ศธ.สั่ง5องค์กรหลักคัด10หนังสือดีเด่น

8 กรกฎาคม 2551

นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงการดำเนินงานของคณะกรรมการคัดสื่อสิ่งพิมพ์ที่ดี มีประโยชน์และสร้างสรรค์สังคม ของ ศธ.ว่า เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับงานของกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ที่จัดระดับความเหมาะสมของสื่อสิ่งพิมพ์ด้วยการศึกษาวิจัยสื่อสิ่งพิมพ์ทุกประเภท จัดระดับความเหมาะสม การคัดเลือกสื่อที่ดี การตีความข้อความหรือภาพที่นำเสนอของสื่อสิ่งพิมพ์ การหามาตรการลดภาษี เป็นต้น ศธ.จึงปรับรูปแบบการทำงานโดยให้หน่วยงานใน ศธ. ซึ่งประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) คัดเลือกหนังสือดีเด่นและสร้างสรรค์สำหรับเด็ก เยาวชน ครอบครัว และหนังสือที่เหมาะสมกับสังคม อาทิ หนังสือระดับอนุบาล หนังสือระดับประถมศึกษา หนังสือระดับมัธยมศึกษาตอนต้น หนังสือระดับมัธยมตอนปลาย เป็นต้น หน่วยงานละ 10 เรื่อง เพื่อจะนำหนังสือดังกล่าวมาประกาศให้ผู้ปกครองและบุคคลทั่วไปได้ทราบว่าเป็นหนังสือที่ผ่านการตรวจสอบจาก ศธ.แล้ว

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2436&Key=hotnews

สพฐ.เล็งช่วยเด็กจนเพิ่ม

8 กรกฎาคม 2551

นายสมเกียรติ ชอบผล รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวถึงกรณีที่นายไพฑูรย์ สินลารัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัย มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดูแลโรงเรียนที่ไม่สามารถเรียกเก็บเงินค่าใช้จ่ายอื่นเพิ่มได้ รวมถึงดูแลผู้ปกครองที่ไม่ใช่ข้าราชการซึ่งจะไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายเหมือนกับข้าราชการนั้นว่า ปกติ ศธ.และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ก็ดูแลเด็กยากจนอยู่แล้ว ด้วยการจัดงบฯปัจจัยพื้นฐานให้แก่เด็กที่ยากจน โดยปีนี้จัดให้เด็กระดับประถมศึกษาคนละ 1,000 บาทต่อปี จำนวนร้อยละ 30 ของนักเรียนทั้งหมด ขณะที่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นให้คนละ 3,000 บาทต่อปี จำนวนร้อยละ 20 ของนักเรียนทั้งหมด อีกทั้งยังมีทุนการศึกษาและทุนช่วยเหลือต่างๆ อาทิ ทุนภูมิทายาทที่ให้แก่เด็กยากจนในจังหวัดทางภาคใต้ จำนวนกว่า 900 ทุน เป็นต้น

“เงินที่เด็กยากจนได้รับนี้ ถ้าเด็กใช้อย่างประหยัดก็สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ ซึ่งคุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการ กพฐ. ได้ให้แนวทางไว้ว่าจะต้องขยายการช่วยเหลือปัจจัยพื้นฐานแก่เด็กยากจนเพิ่มขึ้นเป็นเฟสๆ โดยปีหน้าจะขอขยายการช่วยเหลือระดับประถมศึกษา จากร้อยละ 30 เป็นร้อยละ 40 และในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จากร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 30 เพื่อที่ต่อไปจะสามารถเรียนฟรีได้ทั้ง 100% ซึ่งจะเห็นว่า สพฐ.ไม่ได้ทอดทิ้งเด็กยากจน ยังให้การดูแลเหมือนเดิม” รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง http://www.matichon.co.th/matichon

