผู้นำสูง ดังนั้นจึงต้องดึงสิ่งเหล่านี้มาใช้ในทางที่ถูกและเกิดประโยชน์แก่สังคม และตัวเอง โดยเปลี่ยนจากการถืออาวุธมาเป็นดอกไม้แทน

“ผู้บริหารโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนทุกแห่งจะต้องช่วยกันสร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน และสร้างภาพลักษณ์ที่ดี รวมทั้งต้องทำให้ผู้ปกครอง และนักเรียนเห็นว่าการเรียนสายอาชีวะจะทำให้ผู้เรียนมีอนาคตที่ดี และมีรายได้ที่ดี เพื่อให้ผู้ปกครองเกิดความเชื่อมั่น และมั่นใจได้ว่าเมื่อส่งบุตรหลานมาเรียนในโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนแล้ว จะได้ทั้งความปลอดภัย และความรู้ที่สามารถนำไปประกอบอาชีพ หรือนำไปต่อยอดการเรียนในระดับที่สูงขึ้นได้ด้วย” เลขาธิการ กช.กล่าว

กรุงเทพฯ–9 เม.ย.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32412&Key=hotnews

สช.กำชับ วท.อาชีวะเอกชนปรับโฉมใหม่ หวังดึงเด็กเรียนสายอาชีพ Read More »

ห่วง ม.4 ไม่มีที่เรียนถึง 6 พันคน

9 เมษายน 2556

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. นายสัจจา ศรีเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 2 กรุงเทพมหานคร กล่าวถึงความคืบหน้าการรับนักเรียนชั้นม.1 และม.4 ประจำปีการศึกษา 2556 ของโรงเรียนในสังกัด ว่า ในวันที่ 9 เม.ย. นี้ สพม.เขต 2 จะประชุมเกลี่ยนักเรียนชั้นม.1 ตามที่ก่อนหน้านี้ได้เปิดให้นักเรียนที่ยังไม่มีที่เรียน ยื่นแสดงความประสงค์ขอให้จัดหาที่เรียนมา โดยจะประกาศผลการเกลี่ยได้ในวันที่ 11 เม.ย. นี้ ผ่านทางเว็บไซต์โรงเรียนต่างๆ ที่เปิดให้ยื่นแสดงความประสงค์และเว็บไซต์สพม. เขต 2 www.secondary2.obec.go.th /2013 หากนักเรียนไม่เลือกโรงเรียน ก็คาดว่าเด็กจะมีที่เรียนครบทุกคนหลังจากเกลี่ยครั้งนี้ ขณะที่โรงเรียนที่เกลี่ยจะเป็นโรงเรียนคู่พัฒนา และโรงเรียนทั่วไปในสังกัดรวมถึงโรงเรียนสังกัดกทม.ด้วย

ผอ.สพม.เขต 2 กล่าวต่อว่า ส่วนการรับนักเรียนชั้นม.4 ทางเขตพื้นที่ฯ ไม่ได้เปิดให้ยื่นแสดงความประสงค์จัดหาที่เรียน เพราะช่วงชั้นนี้มีหลายแผนการเรียน ดังนั้น นักเรียนจะต้องประสานกับโรงเรียนโดยตรง ส่วนจะมีปัญหาหรือไม่ก็ต้องรอดู สำหรับการรับนักเรียนชั้นม.3 เดิมให้เรียนต่อชั้นม.4 นั้น ทราบว่าโรงเรียนหลายแห่งลงตัวแล้ว แต่อีกหลายโรงก็ยังไม่เรียบร้อย แต่เข้าใจว่าที่สุดแล้วโรงเรียนก็สามารถบริหารจัดการได้เอง เพราะนโยบายรับนักเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ชัดเจนอยู่แล้วว่า เปิดโอกาสให้เด็กที่มีศักยภาพเหมาะสม กับจำนวนนักเรียนในห้องม.ปลายไม่เกิน 45 คน

“ไม่มั่นใจว่าการรับนักเรียนครั้งนี้ จะไม่เกิดปัญหาอย่างปีที่ผ่านมา เพราะจากข้อมูลสพม.เขต 2 พบว่าเด็กม.1 ยังล้นกว่า 4,400 คน ส่วนม.4 ยังล้นกว่า 6,400 คน ซึ่งหลังจากการเกลี่ยไปแล้ว ก็ไม่ทราบว่าจะล้นเหลืออีกเท่าใด แต่ที่เป็นกังวลที่สุดคือการรับนักเรียนชั้น ม.4 ที่ให้โรงเรียนกับนักเรียนไปจัดการกันเอง” นายสัจจา กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32411&Key=hotnews

ห่วง ม.4 ไม่มีที่เรียนถึง 6 พันคน Read More »

ครูเอกชนขาดแคลนหนักพบสอบติดครูผู้ช่วยจำนวนมาก

9 เมษายน 2556

กรุงเทพฯ : ครู ร.ร.เอกชนขาดแคลนหลังแห่สอบครูผู้ช่วยจำนวนมาก กช. สั่งทำแผนสำรองหาครูใหม่ทดแทนครูที่ลาออก นายกสภาการศึกษาเอกชนวอนจัดสอบให้เสร็จในเดือน เม.ย.

