มติบอร์ดคุรุสภาฟื้นเปิดสอน ป.บัณฑิต ชี้สอนเฉพาะในที่ตั้ง

20 กันยายน 2556

มติบอร์ดคุรุสภา ฟื้นหลักสูตรป.บัณฑิตอีกครั้งหลังจากสั่งยกเลิกไปแต่ปี 53 คาดเริ่มเปิดสอนได้อย่างช้าปี 57 พร้อมมอบคุรุสภา ไปทำหลักเกณฑ์แบบเข้มข้นและให้สอนเฉพาะในที่ตั้งเท่านั้น เน้นเปิดโอกาสครูจ้างสอน ในร.ร.ที่มีปัจจุบันมีอยู่ราว 6-7 หมื่นคนพร้อมย้ำตั๋วครูไม่ใช่ทางผ่าน

วานนี้ (19 ก.ย.) นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานคณะกรรมการคุรุสภา เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้เปิดสอนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพครู หรือ ป.บัณฑิต ใหม่อีกครั้ง ภายหลังที่ได้มีการยกเลิกการจัดการสอนไปเมื่อปี 2553 เนื่องจากเกิดปัญหาว่าสถาบันไปจัดการเรียนการสอนไม่มีคุณภาพและเกิดปัญหาซื้อขาย ป.บัณฑิตขึ้น ขณะเดียวกันการเปิดสอนก็ไปรับคนที่ไม่ได้เป็นครูมาเรียนซึ่งไม่เป็นไปตามที่คุรุสภากำหนด อย่างไรก็ตาม เหตุที่คณะกรรมการฯ มีมติให้สอน ป.บัณฑิต อีกครั้งเพราะขณะนี้มีความจำเป็นและต้องการเปิดโอกาสให้คนที่เป็นครูจ้างสอน ที่ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 6-7 หมื่นคน แต่ยังไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูได้พัฒนาตัวเอง เพื่อให้ได้รับใบอนุญาตฯ โดยที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาไปวางหลักเกณฑ์และแบบประเมินการติดตามหลักสูตรการเรียนการสอนทางด้านครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งจะควบคุมตั้งแต่หลักสูตร จำนวนผู้เรียน รายชื่อผู้เรียน รายชื่อผู้สอน เป็นต้น โดยจะต้องส่งมาให้คุรุสภาอนุญาตก่อน ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถจัดทำหลักเกณฑ์ให้เสร็จสิ้นและเริ่มเปิดหลักสูตรป.บัณฑิตได้อีกครั้งอย่างช้าในปีการศึกษา 2557 นี้

“สำหรับป.บัณฑิตที่จะเปิดใหม่นี้ จะเปิดให้เฉพาะคนที่เป็นครูอยู่แล้ว เช่นครูอัตราจ้างในโรงเรียนต่าง ๆ แต่ยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูเท่านั้นไม่รับคนทั่วไป โดยจะต้องได้รับการรับรองจากสถานศึกษาว่า เป็นได้ทำการสอนจริง ๆ นอกจากนั้นที่ประชุมยังหารือเรื่องการควบคุมคุณภาพการเปิดสอนป.บัณฑิต โดยเห็นว่าที่ผ่านมาวิชาชีพครูค่อนข้างเป็นวิชาชีพที่มีความอะลุ่มอล่วย ทำให้หลายสถาบันจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพ ดังนั้นอนาคตถ้าต้องการให้วิชาชีพครูมีคุณภาพจริง ๆ ต้องดูแลเชิงคุณภาพอย่างเข้มข้น ทั้งหลักสูตร จำนวนผู้เรียน คุณภาพผู้เรียน รวมถึงหลักเกณฑ์สำหรับสถาบันที่จะเปิดสอน ป.บัณฑิต ก็จะต้องเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะอาจารย์ผู้สอนจะต้องมีตัวตนจริง ๆ จำนวนผู้สอนกับจำนวนนักศึกษาเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด และจะอนุญาตให้เปิดสอนเฉพาะในที่ตั้งเท่านั้น ไม่ให้เปิดสอนนอกสถานที่ตั้ง เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการจัดการศึกษาไม่มีคุณภาพ” นายไพฑูรย์ กล่าว
ส่วนกรณีที่นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีแนวคิดการปลดล็อกใบประกอบวิชาชีพครูเพื่อเปิดโอกาสให้คนที่มีความรู้ ความสามารถในสาขาที่ขาดแคลน อาทิ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ สามารถเป็นครูได้นั้น นายไพฑูรย์ กล่าวต่อว่า อาจจะเป็นความเข้าใจผิด เพราะทุกวันนี้คุรุสภาก็เปิดโอกาสให้คนที่ไม่ได้จบวิชาชีพทางการศึกษาสามารถเข้ามาเป็นครูได้อยู่แล้ว โดยมีหลักการว่าหากโรงเรียนต้องการจ้างคนที่จบสาขาเฉพาะทางที่ไม่ใช่วิชาชีพทางการศึกษามาเป็นครูก็สามารถจ้างได้ แต่ต้องขออนุญาตคุรุสภา ซึ่งก็มีเงื่อนไขว่าจะสามารถสอนได้เป็นเวลา 2 ปี โดยในระหว่างนี้จะต้องเข้าสู่กระบวนการของคุรุสภาซึ่งมีหลายช่องทางเพื่อให้ได้ใบประกอบวิชาชีพทางการศึกษา แต่หากยังไม่ได้ก็สามารถต่ออายุได้อีก 2 ปีเท่ากับว่ามีเวลาถึง 4 ปี อย่างไรก็ตาม เมื่อครบกำหนด 4 ปีแล้วยังไม่ได้ใบประกอบวิชาชีพอีกก็ต้องออกจากวิชาชีพนี้ไป

“ปัจจุบันมีครูที่ยังไม่มีใบประกอบวิชาชีพอยู่ถึง 6-7 หมื่นคน แสดงให้เห็นว่าคุรุสภาก็ไม่ได้ปิดกั้นให้คนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นครู เพียงแต่คุรุสภาต้องการคนที่สนใจเข้ามาเป็นครูอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นเรื่องการปลดล็อกใบประกอบวิชาชีพครูไม่ใช่ประเด็น แต่ประเด็นที่น่าเป็นห่วงคือคนวิชาชีพอื่นมาอาศัยวิชาชีพครูเพื่อให้ได้ใบประกอบวิชาชีพครูไปสมัครเพื่อเรียนต่อ เช่นคนจบสายวิทยาศาสตร์มา แต่เรียนแค่พอผ่านจะทำงานสายวิทยาศาสตร์ก็ไม่ได้จึงมาเป็นครูเพื่อให้ได้ใบประกอบวิชาชีพไปใช้ประโยชน์อื่น ทั้งที่ จริงแล้วไม่ได้สนใจที่จะเป็นครูทำให้วิชาชีพครูถูกมองว่าเป็นวิชาชีพเผื่อเลือก เป็นอะไรไม่ได้ก็มาเป็นครู”นายไพฑูรย์ กล่าว

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34185&Key=hotnews

มติบอร์ดคุรุสภาฟื้นเปิดสอน ป.บัณฑิต ชี้สอนเฉพาะในที่ตั้ง Read More »