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2435&Key=hotnews

สช.ดิ้นอุ้ม ร.ร.เอกชนงัดมาตรา 6 สู้-ต่ออายุประกันสังคม (

8 กรกฎาคม 2551

สช.ดิ้นช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ ร.ร.เอกชน ส่งเรื่องให้กฤษฎีกาวินิจฉัยหาทางรับมือมาตรา 86 ของ พ.ร.บ.การศึกษาเอกชน ชง 2 ทางเลือก ระหว่างให้ รมต.ศธ.ใช้มาตรา 6 ของ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ยกเว้นเจ้าหน้าที่ ร.ร.เอกชนไม่ต้องออกจากประกันสังคม หรืออาศัยมติ ครม.ต่ออายุประกันสังคม

นายสำรวม พฤกษเสถียร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ได้ส่งเรื่องไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า สช.สามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของเจ้าหน้าที่โรงเรียนเอกชนที่ถูกมาตรา 86 ของ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 บังคับให้ออกจากกฎหมายประกันสังคม ด้วยวิธีให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการใช้อำนาจตามมาตรา 6 ของ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ยกเว้นให้เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเอกชนไม่ต้องออกจากกฎหมายประกันสังคม หรือสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรีคุ้มครองชั่วคราวให้เจ้าหน้าที่โรงเรียนเอกชนไม่ต้องออกจากกฎหมายประกันสังคมได้หรือไม่

“คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ทราบปัญหาตามที่ผมเป็นตัวแทนของ สช.และรับทราบข้อมูลจากตัวแทนโรงเรียนเอกชน เป็นผู้ชี้แจ้งไปว่าเจ้าหน้าที่โรงเรียนเอกชนได้รับความเดือดร้อนจาก พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนจริงๆ เวลานี้ สช.รอคำตอบจากคณะกรรมการกฤษฎีกาอยู่ หลังจากกฤษฎีกาตอบกลับมาแล้ว สช.จะทำเรื่องเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการพิจารณา หากได้รับความเห็นชอบ สช.จะดำเนินการตามนั้น เพื่อเร่งแก้ปัญหา” นายสำรวมกล่าว

น.ส.จินตนา ธรรมวานิช นายกสมาคมโรงเรียนอนุบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กล่าวว่า การประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมานั้น ได้ข้อสรุปว่าจะมีการช่วยเหลือลูกจ้าง เจ้าหน้าที่ของโรงเรียนเอกชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรา 86 ของ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนแน่นอน กฤษฎีการายหนึ่งซึ่งเคยร่วมในการพิจารณา พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน ระบุด้วยว่า ไม่เคยคิดว่า พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนที่กฤษฎีกาผ่านร่างกฎหมายไปนั้นจะทำร้าย ทำให้ลูกจ้างโรงเรียนเอกชนต้องเสียสิทธิ์ แต่ที่ประชุมยังไม่ได้ข้อยุติว่าวิธีช่วยเหลือลูกจ้างโรงเรียนเอกชนจะเป็นอย่างไร

อนึ่ง มาตรา 6 ของ พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 ระบุว่า กรณีมีเหตุจำเป็นรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของคณะกรรมการจะประกาศให้โรงเรียนใดได้รับการยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.นี้ในเรื่องใดก็ได้ ส่วนมาตรา 86 กำหนดให้ผู้อำนวยการ ครู เจ้าหน้าที่โรงเรียนเอกชนออกจากกฎหมายคุ้มครองแรงงานกฎหมายแรงงานสัมพันธ์และกฎหมายประกันสังคม–
จบ–แหล่งที่มา/ผู้ส่ง http://www.komchadluek.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2432&Key=hotnews

ร้องเว็บสกอ.ถูกละเมิดทางเพศขณะฝึกงานกว่า20ราย

8 กรกฎาคม 2551

“สุเมธ” เผย นศ.ร้องถูกล่วงละเมิดทางเพศขณะฝึกงาน เตรียมสอบสวนข้อเท็จจริง วอนมหาวิทยาลัยช่วยสอดส่องคุ้มครองนศ. ชี้มีกว่า 20 ราย ร้องอาจารย์ประพฤติผิดทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย เดินหน้าเก็บข้อมูลผ่านเว็บ หวังจัดทำนโยบายคุมเข้ม