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยว่า นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายอยากให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดสอบบรรจุครูผู้ช่วยแบบทั่วไปให้เร็วขึ้น โดยอาจต้องเลื่อนการเปิดรับสมัครเป็นปลายเดือนเมษายนก่อนเปิดสอบในเดือนพฤษภาคม คาดว่าสืบเนื่องจากปัญหาทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วยกรณีที่มีความจำเป็นหรือเหตุพิเศษ ว 12

อย่างไรก็ตาม หากเปิดสอบเดือนพฤษภาคมจริง เมื่อ สพฐ. ประกาศผลและเรียกบรรจุโรงเรียนเอกชนคงเปิดเทอมไปแล้ว ปัญหาคือ ที่ผ่านมามีครูโรงเรียนเอกชนจำนวนมากไปสมัครสอบบรรจุ โดยร้อยละ 20-30 จะสอบบรรจุได้ในอันดับต้นๆ ฉะนั้นเมื่อถูกเรียกบรรจุโรงเรียนเอกชนจะหาครูใหม่มาสอนทดแทนไม่ทัน

ทั้งนี้ เบื้องต้นจึงหารือกับโรงเรียนเอกชนต่างๆเพื่อวางแผนรับมือ โดยให้โรงเรียนจัดทำแผนหาครูสำรองไว้ หากมีครูที่สอบได้ลาออกเพื่อไปบรรจุจะได้มีครูใหม่มาทดแทนได้ทันที
ด้านนางจิระพันธุ์ พิมพ์พันธุ์ นายกสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า โรงเรียนเอกชนไม่ขัดข้องที่ สพฐ. จัดสอบครูผู้ช่วย แต่ควรจะดำเนินการให้เสร็จสิ้นในช่วงปลายเดือนเมษายนหรือต้นเดือนพฤษภาคม และควรประกาศผลให้ทราบไม่เกินวันที่ 5 พฤษภาคม เพื่อให้โรงเรียนเอกชนเตรียม หาครูใหม่หากมีครูลาออกไป ซึ่งที่ผ่านมาได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการและผู้บริหารระดับสูงที่เกี่ยวข้องมาแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาครูเอกชนลาออกกลางคันได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32410&Key=hotnews

ครูเอกชนขาดแคลนหนักพบสอบติดครูผู้ช่วยจำนวนมาก Read More »

หนุนเลิกเกณฑ์ครูผู้ช่วยเหตุพิเศษ คืนอำนาจ’เขตพื้นที่ฯ’จัดสอบเอง

9 เมษายน 2556

เมื่อวันที่ 8 เมษายน นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้สัมภาษณ์กรณีชมรมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การ ศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกร้องให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ยกเลิกหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 และหลักเกณฑ์ ว14 ที่กำหนดให้ส่วนกลางดำเนินการออกข้อสอบและตรวจสอบคะแนนเองว่า เดิมอำนาจการจัดสอบเป็นของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาอยู่แล้ว ดังนั้น ควรยกเลิกหลักเกณฑ์ ว12 เพื่อคืนอำนาจให้ เขตพื้นที่ฯตามเดิม แต่ต้องขึ้นกับการพิจารณาของที่ประชุม ก.ค.ศ. ส่วนกรณี ว14 ได้ให้อำนาจเขตพื้นที่ฯไปดำเนินการแล้วในการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีทั่วไป ประจำปีการศึกษา 2556

ด้านนายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยกรณีทั่วไป ประจำปีการศึกษา 2556 ที่คาดว่าจะรับสมัครและสอบในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้ มีมติ ก.ค.ศ.อยู่แล้วให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯดำเนินการเอง ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) คงแค่เข้าไปช่วยกำกับติดตามดูแลความเรียบร้อยเท่านั้น และหากมีปัญหาทุจริต แต่ละเขตพื้นที่ฯต้องรับผิดชอบเอง ส่วนเรื่องที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเรียกร้องให้ สพฐ.ส่งกระดาษคำตอบในการสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมาไปให้ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณายกเลิกผลการสอบนั้น ขอให้แต่ละเขตพื้นที่ฯทำเรื่องขอมายัง สพฐ. จากนั้นจะสำเนากระดาษคำตอบส่งไปให้ ซึ่งขณะนี้มีบาง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้ขอมาและ สพฐ.ได้จัดส่งไปให้แล้ว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32409&Key=hotnews

หนุนเลิกเกณฑ์ครูผู้ช่วยเหตุพิเศษ คืนอำนาจ’เขตพื้นที่ฯ’จัดสอบเอง Read More »

เด็กออกกลางคันลดลง

9 เมษายน 2556

สอศ.ฟุ้งเด็กออกกลางคันลดลง

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) กล่าวถึงนโยบายลดปัญหานักเรียน นักศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ออกกลางคัน ว่าปีการศึกษา 2554 มีเด็กออกกลางคันประมาณ 16% ของเด็กทั้งหมดกว่า 4 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นระดับปวช.