P ตัวที่ 5 ของอิชิตัน ในตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม

ผมชอบประโยคของ อ.ดรรชกร  ศรีไพศาล

ดรรชกร ศรีไพศาล - Datchakorn
ดรรชกร ศรีไพศาล – Datchakorn

ในบรรทัดสุดท้ายที่ทิ้งท้ายไว้ว่า “วันใดที่ตัน ภาสกรนที ถอนตัวจากอิชิตันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด” อาจรวมถึงคุณตันขาย อิชิตัน แล้วไปตั้งบริษัทชาใหม่ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมก็จะตามไปดื่มชายี่ห้อใหม่ของคุณตันไงครับ แล้วอิชิตันก็คงจะขาด P ตัวที่ 5 ไป

โดย ดรรชกร ศรีไพศาล จาก กรุงเทพธุรกิจ
! http://bit.ly/133OI04
! http://blog.nation.ac.th/?p=2827

หากย้อนประวัติของที่มาการแข่งขันที่เสมือนศึกสายเลือด อันมีที่มาจากต้นทางเดียวกันระหว่างโออิชิ และอิชิตัน

ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อกลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีเบียร์ช้างเป็นเครื่องหมายการค้าสำคัญ ได้เข้าซื้อกิจการเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่มโออิชิ ของตัน ภาสกรนที ในปี พ.ศ. 2549 ด้วยมูลค่า และข้อเสนอที่ตัน ภาสกรนที ยากที่จะปฏิเสธ

แต่ด้วยวิสัยความเป็นผู้ประกอบการ ประเภท “เถ้าแก่” ที่กล้าได้ กล้าเสีย กอปรกับความคุ้นเคย และเข้าใจในธุรกิจเครื่องดื่มพร้อมดื่มประเภทต่างๆ ในประเทศไทย จึงเป็นที่มาของการกลับสู่ตลาด พร้อมกับผลิตภัณฑ์ใน Brand ใหม่ ชื่อ อิชิตัน แต่คงกลิ่นอายเดิม ทั้งรสชาติของเครื่องดื่มชาเขียว ที่ใช้สูตรในการปรุงรสชาติมาจากบุคคลคนเดียวกันกับผู้ปรุงรสชาติชาเขียวให้กับโออิชิ และรูปแบบการสร้างปรากฏการณ์ทางการตลาด ด้วย Campaign ที่เป็นสีสันของสังคมแบบโดนใจผู้บริโภค ทั้งการแจกเงิน แจกทอง เป็นต้น

เพียงไม่นานนับจากการหวนเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม ในปี พ.ศ. 2554 ถึงปัจจุบัน คือ พ.ศ. 2556 ตัน ภาสกรนที และอิชิตัน สามารถก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของตลาด ด้วยสัดส่วนทางการตลาดร้อยละ 44 ในขณะที่ผู้นำตลาดรายเดิม คือ โออิชิ ตามมาเป็นอันดับสอง สัดส่วนร้อยละ 37 ของตลาด และเป็นที่คาดการณ์ว่าตลาด จะมีอัตราการเติบโตสูงถึงร้อยละ 25 ในปีนี้ ซึ่งจะทำให้ตลาดเครื่องดื่มชาเขียวพร้อมดื่ม มีมูลค่าตลาดสูงถึง 1.65 หมื่นล้านบาท

ความสำเร็จของอิชิตัน ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ (Product) หรือรสชาติของชาเขียวก็ยังไม่โดดเด่น เพราะคงยากที่จะหาผู้ใดมาให้ความเห็นเกี่ยวกับรสชาติของชาเขียวพร้อมดื่ม 2 Brand นี้ ว่า Brand ใด จะหวานหรือขมกว่ากัน หรือ Brand ใด จะมีรสชาติถูกปากคนไทยมากกว่ากัน

ปัจจัยด้านราคา (Price) ซึ่งตัน ภาสกรนที เลือกใช้ในการเปิดตัวสู่ตลาดให้แก่อิชิตัน ด้วยราคาที่ถูกกว่าของคู่แข่งขันทุกรายในตลาด นับเป็นส่วนผลักดันสำคัญให้อิชิตัน สามารถเบียดแย่งพื้นที่บนชั้นวาง และตู้แช่เครื่องดื่มในร้านค้าต่างๆ จากคู่แข่งขันได้ในระดับหนึ่ง

ดังนั้น Key Success ของการเข้าสู่ตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในระยะเปิดตัวของอิชิตัน จึงหมายถึง ช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) ที่ครอบคุลมตลาด และ สอดรับกับ Life Style ของกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งแน่นอนว่าไทยเบฟฯ ย่อมต้องพยายามปกป้องการกระจายตัวของอิชิตันอย่างเข้มข้น กระทั่ง อาจจะนำกลยุทธ์เดียวกับที่เคยใช้ได้ผลในอดีต มาประยุกต์หรือปรับใช้อีกครั้งในศึกชาเขียวพร้อมดื่มครั้งนี้ ด้วยการใช้สายสัมพันธ์กับร้านค้าโชห่วย กว่า 300,000 แห่ง ทั่วประเทศ

แต่ ตัน ภาสกรนที รู้ดีถึงจุดอ่อนสำคัญของอิชิตันในเวลานั้น ที่อาจจะถูกโออิชิ ของไทยเบฟฯ ใช้ความพร้อมที่เหนือกว่า เบียดแย่งพื้นจนอาจจะไร้ที่ยืนในตลาดชาเขียวพร้อมดื่มได้ จึงได้หาและสร้างพันธมิตรธุรกิจที่จะขจัดจุดอ่อนด้านช่องทางการจัดจำหน่ายให้กับอิชิตัน และเป็นจุดเริ่มต้นของความสัมพันธ์ระหว่างอิชิตัน ของตัน ภาสกรนที กับกลุ่มบุญรอดฯ เจ้าของผลิตภัณฑ์เบียร์สิงห์ ที่มี Dealer กว่า 200 รายในตลาด และพร้อมที่จะเป็นผู้จัดกระจายอิชิตัน สู่ร้านค้าโชห่วยกว่า 100,000 ราย ในขณะที่การเข้าสู่ร้านค้าประเภท Modern Trade ทั่วประเทศ เป็นหน้าที่ของดีทแฮล์ม

การส่งเสริมการตลาด และส่งเสริมการขาย (Promotion) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ผู้บริโภค และนักการตลาดทั่วไป สามารถจับกระแสความรุนแรงของการแข่งขันระหว่างโออิชิ และอิชิตันได้อย่างชัดเจน มากกว่าการศึกษาจากปัจจัยทางการตลาดด้านอื่นๆ

ในลักษณะที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ทั้งการแจกเงิน แจกทอง แจกรถ หรือแม้แต่การพาไปท่องเที่ยว พร้อม Pocket Money อย่างจุใจ ฯลฯ ที่สำคัญ คือ ทั้งโออิชิ และอิชิตัน ต่างใช้ Promotion อย่างต่อเนื่อง ด้วยความถี่ระดับสูง จนไม่อาจจะนำแนวทางปฏิบัติดังกล่าวไปเปรียบเทียบในตำราการตลาดใดๆ ได้