จากกรณีที่ ผศ.จักรฤทธิ์ อุทโธ อาจารย์ประจำคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี (มอบ.) ถูกนักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเดียวกัน แจ้งความกรณีกระทำอนาจารเพื่อแลกเกรด ซึ่งล่าสุดถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง สั่งพักราชการและถูกแจ้งดำเนินคดีอาญาแล้วนั้น

เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เปิดเว็บ www.mua.go.th./clean  หรือ www.mua.go.th  “นิสิตนักศึกษาร่วมใจ สร้างความสดใสให้สถาบัน” รับเรื่องร้องเรียนกรณีการกระทำที่ไม่พึงประสงค์ของอาจารย์ ที่ปฏิบัติต่อนักศึกษา หรือพฤติกรรมของอาจารย์ที่ไม่เหมาะสม ตั้งแต่วันที่ 2 กรกฎาคม จนถึงวันที่ 7 กรกฎาคม ว่าขณะนี้มีนักศึกษา อาจารย์ หรือบุคคลที่พบเห็นเหตุการณ์ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของอาจารย์ ร้องเรียนมากว่า 20 คน ซึ่งส่วนมากเป็นการบอกเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น อาทิ ถูกลวนลามทางสายตา ถูกล่วงละเมิดทางเพศนอกมหาวิทยาลัย หรือถูกล่วงละเมิดทางเพศระหว่างออกไปฝึกงาน เป็นต้น แต่ทั้งหมดไม่ได้มีการรายงานชื่ออาจารย์ ตำแหน่ง หรือมหาวิทยาลัยที่ชัดเจน มีอาจารย์เพียง 4 คนเท่านั้น ที่ถูกร้องเรียน มีชื่อ นามสกุล ตำแหน่ง และมหาวิทยาลัยที่ชัดเจน

ดร.สุเมธกล่าวต่อว่า หลังจากได้ข้อมูลจากผู้ที่เข้ามาร้องเรียนแล้ว ทำให้เห็นได้ว่า มีกรณีที่ไม่เหมาะสมเกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย แต่ในขณะนี้ยังไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่จริง เพราะสกอ.ยังสอบสวนข้อเท็จจริงไม่เสร็จสิ้น ซึ่งหลังจากทราบข้อเท็จจริง ก็จะประสานไปยังมหาวิทยาลัยให้เป็นผู้รับผิดชอบลงโทษต่อไป เนื่องจากข้อมูลทุกอย่าง สกอ.เก็บเป็นความลับ และดำเนินการสอบสวนอย่างลับๆ ไม่เปิดเผย จนกว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ทั้งนี้ ดูจากจำนวนนักศึกษาที่เข้ามาร้องเห็นได้ว่าเป็นเพียงอาจารย์ส่วนน้อยเท่านั้น ไม่ใช่อาจารย์ทั้งหมด

เลขาธิการ กกอ.กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่มีผู้เข้ามาร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ มีหลายกรณีที่เกิดขึ้นกับนักศึกษา โดยเฉพาะกรณีการล่วงละเมิดทางเพศนักศึกษาระหว่างไปฝึกปฏิบัติงาน ทั้งในสถานประกอบการ และสถานที่ราชการ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้างาน จึงขอให้นักศึกษาที่ถูกกระทำ แจ้งข้อมูลแก่ สกอ. เพื่อนำมาวิเคราะห์ และกำหนดเป็นนโยบาย กฎ ระเบียบเรื่องนี้อย่างชัดเจนมากขึ้น และฝากมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญ ดูแลตรวจสอบเรื่องนี้ รวมไปถึงคุ้มครองนักศึกษาขณะไปฝึกปฏิบัติงานอีกด้วย ส่วนการดำเนินการในเรื่องดังกล่าวคาดว่า ต้องใช้เวลาประมาณเดือนกว่าๆ จึงจะสามารถตรวจสอบได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร และมีอาจารย์ล่วงละเมิดทางเพศนักศึกษาหรือไม่

