Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

อาจารย์-นักศึกษา ราชภัฏโคราชฮือแต่งดำประท้วง

ศูนย์ข่าวนครราชสีมา – อาจารย์-นศ. ม.ราชภัฏโคราชฮือแต่งดำประท้วง ค้านมติสภามหาวิทยาลัยฯ เลือกอธิการบดีคนใหม่ กก.สภาฯ 3 คน สุดทนยื่นลาออก พร้อมชูป้ายประณาม “สภาอัปยศ ไม่ฟังเสียงประชาคม” ชี้ทุกขั้นตอนผ่านการกลั่นกรองมาอย่างหนัก แต่สุดท้ายสภาฯ กลับเลือกเอาคนได้คะแนนแพ้รวดทุกยกเป็นอธิการฯ โดยไม่สนความเหมาะสมตามที่คนส่วนใหญ่เลือกมา

ค้านมติสภาเลือกอธิการ
ค้านมติสภาเลือกอธิการ

18 พ.ค.2556 ที่บริเวณด้านหน้าอาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา อ.เมือง จ.นครราชสีมา กลุ่มคณาจารย์และนักศึกษา จำนวนกว่า 30 คน นำโดย ผศ.ธวัช ตราชู ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้รวมตัวกันแต่งชุดสีดำแสดงพลังคัดค้านมติสภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ที่ได้ลงมติเลือก รศ.ดร.วิเชียร ฝอยพิกุล เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาคนใหม่ ในการประชุมเมื่อวานนี้ (17 พ.ค.2556)

พร้อมกันนี้ ผู้ชุมนุมได้ชูป้ายประท้วงข้อความต่างๆ เช่น “ไม่เอาวิเชียร” “มหาลัยจะอยู่อย่างไรถ้าสภาไม่ยอมรับฟังเสียงประชาคม” และ “สภาอัปยศไม่ฟังเสียงประชาคม” จากนั้น ผศ.ธวัช ตราชู กับพวกได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยฯ เพื่อคัดค้านการสรรหาอธิการบดีคนใหม่ โดยมี ผศ.คมกฤช ตรีสินธุรส รักษาการรองอธิการบดี เป็นตัวแทนรับหนังสือ พร้อมอ่านแถลงการณ์ ก่อนเดินขบวนไปรอบมหาวิทยาลัยฯ

ผศ.ธวัช ตราชู ประธานสภาคณาจารย์ และข้าราชการ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมเปิดเผยว่า สภามหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ได้ดำเนินการสรรหาอธิการบดีแทนตำแหน่งที่ว่างลง เนื่องจากอธิการบดีคนปัจจุบัน ผศ.ดร.เศาวนิต เศาณานนท์ ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี โดยสภามหาวิทยาลัยฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการสรรหาอธิการบดีขึ้นมา จำนวน 9 คน ภายใต้ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยฯ และ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 ซึ่งในมาตรา 28 อธิการบดีนั้นจะทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัย จากผู้มีคุณสมบัติตามมาตรา 29

ต่อมา คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ดำเนินการให้หน่วยงานในมหาวิทยาลัย จำนวน 14 หน่วยงาน เสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี หน่วยงานละ 1 รายชื่อ ปรากฏว่ามีผู้ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานทั้งสิ้น 5 คน เรียงลำดับตามจำนวนหน่วยงาน คือ อันดับ 1 ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ จำนวน 6 หน่วยงาน อันดับ 2 รศ.ดร.นภัทร์ น้อยน้ำ จำนวน 3 หน่วยงาน และอันดับ 3 รศ.ดร.วิเชียร ฝอยพิกุล จำนวน 2 หน่วยงาน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ไม่ได้ถูกเสนอชื่อสมัครเข้ารับการสรรหาอีก 3 คน ร่วมเป็นผู้เข้ารับการสรรหาทั้งสิ้น 8 คน

จากนั้น คณะกรรมการสรรหาฯ ได้จัดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ต่อหน้าประชาคม มีการสัมภาษณ์ กลั่นกรอง พิจารณาคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ และให้คะแนนตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อเลือกให้เหลือ 3 คน เพื่อนำเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยฯ ปรากฏว่า ผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ มาเป็นอันดับ 1 ได้คะแนน 87.36 อันดับ 2 รศ.ดร.วิเชียร ฝอยพิกุล ได้คะแนน 77.41 และอันดับ 3 ดร.สุนทรี ศิริอังกูร ได้คะแนน 72.30

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (17 พ.ค.2556) คณะกรรมการสรรหาฯ ได้นำรายชื่อทั้ง 3 คน ดังกล่าว เสนอต่อสภามหาวิทยาลัยฯ ในการประชุมครั้งที่ 5/2556 แต่ผลปรากฏว่า สภามหาวิทยาลัยฯ ได้ลงมติ 11 เสียง เลือก รศ.ดร.วิเชียร ฝอยพิกุล และ 9 เสียงเลือก ศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ ทั้งที่ได้รับการเสนอชื่อจากหน่วยงานมหาวิทยาลัยมากที่สุดถึง 6 หน่วย ซึ่งแสดงถึงการยอมรับของบุคลากรในมหาวิทยาลัยมากกว่า รศ.ดร.วิเชียร ที่ได้รับการเสนอจากหน่วยงานเพียง 2 หน่วยงาน อยู่ในอันดับที่ 3

นอกจากนี้ คะแนนในส่วนของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังได้มาเป็นอันดับ 1 จำนวน 87.36 มากกว่า รศ.ดร.วิเชียร ซึ่งได้มาเป็นอันดับ 2 จำนวน 77.41 อย่างเห็นได้ชัดเจน แต่สภามหาวิทยาลัยฯ กลับมีมติที่ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 มาตรา 28

ฉะนั้น วันนี้พวกเราในฐานะกรรมการสภามหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ ตัวแทนผู้บริหาร และผู้แทนคณาจารย์เห็นว่า มติของสภามหาวิทยาลัยฯ ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ไม่ได้คำนึงถึงบทบัญญัติใน พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยฯ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเสียงสะท้อนของประชาคมในมหาวิทยาลัย และไม่ได้รักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดถือกันมาโดยตลอดอย่างยาวนาน จึงขอคัดค้านมติสภามหาวิทยาลัยดังกล่าว

ทั้งนี้ เพราะเป็นมติที่ทำลายวัฒนธรรมองค์กร ก่อให้เกิดความแตกแยกในองค์กร และขอแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากการเป็นสภาคณาจารย์ และข้าราชการ และการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยฯ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ผม พร้อมด้วย รศ.พรณีย์ ตะกรุดทอง และ อ.ศักดิ์ดา นาสองสี ได้ยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นคณะกรรมการสภามหาวิทยาลัยฯ เพราะกระบวนการสรรหาแต่ละขั้นตอนเราต้องระดมความคิดเห็นอย่างสาหัสจนมั่นใจว่าจะได้ผู้นำที่เหมาะสมแล้วจึงนำเสนอต่อสภามหาวิทยาลัยฯ ที่เต็มไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และทรงเกียรติ เพื่อจะได้พิจารณาอย่างสมเหตุสมผล แต่สุดท้าย การสรรหาที่กลั่นกรองไว้ด้วยหลักการ และเต็มไปด้วยความยุติธรรม กลับไม่ได้ถูกนำมาอ้างอิง แต่มติที่ออกมากลับเป็นการเลือกข้าง เพื่อพรรคพวกตัวเองอย่างชัดเจน” ผศ.ธวัช ตราชู กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายเพิ่มเติมว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ปัจจุบัน มีนายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย ซึ่งผูกขาดในตำแหน่งนี้มาตลอดเป็นเวลานานกว่า 18 ปี และมักถูกมองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริงในการสรรหาอธิการบดีคนใหม่มาทุกยุคสมัย เช่นเดียวกับครั้งนี้ ที่ นายสุวัจน์ เดินทางมาเป็นประธานประชุมสภามหาวิทยาลัยฯ คุมเกมเลือกอธิการบดีคนใหม่ด้วยตัวเอง และร่วมลงคะแนนเสียงด้วย

! http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9560000059750

อาจารย์-นักศึกษา ราชภัฏโคราชฮือแต่งดำประท้วง Read More »

มหาลัย มหาหลอก เมื่อป.ตรีเตะฝุ่นทะลุแสน

ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์
ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์

ทะลุแสน! คนไทยจบปริญญาตรีเตะฝุ่นมากที่สุด…เป็นหัวข้อข่าวที่กลายเป็นประเด็นทางสังคม และถูกตั้งคำถามต่อระบบการศึกษา และทวงถามการเรียนรู้ที่แท้จริงของมนุษย์ เพราะที่ผ่านมา การศึกษาไทยมีแนวโน้มจะดําเนินงานในเชิงธุรกิจที่มุ่งแสวงหากําไรมากขึ้น ทำให้มหาวิทยาลัยหลาย ๆ แห่งได้รับกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงคุณภาพการเรียนการสอน และถูกมองว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นเรื่องเงินตรามากกว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งปัญญาอย่างที่ควรจะเป็น

ประเด็นแรก ที่น่าสนใจ
ร่ำเรียนแทบตาย สุดท้ายตกงาน!

       
        “มหาลัย มหาหลอก เด็กชายบ้านนอก เด็กหญิงบ้านนารํ่าเรียนรู้ในวิชา แต่จบออกมายังไม่มีงานทํา ไม่มีงานก็ไม่มีเงิน ออกเดินเดินเดินยํ่าสมัครงานสอบเท่าใดยังสอบไม่ผ่าน มันหัวปานกลาง เขาเอาแต่หัวดีๆ มีความรู้สู้เขาไม่ได้ เส้นเล็กเส้นใหญ่ เส้นก๋วยจั๊บไม่มี นามสกุลไม่สง่าราศี เป็นลูกตามี เป็นแค่หลานยายมา อนาคตคงหมดความหมาย

       
        บทเพลง “มหาลัย” ของคาราบาว ที่สะท้อนถึงหัวอกบัณฑิตหลาย ๆ คนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี
       
        ล่าสุด มีข้อมูลที่น่าตกใจจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยมีมติรับทราบสรุปผลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากร เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2556 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้มีการศึกษาระดับอุดมศึกษา ตกงานมากที่สุดถึง 1.13 แสนคนเลยทีเดียว
       
        ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้น อาจบอกเป็นนัยๆ ว่า ใบปริญญาไม่สามารถเอาไปเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สมัครงานซึ่งทำได้ง่ายๆ เหมือนสมัยก่อนอีกแล้ว
       
        นอกจากนี้ยังมีเรื่องของกระแสวิจารณ์ของผู้จ้างบัณฑิตถึงการไม่มีความรู้ความสามารถตามมาตรฐานที่ควรจะเป็นเมื่อเข้าไปทํางานจริง ทําให้วันนี้สังคมไทยเริ่มตั้งคําถามเรื่องคุณภาพบัณฑิตของมหาวิทยาลัยว่าสูงขึ้นหรือตกต่ำลงท่ามกลางปริมาณที่เพิ่มขึ้นเป็นจํานวนมากของผู้จบการศึกษา ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ ได้กลายเป็นประเด็นปัญหาของระบบการศึกษาไทยในยุคปัจจุบันไปแล้ว
       
