Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

จัดการครอบครัวเป็นสุขด้วยหลักบูรณาการ

4 มกราคม 2550

ว่ากันมานานแล้วว่า “สถาบันครอบครัว” เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในสังคม แต่ในปัจจุบันสังคมไทยยังขาดการเอาใจใส่ครอบครัวเพราะวิถีชีวิตสังคมเมืองที่พ่อแม่ต้องทำงานตัวเป็นเกลียวและปล่อยให้ลูกอยู่คนเดียว สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นเหตุให้เกิดปัญหาในครอบครัว และอาจลุกลามกลายเป็นปัญหาสังคมในอนาคต สาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จึงจัด “โครงการศึกษาและพัฒนาสถาบันครอบครัวเชิงบูรณาการ” ด้วยการทำวิจัยนำร่องและสำรวจข้อมูลพื้นฐานของครอบครัวในเขตพื้นที่ศึกษาเพื่อวิเคราะห์ความต้องการของครอบครัวในการส่งเสริมความอบอุ่นภายในบ้าน และนำเสนอรูปแบบการพัฒนาครอบครัวแบบบูรณาการให้แก่ศูนย์พัฒนาครอบครัวชุมชน

โครงการวิจัยนี้ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลและทำกิจกรรมกับครอบครัวที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ในเขต อบต.ไทรน้อย และเทศบาลบางม่วง จ.นนทบุรี รวม 50 ครอบครัว โดยมี รศ.ดร.จิตตินันท์ เดชะคุปต์ รักษาการประธานกรรมการประจำสาขาวิชามนุษยนิเวศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ ซึ่งกิจกรรมที่ทำในโครงการนี้มีหลากหลาย อาทิ การไปเยี่ยมครอบครัวถึงบ้าน เปิดเวทีให้ครอบครัวในชุมชนแลกเปลี่ยนความคิดเห็น อบรมเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ การศึกษาและการบริหารเงินโดยคณะผู้วิจัยจะแจกสมุดบันทึกให้กับทุกครอบครัว เพื่อบันทึกรายละเอียดการใช้ชีวิตเป็นเวลา 1 เดือน

รศ.ดร.จิตตินันท์บอกว่า หลังจากจบโครงการพบว่า คนในชุมชนมีชีวิตที่ดีขึ้น รู้จักการบริหารเงิน เพราะคนในชุมชนเข้าใจว่าการเรียนรู้ไม่ได้มีแต่เฉพาะเด็กๆ ผู้ใหญ่ก็สามารถเรียนรู้ได้จากการเข้าร่วมโครงการ ซึ่งทุกคนในสังคมไทยต้องหันมามองคุณค่าที่แท้จริงของครอบครัวให้มากกว่าเดิม

“ครอบครัวต้องมีหน้าที่ดูแลเด็กบนพื้นฐานของความรัก ความเข้าใจ และเหตุผล ถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปจะเป็นการละเลยต่อสมาชิกในครอบครัว ซึ่งการพัฒนาครอบครัวต้องมาจากสมาชิกในแต่ละคนช่วยเหลือกันไม่ใช่รอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก”

นางกัลยา แกล้วกล้า อายุ 30 ปี ผู้เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า โครงการนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนเปลงหลายอย่าง เช่น รู้จักโภชนาการที่ดี จากที่แต่ก่อนเลือกกินอาหารอะไรก็ได้ ตอนนี้เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รู้จักวิธีใช้เงินให้คุ้มค่าด้วยการซื้อของที่มีความจำเป็นเท่านั้น และช่วยให้ระงับอารมณ์ร้อนของตนเองและลูกสาวได้อีกด้วย

ไม่มีสิ่งใดสำคัญเท่ากับความรักความอบอุ่นที่มีในครอบครัว
แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: http://www.matichon.co.th/

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2322&Key=hotnews

10 สุดยอด นวัตกรรมแห่งปี

4 มกราคม 2550

10 สุดยอดนวัตกรรมแห่งปี 2549 จัดโดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ สนช. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ออกมาแล้ว เชื่อว่าบรรดาเอสเอ็มอีสามารถจับกระแสธุรกิจในอนาคตได้ไม่ยาก ไม่ใช่แค่ 1-2 ปี แต่หลายธุรกิจเป็นธุรกิจที่มีผลกับโลกอนาคตเลยทีเดียว เอสเอ็มอีที่มองการณ์ไกลไม่สามารถอยู่ได้โดยการซื้อลิขสิทธิ์จากประเทศอื่นเท่านั้น แต่ในฐานะที่เราเองเป็นผู้คิดเราย่อมได้เปรียบ