“ผมได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อ กกอ. ซึ่งคณะกรรมการเห็นด้วยว่าการแก้ไขปัญหาไม่ใช่หน้าที่ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ทุกมหาวิทยาลัยต้องรับผิดชอบร่วมกัน เช่น ขั้นตอนกระบวนการคัดเลือกคนมาเป็นอาจารย์ มหาวิทยาลัยต้องมีกลไกในการคัดกรองคนอย่างไร และเมื่อรับมาแล้วต้องดูแลให้ครูอาจารย์มีความรู้เรื่องคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณของวิชาชีพครู เป็นต้น” ดร.สุเมธกล่าว

เลขาธิการ กกอ. กล่าวต่ออีกว่า กรณีที่มีผู้ปกครองเตรียมยื่นฟ้องร้อง ศ.ดร.ประกอบ วิโรจนกูฏ อธิการบดี มอบ. กรณีเพิกเฉย ไม่ลงโทษวินัย ผศ.จักรฤทธิ์ เมื่อครั้งมีผู้ปกครองร้องเรียนว่าลูกสาวถูก ผศ.จักรฤทธิ์ทำอนาจารเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 นั้น เท่าที่ได้พูดคุยกับ ศ.ดร.ประกอบแล้ว ถ้าเป็นกรณีเด็กคนเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยได้ลงโทษภาคทัณฑ์อาจารย์คนดังกล่าวแล้ว และไม่ให้อยู่กับนักศึกษาสองต่อสองในห้องพัก อีกทั้งขณะนั้นไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน ไม่สามารถทำอะไรได้

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง http://www.komchadluek.net

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2431&Key=hotnews

ครูเอกชนส่อแววแห้ววิทยฐานะ

7 กรกฎาคม 2551

ข่าววันที่  7 กรกฎาคม 2551   แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ

เลขาธิการ กช.เผยจุดประสงค์ดี แต่ไม่สามารถเจียดเงินกองทุนเอกชนช่วยได้

“จรวยพร” ปลอบมีทางออกแต่รอเจรจา

นายสำรวม พฤกษ์เสถียร เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เปิดเผยความคืบหน้าแนวคิดการนำเงินจากกองทุนส่งเสริมพัฒนาการศึกษาเอกชน จำนวนร้อยละ 3 ที่โรงเรียนส่งเข้ามาสมทบตามมาตรา 45 ของพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 เพื่อมาจ่ายเป็นเงินวิทยฐานะให้แก่ผู้บริหาร และครูโรงเรียนเอกชนว่า เรื่องนี้ยังไม่มีความคืบหน้า แต่จากการพิจารณาวัตถุประสงค์ของกองทุนส่งเสริมพัฒนาฯ พบว่า กองทุนดังกล่าวไม่ได้ระบุเกี่ยวกับการเติมเต็มค่าตอบแทนครูในเรื่องวิทยฐานะ ดังนั้นจึงไม่สามารถนำเงินในส่วนนี้มาจ่ายเป็นเงินวิทยฐานะได้ ซึ่งหลังจากนี้คงจะต้องมีการหารือกันต่อไปว่าจะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไร เพื่อให้ครูโรงเรียนเอกชนมีขวัญและกำลังใจในการทำงานเหมือนกับครูรัฐบาล ทั้งนี้ก่อนหน้านี้มีแนวคิดที่จะให้มีการออกสลากพิเศษ 1 งวด เพื่อนำเงินมาจ่ายเป็นเงินวิทยฐานะ แต่เมื่อวิเคราะห์แล้วก็เห็นว่าเป็นวิธีการที่ยังไม่เหมาะสม