        ดร.วิริยะ ฤาชัยพาณิชย์ กรรมการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาแห่งชาติ ในฐานะนักวิชาการด้านการศึกษา ให้ข้อมูลว่า ทุกวันนี้มีคนจบปริญญาตรีประมาณปีละ 5 แสนกว่าคน (ปี 2554 เป็นยุคปริญญาล้นประเทศ ซึ่งมีมากถึง 6 แสนคนเลยทีเดียว) ปัจจุบันมีบัณฑิตจบใหม่มากมายที่หางานทำไม่ได้ หรือบางคนที่รองานไม่ไหวก็ต้องไปทำงานไม่ตรงวุฒิ หรือต่ำกว่าวุฒิแทน
       
        สำหรับสายที่ผลิตบัณฑิตล้นตลาดมากที่สุด คือ สายศิลป์ เช่น สังคมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ รัฐศาสตร์ เป็นต้น รองลงมาเป็นสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งคนที่เก่งจริง ๆ ถึงจะหางานได้ ส่วนสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ เป็นสาขาที่จะมีตลาดงานรองรับแน่นอน เช่น แพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ เทคนิคการแพทย์ พยาบาล เป็นต้น
       
ประเด็นที่สอง ที่น่าสนใจ
แย่ที่มหา’ลัย หรือห่วยที่ตัวบัณฑิต
       
        ปัญหาที่เกิดขึ้น มีหลายความเห็นแตกต่างกันออกไป บ้างก็โทษไปที่มหาวิทยาลัยว่าไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะผลิตบัณฑิตให้จบออกมาอย่างสอดคล้องกับตําแหน่งงานที่มีอยู่ในระบบเศรษฐกิจ หรือตัวเลขว่างงานจำนวนมาก ๆ ในแต่ละปี เป็นเพราะบัณฑิตเองที่ไม่ขวนขวาย และพัฒนาคุณค่าให้ตัวเอง
       
        มาดูกันที่มหาวิทยาลัย หากมองในภาพความเป็นจริง หลาย ๆ แห่งมีการปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่รูปแบบธุรกิจการศึกษามากขึ้น ซึ่งบางแห่งเราคงต้องยอมรับว่า มีการฉวยโอกาสที่จะแสวงหากําไรจนบางครั้งอาจส่งผลต่อคุณภาพทั้งระบบการเรียนการสอน ผู้เรียนและตัวบัณฑิตที่จบการศึกษา
       
        ดร.วิริยะ ชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย แย่ง และแข่งกันรับนักเรียนให้เข้ามาเรียน แต่ไม่ได้พิจารณา และให้ความสำคัญกับรากฐานปรัชญาของความเป็นสถาบันแห่งสติปัญญาของสังคมที่จะผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดงานอย่างมีทักษะ
       
        “บางแห่งผลิตบัณฑิต 2 ล้อ เน้นแค่จำ และวิเคราะห์เป็น แต่ไม่ได้ออกแบบการเรียนการสอนให้เด็กรู้จักวิธีสื่อสาร คิดสร้างสรรค์ ไม่แปลกที่บัณฑิตยุคใหม่หลายคนจะมีคุณสมบัติเป็นบัณฑิตที่เชื่อฟังอย่างยิ่งยวด เป็นหุ่นยนต์ที่ต้องคอยป้อนคำสั่งอย่างเดียว จบออกมาก็แบบซิกแซ็ก หวังว่าใบปริญญาจะช่วยการันตีได้ แต่เข้าไปทำงานแล้วกลับทำไม่ได้ตามคุณค่าที่การันตีในใบปริญญา เมื่อทำไม่ได้ ก็อยู่ไม่ได้ ตรงนี้อันตรายมากๆ” นักวิชาการด้านการศึกษาขยายความ
       
       

ประเด็นที่สาม ที่น่าสนใจ
คุณภาพไม่ถึง ใครเขาจะเอา!

       
        กระนั้น ใช่ว่าจะโทษมหาวิทยาลัยเพียงฝ่ายเดียว เพราะผู้ชี้ชะตาว่าจะตกงานหรือไม่ คือ ตัวผู้เรียนเอง โดยปัญหาใหญ่ ที่นักวิชาการด้านการศึกษาท่านนี้เป็นห่วง ก็คือ บัณฑิตหลายคนยังไม่รู้ว่าตัวเองมีดีอะไร นี่คือตัวการสำคัญว่าทำไมบัณฑิตหลาย ๆ คนตกงาน และไม่มีงานทำ
       
        “เข้าปี 1 ก็หางานทำได้แล้ว แต่ปัญหาคือ หลายคนไม่รู้ว่าตัวเองมีดีอะไร ประมาณว่า รู้ทุกเรื่อง แต่ไม่รู้เรื่องตัวเอง ทางที่ดี ไม่ใช่มัวแต่ เรียน สอบ และ เที่ยวไปวันๆ แต่ต้องรู้จักพัฒนาคุณค่าในตัวเองด้วย” นักวิชาการด้านการศึกษาคนเดียวกันเผย
       
        แต่เหนือสิ่งอื่นใด คนจะตกงานหรือไม่นั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่ที่การเลือกสาขาไม่ตรง แต่อยู่ที่ตัวบัณฑิตเองว่า มีคุณสมบัติที่พึงประสงค์ต่อความต้องการในโลกการทำงานเพียงพอแล้วหรือไม่ เช่น ความขยัน ความอดทน ความซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นต้น
       
       

ประเด็นที่สี่ ที่น่าสนใจ
ทางออก ลดบัณฑิตเตะฝุ่น

       
        สำหรับทางออกของเรื่องนี้ ดร.วิริยะ พยายามพูด และนำเสนอมาตลอดว่า อุดมศึกษาไทยต้องมองตลาดงานในประเทศในภูมิภาค และในโลก แล้วร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรสาขาใหม่ ๆ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง และสอดคล้องกับตลาดงาน ไม่ใช่เดินผิดที่ผิดทาง มุ่งแต่จะแย่งรับนักศึกษา หรือแย่งกันแข่งขัน โดยขาดการมองไปข้างหน้า
       
        “เปิดรับกันมากมายในสาขาที่เหมือนๆ กันทุกมหาวิทยาลัย พอจบมาแล้วบัณฑิตจะไปทำอะไรกัน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่กระเตื้องกันนะ อย่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ก็เริ่มตระหนักแล้ว แต่มหาวิทยาลัยหลายแห่งยังมีอิสระกันอยู่มาก ต่างคนต่างสบาย ไม่เห็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไร นี่แหละปัญหา เรียนแบบเดิม ๆ จดกันเข้าไป เน้นแต่การแข่งขัน แข่งกันไปตาย (ในโลกการทำงาน) จบออกมาก็ไม่มีทักษะอื่น ๆ ไว้นำไปใช้ในการทำงาน” นักวิชาการด้านการศึกษาให้ทัศนะ พร้อมกับฝากไปถึงมหาวิทยาลัยไทยหลาย ๆ แห่งว่า
       
        “ส่วนตัวคิดว่า เงินเพื่อการอยู่รอด มันเป็นอดีตไปแล้ว ยุคนี้ มีคุณค่าถึงจะอยู่รอด โดยสร้างคุณค่าให้แก่มหาวิทยาลัย และตัวนักศึกษา เน้นให้ปัญญา ไม่ใช่รับเงินแล้วจบ เมื่อเป็นแบบนี้ ไม่มีใครทิ้งคุณหรอก แต่ถ้ามัวแต่มุ่งปั้มใบปริญญาแจก แจก สักวันสังคมทิ้งคุณแน่ เมื่อเป็นเช่นนี้ อีก 30 ปี คนไทยจะไปใช้แรงงานในพม่าก็อย่ามาว่าก็แล้วกัน”
       
        คล้ายกันกับแนวทางของ รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์ ผู้อำนวยการวิจัยการพัฒนาแรงงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เคยออกมาเผยถึงแนวทางแก้ปัญหาบัณฑิตปริญญาตรีตกงานกว่า 1 แสนคนต่อปีว่า ระบบอุดมศึกษาไทยในปัจจุบันใช้เวลาเรียน 4 ปี ทั้งนี้ ช่วงที่เรียนชั้นปีที่ 1-2 มหาวิทยาลัยต่างๆ จะต้องจัดการศึกษาโดยเน้นพัฒนาความรู้ความสามารถของนักศึกษาเพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ตลาดแรงงาน เช่น ความรู้และทักษะอาชีพในสาขาวิชาที่เรียน ทักษะภาษาอังกฤษและภาษาอาเซียน หลังจากนั้นเมื่อเรียนชั้นปีที่ 3 จะต้องสำรวจว่าถึงความต้องการของนักศึกษาแต่ละคนแต่ละสาขาภายในมหาวิทยาลัยว่า เมื่อเรียนจบแล้วต้องการจะไปประกอบอาชีพอะไรบ้าง
       
        เมื่อได้ข้อมูลข้างต้นแล้วทางมหาวิทยาลัยก็ประสานไปยังสถานประกอบการด้านต่างๆเพื่อหาข้อมูลว่าสถานประกอบการต้องการบัณฑิตที่มีความรู้และทักษะอาชีพอย่างไรบ้างแล้วเติมเต็มความรู้ในการประกอบอาชีพดังกล่าวให้แก่นักศึกษาเมื่อเข้าสู่ชั้นปีที่ 4 เพื่อจะได้มีความรู้ความสามารถรอบด้านและสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ เพื่อที่เมื่อเรียนจบแล้ว จะสามารถทำงานได้ทันที สถานประกอบการไม่ต้องเสียเวลาไปฝึกงานให้เพิ่มเติม
       
        “การแก้ปัญหาระยะยาว รัฐบาล ศธ.และสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ควรร่วมมือกับภาคธุรกิจ สถานประกอบการต่างๆปรับแผนการผลิตบัณฑิตจากปัจจุบันสัดส่วนการผลิตบัณฑิตสายศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์อยู่ที่ 70% และสายวิทยาศาสตร์อยู่ที่ 30% เปลี่ยนเป็น ผลิตบัณฑิตสายศิลปศาสตร์และสังคมศาสตร์ สายวิทยาศาสตร์ให้อยู่ที่สายละ 50% โดยเพิ่มสัดส่วนการผลิตบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการวิจัยให้มากขึ้น รวมทั้งเร่งพัฒนาทักษะการประกอบอาชีพและภาษาต่างประเทศและภาษาอาเซียนให้แก่บัณฑิตปริญญาตรีและแรงงานไทยในทุกสาขาด้วย”
       