10 สุดยอดนวัตกรรมที่คัดเลือกมาในครั้งนี้ มีเกณฑ์ในการตัดสินโดยพิจารณาจาก 1.รูปแบบธุรกิจใหม่ 2.สนับสนุนด้วยเทคนิคทางเทคโนโลยีที่โดดเด่น 3.เป็นนวัตกรรมที่มีศักยภาพในตลาดโลก 4.มีการบริหารองค์กรที่ดี 5.มีการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา 6.ก่อให้เกิดกระแสความตื่นตัวด้านนวัตกรรม

หลายธุรกิจไล่ตามอนาคต และหลายธุรกิจกำลังอยู่ในกระแสขณะนี้

1.สเต็มเซลล์…นวัตกรรมการแพทย์ในอนาคต

ดำเนินการโดย บริษัท ไทย สเตมไลฟ์ จำกัด เป็น นวัตกรรมการรักษาโรคแทรกซ้อนในระบบเส้นเลือดของ ผู้ป่วยโรคเบาหวานโดยใช้ สเต็มเซลล์ (stem cells) กระตุ้นไขกระดูกของผู้ป่วย ช่วยในการสร้างเซลล์เนื้อเยื่อ อวัยวะ และระบบต่างๆ ภายในร่างกาย

โอกาสธุรกิจอยู่ตรงที่ขณะนี้ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ถูกตัดขาปีหนึ่งราว 40,000 คนต่อปี ในขณะเดียวกันผู้ป่วยเหล่านี้ยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาตกราว 1,000,000 บาทต่อครั้ง แต่หากใช้เทคโนโลยีสเต็มเซลล์พบว่าจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 200,000 บาทเท่านั้น สามารถประหยัดงบประมาณได้ถึง 32,000 ล้านบาทต่อปี

2.ข้าวกล้องสด…หอมกรุ่นจากท้องนา

ดำเนินการโดย บริษัท ซีเรียลเทค คอร์ปอเรชั่น จำกัด เป็นนวัตกรรมในการเก็บรักษาข้าวกล้องสดได้นานขึ้นคือราว 6-9 เดือน รักษาความสดได้เหมือนข้าวใหม่

โอกาสทางธุรกิจก็คือ ทำให้เกิดมูลค่าจากข้าวกล้องปกติราคา กิโลฯละ 20-30 บาท นวัตกรรมตัวนี้จะช่วยทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นถึง 3-5 เท่า จากคุณค่าทางโภชนาการที่สูงขึ้นนั่นเอง

3.ระบบเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูน…บ้านใหม่ของชีวิตใต้ท้องทะเล

ดำเนินการโดย บริษัท เสถียรอุตสาหกรรม จำกัด เป็นที่รู้กันว่าปลาการ์ตูนเพาะเลี้ยงยาก แต่เทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูนของสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพาจะช่วยให้การผลิตปลาการ์ตูนส่งออกได้มากขึ้น อย่างต่ำตกประมาณเดือนละ 15,000 ตัว

คิดง่ายๆ ปลาการ์ตูนขายปลีกราคาตัวละ 16 ดอลลาร์ จำหน่ายส่งในราคาตัวละประมาณ 7-8 ดอลลาร์ หรือราว 320 บาทต่อตัว

4.สมองกล CNC ชุบชีวิตเครื่องจักรกลไทย

โดย บริษัท โนออล จำกัด ในนามของสมาคมเครื่องจักรกลไทย (TMA) เป็นการสร้างชุดควบคุมเครื่องจักรกลอัตโนมัติ (CNC controller) ที่เป็นสมองของเครื่องจักรเพื่อสั่งงานควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ เช่น การเคลื่อนที่ของชิ้นงาน การเปลี่ยนหัวกัดแบบต่างๆ การหมุนของหัวกัด การปรับระยะ ตลอดจนไปถึงการควบคุมระบบหล่อเย็น

ที่สำคัญก็คือเครื่องควบคุมสามารถทำงานร่วมกับเครื่องจักรได้หลากหลายรูปแบบ น่าจะเป็นการพลิกโฉมการพัฒนาระบบอุตสาหกรรมในประเทศไทยเลยทีเดียว นั่นก็หมายความว่าเรามีอำนาจในการแข่งขันกับต่างประเทศได้ในทางหนึ่ง

5.แป้งเด็กจากแป้งข้าวเจ้า ธุรกิจใหม่ของข้าวไทย

โดย บริษัท เนอเชอร์ แคร์ จำกัด เป็นการนำแป้งข้าวเจ้ามาใช้ทดแทน ทอลคัม (talcum) ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักที่นำเข้ามาและแป้งข้าวโพดโดยการดัดเปลงทางเคมีจนมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับแป้งฝุ่นที่ใช้กันในปัจจุบัน จุดที่น่าสนใจอยู่ที่ตลาดรวมของผลิตภัณฑ์หลังอาบน้ำมีมูลค่าตลาดราว 3,500 ล้านบาท คิดเป็นแป้งเด็กราวๆ 55% แป้งเย็น 34% แป้งหอม 9% และแป้งน้ำ 2% ในขณะที่บ้านเรานำเข้าทอลคัมปีละ 600 ล้านบาท