เลขาธิการ กช. กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าน่าจะเสนอรัฐบาลให้ช่วยสนับสนุนงบประมาณในส่วนของเงินวิทยฐานะนั้น เรื่องนี้รัฐบาลเคยยกกรณีตัวอย่างของวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเอกชน ที่มีการจัดสรรค่าตอบแทนในตำแหน่งรองศาสตราจารย์ (รศ.) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (ศ.) ด้วยงบประมาณของมหาวิทยาลัยเอง โดยรัฐบาลไม่ได้ร่วมสนับสนุนเลย ดังนั้นในกรณีของเงินวิทยฐานะที่จะจ่ายให้กับผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชน ทางรัฐบาลจึงนำหลักการดังกล่าวมาใช้กับโรงเรียนเอกชนด้วย ทั้งที่เอกชนเองก็มีเงินไม่มากนัก

ด้านนางจรวยพร ธรณินทร์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เรื่องนี้อย่าเพิ่งตัดสินว่าผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนจะได้รับเงินวิทยฐานะหรือไม่ เพราะยังไม่ได้หารือกัน หากวิธีการเดิมไม่สามารถทำได้ ก็คงต้องหาแนวทางใหม่ๆ แต่จะเป็นวิธีการใดคงต้องคุยกันอีกนาน ซึ่งขณะนี้ยังมีปัญหาที่เกิดจาก พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนอีกมากที่รอการแก้ไขอยู่

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2430&Key=hotnews

เลขาฯ กพฐ. ระบุ มีความเป็นไปได้มากที่จะตั้งสำนักมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นมาใหม่

7 กรกฎาคม 2551

เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เผยมีความเป็นไปได้มากที่จะตั้งสำนักมัธยมศึกษาตอนปลายขึ้นมาใหม่

คุณหญิงกษมา  วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยความคืบหน้าการเสนอปรับโครงสร้างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่มีความชัดเจนที่สุดขณะนี้ คือ การตั้งสำนักมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความเป็นไปได้อย่างมาก เนื่องจากนายสมชาย  วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เห็นด้วยและคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของกระทรวงศึกษาธิการ เห็นว่ามีความเป็นไปได้ ส่วนการเสนอให้มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเฉพาะเพื่อดูแลโรงเรียนมัธยมศึกษานั้น สพฐ. ได้ส่งความคิดเห็นไปให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา เพื่อพิจารณานโยบายการศึกษาในภาพรวมและข้อกฏหมายที่เกี่ยวข้องว่าดำเนินการได้หรือไม่

เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวอีกว่า การเสนอแยกสำนักมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นความห่วงใยถึงปัญหาความเดือนร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา สพฐ. ได้พยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ โดยเฉพาะหลักเกณฑ์การโยกย้าย ซึ่งช่วงแรกที่เข้าโครงสร้างใหม่มีปัญหาร้องเรียนมาประมาณ 40 – 50 เรื่อง แต่ขณะนี้มีการร้องเรียนมาเพียง 4 – 5 เรื่อง ซึ่งแม้ปัญหาส่วนใหญ่จะได้รับการแก้ไขแต่ก็ยังมีปัญหาเดือดร้อนอยู่

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2428&Key=hotnews

“สมชาย”ไฟเขียวแยกประถม-มัธยม

7 กรกฎาคม 2551

ข่าววันที่  7 กรกฎาคม 2551   แหล่งข่าวจาก สยามรัฐ

คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเสนอขอปรับโครงสร้างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)ว่า ขณะนี้การเสนอปรับโครงสร้างชัดเจนแล้วคือ การตั้งสำนักมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีความเป็นไปได้มาก เนื่องจากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รมว.ศึกษาธิการ เห็นด้วย และคณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ ศธ.ก็เห็นว่ามีความเป็นไปได้ ส่วนการเสนอให้มีสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเฉพาะเพื่อดูแลโรงเรียนมัธยมศึกษานั้นสพฐ.ได้ส่งความคิดเห็นไปให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาเพื่อให้ดูในแง่ของนโยบายการศึกษาใหญ่และสิ่งที่เกี่ยวข้องด้านกฏหมายว่าดำเนินการได้หรือไม่