        ถึงตอนนี้ ไม่เพียงแต่มหาวิทยาลัยไทยที่จะต้องกลับมาตระหนักเพื่อทบทวนการทำหน้าที่ผลิตบัณฑิตอย่างจริงจังมากกว่าจะไปมุ่งแสวงหากําไรอย่างเดียวเหมือนที่บางแห่งคิดผลิตหลักสูตร “เรียนง่ายจบเร็ว” ตัวผู้เรียนที่กำลังจะออกไปสู่โลกของการทำงานเองก็ต้องปรับตัวด้วยเหมือนกัน
       
        …เพราะถ้าคิดเพียงอยากได้ใบปริญญาแต่จบออกไปอย่างคนที่ไม่มี “ปัญญา” เตรียมสะกดคำว่า “ตกงาน” รอไว้ได้เลย
       
ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการ Live

http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000058957

มหาลัย มหาหลอก เมื่อป.ตรีเตะฝุ่นทะลุแสน Read More »

ศธ.เฝ้าระวัง 28 จุดเสี่ยงนร.ตีกัน

17 พฤษภาคม 2556

ที่อาคารศูนย์เสมารักษ์ กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เมื่อเวลา 13.30 น. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถยนต์ปฎิบัติการศูนย์เสมารักษ์ ในโครงการ ”ไปเรียนปลอดภัย” ของสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียนว่า จากข้อมูลและสถิติของสำนักงานลูกเสือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาก่อเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียน พบว่า จะมีการก่อเหตุบ่อยครั้งในช่วงเปิดภาคเรียนและช่วงเวลากก่อนและหลังเลิกเรียน ศธ.ได้ประสานความร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาล องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และศูนยเสมารักษ์ เพื่อเฝ่าระวังจุดเสี่ยง 28 จุดใน 5โซนครอบคลุม กทม.และปริมณฑล รวมถึงจะมีการจัดหน่วยเครือข่ายเคลื่อนที่เร็ว เพื่อเข้าระงับเหตุเมื่อมีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทด้วย

นายศุภกรณ์ วงศ์ปราชญ์ รองปลัด ศธ.กล่าวว่า ช่วงเวลาก่อเหตุจะอยู่ในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ก่อนเข้าโรงเรียนและเวลาหลังเลิกเรียนไปจนถึงเวลา 20.30 น. จุดเสี่ยงที่เกิดเหตุ ได้แก่ ป้ายรถประจำทาง ห้างสรรพสินค้า และบริเวณหน้าสถานศึกษา จึงมีการดำเนินโครงการจัดทำแผนปฎิบัติงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น5 โซน พร้อมกำหนดจุดเสี่ยงสำคัญเพื่อเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม-20 มิถุนายน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

สำหรับจุดเสี่ยงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 28 แห่ง ได้แก่ 1.หน้าห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า 2.แยกสวนมิกสักวัน 3.สี่แยกปทุมวัน 4.ป้ายรถประจำทางวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม 5.ป้ายรถประจำทางหน้าโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม 6.ตลอดบางแค 7.ป้ายรถประจำทางหน้าวิทยาลัยวิบูลบริหารธุรกิจสี่แยกท่าพระ 8.ตลาดอ้อมน้อยสี่แยกพุทธมณฑลสาย5 9.วงแหวนเอกชัย-บางบอน10.สามแยกราษฎร์บูรณะ มหาวิทยาลัยราชมงคลธนบุรี 11.ตลาดมีนบุรี 12.ตลาดหนอกจอก 13.ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ถนนรามอินทรา 14.ซอยมิสทีน ถนนสุขาภิบาล3 15.ศูนย์การค้าเดอะมอลล์บางกะปิ 16.ป้ายรถประจำทางหน้าวัดดอนเมือง 17.สถานีรถไฟดอนเมือง 18.ป้ายรถประจำทางหน้าเซ็นทรัลรามอินทรา 19.อู่รถประจำทาง หน้าวัดพระศรีมหาธาตุ 20.ตลาดสะพานใหม่ดอนเมือง 21.หน้าโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ 22.สี่แยกเกษตรศาสตร์ 23.หน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว 24.แยกบางนา 25.ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลบางนา 26.หน้าโรงเรียนปทุมคงคา27.ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลสำโรง และ28.ตลาดปากน้ำ

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32746&Key=hotnews

ศธ.เฝ้าระวัง 28 จุดเสี่ยงนร.ตีกัน Read More »

ศธ. เฝ้าระวัง 28 จุดเสี่ยง นร. ตีกัน

17 พฤษภาคม 2556

ที่อาคารศูนย์เสมารักษ์ กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เมื่อเวลา 13.30 น. นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานในพิธีปล่อยขบวนรถยนต์ปฎิบัติการศูนย์เสมารักษ์ ในโครงการ  “ไปเรียนปลอดภัย” ของสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียนว่า จากข้อมูลและสถิติของสำนักงานลูกเสือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาก่อเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียน พบว่า จะมีการก่อเหตุบ่อยครั้งในช่วงเปิดภาคเรียนและช่วงเวลากก่อนและหลังเลิกเรียน ศธ.ได้ประสานความร่วมมือกับสถานีตำรวจนครบาล องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) และศูนยเสมารักษ์ เพื่อเฝ่าระวังจุดเสี่ยง 28 จุดใน 5โซนครอบคลุม กทม.และปริมณฑล รวมถึงจะมีการจัดหน่วยเครือข่ายเคลื่อนที่เร็ว เพื่อเข้าระงับเหตุเมื่อมีการก่อเหตุทะเลาะวิวาทด้วย

นายศุภกรณ์ วงศ์ปราชญ์ รองปลัด ศธ.กล่าวว่า ช่วงเวลาก่อเหตุจะอยู่ในช่วงเปิดภาคเรียนที่ 1 ก่อนเข้าโรงเรียนและเวลาหลังเลิกเรียนไปจนถึงเวลา 20.30 น. จุดเสี่ยงที่เกิดเหตุ ได้แก่ ป้ายรถประจำทาง ห้างสรรพสินค้า และบริเวณหน้าสถานศึกษา จึงมีการดำเนินโครงการจัดทำแผนปฎิบัติงานแบ่งพื้นที่ออกเป็น5 โซน พร้อมกำหนดจุดเสี่ยงสำคัญเพื่อเฝ้าระวังตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคม-20 มิถุนายน ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล

สำหรับจุดเสี่ยงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 28 แห่ง ได้แก่ 1.หน้าห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า 2.แยกสวนมิกสักวัน 3.สี่แยกปทุมวัน 4.ป้ายรถประจำทางวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม 5.ป้ายรถประจำทางหน้าโรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม 6.ตลอดบางแค 7.ป้ายรถประจำทางหน้าวิทยาลัยวิบูลบริหารธุรกิจสี่แยกท่าพระ 8.ตลาดอ้อมน้อยสี่แยกพุทธมณฑลสาย5 9.วงแหวนเอกชัย-บางบอน10.สามแยกราษฎร์บูรณะ มหาวิทยาลัยราชมงคลธนบุรี 11.ตลาดมีนบุรี 12.ตลาดหนอกจอก 13.ศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ ถนนรามอินทรา 14.ซอยมิสทีน ถนนสุขาภิบาล3 15.ศูนย์การค้าเดอะมอลล์บางกะปิ 16.ป้ายรถประจำทางหน้าวัดดอนเมือง 17.สถานีรถไฟดอนเมือง 18.ป้ายรถประจำทางหน้าเซ็นทรัลรามอินทรา 19.อู่รถประจำทาง หน้าวัดพระศรีมหาธาตุ 20.ตลาดสะพานใหม่ดอนเมือง 21.หน้าโรงเรียนไทยวิจิตรศิลป์ 22.สี่แยกเกษตรศาสตร์ 23.หน้าเซ็นทรัลลาดพร้าว 24.แยกบางนา 25.ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลบางนา 26.หน้าโรงเรียนปทุมคงคา27.ห้างสรรพสินค้าอิมพีเรียลสำโรง และ28.ตลาดปากน้ำ

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32746&Key=hotnews

ศธ. เฝ้าระวัง 28 จุดเสี่ยง นร. ตีกัน Read More »

เปิดเทอมใหม่ปลายด้านขวาน “ครูใต้” พร้อมสู้เพื่อลูกศิษย์

17 พฤษภาคม 2556

นครินทร์ ชินวรโกมล/ ปทิตตา หนูสันทัด/ ธรณิศวร์ พิรุณละออง

บรรยากาศเปิดเทอมใหม่ปีการศึกษา 2556 ในพื้นที่ปลายด้ามขวาน ท่ามกลางกระแสไฟใต้ที่ยังคุกรุ่นด้วยกลิ่นควันปืน แม้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงพยายามปรับแผนรักษาความปลอดภัยให้แก่ครู นักเรียน และผู้ปกครอง ทว่าลึกลงไปในจิตใต้สำนึกของบุคลากรทางการศึกษา ย่อมมีบ้างที่บ้างครั้งรู้สึกหวาดระแวงต่อภัยที่มองไม่เห็น

แต่ทุกครั้งที่ “แม่พิมพ์ของชาติ” จ้องมองดูตาของนักเรียน พวกเขาเห็นเงาสะท้อนความคาดหวังของเด็กๆ ที่ต้องการเป้าหลอมเพื่ออนาคตที่ดีกว่า นั่นคือเห็นผลเหนือความกลัว ที่พวกเขาเสียสละอุทิศตนเพื่อลูกศิษย์

“ครูต่างอยู่กันอย่างหวาดผวา ไม่มีกำลังใจเลย หลังจากอาสาสมัครทหารพรานที่เคยมาตั้งฐานปฏิบัติการใกล้กับโรงเรียนถอนกำลังออกไป และเปลี่ยนมาเป็นกำลังทหารแทน ในการประชุมร่วมกันทุกฝ่ายเพื่อหามาตรการดูแลความปลอดภัยให้แก่ครูในพื้นที่ก็ได้เสนอไปว่า เมื่อเปลี่ยนทหารพรานมาเป็นทหารแล้ว อยากให้มีมาตรการที่ทำให้ครูวางใจมากขึ้น”

“ที่ผ่านมาเส้นทางที่ครูจะเดินทางมายังโรงเรียนเคยเกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดมาแล้วถึง 3 ครั้ง เหตุการณ์ยิงเจ้าหน้าที่ หรือการใช้อาวุธสงครามยิงใส่บ้านพักของบุคลากรในโรงเรียน นี่คือสิ่งที่ทำให้ครูต่างเสียขวัญ ที่ทำได้ขณะนี้ทุกโรงเรียนในพื้นที่มีการปิดล็อกประตูโรงเรียนทุกครั้งเพื่อความปลอดภัย เป็นการป้องกันบุคคลภายนอกเข้ามาภายในโรงเรียน” นางประภา ศรีเมือง ครูโรงเรียนบ้านป่าบอน อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี บอกกล่าวความรู้สึก

เช่นเดียวกับ นายอับดุลรอมัน ยาเมาะ รักษาการผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านลิมุด อ.เมือง จ.ยะลา บอกว่า แน่นอนว่าทุกคนระมัดระวังตัวมากขึ้น ต้องใช้ชีวิตให้ปลอดภัยที่สุด เพราะในช่วงเวลาหนึ่งเราเป็นครู อีกช่วงเวลาหนึ่งเราคือชาวบ้าน การใช้ชีวิตประมาทไม่ได้