ดังนั้น สอศ.จึงจัดสนับสนุนงบประมาณเกือบ 100 ล้านบาท ให้สถานศึกษาไปแก้ไขปัญหา โดยให้วิทยาลัยที่มีเด็กออกกลางคัน 50 แห่ง ไปทำแผนแก้ไขปัญหา ซึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ ในการประชุมผู้บริหารวิทยาลัยสังกัด สอศ. หารือถึงผลการทำงานที่ผ่านมา พบว่าส่วนใหญ่จะออกกลางคันในช่วงภาคเรียนที่ 1 ของชั้นปีที่ 1 มากที่สุด และสาขาเกษตรกรรมมีปัญหามากสุด เนื่องจากเด็กไม่ได้ต้องการเรียนแต่แรก ขณะที่สาขาการท่องเที่ยวและการโรงแรม สาขาพาณิชยกรรม สาขาช่างยนต์ ช่างไฟฟ้า และช่างอิเล็กทรอนิกส์ ไม่มีปัญหาเลย

“แม้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าสามารถลดปัญหาได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่าปัญหาเด็กออกกลางคันในปีการศึกษา 2556 นี้จะลดลง เนื่องจากเราค้นพบระบบการดูแลช่วยเหลือ ป้องกันเด็กกลุ่มเสี่ยงออกกลางคันแล้ว ยังช่วยแก้ปัญหาทะเลาะวิวาท เพศสัมพันธ์ ยาเสพติด ได้เป็นอย่างดี ที่ประชุมผู้บริหารวิทยาลัยสังกัด สอศ. จึงตกลงกันว่าจะพัฒนาระบบและนำไปใช้ในทุกวิทยาลัย” เลขาธิการ กอศ.กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32408&Key=hotnews

เด็กออกกลางคันลดลง Read More »

แนะนร.แอดมิชชันตรวจเว็บ สกอ.

9 เมษายน 2556

ASTVผู้จัดการรายวัน – สอท.ย้ำตรวจข้อมูลแอดมิชชันให้เข้าใจก่อนสมัคร 11-21 เม.ย.นี้ เผยแก้ไขข้อมูลการรับหลักสูตรนิเทศฯ นอกที่ตั้ง มศก.แล้ว “สมคิด” ฝาก นร.ข้องใจหลักสูตรของมหา’ลัยใดตรวจสอบได้เว็บไซต์ สกอ.

วานนี้ (8 เม.ย.56) นางศศิธร อหิงสโก ผู้จัดการสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สอท. อยู่ระหว่างเปิดขายระเบียบการรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษา หรือแอดมิชชันกลางปีการศึกษา 2556 ซึ่งทุกอย่างเรียบร้อยดี และจะเปิดรับสมัครวันที่ 11-21 เม.ย. ดังนั้น ขอฝากนักเรียนทุกคนก่อนที่จะสมัครแอดมิชชันขอให้อ่านหนังสือระเบียบการคัดเลือกฯให้เข้าใจก่อนที่จะสมัคร เพื่อจะได้ไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ ส่วนกรณีของมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แจ้งว่าผลการตรวจประเมินการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้ง ณ ศูนย์การศึกษา อาคาร กสม.โทรคมนาคม ในหลักสูตรนิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารไม่ผ่านนั้น ที่ผ่านมา ทางมหาวิทยาลัยได้แจ้งมาที่ สอท.แล้วว่า ขอปรับจำนวนการรับสมัครนักศึกษาของหลักสูตรนิเทศศาสตร์นอกสถานที่ตั้ง ณ ศูนย์การศึกษา อาคาร กสท. โทรคมนาคม บางรัก จาก 370 คน เหลือ 180 คน และนักศึกษาทั้งหมดจะต้องไปเรียนที่ วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรีด้วย และ สอท.ได้แก้ไขข้อมูลทั้งหมดแล้ว และแจ้งไว้ในเว็บไซต์การรับสมัครแอดมิชชันด้วย ดังนั้น ไม่ต้องกังวลว่านักเรียนจะไม่ทราบข้อมูลเรื่องนี้