อย่างไรก็ดี ดูเสมือนว่าการสร้างสรรค์ Campaign การ Promotion ของโออิชิ จะมีจังหวะที่ช้ากว่าอิชิตันอย่างน้อย 1 จังหวะอยู่เสมอ จึงอาจจะกล่าวได้ว่า ในปัจจัยด้านการ Promotion คือ Key Success สำคัญของอิชิตันอย่างแท้จริง ที่ทำให้สามารถก้าวแซงหน้าโออิชิได้อย่างเด่นชัด โดยมีส่วนการถือครองตลาดในปัจจุบันเป็นเครื่องยืนยัน และยังเป็นสิ่งยืนยันให้ทราบถึงความสำคัญของอีกหนึ่งปัจจัย ที่อยู่นอกเหนือจากปัจจัยการตลาดทั้ง 4 ในข้างต้น นั่นคือ P ตัวที่ 5 หรือ People

รูปแบบการบริหารโออิชิ ของไทยเบฟฯ ที่อยู่ภายใต้โครงสร้างการบริหารขององค์กรใหญ่ จึงอาจจะขาดความคล่องตัวในการตัดสินใจปรับเปลี่ยนแผนงานการตลาด ให้สอดรับกับกลยุทธ์การแข่งขันของคู่แข่งขันในตลาด โดยเฉพาะกับคู่แข่งขัน เช่น ตัน ภาสกรนที ที่มีรูปแบบการบริหารในลักษณะของเถ้าแก่ ที่กล้าคิด กล้าตัดสินใจ และที่สำคัญ คือ รู้ ที่จะใช้ประโยชน์จากสายสัมพันธ์ที่สร้างขึ้นกับบรรดา Celebrity ในสังคม ทั้งอุดม แต้พานิช หรือสรยุทธ สุทัศนะจินดา ให้ช่วยผลักดัน Contents หรือ Story ต่างๆ ที่ตัน ภาสกรนที ได้สร้างขึ้นในแต่ละวาระ ให้สอดรับกับสถานการณ์ต่างๆ ในสังคมไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล้วน “โดน” ใจผู้บริโภคคนชั้นกลางเป็นอย่างมาก

การก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำตลาดในตลาดชาเขียวพร้อมดื่มของอิชิตันในวันนี้ เกิดขึ้นจาก P ตัวที่ 5 ซึ่งเป็นความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่างโออิชิ ของไทยเบฟฯ และอิชิตัน ของตัน ภาสกรนที และน่าคิดต่อไปว่า วันใดที่ตัน ภาสกรนที ถอนตัวจากอิชิตันไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด เสน่ห์ของอิชิตัน จะยังหลงเหลือไว้ผูกใจผู้บริโภคได้อีกหรือไม่

โดย ดรรชกร ศรีไพศาล จาก กรุงเทพธุรกิจ
! http://bit.ly/133OI04
! http://blog.nation.ac.th/?p=2827

P ตัวที่ 5 ของอิชิตัน ในตลาดชาเขียวพร้อมดื่ม Read More »

สิทธิในการฟ้องคดี กับเสรีภาพวิชาการ

มีประเด็นข้อสังเกตเกี่ยวกับกรณี คณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทค.) ฟ้องคดีนักวิชาการ และสื่อมวลชนว่า เป็นสิทธิอันชอบธรรมของ กทค.

โดย จักร์กฤษ เพิ่มพูล จาก กรุงเทพธุรกิจ
! http://bit.ly/13FdELP
! http://blog.nation.ac.th/?p=2832

ทั้งในฐานะส่วนตัว และองค์กรที่จะฟ้องคดีคนที่ทำให้พวกเขาเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ ในขณะเดียวกันก็มีประเด็นโต้แย้งว่า ถึงแม้จะเป็นการใช้สิทธิ แต่เป็นการใช้ในลักษณะลิดรอนในการแสดงความคิดเห็นของนักวิชาการ และสื่อมวลชน ซึ่งได้รับรองโดยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญหรือไม่

ความเป็นธรรมเรื่องที่ กทค. ใช้เป็นฐานความผิด ในการฟ้องคดีนี้ คือ การวิพากษ์เรื่องสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 1800 ซึ่งเป็นประเด็นสาธารณะ แม้จะกระทบพาดพิงไปถึงบุคคลที่ประกอบขึ้นเป็น กทค.บ้าง ก็ถือว่า กทค. เป็น public figure หรือบุคคลสาธารณะด้วย บุคคลสาธารณะย่อมได้รับการยกเว้น ในการที่สื่อหรือสาธารณชนจะติดตาม ตรวจสอบ หรือนำเสนอเรื่องราวของเขาเหล่านั้น และหากพิจารณาประกอบกับข้อยกเว้นความผิดฐานหมิ่นประมาท เรื่องประเด็นสาธารณะ การแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรมต่อสาธารณะ ในประมวลกฎหมายอาญา ก็มีคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีเป็นบรรทัดฐาน

คำว่า ใช้สิทธิในการลิดรอนเสรีภาพ หรือการแสดงออกในลักษณะข่มขู่ คุกคาม นอกเหนือจากการใช้สิทธิตามกฎหมาย เช่น ขู่จะฟ้องทั่วราชอาณาจักร ซึ่งทำไม่ได้โดยข้อกฎหมาย หรือข้อหา คำขอท้ายฟ้องที่มุ่งหมายจะแก้แค้นตอบแทนในแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน มุ่งหมายจะให้จำเลยรับโทษหนักกว่าที่ควร อาจตีความได้ว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ซึ่งในทางคดีแพ่งเขียนไว้ชัด แต่ในคดีอาญา ประมวลกฎหมาย มาตรา 175 บอกว่า ผู้ใดเอาความอันเป็นเท็จฟ้องผู้อื่นต่อศาลว่ากระทำความผิดอาญา หรือว่ากระทำความผิดอาญาแรงกว่าที่เป็นความจริง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท

หากพิเคราะห์ในแง่เสรีภาพ นักวิชาการ และสื่อมวลชน
ใช้เสรีภาพจนเกินขอบเขต หรือไม่มีความรับผิดชอบหรือไม่

การใช้เสรีภาพจนเกินเลยไปจากหน้าที่นักวิชาการ ที่มุ่งจะเสนอแง่มุมทางวิชาการด้วยเหตุ และผลเพื่อให้สังคมตื่นรู้และเท่าทันบางเรื่องราวที่ยากเข้าถึงและเข้าใจ หรือการใช้เสรีภาพของสื่อในการรายงานและอธิบายปรากฏการณ์หรือเหตุการณ์ทางสังคมที่เกิดขึ้น ในกรณีนี้ ไม่มีประเด็นที่จะชี้ให้เห็นเลยว่า สื่อและนักวิชาการได้ใช้เสรีภาพในทางที่จะไปกระทบต่อเกียรติยศ ชื่อเสียงของบุคคลใดในฐานะส่วนตัวเลย ตรงกันข้าม กลับแสดงให้เห็นว่า กทค. ใน กสทช. กำลังใช้สิทธิโดยไม่เข้าใจบริบท หรือบทบาทของนักวิชาการ และสื่อ ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อ กสทช. มากกว่า