สำหรับมาตรการดูแลความปลอดภัยในวันแรกของการเปิดภาคการศึกษา มีเจ้าหน้าที่ปกครอง เจ้าหน้าที่ทหาร เข้ามาดูแล ส่วนตัวแล้วรู้สึกอุ่นใจ ที่พบว่าในตลอดเส้นทางมีการรักษาความปลอดภัยเป็นระยะๆ ในเส้นทางการเดินทางของครู โดยเฉพาะในเขตของโรงเรียนก็มีเจ้าหน้าที่มากขึ้น มีเจ้าหน้าที่เฝ้าดูแลความปลอดภัยอยู่ตลอดเวลา

“ส่วนการดูแลความปลอดภัยของตัวเองและเพื่อนครู ทุกเช้าจะมีการรวมตัวกัน แล้วเดินทางมาโรงเรียนพร้อมๆ กันตามเวลาที่ทางเจ้าหน้าที่กำหนดไว้ โดยมีอาสาสมัครทหารพรานนำทางมา ระยะหลังยอมรับว่ามีความอบอุ่นใจมากขึ้นในการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่” นายอับดุลรอมันกล่าว

นางนุชนาฎ พลายแสง ครูโรงเรียนวัดบุพนิมิต หมู่ 1 ต.แม่ลาน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี ซึ่งมีบ้านพักอยู่ภายในเขตเทศบาลนครยะลา อ.เมือง จ.ยะลา เล่าว่า เมื่อปี 2548 ทำหน้าที่เป็นครูอยู่ที่โรงเรียนวัดโคกหญ้าคา หมู่ 6 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง จ.ปัตตานี เคยถูกกลุ่มคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงถล่มรถยนต์โดยสาร ขณะที่เดินทางจากโรงเรียนเพื่อกลับที่พักพร้อมเพื่อนครูหลายคน เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คนขับรถและชาวบ้านเสียชีวิต 2 คน

“จดจำเหตุการณ์ครั้งนั้นได้จนถึงทุกวันนี้ ยอมรับว่ากลัวเหตุการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ แต่ยังทำหน้าที่ครูที่โรงเรียนวัดโคกหญ้าคาจนถึงเดือนธันวาคม 2555 จึงได้ขอย้ายมาที่โรงเรียนวัดบุพนิมิต ที่ ต.แม่ลาน อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี จนถึงปัจจุบัน สำหรับพื้นที่ อ.แม่ลาน รู้สึกปลอดภัยกว่าที่ อ.ยะรัง เส้นทางที่เดินทางจากบ้านในเขตเทศบาลนครยะลา ไปยังโรงเรียน มีระยะทางประมาณ 16 กิโลเมตร จะพบว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารดูแลรักษาความปลอดภัยให้ตลอดเส้นทาง เราต้องระวังตัวในทุกครั้งที่เดินทาง และจะปฏิบัติตามที่ไปประชุมกับทางหน่วยกำลังในช่วงก่อนเปิดภาคเรียน คณะครูที่โรงเรียนทุกคนจะรวมตัวกันเดินทางไปโรงเรียน และเจ้าหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยให้” นางนุชนาฎกล่าว

เช่นเดียวกับ นายสมเจตน์ ศรีหิรัญ ครูโรงเรียนบ้านลูโบะลือซง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส กล่าวว่า การปฏิบัติภารกิจของเจ้าหน้าที่กองกำลังในครั้งนี้ สร้างความพึงพอใจให้แก่คณะครู ถือเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาอีกครั้ง และขอให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันปฏิบัติหน้าที่อย่างต่อเนื่องเช่นนี้ตลอดไป เหมือนช่วงในวันเปิดเทอมวันแรก ที่มีการคุ้มกันทุกระยะทั้งในโรงเรียนและระหว่างการเดินทางไปกลับของคณะครู

น.ส.กนกวรรณ บือราเฮง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านตันหยง ต.บาเระใต้ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส อันเป็นพื้นที่ซึ่ง นายชลธี เจริญชล อายุ 51 ปี ครูในสังกัด ถูกคนร้ายยิงเสียชีวิตภายในโรงเรียน เหตุเกิดในเดือนมกราคม ที่ผ่านมา บอกว่า ทางโรงเรียนมีมาตรการเข้มงวดต่อการเข้า-ออกโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้ปกครอง จะต้องมีการตรวจสอบ ส่วนทางโรงเรียนได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ดูแลเวรยามช่วงกลางคืน หากครูคนไหนมีธุระกลับค่ำ หรือต้องไปธุระเพียงลำพัง จะมีทหารไปด้วย
ด้าน นายสุพล จันทรประดิษฐ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนบ้านกรือเซะ อ.เมือง จ.ปัตตานี กล่าวว่า กำลังหลักที่ทำหน้าที่ดูแลความปลอดภัยครูและโรงเรียนคือเจ้าหน้าที่ทหาร ฝ่ายปกครอง รวมถึงกลุ่มของนำท้องถิ่น ถือเป็นการสนธิกำลังเข้ามา แนวทางนี้ทำให้มั่นใจได้บ้างถึงความปลอดภัยยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม เปิดภาคการศึกษามาใหม่ปีนี้ ยุทธวิธีของฝ่ายทหารนำมาใช้เพื่อปิดช่องโหว่จากการลงมือของกลุ่มก่อความไม่สงบ โดยมีเป้าหมายคือ “ครู” โดยใช้ยุทธวิธี “แผนพรานไพร”

แผนดังกล่าวถูกนิยามขึ้นโดย พล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 คือการเฝ้าระวังป้องกัน ตลอดจนดูแลความปลอดภัยให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้มีความปลอดภัย มีความเชื่อมั่นต่อแผนดูแลความปลอดภัยครูช่วงการเปิดภาคเรียน เน้นไปที่การวางกำลังตามถนนสายหลัก สายรองในหมู่บ้าน ย่านชุมชน ตลอดจนชุมชนที่เป็นจุดเสี่ยงต่อการก่อเหตุร้าย ซึ่งมีการจัดหน่วยปฏิบัติออกเป็นชุดย่อยออกลาดตระเวนเดินเท้าไปตามเส้นทางหลักเส้นทางรองและตามพื้นที่เทือกเขา ไร่นา ตลอดอาณาเขตติดสองฝั่งถนนที่ประชาชน โดยเฉพาะครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ใช้ในการเดินทางไป-กลับโรงเรียน เพื่อเป็นการป้องกันและคุมพื้นที่ให้มีความปลอดภัย

นอกจากนี้ยังจัดชุดเคลื่อนที่เร็วคอยประจำจุดตามรายทาง การตรวจเข้มรถ บุคคลเป้าหมาย ที่สัญจรไปมาผ่านจุดตรวจร่วม 3 ฝ่าย ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกตรอง เพื่อเป็นการลดช่องว่างและป้องกันไม่ให้กลุ่มก่อความไม่สงบมีโอกาสที่จะออกมาก่อเหตุสร้างสถานการณ์ได้อย่างอิสระ ถือเป็นการปฏิบัติการเชิงรุกร่วมกันของหน่วยกำลัง โดยที่ครูทุกคนต้องได้รับการดูแลความปลอดภัย ไม่ว่าจะเป็นครูไทยพุทธ ครูไทยมุสลิม ตลอดจนครูโรงเรียนเอกชน โรงเรียนรัฐ หรือครูในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามตามปอเนาะ จะอยู่ในแนวทางเดียวกันคือ การที่ต้องดูแลความปลอดภัยขั้นสูงสุด
เมื่อผู้ไม่หวังดีพยายามใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยาสร้าง “ความกลัว” ให้เกิดในกลุ่มบุคลากรทางการศึกษา นี่คือโจทย์ที่ฝ่ายความมั่นคงต้องปกป้องชีวิตครูทุกคน

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32745&Key=hotnews

เปิดเทอมใหม่ปลายด้านขวาน “ครูใต้” พร้อมสู้เพื่อลูกศิษย์ Read More »

‘ครู DELIVERY’ หน่วยกู้ภัยโรงเรียนขนาดเล็ก

17 พฤษภาคม 2556

เรื่อง : สุธรรม กันด

“พังเภา” เป็นโรงเรียนขนาดเล็กใน อ.สทิงพระ จ.สงขลา มีครู 2 คน เด็กนักเรียน 48 คน และมี แนวโน้มจะถูกยุบ!  กระทั่งพี่ๆ จากกลุ่ม “สังคมศึกษาพัฒนาเยาวชน” โดยนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ วิชาเอกสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตสงขลา มีโอกาสไปทำกิจกรรมที่โรงเรียนแห่งนี้ และเห็นว่า “น่าเสียดาย…หากโรงเรียนของน้องๆ จะถูกยุบ” จึงรวบรวมสมาชิกได้ 15 คน จัดทำโครงการ “ครู Delivery” และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปสอนวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ ตามความต้องการของ ผู้อำนวยการโรงเรียนพังเภา ที่เห็นว่าน้องๆ เรียนอ่อนในวิชาเหล่านี้

ผลของการเดินทางจากมหาวิทยาลัยไปสอนน้องๆ ที่โรงเรียนทุกๆ วันพุธ ช่วงบ่าย เป็นระยะเวลา 4 เดือน พบว่า น้องๆ มีผลการเรียนดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กหลายคนมีผลสอบโอเน็ตดีกว่าปีก่อนๆ และที่สำคัญ…”โรงเรียนพังเภา” ไม่ถูกยุบ

โครงการ “ครู Delivery” เป็น 1 ใน 22 โครงการของ The young citizen หรือ โครงการพลังเยาวชนพลเมืองสงขลา ที่ดำเนินงานโดยสงขลาฟอรั่ม ภายใต้การสนับสนุนจากมูลนิธิสยามกัมมาจล โครงการดังกล่าวต้องการพัฒนาเยาวชนให้มี “สำนึกพลเมือง” มีทักษะชีวิต และมีความเป็น ผู้นำในการสร้างความเปลี่ยนแปลง ขณะเดียวกันยังเป็น “เยาวชนจิตอาสา” ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ที่จะเติบโตไปเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาจังหวัดสงขลา

ป้าหนู-พรรณิภา โสตถิพันธุ์ ผู้อำนวยการสงขลาฟอรั่ม บอกว่า หลายคน อาจไม่เข้าใจคำว่า “พลังพลเมือง” หรืออาจยังเข้าใจผิดๆ “คำว่าพลังพลเมืองก็คือพลเมืองที่ไม่นิ่งนอนใจต่อปัญหาทางสังคม… ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราอยู่บ้าน แล้วบ้านเราไฟดับ หรือ น้ำไม่ไหล สำนึกของเราก็คือต้องหาทางที่จะทำให้น้ำ และไฟกลับมาเป็นปกติ ต้องไม่เกี่ยงกันว่าจะเป็นหน้าที่ของ คนนั้น คนนี้… ซึ่งก็เช่นเดียวกัน ถ้าออกมานอกบ้าน แล้วบ้านเมืองมีปัญหา คนที่ มีสำนึกพลเมืองต้องไม่นิ่งนอนใจกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้า ต้องกระโดดลงไปช่วย ถึงจะช่วยไม่ได้ด้วยตัวเอง อย่างน้อยก็เป็นธุระ ประสานงานผู้รับผิดชอบ เพือที่จะมาช่วยกันแก้ไขปัญหาต่อไป” และในฐานะนักศึกษาครุศาสตร์ที่เมื่อจบการศึกษาออกไปแล้วต้องประกอบอาชีพครูนั้น “ธุระ” ของกลุ่ม “สังคมศึกษาพัฒนาเยาวชน” จากมหาวิทยาลัยทักษิณ คือการทำให้น้องๆ จากโรงเรียนพังเภาอ่านออกเขียนได้

“ตอนนั้นเรามีโอกาสเข้ามาทำกิจกรรมที่โรงเรียนพังเภาแล้วก็เห็นว่า ที่นี่มีครูน้อย เมื่อครูไม่พอ น้องๆ ก็จะเรียนจากโทรทัศน์เป็นส่วนใหญ่ และการเรียนหนังสือจากโทรทัศน์ดาวเทียม ผมเห็นว่าพัฒนาการทางการเรียนรู้ของน้องๆ เป็นไปได้ช้า จึงมาคิดร่วมกันว่าจะหาทางช่วยเหลืออย่างไรดี” เอก-เอกพงษ์ สมหา นิสิตชั้นปีที่ 3 หัวหน้าโครงการครู Delivery เปิดเผยถึงเหตุผลที่ทำให้เขาและเพื่อนๆ รวมกลุ่มกัน 15 คน เดินทางจากมหาวิทยาลัยมาช่วยสอนน้องๆ ที่โรงเรียนพังเภา
ขณะที่ ทิพาภรณ์ เศียรอุ่น 1 ในทีมครู Delivery บอกว่า ตอนเข้ามาทำกิจกรรมเตรียมความพร้อมของนักเรียนเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เธอเห็นน้องๆ หลายคนยังอ่านหนังสือไม่ค่อยออก
“พอมาเห็นน้องๆ เรารู้สึกว่า ทำไมเราโชคดีจัง โชคดีหมายถึงสมัยเรามีโรงเรียน มีครูสอน มีหนังสือให้อ่าน และมีทุกอย่างครบ แต่มาเห็นที่นี่น้องๆ ขาดมากเลย เด็กบางคนยังไม่รู้เลยว่าจบ ป.6 และจะไปเรียนที่ไหนต่อ เหมือนกับเด็กยังมอง ไม่เห็นอนาคตตัวเอง เราก็ถามว่า จะปล่อยให้น้องๆ มีชีวิตแค่นี่เหรอ เพราะแค่ ป.6 มันน้อยมากกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน แล้วไหนโรงเรียนก็จะถูกยุบอีก พวกเราก็เลยเอาเรื่องนี้กลับไปคุยกับเพื่อนๆ ในมหาวิทยาลัย หาจิตอาสา ใครอยากมาก็มา ใครยังไม่พร้อมก็ไว้โอกาสหน้า แต่ช่วงนั้นขอให้เป็นครูภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และคณิตศาสตร์ก่อน”
หลังจากประชุม และวางบทบาทของ “ครู Delivery” แต่ละคนจนได้ ข้อสรุป เอก ในฐานะแกนนำเดินทางมาพบผู้อำนวยการโรงเรียน และร่วมประชุมกับผู้ปกครอง อธิบายวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อให้ผู้ปกครองมั่นใจว่านิสิตจะทำให้ลูกหลานของเขาอ่านออกเขียนได้ “จำได้ว่าวันที่เรามาประชุมผู้ปกครอง มีผู้ปกครองท่านหนึ่งจูงลูกมาบอกว่าจะ ย้ายลูกไปเรียนที่อื่น ผอ.ก็บอกว่าให้ลองฟัง น้องๆ นำเสนอก่อน สุดท้ายก็เห็นว่ากิจกรรมเราเป็นกิจกรรมที่ดีก็ยังไม่ให้ลูกไปเรียนทีอื่น”

แต่คำถามของกลุ่มผู้ปกครองคือ หากนักศึกษาเรียนจบและออกไปทำงานใครจะมารับช่วงสอนหนังสือน้องๆ

“ก็หารือกับคนในชุมชน ประสานงาน กับทางคณะ และกลับมายืนยันกับทางโรงเรียนว่า ถ้าหากพวกเราจบออกไป และโรงเรียนยังไม่ถูกยุบก็จะมีน้องๆ รุ่นถัดมาอาสาเข้ามาช่วยสอนหนังสือน้องๆ และทางมหาวิทยาลัยก็เปิดโอกาสเต็มที่ กับกิจกรรมดีๆ แบบนี้”

อย่างไรก็ตาม ในระหว่าง 4 เดือนของกิจกรรมการเรียนสอน “ครู Delivery” จะประชุมเตรียมการสอนก่อนออกมาจากมหาวิทยาลัย จากนั้นมากระจายกำลังกันออกไปสอนน้องๆ ตามห้อง โดยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ เด็กเล็กและเด็กโต

“สอนทุกวันพุธ ตั้งแต่บ่ายโมงถึง 4 โมงเย็น โดยสอน 3 วิชาหลัก คือคณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิธีการคือให้ครู 15 คน เวียนกันสอนจนครบทุกชั้น หลังสอนเสร็จก็จะมีการประชุมเพื่อประเมินหรือสรุปบทเรียนในแต่ละวันว่าแต่ละคนสอนเป็นอย่างไร มีจุดติดขัด หรือปัญหาอุปสรรคในด้านใดบ้าง”

จากการประเมินผลร่วมกันของ ครู Delivery และผู้อำนวยการโรงเรียนพบว่า เด็กๆ มีการเรียนดีขึ้น และเมื่อไปดูผลการสอบโอเน็ต ก็พบว่า คะแนนออกมาดีกว่าปีที่แล้ว เด็กๆ ส่วนใหญ่อ่านออกเขียนได้ และคิดเลขเป็น

สำคัญกว่านั้นคือ “โรงเรียนพังเภา” ยังไม่ถูกยุบ

ถึงวันนี้นิสิตทั้ง 15 คน จะทำหน้าที่ “ครู” อย่างสมบูรณ์แล้ว แต่พวกเขาบอกว่า การทำงานยังไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะจะยังมี ครู Delivery รุ่นต่อๆ ไปมาช่วยสอนหนังสือน้องๆ ในโรงเรียนพังเภา ให้มีการศึกษาดีขึ้นแม้รัฐบาลจะมีนโยบาย “ยุบโรงเรียนขนาดเล็ก” ก็ตาม

ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32744&Key=hotnews

 

‘ครู DELIVERY’ หน่วยกู้ภัยโรงเรียนขนาดเล็ก Read More »

สพฐ.ตัด Google Play ใน TOR แท็บเล็ต นร. ชี้ต้องจ่ายค่า license เครื่องละ 2 ดอลลาร์-ทำงบฯบานเป็น 100 ล.

17 พฤษภาคม 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการบริหารนโยบาย 1 คอมพิวเตอร์พกพา (แท็บเล็ต)ต่อ 1 นักเรียน ได้อนุมัติร่างข้อกำหนดเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) ในการจัดซื้อเครื่องแท็บเล็ตปีการศึกษา 2556 แจกนักเรียนชั้น ป.1 และ ม.1 จำนวน 1.6 ล้านเครื่อง เสร็จเรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนนำออกประชาพิจารณ์ทางเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อเตรียมเปิดจำหน่ายซองประกวดราคา และประกวดราคาด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรืออี-ออกชั่น (E-Auction) ต่อไปนั้น ขณะนี้ต้องถือว่า TOR น่าจะนิ่งแล้ว เพราะได้มีการปรับร่างรายละเอียดที่มีข้อท้วงติงออกแล้ว โดยเฉพาะกรณีแอพพลิเคชัน(application) จะเน้นเฉพาะแอพพลิเคชันที่ส่วนราชการกำหนดเป็นตัวอย่างให้ไปลองโหลดกับเครื่องตัวอย่างแล้วมาเสนอวันที่ยื่นซองเทคนิค เพราะเชื่อว่าแอพพลิเคชันตัวอย่างที่ทำขึ้นมาเพื่อไปใช้กับเครื่องตัวอย่างน่าจะเพียงพอ เนื่องจากเราเน้นว่าอย่างน้อยต้องใช้งานกับแอพพลิเคชันที่บรรจุไว้ในเครื่องได้ ส่วนเรื่องการดาวน์โหลดจะเป็นเรื่องรอง

“เมื่อตัดแอพพลิเคชันที่ทำให้เป็นกังวลไปแล้ว โดยเฉพาะ Google Play บริษัทผู้ผลิตก็ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายค่า license ให้กับทาง Google Play เครื่องละราคา 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ก็น่าจะทำให้ต้นทุนตัวเครื่องลดลง แต่ราคาจะลดลงหรือไม่คงต้องรอวันที่มาเคาะราคาแข่งกัน ซึ่งโดยหลักการ เวลายกเลิกเงื่อนไขอะไรไปทุกบริษัทก็ได้ประโยชน์เหมือนกัน เพราะทุกอย่างคือค่าใช้จ่าย เพราะฉะนั้น เมื่อลดส่วนนี้ลง การแข่งขันก็น่าจะลดลง แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูวันจริง ไม่อยากคาดคะเนอะไรมาก”เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้าที่จะมีการปรับร่าง TOR สพฐ. ได้ทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้มีการแสดงความคิดเห็นการจัดทำคุณลักษณะเฉพาะของเครื่องแท็บเล็ต ซึ่งมีผู้แสดงความไม่เห็นด้วยกับการเปิดให้ผลิตภัณฑ์ต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้ผลิตระบบปฏิบัติการที่ติดตั้งในเครื่องแท็บเล็ต ซึ่งบริษัทผู้ผลิตจะต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นค่า license ให้กับผู้พัฒนาระบบปฏิบัติการที่จะใช้งานบนแท็บเล็ตบนระบบปฏิบัติการ Android อย่าง Google play เครื่องละ 2 ดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้ต้องเสียเงินเป็นค่าใช้จ่ายแฝงรวมแล้วเกือบ100 ล้านบาท

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32743&Key=hotnews

สพฐ.ตัด Google Play ใน TOR แท็บเล็ต นร. ชี้ต้องจ่ายค่า license เครื่องละ 2 ดอลลาร์-ทำงบฯบานเป็น 100 ล. Read More »

ออกกฎนับ นร.กันลืมบนรถเตือน ศธ.สอนเด็กให้เปิดรถเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ

17 พฤษภาคม 2556

เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนส่งทีมจากส่วนกลาง ไปสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของ’น้องพอตเตอร์’ ชี้โกรธมากที่เกิดเหตุร้ายซ้ำรอยคดี’น้องเอย’ ทั้งๆ ที่เคยกำชับไปแล้วถึง 2 รอบ โดยเฉพาะออกระเบียบให้จดรายชื่อ น.ร.ที่ขึ้นรถทุกคน และให้ครูพี่เลี้ยงพาไปส่งถึงห้องเรียนด้วย แต่ยังละเลยจนเกิดเรื่องขึ้น ส่วนการฝึกสอนเด็กกดแตรและเปิดประตูเป็นแค่การเสริมทักษะเอาตัวรอดกรณีฉุกเฉิน ด้านครูสาวศรีสะเกษเข้าให้การตร.อีกรอบ ยอมรับผิดทุกอย่าง ด้านครอบครัวเผยหลังเกิดเหตุไปช่วยดูแลพ่อแม่น้องพอตเตอร์ และช่วยเหลือเรื่องงานศพมาตลอด ส่วนแม่น้องพอตเตอร์ยันลูกเป็นน.ร.ของโรงเรียนมานานแล้ว เพราะเข้าเรียนตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล ตัวแทนบ.ประกันภัยรถยนต์ เข้าพบแม่เด็กระบุได้เงินชดเชยรวม 6 แสนบาท

จากกรณี “น้องพอตเตอร์”ด.ช.สุริยการ พากัน อายุ 3 ขวบ นักเรียนชั้นอนุบาล 1 โรงเรียนอุทุมพรวิทยา โรงเรียนเอกชนใน อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ เสียชีวิตภายในรถปิกอัพรับส่งนักเรียน เพราะน.ส.อัมพิกา เพชรนาม อายุ 32 ปี ครูที่ทำหน้าที่ขับรถรับส่งลืมไว้ในแค็บนานถึง 7 ชั่วโมงจนเสียชีวิต พ่อแม่เด็กจึงเข้าแจ้งความดำเนินคดี ต่อมา น.ส.อัมพิกา เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ขณะที่เจ้าของโรงเรียนพร้อมรับผิดชอบจัดงานศพและมอบเงินช่วยเหลือจำนวน 30,000 บาท ด้านนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) สั่งการให้นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัดศธ. แจกคู่มือแนะนำเด็กเล็กช่วยเหลือตัวเอง หากตกอยู่ในสถานการณ์ดังกล่าว เช่น การกดแตร หรือเปิดประตูรถออกมา กำชับให้ครูทุกโรงเรียนสอนวิธีเอาตัวรอดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 16 พ.ค. น.ส.อัมพิกา เดินทางเข้าพบพ.ต.ท.ทินกร เดชาเลิศ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ สภ. อุทุมพิสัย เพื่อให้ปากคำเพิ่มเติม โดยระบุว่า ยอมรับผิดทุกอย่าง และจะชดใช้ค่าเสียหายให้กับครอบครัวของน้องพอตเตอร์ ซึ่งรถมีประกันภัยชั้น 1 ตนก็มีลูกยังเล็กเหมือนกันเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ไม่ได้ตั้งใจจะให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น รู้ว่าทำผิดเสียใจมาก จะขอรับผิดชอบทุกอย่าง

นางประนอม เพชรนาม อายุ 58 ปี แม่น.ส. อัมพิกากล่าวว่า หลังเกิดเหตุพาญาติพี่น้องไปช่วยปลอบใจครอบครัวน้องพอตเตอร์ ตลอดเวลาไม่เคยห่างเลย เมื่อคืนนี้ก็รวบรวมเงิน 20,000 บาท นำไปช่วยเหลือเบื้องต้น รวมทั้งช่วยเหลืองานศพอย่างเต็มที่ ส่วนลูกสาวยังช็อกกับเหตุที่เกิดขึ้นร้องไห้เกือบตลอดเวลา ยิ่งเวลาเห็นลูกตัวเองก็จะร้องไห้ เพราะคิดถึงน้องพอตเตอร์
ด้านน.ส.ธัญยธรณ์กล่าวถึงกรณีเจ้าของโรงเรียนระบุว่า น้องพอตเตอร์ไม่ถือว่าเป็นนักเรียนเต็มตัว เพราะยังไม่ได้สมัครเข้าเรียนว่า ลูกชายเข้าเรียนที่นี่ตั้งแต่ชั้นเตรียมอนุบาล และก่อนเปิดเทอมก็ไปเซ็นรับชุดเด็กนักเรียนที่ ร.ร.อุทุมพรวิทยา ซึ่งก็ปรากฏชื่อของน้องพอตเตอร์ เพราะว่าทางร.ร.ต้องให้ผู้ปกครองไปเซ็นรับชุดนักเรียนด้วยตนเอง หากไม่มีลายเซ็นของผู้ปกครอง ก็จะไม่จ่ายชุดนักเรียนให้ อีกทั้งในช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ครูประจำชั้นยังส่งการบ้านมาให้น้องพอตเตอร์ทำด้วย

ที่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจากส่วนกลาง เพื่อตรวจสอบกรณีการเสียชีวิตของน้องพอตเตอร์ เพื่อความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยเก็บข้อมูลพยานแวดล้อมตามลำดับเหตุการณ์ เพื่อดูว่าแท้จริงแล้วข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เช่น รถโรงเรียนกระบะคันดังกล่าว ได้รับ-ส่งนักเรียนคนอื่นด้วยหรือไม่ ถ้าพบว่ารับเด็กคนอื่นมาด้วย กระบะคันนี้ก็เข้าข่ายรถรับ-ส่งนักเรียน ซึ่งระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การควบคุมดูแลการใช้รถโรงเรียน พ.ศ.2536 ครอบคลุมถึงด้วย

เลขาธิการ กช.กล่าวต่อว่า ถึงจะไม่ใช่รถรับ-ส่งนักเรียนของโรงเรียนโดยตรง แต่เป็นรถภายนอกก็ถือเป็นพาหนะที่โรงเรียน เพราะการที่โรงเรียนจะนำรถจากภายนอกมาใช้รับส่งนักเรียน ต้องคัดกรองทั้งตัวรถตลอดจนคุณสมบัติของผู้ขับขี่ก่อนอนุญาตให้บริการ โดยระเบียบฉบับดังกล่าวระบุคุณสมบัติพนักงานขับรถไว้อย่างชัดเจน ในข้อที่ 6 ระบุหน้าที่พนักงานขับรถไว้ในข้อที่ 7 อาทิ ต้องตรวจสอบสภาพรถและอุปกรณ์ต่างๆ ให้อยู่ในสภาพดี และพร้อมที่จะใช้การได้ตลอดเวลา และที่สำคัญมากคือข้อ 9 หน้าที่ผู้ควบคุมดูแลนักเรียน อาทิ ตรวจสอบจำนวนนักเรียนที่รับส่งแต่ละเที่ยวให้ถูกต้อง ครบถ้วนตรงตามรายชื่อนักเรียน พร้อมทั้งจัดทำบัญชีรายชื่อนักเรียนที่ใช้บริการตามแบบที่กำหนดท้ายระเบียบนี้ เรื่องนี้คงใช้เวลาตัดสินได้ช้าสุดไม่เกิน 15 วัน

“ถ้าพบว่าผิดจริงต้องดำเนินการไปตามระเบียบที่สช. สั่งไปยังโรงเรียนเอกชนทั่วประเทศให้ปฏิบัติ หากไม่ปฏิบัติก็ถือว่าขัดขืนคำสั่ง ที่สำคัญ สช.ส่งหนังสือย้ำไปแล้ว 2 ฉบับ ฉบับแรกวันที่ 5 เม.ย. หลังจากเกิดเหตุการณ์ ด.ญ.มนัสนันท์ ทองภู่ หรือน้องเอย และฉบับล่าสุดลงวันที่ 9 พ.ค. โดยแนบแนวทางส่งเสริมความปลอดภัยในการใช้รถรับ-ส่งนักเรียนเข้าไปด้วย เพราะเราไม่ได้ห่วงแค่การทิ้งเด็กไว้ในรถอย่างเดียว เราห่วงเรื่องอุบัติเหตุระหว่างเดินทางด้วย เรื่องนี้ผมจึงรู้สึกโกรธมากๆ” เลขาธิการ กช.กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่าแทนที่จะออกคู่มือซักซ้อมให้เด็ก ทำไมไม่ตรวจรายชื่อนักเรียนเวลาขึ้นลงรถโรงเรียน นายบัณฑิตย์กล่าวว่า เรื่องนี้มีอยู่ในระเบียบอยู่แล้ว คือให้มีใบรายชื่อเด็กที่ขึ้นรถทุกคนในแต่ละวัน และต้องพาไปส่งครูประจำชั้นทุกคนด้วย แต่ที่ต้องการฝึกเด็กให้ช่วยเหลือตัวเองหากติดอยู่ในรถ เช่น การเปิดประตู การกดแตร หรือให้มีเซ็นเซอร์ในรถนั้น เป็นการเสริมเข้าไปเพื่อป้องกันเหตุ ไม่คาดฝัน ซึ่งจริงๆ แล้วระเบียบที่มีอยู่หากปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด คงไม่มีทางเกิดปัญหาลักษณะดังกล่าวขึ้น

ที่ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ร.พ.รามาธิบดี รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้จัดการแผนจัดการความปลอดภัยในเด็ก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก กล่าวตอนหนึ่งในการแถลงข่าวเรื่อง “ไขทางออกรถโรงเรียน-รถมรณะภัยร้ายใกล้ตัว” ว่าจากการติดตามการรายงานการเสียชีวิตของเด็กที่ติดอยู่ในรถยนต์ พบว่าเฉพาะปีนี้เกิดขึ้นแล้วถึง 3 ราย ได้แก่ กรณีตาลืมหลานไว้ในรถ น้องเอย และล่าสุดน้องพอตเตอร์

รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าวว่า สาเหตุนอกจากขาดอากาศหายใจแล้ว ยังเกิดจากได้รับความร้อนสูงเกินขนาด เพราะจากการทดสอบวัดอุณหภูมิภายในรถยนต์ขณะจอดกลางแดดช่วงกลางวันประมาณ 1 ชั่วโมง พบว่ามีอุณหภูมิสูงถึง 42 องศาเซลเซียส ดังนั้นหากเด็กติดอยู่เกิน 2 ชั่วโมง จะทำให้เสียชีวิตทันที เพราะความร้อนสูงเกินกว่าที่ร่างกายปรับตัวได้