ด้าน ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวถึงกรณีที่มหาวิทยาลัยบางแห่งเปิดรับนิสิตนักศึกษาในบางหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับสภาวิชาชีพ ก่อนที่สภาวิชาชีพจะรับรองหลักสูตรว่า โดยหลักการแล้วสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจในการอนุมัติเปิดรับนิสิตนักศึกษาได้เลย โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องให้สภาวิชาชีพรับทราบหลักสูตรก็ได้ แต่โดยปกติมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะพยายามที่จะดำเนินการขอรับรองหลักสูตรทั้งจาก สกอ.และสภาวิชาชีพให้เรียบร้อย ก่อนที่จะรับนิสิตนักศึกษา ทั้งนี้ เพื่อไม่ต้องการให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

อย่างไรก็ตาม ฝากนักเรียนทุกคนก่อนที่จะสมัครและเลือกเรียนในมหาวิทยาลัยใดขอให้ตรวจสอบข้อมูลของมหาวิทยาลัย นั้นๆก่อน เพื่อจะได้ไม่เกิดปัญหา โดยตรวจสอบข้อมูลได้ที่ สำนักมาตรฐานและประเมินผลอุดมศึกษา สกอ. เว็บไซต์ www.mua.go.th

ที่มา: หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการรายวัน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32407&Key=hotnews

แนะนร.แอดมิชชันตรวจเว็บ สกอ. Read More »

‘ไฟเขียว’ครู 9 พัน เยียวยาวิทยฐานะ ก.ค.ศ.ให้ยื่นขอประเมิน 1-20 เม.ย.

9 เมษายน 2556

นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่าหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการ ก.ค.ศ.เมื่อเร็วๆ นี้ได้อนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อเยียวยาให้มีหรือเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษแล้วนั้น ขณะนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังเขตพื้นที่การศึกษาทั่วประเทศแล้ว โดยหลักเกณฑ์ดังกล่าวได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ที่มีสิทธิเข้ารับการพัฒนา อาทิ เป็นผู้ผ่านการพัฒนาตามหลักสูตรการพัฒนาให้ข้าราชการครูฯ เพื่อให้มีและเลื่อนวิทยฐานะ ตามหนังสือ สำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ. 0206.4/0164-0169 ลงวันที่ 23 มกราคม 2552 แต่เสนอผลงานทางวิชาการแล้วไม่ผ่านการประเมินให้มีหรือเลื่อนวิทยฐานะชำนาญการพิเศษ และปัจจุบันต้องดำรงตำแหน่งและปฏิบัติงานตามหน้าที่ความรับผิดชอบของตำแหน่งและวิทยฐานะตามที่ได้ขอรับการประเมินไว้เดิม เป็นต้น

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อว่า การพัฒนาและการประเมินนั้นจะแบ่งเป็นการพัฒนาตามหลักสูตรที่ ก.ค.ศ.กำหนด 200 คะแนน การพัฒนาการปฏิบัติงานในหน้าที่ 100 คะแนน การประเมินผลงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ 100 คะแนน และการประเมินผลงานทางวิชาการ 100 คะแนน ซึ่งผู้ที่จะผ่านการประเมินต้องได้คะแนนเฉลี่ยรวมไม่ต่ำกว่าร้อยละ 70 หรือ 350 คะแนน ทั้งนี้หากผู้รับการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาไม่อนุมัติโดยไม่ให้มีการปรับปรุงอีก โดยผู้ที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์และมีความประสงค์ขอรับการพัฒนา ให้ยื่นคำร้องต่อผู้บังคับบัญชาชั้นต้นและส่งถึงสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ภายในวันที่ 1-20 เมษายนนี้ และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาดำเนินการตรวจสอบคุณสมบัติและดำเนินการพัฒนาภายในช่วงวันที่ 21 เมษายน ถึง 10 พฤษภาคมนี้

“ผู้ที่ไม่ผ่านการประเมินมีอยู่ประมาณ 9,000 คนในทุกสายการปฏิบัติงาน เช่น สายผู้สอน ศึกษานิเทศก์ เป็นต้น ซึ่งคนกลุ่มนี้เคยได้รับการประเมินในระบบอีเทรนนิ่งส์มาแล้วหลังจากไม่ผ่านการประเมินในครั้งแรก แต่ก็ยังไม่ผ่านการประเมินอีกจึงทำให้ที่ประชุม ก.ค.ศ.ให้โอกาสได้รับการประเมินในครั้งนี้อีกครั้งเป็นรอบสุดท้ายแล้ว หากไม่ผ่านการประเมินก็คงไม่ได้รับการเยียวยาอีก” นางรัตนากล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32406&Key=hotnews

‘ไฟเขียว’ครู 9 พัน เยียวยาวิทยฐานะ ก.ค.ศ.ให้ยื่นขอประเมิน 1-20 เม.ย. Read More »