การฟ้องร้องครั้งนี้กลับยิ่งทำให้องค์กรได้รับความเสียหายมากกว่า เพราะการที่ กสทช. ถูกวิพากษ์วิจารณ์และอาจไม่พอใจกับข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบนั้น ก็สามารถใช้สิทธิในการโต้แย้งเพื่อชี้แจงข้อมูลผ่านการแถลงข่าว ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงการใช้งบประมาณซื้อพื้นที่สื่อเพื่อการโฆษณาประชาสัมพันธ์งานของ กสทช. ซึ่งเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด รวมทั้งพบว่าสถานีโทรทัศน์บางช่องได้เชิญกรรมการบางท่านไปออกรายการเพื่อชี้แจง แต่กลับได้รับการปฏิเสธไม่ร่วม การกระทำเช่นนี้ย่อมอาจถูกมองได้ว่าเป็นการปฏิเสธการตรวจสอบจากภายนอก ซึ่งขัดเจตนารมณ์การเป็นองค์กรอิสระที่ต้องมีหลักธรรมาภิบาลเรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้” สุภิญญา กลางณรงค์ กสทช. กล่าว

กสทช. และคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทค.) ร่วมกันเป็นโจทก์ ฟ้อง ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผู้อำนวยการวิจัย มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และณัฎฐา โกมลวาทิน ผู้สื่อข่าวและผู้ดำเนินรายการ “ที่นี่ไทยพีบีเอส” จากกรณีนำเสนอข่าวการสิ้นสุดการอนุญาตสัมปทานการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 1800 ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ณ ศาลอาญา

กรณีเช่นนี้ เคยปรากฏมาก่อน จากการที่บริษัทโรงไฟฟ้าแห่งหนึ่งฟ้องผู้ร่วมรายการ และจอมขวัญ หลาวเพ็ชร พิธีกรรายการ คม ชัด ลึก ทางเนชั่นแชนแนล ศาลยกฟ้องชั้นไต่สวน โดยให้เหตุผลว่า

…การตั้งประเด็นคำถาม เกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดกับประชาชนในพื้นที่ ความไม่โปร่งใสในการประมูล เป็นการทำหน้าที่ในฐานะสื่อมวลชน

ซึ่งศาลได้ยกฟ้องผู้ร่วมรายการในเวลาต่อมา ด้วยเหตุว่าเป็นการทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

ไม่ว่า กสทช. โดย กทค. จะเดินหน้าใช้อำนาจศาลข่มขู่ คุกคาม นักวิชาการและสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา ตามวิชาชีพครั้งนี้อย่างไร ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของ กทค. และกสทช. ทั้งคณะอย่างเข้มข้นต่อไปได้

กสทช. ตัดสินใจเดินหน้า ไม่ถอนฟ้อง ไม่เจรจา ไม่อ่อนข้อกับคู่กรณีอย่างใดทั้งสิ้น นี่นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะเท่ากับ กสทช. กำลังยื่นดาบให้ศาลเชือดคอตัวเอง

โดย จักร์กฤษ เพิ่มพูล จาก กรุงเทพธุรกิจ
! http://bit.ly/13FdELP
! http://blog.nation.ac.th/?p=2832

สิทธิในการฟ้องคดี กับเสรีภาพวิชาการ Read More »

ศธ.เล็งคืนชีพ “สอบตกซ้ำชั้น” แก้ปัญหาคุณภาพนักเรียน

19 กันยายน 2556

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้มีแนวคิดให้ทบทวนเรื่องของการตกซ้ำชั้นของนักเรียน เนื่องจากปัจจุบันนักเรียนทุกคนได้เลื่อนชั้นอัตโนมัติ เมื่อสอบตกวิชาใดจะต้องไปซ่อมเสริมกับครูหากเป็นนักเรียนหญิงจะช่วยครูจัดดอกไม้ ส่วนนักเรียนชายช่วยทำความสะอาดห้องเรียน แล้วครูจะให้ผ่าน หรือบางครั้งมีผู้ปกครองมานั่งกดดันที่โรงเรียนเพื่อให้ลูกหลานผ่านการซ่อมเสริม โดยสิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเด็ก เพราะเมื่อเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษา จะอ่านหนังสือไม่ออก จนส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา

อย่างไรก็ตามแนวทางแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แค่สั่งให้ซ้ำชั้นเหมือนเดิม แต่ต้องคิดเงื่อนไขต่างๆ ประกอบกันใหม่ เช่น การติวเข้มจนกว่าจะผ่าน จึงให้เลื่อนไปเรียนชั้นต่อไป นอกจากนี้ อาจปรับระบบการซ่อม ระบบการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐานด้วย โดยจะขอหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องก่อน
ผู้สื่อข่าว : ทีมข่าวสปริงนิวส์

บรรยายใต้ภาพ: รมว.ศึกษาธิการ เผย มีแนวคิดนำเรื่องของการสอบตกซ้ำชั้น กลับมาใช้ เนื่องจากปัจจุบันนักเรียนทุกคนได้เลื่อนชั้นอัตโนมัติ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาและตัวเด็กเอง

ที่มา: http://www.springnewstv.tv

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34180&Key=hotnews

ศธ.เล็งคืนชีพ “สอบตกซ้ำชั้น” แก้ปัญหาคุณภาพนักเรียน Read More »

คอลัมน์: แต่งตั้งโยกย้าย

19 กันยายน 2556

แต่งตั้งรองเลขาธิการ ก.พ.ร. (นักบริหารสูง) (สำนักนายกรัฐมนตรี)
คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งนางสาวขนิษฐา สุดกังวาล ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ (นักพัฒนาระบบราชการทรงคุณวุฒิ) สำนักงาน ก.พ.ร.ให้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการ ก.พ.ร. สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักนายกรัฐมนตรี ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป แต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์)

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูงจำนวน 3 ราย เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการและตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

1.แต่งตั้ง นางรัชนี สุดจิตร์ รองผู้อำนวยการสำนักงาน (นักบริหาร) สำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

2.แต่งตั้งนายพุฒิพัฒน์ เลิศเชาวสิทธิ์ รองอธิบดี (นักบริหาร) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ

3.แต่งตั้งนายวิทัศน์ เตชะบุญ รองอธิบดี (นักบริหาร) กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2556 ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นต้นไป ให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีคงอยู่ปฏิบัติหน้าที่อีกหนึ่งวาระ

คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรี ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่ง 1 ปี ในวันที่ 7 กันยายน 2556 คงอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่ออีกหนึ่งวาระ จำนวน 5 ราย ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ ดังนี้

1.พลตำรวจโทฉลอง สนใจ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงมหาดไทย

2.นายสุรชัย เบ้าจรรยา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงสาธารณสุข

3. นายอนุสรณ์ ไกรวัตนุสสรณ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

4.นายวิสา คัญทัพ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน

5.นางฉวีวรรณ คลังแสง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34182&Key=hotnews

คอลัมน์: แต่งตั้งโยกย้าย Read More »