“อุณหภูมิในร่างกายปกติของคนอยู่ที่ 37 องศา หากอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกินกว่านี้ ร่างกายจะปรับตัว เอาความร้อนออกจากร่างกาย แต่หากเกิน 42 องศา และอยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีการระบายความร้อนเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจะไม่สามารถกำจัดความร้อนนั้นออกไปได้ มีผลทำให้เซลล์ตาย เม็ดเลือดแตก เลือดเป็นกรด สมองบวม หยุดหายใจ และเสียชีวิตในที่สุดจึงอยากเสนอ ศธ.รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับปัญหาดังกล่าวมากขึ้น โดยโรงเรียนต้องฝึกอบรมคนขับรถ และครูประจำรถ ให้คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็กขณะที่อยู่ในรถเป็นสำคัญ ต้องตรวจนับจำนวนเด็กขึ้น-ลงให้ถี่ถ้วน มีครูผู้ช่วยดูแลเด็กในรถเสมอ ไม่ใช่มีคนขับคนเดียว เมื่อเสร็จภาระก่อนล็อกประตูจะต้องดูให้ทั่วรถว่ามีเด็กเหลืออยู่หรือไม่” รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าว

รศ.นพ.อดิศักดิ์กล่าวต่อว่า การที่ ศธ.กำชับไปยังสถานศึกษาให้สอนวิธีการช่วยเหลือตนเองให้แก่เด็กหากติดอยู่ในรถ เช่น กดแตร เป็นสิ่งที่ดี แต่โดยหลักการเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ต้องถือว่าเด็กยังทำไม่ได้ แม้เด็กอาจจะทำได้ก็อาจทำในเวลาไม่เหมาะสม เช่น การสอนเปิดประตู อาจเปิดในขณะรถแล่น แต่เวลาติดอยู่ข้างในรถ ก็เอาแต่ร้องไม่เปิดเอง ถึงอย่างไรต้องมีผู้ใหญ่คอยดูแลใกล้ชิดเสมอ ซึ่งการดูแลเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 3 ปี ต้องอยู่ในระยะที่ผู้ใหญ่มองเห็นและคว้าถึง ส่วนเด็กที่มีอายุ 3-6 ขวบ ต้องอยู่ในระยะที่มองเห็น และเข้าถึง ฉะนั้นจะต้องไม่มีอะไรเกิดขึ้นโดยที่ไม่มีคนเห็น
วันเดียวกันนายประพนธ์ ทองคำ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ภาค 5 อุบลราชธานี พร้อมด้วยนายทวิพัฒน์ ขุนบุญช่วย พนักงานประกันภัยแผนกอุบัติเหตุ บริษัท เอราวัณประกันภัย จำกัด ที่รับประกันรถนักเรียนคันเกิดเหตุ เดินทางมาพบน.ส.ธัญยธรณ์ เพื่อขอข้อมูลก่อนส่งเรื่องขอสินไหมทดแทน เบื้องต้นจะได้เงินชดเชยตามพ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ 200,000 บาท ค่าสินไหมประกันอุบัติเหตุบุคคลที่ 3 จำนวน 100,000 บาท และสินไหมทดแทนจากประกันภัยชั้นหนึ่ง 300,000 บาท รวมเป็นเงิน 600,000 บาท
ด้านน.ส.ธัญยธรณ์กล่าวว่า อยู่ระหว่างการดำเนินการด้านเอกสาร ถึงแม้ว่าเงินจำนวนดังกล่าวจะเป็นเงินจำนวนมาก แต่ก็ไม่สามารถที่จะทดแทนชีวิตของลูกได้

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32742&Key=hotnews

ออกกฎนับ นร.กันลืมบนรถเตือน ศธ.สอนเด็กให้เปิดรถเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ Read More »

คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ: เชอร์ล็อก โฮล์มส์ (การศึกษา) ดร.ชอบ ลีซอ แกะรอย’ทุจริต’ครูผู้ช่วย..จาก’คะแนน’

17 พฤษภาคม 2556

จากปัญหา การทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2556 ครั้งมโหฬาร ภายหลังจาก “มติชน” ตรวจสอบพบว่ามีผู้เข้าสอบในบางคนสมัครสอบ และเข้าสอบในเขตพื้นที่การศึกษา 2 แห่งในช่วงเวลาเดียวกัน

ทำให้ นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิชรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตสอบครูผู้ช่วย โดยมี นายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ.เป็นประธาน ซึ่งตรวจพบว่ามี “เฉลยข้อสอบ” 4 ชุดวิชา รวม 43 วิชา หลุดออกจากส่วนกลางไปยัง “ขบวนการทุจริต” และนำไปใช้ในการ “ขาย” ให้กับผู้ที่ต้องการสอบบรรจุครู ผู้ช่วย ในราคา 4-7 แสนบาท โดยมี “ผู้บริหาร” บางคนจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการนำเฉลยข้อสอบออกไป

จนในที่สุด กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ดำเนินการสอบสวน และพบว่ามี “ทุจริต” เกิดขึ้นจริง รวมทั้ง มีหลักฐาน โยงถึงผู้บริหารในส่วนกลางบางคนที่ร่วมอยู่ในขบวนการทุจริต จึงรับเป็น “คดีพิเศษ”และได้นำหมายศาลเข้าตรวจค้นบ้านของ นายอำพร ทวรรณกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนเสมาอุปถัมภ์ จ.นครราชสีมา เพราะมีหลักฐาน ว่าเป็นผู้ขายเฉลยข้อสอบให้กับผู้ที่ต้องการสอบบรรจุครูผู้ช่วยจำนวน 48 ราย ในจำนวนนี้ 7-8 ราย ยืนยันว่าซื้อข้อสอบจากนายอำพร

โดยพบหลักฐานเฉลยข้อสอบทั้ง 43 วิชา บัญชีธนาคารที่มีการโอนเงินเข้าช่วงก่อนสอบ และในช่วงสอบ ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านบาท และขณะนี้ได้เรียกนายอำพรมารับทราบข้อกล่าวหา ว่ากระทำผิดตามมาตรา 188 กรณีเอาเอกสารข้อสอบไปจำหน่าย และเผยแพร่ ทำให้เกิดความเสียหายแก่ สพฐ.ระวางคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 10,000 บาท แต่นายอำพรยังคงให้การ “ปฏิเสธ”
ล่าสุด มีหนังสือจากดีเอสไอถึงคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา จำนวน 119 เขต เพื่อให้พิจารณาดำเนินการ “ยกเลิก” การบรรจุบุคคลจำนวน 344 ราย โดยเห็นว่าบุคคลดังกล่าวกระทำการเข้าข่ายทุจริตในการสอบ ทำข้อสอบผิดในข้อเดียวกัน และมีคะแนนสอบที่สูงผิดปกติ พร้อมทั้งเตรียมเรียก ทั้ง 344 ราย มาให้ปากคำ

ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ดีเอสไอมีหนังสือถึง ก.ค.ศ.และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ 119 เขต ที่มีผู้เข้าสอบที่มีคะแนนสูงผิดปกติ 344 ราย เนื่องจากการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนของผู้เข้าสอบครูผู้ช่วย ว12 ของ ดร.ชอบ ลีซอ” ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิติ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการฝ่ายวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผลการสอบของผู้เข้าสอบคัดเลือกประจำคณะกรรมการประจำศูนย์ให้คำปรึกษา และติดตามผลการคัดเลือกครูผู้ช่วย หลังจาก ก.ค.ศ.มีมติให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ไปพิจารณายกเลิกผู้ที่ทุจริตสอบครูผู้ช่วย แต่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ไม่กล้าสั่งเพิกถอน เพราะเกรงว่าจะถูกฟ้อง

โดยพบว่ามีผู้ที่สอบได้คะแนนสูงผิดปกติ 500 กว่าราย ในจำนวนนี้มี 344 ราย ที่คะแนนสูงผิดปกติแล้ว ยังกา “คำตอบ” ข้อ 34 ของข้อสอบฉบับที่ 1 วิชาความรอบรู้ “ผิด” เหมือนกันหมด ทั้งที่มีคำถาม “ง่าย” เนื่องจาก สพฐ.ได้เปลี่ยนข้อสอบ ข้อที่ 34 ใหม่ หลังเฉลยข้อสอบหลุดออกไปอยู่ในขบวนการทุจริตแล้ว

“มติชน” จึงถือโอกาสนี้ สัมภาษณ์พิเศษ ดร.ชอบ ลีซอ” ถึงแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนของผู้เข้าสอบครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมา จนทำให้ดีเอสไอมีหนังสือถึง ก.ค.ศ.และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ให้พิจารณายกเลิกการบรรจุครูผู้ช่วย 344 ราย ใน 119 เขต ที่ส่อว่าทุจริตแน่นอน!!
*การวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนบอกอะไรบ้าง?

“การวิเคราะห์ข้อมูลคะแนนของผู้เข้าสอบครูผู้ช่วย ว12 ที่ผ่านมาของผม เพื่อให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ เกิดความมั่นใจในสิ่งที่ถูกต้อง และสร้างเรียกศรัทธาของวงการศึกษาคืนมาจากการทุจริตการสอบครูผู้ช่วยในช่วงที่ผ่านมา โดยในจำนวน 344 ราย ที่ได้วิเคราะห์พบความผิดปกติ ได้คะแนนใน 4 ชุดวิชาสูง 90% ขึ้นไป การได้คะแนนสูงขนาดนี้ ถือว่ามีความผิดปกติในเชิงสถิติ และทฤษฎี เพราะกลุ่มนี้มีค่าเฉลี่ยคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ 122 คะแนน ของ ผู้เข้าสอบทั่วไปทั้งหมด 10,000 กว่าคน ถึง 4 ช่วงตัว และข้อสอบนี้เป็นการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป และคนที่สอบแล้วได้คะแนนห่างออกไปจากค่าเฉลี่ยทั่วไปสูงถึง 4 ช่วงตัว จะต้องเป็นคนที่อัจฉริยะ จริงๆ ซึ่งแสดงว่ามีไอคิวเกิน 160 หรือเท่าๆ กับ ไอน์ สไตน์”

*โอกาสที่จะมีผู้ทำคะแนนได้สูงขนาดนี้?
“โอกาสที่จะมีคนทำได้คะแนนสูงขนาดนี้ มีเพียง 3 คน ต่อประชากร 1 แสนคน ตามหลักทฤษฎีโค้งปกติ แต่การสอบครูผู้ช่วยที่ผ่านมามีผู้เข้าสอบ 10,000 กว่าคน โอกาสที่จะได้คะแนนสูงขนาดนี้จึงมีไม่ถึง 1 คน แต่กรณีนี้มีผู้ได้คะแนนสูงขนาดนี้ถึง 500 กว่าคน นอกจากได้คะแนนสูงแล้ว ในจำนวน 344 คนที่ได้คะแนนสูงผิดปกตินี้ เป็นคนที่ตอบข้อสอบในข้อ 34 ของข้อสอบฉบับที่ 1 วิชาความรอบรู้ ซึ่งเป็นข้อสอบที่ง่ายผิด และเป็นการเลือกคำตอบข้อ ก ที่เป็นคำตอบของเฉลยชุดเดิม ก่อนที่จะมีการมาปรับแก้ข้อสอบชุดนี้ใหม่ หลังพบว่าตัวเลือกข้อสอบผิด”