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า การเสนอแยกสำนักมัธยมศึกษาตอนปลายนั้น เป็นความห่วงใยถึงปัญหาความเดือนร้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา สพฐ.ได้พยายามเข้าไปแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระบบ ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์การโยกย้าย ซึ่งช่วงแรกที่เข้าโครงสร้างใหม่มีปัญหาร้องเรียนมาประมาณ 40 -50 เรื่องแต่ตอนนี้มีการร้องเรียนมาเพียง 4- 5 เรื่อง ดังนั้นแสดงให้เห็นว่าปัญหาส่วนหนึ่งได้รับการดูแล แต่กระนั้นก็ยังมีปัญหาเดือดร้อนอยู่ อย่างไรก็ตามขั้นตอนต่อไป สพฐ.จะเสนอให้คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการพิจารณาเพื่อประกาศจัดตั้งเป็นสำนักภายในก่อน สำหรับการตั้งสำนักการศึกษาภาคบังคับนั้นคงไม่จำเป็นต้องตั้งสำนักงานนี้เพราะ สพฐ.ก็ทำหน้าที่ดูแลเรื่องนี้อยู่แล้ว

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง http://www.siamrath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2429&Key=hotnews

ศธ.เร่งสอบสวนวินัยร้ายแรงอาจารย์ มอบ. ล่วงละเมิดทางเพศนักศึกษาหญิง

7 กรกฎาคม 2551

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สั่งเร่งสอบสวนวินัยร้ายแรงอาจารย์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีล่วงละเมิดทางเพศนักศึกษาหญิงทั้งคดีเก่าและคดีใหม่ คาดแล้วเสร็จภายใน 7-8 วัน  ขณะที่มีนักศึกษากว่า 20 ราย ร้องเรียนว่าถูกล่วงละเมิดทางเพศ

นายบุญลือ  ประเสิรฐโสภา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีผู้ช่วยศาสตราจารย์จักรฤทธิ์  อุทโธ อาจารย์ภาควิชาศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ล่วงละเมิดทางเพศ นักศึกษาทั้งชายและหญิงเพื่อแลกเกรด ซึ่งเคยถูกร้องเรียนหลายครั้งแต่ไม่มีหลักฐานเอาผิด ว่า ขณะนี้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนวินัยร้ายแรงผู้ช่วยศาสตราจารย์จักรฤทธิ์ แล้ว โดยผู้ช่วยศาสตราจารย์จักรฤทธิ์ มีสิทธิ์ชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ได้สั่งการให้ทางมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี เร่งดำเนินการสอบสวนวินัยร้ายแรงให้แล้วเสร็จโดยเร็ว คาดว่าภายใน 7 – 8 วัน น่าจะได้ข้อสรุป นอกจากนั้น ทราบว่าผู้ช่วยศาสตราจารย์จักรฤทธิ์ มีคดีที่ถูกร้องเรียนค้างเก่าอีก 2 คดี ซึ่งได้ให้คณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ สอบสวนข้อเท็จจริงไปในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ปกครองนักศึกษาหญิงอีกรายนำหลักฐานเข้าแจ้งความเพิ่มเติมว่าถูกผู้ช่วยศาสตราจารย์จักรฤทธิ์ กระทำอนาจารตั้งแต่ปลายปี 2550 ผ่านมานานถึง 7 เดือนแล้วแต่เรื่องเงียบหาย ทั้งที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์จักรฤทธิ์ ก็ลงชื่อรับสารภาพต่อคณะกรรมการสอบสวนแล้ว แต่อธิการบดีกลับไม่ดำเนินการทางวินัย ซึ่งเรื่องนี้ ต้องขอรอฟังข้อมูลจากคณะกรรมการสอบสวนวินัยฯ ก่อน หากเป็นเรื่องจริง อธิการบดี ก็ต้องมีความผิดฐานปล่อยปละละเลย และจะต้องประสานกับทางสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดำเนินการตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯ อธิการบดีมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี อีกทางหนึ่งด้วย