นักวิชาการห่วงเด็กไทยใช้ ‘แทบเล็ต’ ผลการเรียนไม่ขยับ

19 กันยายน 2556

เสาวนีย์ นิ่มปานพยุงวงศ์
นักวิชาการยังคงมีความกังวลต่ออนาคตการศึกษาของเด็กไทย จากนโยบายการแจก “แทบเล็ต” ป.1 ทว่าผ่านมาหนึ่งปียังไม่เห็นพัฒนาที่ชัดเจน จึงถูกมองว่าอาจจะกลายเป็นดาบสองคม แทนที่เด็กจะเรียนรู้เพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นถูกปลูกฝังให้เสพติดเทคโนโลยีมากเกินไป ไม่มีความเป็นจิตอาสา อยู่ในโลกส่วนตัวสูง แนะรัฐควรพัฒนาคุณภาพครู และรื้อระบบประเมินผลการศึกษาให้สอดคล้องกับผลการเรียนเด็ก

นายสมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินว่าขณะนี้อนาคตเด็กไทยมีความน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะการมีความคิดแต่เรื่องของตัวเอง มีโลกส่วนตัวสูง ให้ความสำคัญกับตัวเองมากกว่าส่วนรวม และความเป็นจิตอาสาต่ำลงมาก สาเหตุมาจากพฤติกรรมในแต่ละวันมักจะอยู่กับเทคโนโลยีเครื่องมือสื่อสาร โทรศัพท์มือถือที่สามารถเข้าอินเทอร์เน็ตได้ หรือแม้แต่เครื่องแทบเล็ต จึงมีความกังวลว่าหากเด็กใช้เครื่องแทบเล็ตตั้งแต่เล็กๆ เด็กอาจจะติดเครื่องมือเหล่านี้ได้ โดยไม่สนใจคนรอบข้าง ทั้งนี้ เชื่อว่าในเจเนอเรชั่นต่อไปก็จะอยู่ในสังคมที่เรียกว่าสังคมเสมือน

“เชื่อว่าเด็กในเจเนอเรชั่นที่ใช้เครื่องแทบเล็ตตั้งแต่เริ่มต้นในวัยเรียนรู้ จะมีคุณภาพชีวิตในองค์รวมด้อยกว่ามาตรฐาน และเด็กจะไม่สนใจเรื่องอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับตัวเอง แม้ว่าจะเป็นเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน เด็กเจเนอเรชั่นนี้กลับสามารถยอมรับได้ เพราะเห็นจากข่าวสารให้แต่ละวัน เช่น การทุจริตครูผู้ช่วย ทำให้เรื่องของการทุจริตมันซึมซับเข้าไปอยู่ในจิตใต้สำนึก จนพวกเขายอมรับได้” นายสมพงษ์กล่าว

นอกจากนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงในสังคมไทย คือเด็กนักเรียนในปัจจุบันเรียนเยอะเกินไป ส่งผลให้เกิดการแข่งขันสูง ซึ่งไม่เพียงคิดแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น การแข่งขันของเด็กสมัยนี้ยังเน้นไปที่เรื่องปัจจัยภายนอกด้วย เช่น อยากสวยอยากเด่นเหมือนดารา หรืออยากมีของแบรนด์เนมใช้ แต่ไม่ค่อยได้คิดเรื่องของเป้าหมายในชีวิต และนี่คือคุณลักษณะแบบที่เรียกว่า เด็กไทยเกิดน้อยแถมด้อยคุณภาพ

นายสงพงษ์ เสนอว่าหากวันนี้ประเทศไทยยังไม่เร่งทำระบบการเรียนรู้ ไม่เปลี่ยนแปลง ไม่ปฏิรูปการศึกษา ไม่ต้องรอถึงอนาคตก็จะเห็นว่า มีแต่เด็กที่อยู่ในเจเนอเรชั่นที่อ่อนแอต่อสังคม ขณะที่ในสังคมมีปัญหาหลายเรื่องทั้งเรื่องยาเสพติด เรื่องเพศ และเรื่องภัยแวดล้อมอันตราย หากยังไม่ทำอะไร เด็กเหล่านี้จะเป็นเด็กที่ตกยุคศตวรรษที่ 21 จะเข้าสู่ระบบการแข่งขันได้ลำบาก ออกไปสู่สังคมระดับชาติแทบไม่ได้ และการทำงานในอนาคต เด็กต่างชาติจะเข้ามาทดแทนเด็กไทย ซึ่งเมื่อถึงวันนั้นเด็กไทยก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่สามารถแข่งขันกับใครได้

“การจัดอันดับของคุณภาพการศึกษาของ World Economic Forum หรือ WEF ซึ่งไทยอยู่อันดับสุดท้ายนั้นสะท้อนปัญหาการศึกษาไทยได้ชัดเจน และเชื่อว่าจากจุดนี้น่าจะเป็นจุดที่สะเทือนวงการศึกษาไทยว่าเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากเป็นสิ่งที่สะท้อนคุณภาพของคนที่อยู่ในประเทศว่าจะสามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆได้หรือไม่” เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตายของบ้านเมือง ถ้ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญ เท่ากับกำลังทำร้ายประชาชน ทำร้ายสังคมและทำร้ายเด็กไทย ดังนั้น รัฐต้องเห็นความสำคัญเรื่องของการพัฒนาคน มากกว่าเรื่องข้าว เรื่องน้ำ และเรื่องยางพารา แต่ต้องมาคิดแล้วว่าทำอย่างไรจะปฏิรูปคน ให้คนที่อยู่ในประเทศ มีคุณภาพสามารถแข่งขันได้ในศตวรรษที่ 21″ นายสมพงษ์กล่าว

ด้านนายศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์ นักวิจัยจากสถานบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศหรือทีดีอาร์ไอ มองว่าเครื่องแทบเล็ต ก็มีส่วนช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ แต่วิธีการใช้ต้องมีการเตรียมพร้อมมากพอสมควร โดยเฉพาะเรื่องของซอฟต์แวร์ หรือเนื้อหาที่บรรจุลงในเครื่องแทบเล็ต เพราะเท่าที่ติดตามดูเนื้อหาในเครื่องแทบเล็ตของเด็ก ป.1 มองว่ายังไม่ถูกใช้งานได้จริง เพราะเป็นการเอาหนังสือมาทำให้อยู่ในแทบเล็ตมากกว่า แต่ยังไม่มีอะไรที่เป็นอินเตอร์แอคชั่น หากเทียบกับการใช้งานของต่างประเทศที่นำมาใช้กับเด็กเล็ก จะมีซอฟต์แวร์ที่กระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กมากกว่า ทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง

“หากถามว่าเหมาะสมไหมกับเด็ก 6-7 ปี จากการศึกษาการใช้งานแทบเล็ตในต่างประเทศของเด็กอายุ 6-7 ปีจะไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่ ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยหลังจากการใช้งาน ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้กับเด็กมัธยมขึ้นไป น่าจะมีประโยชน์มากกว่า ทั้งนี้ การจะใช้เครื่องแทบเล็ตมาส่งเสริมให้เกิดความรู้ต้องมีปัจจัยอื่นๆ ด้วย เช่น เรื่องของโครงข่ายอินเทอร์เน็ตมีความพร้อมหรือไม่ ซอฟต์แวร์และวิธีการสอนของครูไปด้วยกันได้หรือไม่ เพราะหากในเครื่องแทบเล็ตมีซอฟต์แวร์ที่ดีแต่ครูยังสอนเหมือนเดิมก็ไม่น่าจะเกิดประโยชน์ ” นายศุภณัฏฐ์กล่าว

นายศุภณัฏฐ์ เสนอว่าการใช้เครื่องแทบเล็ตให้เกิดประโยชน์ ต้องนำมาใช้ให้เหมาะกับวัยที่พร้อมจะเรียนรู้ และรัฐบาลควรที่จะพัฒนาซอฟต์แวร์ให้ดียิ่งขึ้น เพราะอย่างไรเสียรัฐบาลก็เดินหน้าแจกแทบเล็ตไปแล้ว ก็ต้องมาคิดเรื่องของเนื้อหาว่าทำอย่างไรในแทบเล็ตจะมีซอฟต์แวร์ที่ดีขึ้นจากที่เด็กเรียนรู้ทางเดียวผ่านอี-บุ๊ค และ อี-เลิร์นนิ่งต่างๆ ให้เป็นอินเตอร์แอคชั่นให้มากขึ้น มีลูกเล่นที่ตอบสนองการเรียนรู้ของเด็กมากกว่าที่เป็นอยู่ และต้องพัฒนาครูให้พร้อมจะสอนทักษะการเรียนรู้ให้กับเด็กได้เข้าไปค้นคว้าข้อมูลต่างๆ ในอินเทอร์เน็ต และสอนให้เด็กวิเคราะห์ข้อมูล ให้รู้ว่าข้อมูลไหนเชื่อถือได้ ข้อมูลไหนเชื่อถือไม่ได้ เพราะส่วนนี้ถือเป็นการเรียนรู้อีกอย่างหนึ่ง

“ส่วนเรื่องการพัฒนาการศึกษา มองว่าที่ผ่านมามีการตั้งคำถามกับรัฐบาลไทยเพราะรัฐลงทุนกับการศึกษามาก ทั้งนโยบายแจกแทบเล็ต ทั้งให้ความสำคัญกับการขึ้นเงินเดือนให้กับครูแต่ทำไมผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษายังต่ำอยู่ ซึ่งล่าสุดเวทีเศรษฐกิจโลก รายงานขีดความสามารถในการแข่งขันด้านคุณภาพการศึกษาก็จัดให้ไทยอยู่ดันดับ 8 ของอาเซียน ขณะที่ผลการสอบของ PISA ซึ่งเป็นคะแนนสอบนานาชาติไทยก็ยังอยู่ในอันดับรั้งท้ายตลอด จึงคิดว่าในส่วนนี้ต้องทบทวนว่าเหตุใดผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยในภาพรวมยังไม่ดีขึ้นเลย” นายศุภณัฏฐ์ กล่าว
จุดบอดของการศึกษาไทยมี 4 เรื่องสำคัญคือ 1.หลักสูตรของไทยยังล้าสมัย 2.ชั่วโมงเรียนของเด็กมากเกินไป 3.ระบบการประเมินผลนักเรียนที่ล้มเหลว และ 4.การประเมินผลครูและโรงเรียน ไม่เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน

“ต้องบอกว่าการประเมินผลการศึกษา ทั้งจากเด็ก ครูและโรงเรียน ควรเอาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเด็กมาประเมิน ถ้าวันนี้เด็กยังมีผลการเรียนต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ครูและโรงเรียนถูกประเมินให้ผ่านและดีเยี่ยมการแก้ปัญหาก็ไม่เกิด คุณภาพการศึกษาของเด็กไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างแท้จริง” นายศุภณัฏฐ์ กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34176&Key=hotnews

นักวิชาการห่วงเด็กไทยใช้ ‘แทบเล็ต’ ผลการเรียนไม่ขยับ Read More »

“จาตุรนต์” สั่งรวมข้อมูลความต้องการครู โยงแต่งตั้งโยกย้าย

19 กันยายน 2556

“จาตุรนต์” สั่ง อ.ก.ค.ศ.รวมข้อมูลความต้องการครูภาพรวมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อปฏิรูปการสอน อย่าพิจารณาการย้ายโดยดูแต่เพื่อสร้างความเป็นธรรมหรือแค่แก้ปัญหาระบบเส้นสาย โดยหลงลืมเรื่องคุณภาพ

วานนี้ (18 ก.ย.) ที่โรงแรมคุ้มภูคำ จ.เชียงใหม่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวระหว่างมอบนโยบายต่อที่ประชุมสัมมนาคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางกาศึกษา(อ.ก.ค.ศ.)เขตพื้นที่การศึกษา ภาคเหนือ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)มีใจความสำคัญตอนหนึ่ง ว่า ที่ผ่านมาการบริหารงานบุคคลของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ใช่เพื่อความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ควรเชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายให้สอดรับกับการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการปฏิรูปการเรียนการสอนให้มากขึ้น เพราะฉะนั้น อ.ก.ค.ก.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาต้องมีฐานข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ และมีข้อมูลการขาดแคลนครูเพื่อใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะความเป็นธรรมและการแก้ปัญหาระบบเส้นสายในการโยกย้ายแต่งตั้งเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพการศึกษาด้วย ที่สำคัญการแต่งตั้งโยกย้ายบรรจุครู ต้องดูภาพรวมความขาดแคลนครูด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะพิจารณาไปตามความเห็นและความจำเป็นของแต่ละเขตพื้นที่ ขาดการดูแลในภาพรวมของประเทศ เช่น กรณีครูสอนภาษาฝรั่งเศสที่เหลือ 200 กว่าคนทั่วประเทศ หากประเทศไทยมีความต้องการครูในส่วนนี้มากขึ้นก็จะเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไร หากปล่อยให้ อ.ก.ค.ศ.เขตฯยังแต่งตั้งตามความพอใจแบบในปัจุบัน ทั้งนี้อยากให้ ก.ค.ศ.ไปคิดวิธีการและหลักเกณฑ์ โดยอาจจะต้องจัดทำข้อมูลความต้องการภาพรวมทั่วประเทศ เช่น หากต้องการให้บรรจุครูไอซีที 2,000 คนก็ให้แจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้บรรจุแต่งตั้งครูตามความต้องการ

“จะมอบให้ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์ว่าจะประเมินการทำงานของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการประเมินว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯว่าทำงานดีหรือไม่ดีอย่างไร เมื่อมีหลักเกณฑ์การประเมินแล้วจะทำให้ทราบผลการทำงานของแต่ละ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ทั่วประเทศ และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเองก็จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมและผลประเมินที่ออกมา”  รมว.ศึกษาธิการ กล่าว  และว่าในส่วนของการประเมินวิทยฐานะก็อยากให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้วย ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลว่ามีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งผ่านการประเมินวิทยฐานะที่สูง มีความก้าวหน้าในวิชาชีพแต่ผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนตัวเองกลับต่ำ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้