*ที่อ้างว่าได้คะแนนสูงเพราะอ่านหนังสือหนัก ฟังขึ้นหรือไม่?
“ที่อ้างว่าได้คะแนนสูงเพราะอ่านหนังสือ ทั้งๆ ที่ผลการเรียนที่ผ่านมาไม่สูงนั้น อาจจะฟังไม่ขึ้น เพราะต้องเป็นคนที่อัจฉริยะจริงๆ และหากพูดกันตรงๆ คนที่มาเรียนครูสมัยนี้อาจจะสอบสาขาอื่นไม่ติด จึงมาเรียนครู แต่ถ้าเป็นสมัยก่อน 40-50 ปีที่ผ่านมา คนที่มาเรียนครูจะต้องเก่งที่ 1 ของจังหวัด ฉะนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้หากจะได้คะแนนสูง หรือหากเอาคนที่จบเกียรตินิยมด้าน คุรุศาสตร์มาสอบ ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะได้คะแนน 180-190 คะแนน”

*มั่นใจว่ามีทุจริตสอบครูผู้ช่วยแน่นอน?
“ตามการวิเคราะห์ข้อมูลนี้ ค่อนข้างชัดเจนมากในความผิดปกติของคะแนน แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะตัดสินว่าคนที่ได้คะแนนสูงผิดปกตินี้ผิดเลยในทันที เพราะการทำงานของผมก็เหมือนกองพิสูจน์หลักฐาน ทั้งนี้ เราใช้สถิติ และวัดผล และวิธีการนี้เป็นที่ยอมรับกัน ซึ่งนักวัดผลทุกคนจะรู้ ที่สำคัญครู ทุกคนต้องรู้ เนื่องจากต้องผ่านการเรียนวัดผลมา ฉะนั้น ถ้า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ไม่ยอมรับผลการวิเคราะห์คะแนนนี้ก็ทำได้ แต่คงจะอธิบายลำบาก เพราะดีเอสไอได้นำผลส่วนนี้ของ 344 คน พร้อมทั้งสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอที่ได้สอบผมในฐานะผู้เชี่ยวชาญ และนายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการ ศธ.เข้าไปในสำนวนของดีเอสไอ และ ได้ฟันธงไปแล้วว่า 344 คนนี้ ส่อทุจริต ดังนั้น หาก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ไม่ดำเนินการตามที่แจ้งไป ก็จะอยู่ในภาวะที่เพิกเฉย ซึ่งจะลำบากเหมือนกัน ที่สำคัญจะปฏิเสธข้อมูลเหล่านี้ได้ยาก และจะตอบสังคมลำบาก”

*จะวิเคราะห์กลุ่มที่ได้คะแนนสูง 80-90%?
“ส่วนการวิเคราะห์คะแนนสอบของกลุ่มที่ได้คะแนน 80-90% ที่จะมีอยู่จำนวน 104 ราย จะใช้วิธีการวิเคราะห์เช่นเดียวกับกลุ่ม 344 ราย ที่คะแนนสูง 90% ขึ้นไป โดยในกลุ่ม 104 รายนี้ พบว่าทำข้อสอบในข้อ 34 ผิด โดยเลือกคำตอบข้อ ก และหากไปดูคะแนนแล้วยังพบว่าบางคนได้คะแนนเต็ม 2 วิชา แต่อีกวิชาได้ศูนย์คะแนน ทั้งหมดนี้จะต้องนำเสนอนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการ ศธ.เพื่อเสนอให้บรรจุในวาระการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งต่อไป และจะต้องส่งให้ดีเอสไอด้วย

ทั้งนี้ ผมคิดว่าคนที่ได้คะแนน 80% ขึ้นไป อาจจะมีหลุดรอด เพราะคนที่ทุจริตเก่งๆ อาจจะเลี่ยงที่ไม่ตอบคำตอบข้อ 34 ในข้อ ก ตามเฉลยเดิม หรืออาจจะอ่านแล้วตอบถูกก็ได้ ดังนั้น จะต้องให้เขตพื้นที่ฯ และดีเอสไอ ลงสอบรายละเอียดต่อไป ส่วนคนที่ได้คะแนนต่ำกว่า 80% ลงมานั้น อาจจะเกินอำนาจทางสถิติที่จะลงไปตรวจ เพราะอาจจะผิดหลักทางสถิติ”

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32740&Key=hotnews

คอลัมน์: สัมภาษณ์พิเศษ: เชอร์ล็อก โฮล์มส์ (การศึกษา) ดร.ชอบ ลีซอ แกะรอย’ทุจริต’ครูผู้ช่วย..จาก’คะแนน’ Read More »

คอลัมน์: เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์: เหตุผลหนึ่งที่ต้องยุบโรงเรียนขนาดเล็ก?

17 พฤษภาคม 2556

วันเปิดภาคเรียนแรกประจำปีการศึกษา 2556 ตรงกับวันศุกร์ที่ 17 พฤษภาคม 2556 ปีนี้ น่าจะเป็นปีสุดท้ายของการเปิดภาคเรียนแรกประจำปีการศึกษา เนื่องจากปีต่อไปจะเปิดภาคเรียนแรกตรงกับการเปิดภาคเรียนแรกของปีการศึกษาเช่นเดียวกับสากล และกลุ่มประเทศอาเซียน คือ ระหว่างเดือนกรกฎาคม หรือสิงหาคม

ปีการศึกษา 2556 การเปิดภาคเรียนปีนี้ อาจมีบางโรงเรียนเปิดเรียนก่อนหน้านี้ บางโรงเรียนเปิดหลังจากวันนี้ แต่ไม่ว่าจะเปิดภาคเรียนวันนี้ ก่อนหน้านี้ หรือหลังจากวันนี้เป็นต้นสัปดาห์หน้า ประการหนึ่งสำหรับผู้ที่อยู่ในกรุงเทพมหานคร หรือตามเมืองใหญ่ ต่างมีปัญหาการจราจรติดขัดทั้งยามเช้าและยามเย็น

กว่าการจราจรจะอยู่ตัว หรือกว่าผู้ใช้รถใช้ถนนจะคุ้นชินกับการจราจรติดขัดคงต้องเลย จากต้นเดือนหน้าไปแล้ว เพราะต้นเดือนมิถุนายน เป็นการเปิดภาคเรียนสมบูรณ์แบบตั้งแต่การศึกษาขั้นพื้นฐานไปถึงอุดมศึกษา ซึ่งมหาวิทยาลัยจะทยอยกันเปิดภาคเรียน

ระหว่างสัปดาห์ที่ผ่านมา เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรในทุกท้องที่ โดยเฉพาะตามหน้าโรงเรียนที่มีการรับส่งนักเรียนด้วยรถของ ผู้ปกครองจะแน่นเป็นพิเศษเช่นปีที่ผ่านมา และ คงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะปริมาณรถที่เพิ่มขึ้น และผู้ปกครองที่มีภาระในการรับส่งลูกหลานไปโรงเรียนเพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงปริมาณการขนส่งผู้โดยสารระบบขนส่งมวลชนยังไม่เป็นระเบียบเท่าที่ควร การจราจรโดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครจึงขัดข้องไปแทบว่าทุกท้องถนน

การเปิดภาคเรียนใหม่ เด็กและเยาวชนไทยซึ่งเข้าสู่ระบบการศึกษามีทั่วประเทศ โดย เฉพาะในระดับประถมศึกษาตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่ 1  ที่เริ่มเข้าเรียนในโรงเรียนขนาดกลางและขนาดใหญ่ไม่มีปัญหา กลับไปมีปัญหาที่โรงเรียนขนาดเล็ก ซึ่งมีนักเรียนต่ำกว่า 60 คน ลงมา

พูดและคิดกันมานานเรื่องการยุบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ให้นักเรียนที่มีอยู่ในบริเวณนั้นไปเรียนร่วมกับโรงเรียนขนาดกลาง หรือกับขนาดเล็กด้วยกัน เป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนเกินกว่า 60 คนขึ้นไป ทั้งยังกล่าวว่า การยุบรวมโรงเรียน หรือการยุบเลิกโรงเรียนขนาดเล็กมีมาหลาย ครั้งแล้ว ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันไป

ปัญหาของระบบการศึกษาไทยน่าจะไม่ใช่ เรื่องขนาดของโรงเรียนว่ามีขนาดเล็ก กลาง หรือใหญ่ แต่น่าจะเป็นด้วยระบบการ ศึกษาของไทยใช้ระบบจำนวนนักเรียนเป็น ตัวตั้งไม่ได้ใช้ระบบคุณภาพการศึกษา หรือระบบทุกคนต้องได้รับการศึกษา คือการศึกษาภาค บังคับที่เด็กไทยต้องได้รับการศึกษาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 ไม่น้อยกว่า 12 ปี ที่รัฐต้องจัดให้อย่าง ทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ไม่นับผู้ยากไร้ ผู้พิการ หรือทุพพลภาพ หรือผู้ที่อยู่ในสภาวะยากลำบากที่ต้องได้รับสิทธินั้นและการสนับสนุนจากรัฐอยู่แล้ว เพื่อให้ได้รับการศึกษาเท่าเทียมกับบุคคลอื่น

ทั้งการจัดระบบการศึกษาที่ให้มีการกระจาย ออกไปยังการปกครองส่วนท้องถิ่น ทำให้ท้องถิ่นมีโอกาสจัดการศึกษาในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานทั้งระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาได้ ยังไม่มีการดำเนินการไปถึงไหน มีเพียงองค์การบริหารส่วนตำบลและส่วนจังหวัดไม่กี่แห่งที่รับภาระจัดการโรงเรียนเช่นเดียวกับเมืองพัทยาและกรุงเทพมหานคร

การที่ประเทศไทยมีโรงเรียนขนาดเล็กไม่น่าจะเป็นปัญหาหรือเป็นอุปสรรคแต่อย่างใด หากโอนการศึกษาไปให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นดำเนินการ ยกเว้นเรื่องของหลักสูตร เพราะระบบการศึกษาไทยยังมีโครงสร้าง ไต่ระดับจากข้างล่างขึ้นไปข้างบน หรือยังมีตำแหน่งแห่งหนที่ไม่เท่าเทียมกัน คือผู้บริหารโรงเรียนระดับผู้อำนวยการโรงเรียนมีโอกาสไต่ระดับจากผู้บริหารโรงเรียนขนาดเล็กไปเป็น ผู้บริหารโรงเรียนขนาดกลาง ถึงผู้บริหารโรงเรียน ขนาดใหญ่ จากนั้นยังมีโอกาสเป็นผู้บริหาร ระดับ 9 ระดับ 10 หรือมีโอกาสไต่เต้าขึ้นไปเป็นผู้บริหารระดับสูงกว่านั้น ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ

จึงไม่มีใครอยากไปสังกัดองค์การบริหารส่วนตำบล หรือส่วนจังหวัด หรือแม้แต่ เทศบาลนคร

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32739&Key=hotnews

คอลัมน์: เรืองชัย ทรัพย์นิรันดร์: เหตุผลหนึ่งที่ต้องยุบโรงเรียนขนาดเล็ก? Read More »