6.บรรจุภัณฑ์ชีวภาพ…จากธรรมชาติคืนสู่ธรรมชาติ

โดย บริษัท บรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

เพื่อสิ่งแวดล้อม จำกัด เป็นนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์จากชานอ้อย จากเดิมที่นำไปเป็นเชื้อเพลิง แต่การนำมาพัฒนาจนกลายเป็นบรรจุภัณฑ์หลากหลาย เพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์ แถมยังเป็นบรรจุภัณฑ์รักษาสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

7.ตะกร้อผิวนุ่ม เตะไม่เจ็บ

โดย บริษัท เสถียรอุตสาหกรรม จำกัด เป็นเทคโนโลยีในการผลิตพลาสติกให้มีพื้นผิวนุ่มขึ้น

เตะไม่เจ็บ โอกาสทางธุรกิจที่น่าสนใจก็คือ มูลค่าตลาดของลูกตะกร้อในประเทศปัจจุบันอยู่ราวๆ 150 ล้านบาท ซึ่งตลาดของตะกร้อพลาสติกสามารถเติบโตได้เท่าตัว เนื่องจากนโยบายในการส่งเสริมกีฬาในโรงเรียน มหาวิทยาลัย ชุมชนและหมู่บ้าน ประกอบกับตะกร้อขาดวัสดุธรรมชาติที่เริ่ม หายากขึ้นทุกวัน

8.แขนกล…สุดยอดระบบอัตโนมัติ แขนกล (Articulate Arm) บริษัท นิวสมไทยมอเตอร์เวอค จำกัด ร่วมกับสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สำหรับใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม เคลื่อนไหวได้อิสระทั้ง 5 แกน แบกรับน้ำหนักชุดอุปกรณ์ได้ 6 กิโลกรัม ทำงานได้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ตัวเลขที่น่าสนใจอยู่ตรงผลการคาดการณ์จำนวนแขนกลทั่วโลกที่จะติดตั้งเพิ่มในปี 2550 พบว่ามีมากกว่า 106,300 ตัว และมีโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศจำนวนมากที่มีความต้องการนำไปใช้ ทางบริษัทจึงได้วางแผนการพัฒนาแขนกลขนาดเล็กราคาย่อมเยาแต่ยังคงคุณภาพสูงไว้เพื่อทำตลาดในประเทศด้วย

9.เครื่องล้าง…กระบอกไตเทียม โดย บริษัท เมดิทอป จำกัด เป็นนวัตกรรมในการล้างไตเทียม คือสามารถนำกระบอกไตเทียมที่ใช้ไปแล้วนำกลับมาใช้ได้อีก เป็นการลดการนำเข้า ลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยจากราคาค่าล้างไต 4,200 บาทต่อครั้ง เหลือ 2,200 บาทต่อครั้ง โอกาสทางธุรกิจไม่ต้องพูดถึง

10.เก้าอี้น้ำยางพารา…นุ่มยิ่งกว่านุ่ม โดย ห้างหุ้นส่วนจำกัด ซุ่ย สตูดิโอดีไซน์ เป็นการผลิตเก้าอี้นุ่มจาก ยางพาราต้นทุนต่ำ กระบวนการไม่ซับซ้อน เหมาะสำหรับกลุ่มลูกค้านักอนุรักษ์ธรรมชาติ ซึ่งมูลค่าของตลาดเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านมีมูลค่าทางการตลาดประมาณ 250 พันล้านบาท โดยมีอัตราการขยายตัว 10% ต่อปี

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: http://www.matichon.co.th/prachachart

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2317&Key=hotnews

เผยครูแหกคอกยอดพุ่ง

4 มกราคม 2550

เผยครูแหกคอกยอดพุ่ง

++ ก.ค.ศ.เร่งสร้างคุณธรรม-ย้ำบทลงโทษ

นายประเสริฐ งามพันธุ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ พ.ศ.2549 สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้พิจารณาความผิดข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ถูกดำเนินการทางวินัยยุติแล้วทั้งสิ้น 133 ราย เพิ่มขึ้นจากปีงบฯ ที่ผ่านมา 53 ราย โดยเป็นการกระทำผิดระเบียบวินัยข้าราชการมากที่สุด 30 ราย รองลงมาได้แก่ ความผิดเชิงชู้สาวอนาจาร 25 ราย และความผิดทางการพนัน 22 ราย นอกจากนี้ยังพบว่า มีการกระทำผิดล่วงละเมิดทางเพศเด็ก 5 รายด้วย โดยผู้กระทำผิดส่วนใหญ่เป็นข้าราชการครู 63 ราย ผู้อำนวยการสถานศึกษา 48 ราย บุคลากรทางการศึกษา 16 ราย ทั้งนี้ผู้กระทำผิดส่วนใหญ่จะสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่วนการพิจารณาโทษนั้น มีผู้ได้รับโทษร้ายแรงถูกไล่ออกจากราชการ 11 ราย และปลดออกจากราชการ 9 ราย และโทษไม่ร้ายแรง ให้ลดขั้นเงินเดือน หรือตัดเงินเดือน หรือภาคทัณฑ์ 82 ราย และไม่มีโทษ 31 ราย