ด้านนายสุเมธ  แย้มนุ่ม เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า มีนักศึกษากว่า 20 รายร้องเรียนผ่านเว็บไซต์ www.mua.go.th/clean ถึงพฤติกรรมของอาจารย์ที่ไม่เหมาะสม โดยมีทั้งที่ถูกกระทำเองและเห็นอาจารย์กระทำกับบุคคลอื่น ตลอดจนนักศึกษาที่ออกไปฝึกงานข้างนอกแล้วถูกบุคลากรของหน่วยงานดังกล่าวล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งนี้ ตนเองยังไม่ขอให้รายละเอียด เพราะต้องตรวจสอบก่อนว่ามีมูลความจริงหรือไม่ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบแต่ละกรณีประมาณ 1 เดือน

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง สำนักข่าว กรมประชาสัมพันธ์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2427&Key=hotnews

สสวท. จับมือนักเรียนคอมพิวเตอร์โอลิมปิกสร้างเว็บไซต์ www.programming.in.th อบรมเขียนภาษาซี ฟรี !

7 กรกฎาคม 2551

เขียนโปรแกรมไม่ยากอย่างที่คิด สสวท.  จับมือนักเรียนคอมพิวเตอร์โอลิมปิกสร้างเว็บไซต์ www.programming.in.th อบรมเขียนภาษาซี ฟรี !

นางสาวนารี  วงศ์สิโรจน์กุล  รักษาการแทนผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  แจ้งว่า   สาขาคอมพิวเตอร์  สสวท. ขอเชิญผู้สนใจสอบถามและสมัครเข้าร่วมอบรมด้วยตนเองแบบออนไลน์  หลักสูตรการเขียนโปรแกรมภาษาซี ผ่านเว็บไซต์ www.programming.in.th  เริ่มลงทะเบียนเข้ารับการอบรมได้ตั้งแต่บัดนี้  เนื้อหาบทเรียนการเขียนโปรแกรมภาษาซีในรูปแบบออนไลน์ มีการเรียงลำดับบทจากง่ายไปยังยาก ซึ่งผู้เรียนจะไม่สามารถอ่านเนื้อหาหรือทำโจทย์ในบทถัดไปได้ หากว่ายังไม่ผ่านบทก่อนหน้า ทั้งนี้ในแต่ละบท ยังมีโจทย์สำหรับฝึกเขียนโปรแกรม และดูผลลัพธ์ของโปรแกรมผ่านทางหน้าเว็บไซต์ได้ทันที หรือสอบถามเพิ่มเติมที่ โทร. 02 392 4021 ต่อ 3415, 3414, 3406 เว็บไซต์ www.programming.in.th จัดทำขึ้นโดยสาขาคอมพิวเตอร์ สสวท. ร่วมกับนักวิชาการ และนักศึกษา ซึ่งเป็นนักเรียนค่ายคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ร่วมกันพัฒนาเว็บไซต์ขึ้น เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนทางด้านการเขียนโปรแกรมและสนับสนุนงานด้านวิชาการในการที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิก ครั้งที่ 23 ในปี พ.ศ. 2554  โดยผู้เรียนสามารถเข้าศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา โดยเนื้อหาจะเน้นเฉพาะการเขียนโปรแกรมด้วยภาษาซี   วิธีการแก้ปัญหาซึ่งเป็นโจทย์ปัญหาตั้งแต่ระดับพื้นฐาน จนถึงโจทย์ปัญหาที่ใช้ในการอบรมค่ายคอมพิวเตอร์โอลิมปิก เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศด้านวิชาการ และทำให้การเรียนการสอนวิชาคอมพิวเตอร์เป็นที่สนใจของเยาวชนและนักวิชาการทั่วๆ ไปซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตรระบบการเรียนการสอน และการวิจัยที่จะช่วยพัฒนาความก้าวหน้าทางวิชาการของประเทศต่อไป