Source – ASTV ผู้จัดการออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34174&Key=hotnews

 

“จาตุรนต์” สั่งรวมข้อมูลความต้องการครู โยงแต่งตั้งโยกย้าย Read More »

รมว.ศธ.รับเรื่องหลอกเรียนไต้หวัน แจงต้องให้ฝ่ายข้าราชการประสาน

19 กันยายน 2556

เมื่อวันที่ 18 กันยายน นายจาตุรนต์ ฉายเสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวระหว่างปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดเชียงใหม่ว่า ทราบเรื่องที่เด็กจำนวน 230 คน ในพื้นที่ภาคเหนือหลายจังหวัดได้รับผลกระทบจากกงสุลไต้หวันปฏิเสธการออกวีซ่าให้เดินทางไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี 4 ปีฟรี ผ่านการสนับสนุนของมูลนิธิการศึกษาและมหาวิทยาลัยไต้หวันแล้ว โดยผู้อำนวยการ (ผอ.) สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 34 (เชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน) ได้รายงานเรื่องดังกล่าวมาแล้ว และได้สั่งการให้เร่งประสานไปยังมหาวิทยาลัย หรือตัวแทนไต้หวัน ซึ่งน่าจะเป็นกงสุล เพื่อช่วยตรวจสอบเป็นการเร่งด่วน เพราะทราบว่าไม่เพียงเชียงใหม่ แต่ยังมีอีกหลายจังหวัดที่มีมหาวิทยาลัยจากต่างประเทศติดต่อมาเอง และมีตัวแทนประสานรับเด็กไปเรียน

“ได้ให้ผู้ตรวจการกระทรวงศึกษาธิการและ ผอ.สพม.เขต 34 ช่วยประมวลข้อมูลทั้งหมดรายงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาในลักษณะนี้ขึ้นได้อีก ในฐานะรัฐมนตรีไม่สามารถไปดำเนินการได้ด้วยตนเอง เพราะเป็นเรื่องระดับประเทศ จึงให้ฝ่ายข้าราชการเป็นผู้ประสานและดำเนินการแก้ไข” นายจาตุรนต์กล่าว
ในส่วนของฝ่ายผู้ปกครองและเด็กกว่า 230 คน ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน พะเยา กำแพงเพชร และเชียงราย ซึ่งสูญเสียโอกาสทางการศึกษาหลังสมัครรับทุนการศึกษาต่อที่ไต้หวันกับมูลนิธิการศึกษาและมหาวิทยาลัยของไต้หวัน โดยเสียค่าเครื่องบินไปแล้วคนละ 40,000 บาท เดินหน้าฟ้อง สพม.เขต 34 ต่อศาลปกครอง ศูนย์ดำรงธรรม และดีเอสไอ เชียงใหม่ เพื่อหาทางช่วยเหลือตามขั้นตอนและกระบวนการกฎหมายแล้ว

Source – มติชนออนไลน์ (Th)

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34173&Key=hotnews

 

รมว.ศธ.รับเรื่องหลอกเรียนไต้หวัน แจงต้องให้ฝ่ายข้าราชการประสาน Read More »

นักวิชาการชี้รายงานการศึกษาไทยรั้งท้ายคลาดเคลื่อน

19 กันยายน 2556

นักวิชาการชี้ รายงานของ WEF และข่าวการจัดอันดับการศึกษาประเทศไทยรั้งท้ายในอาเซียน เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสับสน…

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 56 มีรายงานจาก ดร.นพดล กรรณิกา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษา กระทรวงวัฒนธรรม ถึงข่าวการจัดอันดับการศึกษาประเทศไทยรั้งท้ายในอาเซียน โดยระบุว่า “หลังจากใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ ในการศึกษาผลการจัดอันดับการศึกษาประเทศไทย โดยรายงานของเวทีเศรษฐกิจโลก หรือ World Economic Forum (WEF) และข้อมูลที่ค้นพบในกระแสข่าวที่วิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมไทย ทำให้เกิดประเด็นขึ้นในความคิดว่า การศึกษาของประเทศไทย น่าจะถูกจัดอันดับรั้งท้ายของอาเซียนจริง ๆ เพราะยังไม่เจอนักวิชาการคนไทย ระดมความคิดรวบรวมข้อมูลวิพากษ์วิจารณ์รายงานของ WEF อย่างจริงจัง ในเชิงวิธีการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล และเมื่ออ่านต้นฉบับของรายงาน WEF ฉบับเต็มที่ http://www.weforum.org/reports/global-competitiveness-report-2013-2014 พบว่า มีประเด็นที่น่าพิจารณาเบื้องต้น ดังนี้

ประการแรก ประเทศไทยถูกจัดอันดับโดย WEF ได้ที่ 37 จาก 148 อันดับของโลกในตัวชี้วัดการแข่งขันโดยภาพรวม และเป็นอันดับที่ 3 ของกลุ่มประเทศในอาเซียน รองจาก สิงคโปร์ และมาเลเซีย ดูอ้างอิงต้นฉบับได้ที่ http://www3.weforum.org/docs/GCR2013-14/GCR_Rankings_2013-14.pdf แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ดีเลยทีเดียว

ประการที่สอง รายงานด้านการศึกษาของประเทศไทย 5 ตัวชี้วัดจากทั้งหมด 8 ตัวชี้วัด อยู่ในอันดับที่ค่อนข้างดี ไม่ได้เลวร้ายเหมือนในข่าวที่แพร่สะพัดออกมา โดยหมวดด้านการศึกษา อยู่ในอันดับที่ดีที่สุด คือ ด้านการฝึกอบรม ที่ถามคนตอบแบบสอบถามในประเทศไทย ถึงการลงทุนด้านการฝึกอบรมบุคลากร และประเทศไทยได้อยู่ในอันดับที่ 50 ของโลกจาก 148 อันดับทั่วโลก ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณารายละเอียดของแต่ละตัวชี้วัดด้านการศึกษาในกลุ่มประเทศของอาเซียน จะพบว่า การศึกษาของประเทศไทยในรายงานการศึกษาของ WEF ก็ไม่น่าจะทำให้ประชาชนคนไทยรู้สึกแย่เท่าไหร่นัก

ผลการจัดอันดับที่มีปัญหาที่วิพากษ์วิจารณ์กัน คือ การไปหยิบยกเพียงตัวชี้วัดเดียว ขึ้นมาสรุปภาพรวมของการศึกษาของประเทศทั้งหมด ซึ่งไม่ถูกต้อง และข้อมูลที่ได้จากตัวชี้วัดนั้นมาจากความคิดเห็นของผู้ตอบ

แบบสอบถามที่อ้างว่า เป็นผู้นำด้านธุรกิจของประเทศ แต่เมื่อไปอ่านรายละเอียดของรายงานฉบับเดียวกันของ WEF กลับระบุชัดเจนว่า คนที่แสดงความคิดเห็นเป็นเพียงกลุ่มคนที่มีศักยภาพทางธุรกิจ (Potential) ไม่ใช่ผู้นำด้านธุรกิจที่แท้จริง และคำถามที่ค้นพบในปี 2008 ถามทำนองว่า คุณคิดว่า ระบบการศึกษาของประเทศคุณ ได้บรรลุความต้องการต่าง ๆ ของเศรษฐกิจที่แข่งขัน มากน้อยเพียงไร 1 คือไม่บรรลุความต้องการ และ 7 คือบรรลุความต้องการ ซึ่งการตั้งคำถามแบบนี้มีปัญหาถกเถียงกันได้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากคนตอบคนหนึ่งอาจจะนิยามถ้อยคำต่าง ๆ ในข้อคำถามแตกต่างกันได้ เช่น คำว่าระบบการศึกษาของคนหนึ่ง อาจแตกต่างไปจากสิ่งที่อีกคนหนึ่งคิดถึงระบบการศึกษา และคำว่า เศรษฐกิจเชิงแข่งขันอาจถูกให้ความหมายแตกต่างกันได้เช่นกัน

ประการที่สาม ในรายงานของ WEF มีส่วนของระเบียบวิธีวิจัยที่ต้องพิจารณาสำคัญ ๆ ได้แก่ กลุ่มคนที่แสดงความคิดเห็นที่ WEF ระบุไว้ในหน้าที่ 6 เป็นผู้นำทางธุรกิจ (Business Leaders) แต่ในหน้า 85 ระบุว่าคนตอบแบบสอบถามเป็นเพียงกลุ่มคนที่มีศักยภาพ (Potential) และถูกสุ่มมาตอบแบบสอบถามจำนวน 86 คนจากบริษัทต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดย WEF ระบุว่ากลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามมีความเป็นตัวแทน (Representative) ของประชากรทั้งประเทศซึ่งในทางวิชาการถ้าทำได้เช่นนั้นก็จำเป็นต้องระบุค่าความคลาดเคลื่อน (Sampling Error) แต่ไม่ปรากฏในผลการศึกษาฉบับเต็มที่เผยแพร่

กล่าวโดยสรุป รายงานของ WEF ที่จัดอันดับประเทศไทยในกลุ่ม 148 อันดับทั่วโลกครั้งนี้ ทำให้เกิดข้อเสนอแนะ ดังนี้
1) ผู้ใหญ่ในสังคม นักวิชาการ สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป น่าจะศึกษาข้อมูลจากรายงานต้นฉบับก่อนนำข้อมูลผลการศึกษาใด ๆ มาวิพากษ์วิจารณ์เพื่อลดความคลาดเคลื่อนในการสื่อสารและลดความสับสนในหมู่ประชาชน

2) หน่วยงานที่ทำวิจัยเป็นเครือข่ายของ WEF ในประเทศไทยควรมีตัวแทนออกมาให้ข้อมูลความเป็นจริงที่เกี่ยวข้องแทนการปล่อยให้ผู้อื่นที่ไม่ทราบความเป็นจริงของการศึกษามาแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง
3) WEF น่าจะพิจารณาปรับปรุงระเบียบวิธีวิจัยและหลีกเลี่ยงการเขียนผลการศึกษาที่เกิดขอบเขตของข้อมูลที่ค้นพบโดยหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่นำไปสู่การสื่อสารสร้างภาพลบต่อประเทศไทยเพราะ WEF ระบุไว้ในหน้า 35 ที่อาจถูกแปลได้ว่า สำหรับประเทศไทย การลงทะเบียนเรียน (Enrollment) และคุณภาพของอุดมศึกษาอยู่ในระดับที่ต่ำผิดปกติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ผลการศึกษาในหน้า365 ระบุไว้ว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับค่อนข้างดีเลยทีเดียวได้อันดับที่ 55 จาก 148 อันดับของโลกและอยู่ในอันดับที่ 2 ของอาเซียน ส่วนเรื่องของคุณภาพระบบการศึกษาก็มาจากความคิดเห็นของคนตอบแบบสอบถามเพียง 86 คน ดังนั้น ข้อเสนอแนะสำหรับการศึกษาในอนาคตน่าจะพิจารณาคุณภาพการศึกษาของประเทศต่าง ๆ จากความเป็นจริงแหล่งอื่น ๆ มากกว่าเพียงความรู้สึกความคิดเห็นเพียงอย่างเดียว เช่น เด็กนักเรียนไทยที่ชนะเหรียญทองโอลิมปิกทางวิชาการด้านต่าง ๆ และจำนวนนักศึกษาไทยในต่างประเทศที่มีความสามารถศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก อันเป็นผลมาจากระบบการศึกษาในท้องถิ่นของประเทศไทย”.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34172&Key=hotnews

 

นักวิชาการชี้รายงานการศึกษาไทยรั้งท้ายคลาดเคลื่อน Read More »

นักศึกษาครูเตรียมรวมพลค้านนโยบายปลดล็อกตั๋วครู

18 กันยายน 2556

นิสิตครู มศว ค้านนโยบายปลดล็อกตั๋วครู ย้ำไม่ใช่ใครก็มาเป็นครูได้ เตรียมประสานสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูภาคกลาง รวมพลเข้าพบรมว.ศึกษาธิการ 25 ก.ย.เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบาย

นายกฤษณ์ คงเปีย นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ในฐานะประธานสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว ) กล่าวถึงกรณีที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายปลดล็อคใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาวิชาต่างๆที่ไม่จบสายครูได้มีโอกาสเข้ามาเป็นครู เพื่อเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนครูเฉพาะทางว่า นิสิตครู มศว ต้องการให้รมว.ศึกษาธิการ ยกเลิกนโยบายดังกล่าว เพราะสร้างความไม่ยุติธรรมให้แก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนวิชาชีพครู อีกทั้งการเรียนครูไม่ใช่เรียนเพื่อมาสอนให้เด็กเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสอนให้เด็กรู้จักคิด สอนให้เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม อยู่ร่วมในสังคมกับผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่สร้างคนไม่ใช่สร้างตึก สร้างอาคาร ดังนั้นไม่ใช่ว่าใครก็จะมาเป็นครูได้

นายกฤษณ์ กล่าวต่อไป การแก้ปัญหาเรื่องของครูนั้นตนไม่อยากให้นักการเมืองเข้ามาวุ่นวาย เพราะพอมีรมว.ศึกษาธิการคนใหม่นโยบายก็จะเปลี่ยนแปลงไป แถมนโยบายที่เปลี่ยนไปก็ไม่ได้มาจากผู้ที่อยู่ในวงการศึกษา และทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา ดังนั้นภายในสัปดาห์นี้จะมีการรวบรวมรายชื่อกลุ่มนิสิตครู มศว เพื่อเสนอไปยัง ผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.) เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายดังกล่าว รวมถึงจะมีการประสานไปยังกลุ่มสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูในกลุ่มภาคกลาง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ฯลฯ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและจุดยืนของนิสิตครูทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจะทำหนังสือขอเข้าพบรมว.ศึกษาธิการในวันที่ 25 ก.ย.ต่อไป

ที่มา: http://www.dailynews.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=34152&Key=hotnews

นักศึกษาครูเตรียมรวมพลค้านนโยบายปลดล็อกตั๋วครู Read More »