หลักสูตรการเขียนโปรแกรมภาษาซี ผ่านเว็บไซต์ www.programming.in.th แบ่งหมวดการเรียนรู้ออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ Task  รวบรวมโจทย์สำหรับการเขียนโปรแกรมภาษาซีที่ลักษณะโจทย์เป็นรูปแบบเดียวกับโจทย์การแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระหว่างประเทศ โดยมีหลากหลายระดับความยากง่าย ให้สมาชิกสามารถเลือกทำและส่งโค้ดโปรแกรมขึ้นมาผ่านห้าเว็บไซต์ และรอรับผลการตรวจในทันทีว่าจะได้คะแนนเท่าไหร่  Tutorail เนื้อหาบทเรียนการเขียนโปรแกรมภาษาซีในรูปแบบออนไลน์ โดยมีการเรียงลำดับบทจากง่ายไปยังยาก ซึ่งผู้เรียนจะไม่สามารถอ่านเนื้อหาหรือทำโจทย์ในบทถัดไปได้

หากว่ายังไม่ผ่านบทก่อนหน้า ทั้งนี้ในแต่ละบท ยังมีโจทย์สำหรับฝึกเขียนโปรแกรม และดูผลลัพท์ของโปรแกรมผ่านทางหน้าเว็บไซต์ได้ทันที  Challenge พักสมองจากการคิดโจทย์ยาก ๆ ในหมวด Task มาทำโจทย์ประเภทคำถาม-คำตอบ  ในหมวดนี้จะมีโจทย์หลากหลายประเภท  บางข้ออาจจะตอบได้โดยไม่ต้องค้นหาข้อมูล บางข้ออาจจะสามารถตอบได้โดยใช้กูเกิ้ลช่วยหา หรือบางข้ออาจจะต้องเขียนโปรแกรมขึ้นมาเพื่อหาคำตอบ

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง Press Release, Local (Th/Eng

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2422&Key=hotnews

ชี้ศูนย์เด็กเล็กต้องอยู่กับท้องถิ่น

7 กรกฎาคม 2551

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (กกถ.) เมื่อเร็ว ๆ นี้ ที่ประชุมได้พิจารณาปัญหาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่ได้ถ่ายโอนให้แก่ อปท.ไปแล้ว เนื่องจากกำลังเกิดปัญหาขาดแคลนครู เพราะครูที่ไม่สมัครใจโอนไปสังกัด อปท.จะอยู่ช่วยราชการในโรงเรียนดังกล่าวเพียง 1 ปี จากนั้นจะกลับมาสอนในโรงเรียนสังกัด สพฐ. โดย สพฐ.จะจัดอัตราลงในโรงเรียนที่ขาดแคลนครู ซึ่งข้อมูลขณะนี้พบว่าโรงเรียนที่ถ่ายโอนไปสังกัด อปท.ขาดแคลนครูกว่า 5,000 อัตรา ที่ประชุมจึงมีมติให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ไปเจียดงบฯ เหลือจ่ายของ สถ.มาบรรจุครูในสังกัด อปท. แต่ถ้าไม่พอให้ อปท.จังหวัดนั้น ๆ ไปจัดหางบฯ ในองค์กรของตนเองมาดำเนินการแทน และถ้ายังไม่พออีกก็ให้จัดสรรงบฯ ฉุกเฉินเร่งด่วนที่มีอยู่ใน สถ.มาใช้ โดยให้เริ่มดำเนินการจัดอัตราทดแทนตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป ส่วนครูที่ไม่สมัครใจเมื่อช่วยราชการครบ 1 ปีแล้ว

รมว.ศธ.กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมได้พิจารณาการถ่ายโอนศูนย์เด็กเล็กของวัดให้แก่ อปท. โดยที่ประชุมมีมติเป็นหลักการว่าการจัดการศึกษาของศูนย์เด็กเล็กในวัดควรเป็นหน้าที่ของ อปท. จึงให้ดำเนินการถ่ายโอนศูนย์เด็กเล็กในวัดให้แก่ อปท. เพื่อไม่ให้เป็นภาระของวัด ส่วนกรณีของวัดใดที่ไม่สมัครใจจะถ่ายโอน ก็ให้ อปท.ไปเจรจากับเจ้าอาวาสวัด ซึ่งอาจจะเป็นการบริหารจัดการร่วมกันก็ได้.

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2424&Key=hotnews