“การกระทำผิดของข้าราชการครู หากเรื่องมาถึงสำนักงานก.ค.ศ.จะไม่มีการช่วยเหลือกัน ซึ่งจะมีการพิจารณาโทษในรูปของคณะกรรมการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ครูล่วงละเมิดเพศต่อนักเรียน ซึ่งเป็นเรื่องล่อแหลมมาก และเป็นเรื่องที่สำนักงาน ก.ค.ศ. ไม่มีการให้ลดโทษอย่างแน่นอน โดยขั้นต่ำต้องถูกปลดออกจากราชการ แต่หากผู้บังคับบัญชาปิดบังพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาก็จะต้องได้รับโทษด้วย นอกจากนี้กรณีความผิดทุจริตประพฤติมิชอบต่อหน้าที่ก็เป็นเรื่องที่ยอมไม่ได้เช่นกัน เพราะเราต้องการให้วงการครูมีความโปร่งใส ซึ่งโทษขั้นต่ำคือ ไล่ออก และไม่มีการลดหย่อน เพราะข้าราชการครูไม่เพียงแต่มีวินัยข้าราชการกำกับ แต่ยังมีเรื่องจรรยาบรรณวิชาชีพครูที่ต้องยึดถืออีกด้วย” นายประเสริฐ กล่าว

เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลชุดนี้ได้ดำเนินนโยบายคุณธรรมนำความรู้ ซึ่งสำนักงาน ก.ค.ศ.ได้พยายามที่จะเสริมสร้างคุณธรรมให้กับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาร่วมกับต้นสังกัดของครูมาโดยตลอด โดยเดือนม.ค.2550 จะมีการจัดอบรมพัฒนาคุณภาพการบริหารการศึกษาตามระบบคุณธรรม ซึ่งจะมีผู้บริหารสถานศึกษาเข้าร่วมการอบรมคุณธรรม 200 คน และเดือนก.พ.จะมีการอบรมผู้ดำเนินการสอบสวนทางวินัยและปฏิบัติงานด้านวินัย 300 คน เพื่อไปขยายผลให้กับข้าราชการครูและบุคลากรในพื้นที่ ให้ตระหนักถึงคุณธรรมและจริยธรรม และที่สำคัญเพื่อให้รับทราบถึงวินัยและโทษเมื่อกระทำผิด นอกจากนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้เปิดหลักสูตรออนไลน์สำหรับผู้ที่มีความสนใจงานทางด้านวินัยสามารถเข้ามาค้นคว้าข้อมูลได้ที่ www.moe.go.th/webtcs

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: http://www.siamrath.co.th

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2311&Key=hotnews

วิจิตร’ประธานเปิดยัดห่วง ยช.เอเชีย

3 มกราคม 2550

นางเนตทราย วงศ์อุปราช กรรมการผู้จัดการ บ.ไบรท์เบรน บิซิเนส จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่ได้รับมอบหมายจากสมาคมบาสเกตบอลแห่งประเทศไทย ให้เป็นผู้ดำเนินการด้านสิทธิประโยชน์ พิธีการเปิด-ปิด และกิจกรรมต่าง ๆ ในศึกบาสเกตบอลเยาวชนหญิงอายุไม่เกิน 18 ปี ชิงชนะเลิศแห่งเอเชียครั้งที่ 18 ระหว่าง 29 ม.ค.-5 ก.พ. นี้ ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก กรุงเทพฯ ซึ่งสมาคมบาสเกตบอลฯ จัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติในปีมหา มงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา นั้น ได้เตรียมการจัดพิธี เปิด-ปิด การแข่งขันให้ยิ่งใหญ่ที่สุด

สำหรับพีธีเปิดการแข่งขัน มี ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน โดยกิจกรรมในวันเปิดการแข่งขันวันที่ 29 ม.ค. ที่อินดอร์สเตเดี้ยม หัวหมาก นั้น เริ่มเวลา 09.00-15.00 น. จะเป็นการแข่งขันบาสเกตบอล 3 คู่ในระดับดิวิชั่น 2 คือ มาเลเซีย-อินเดีย, ฮ่องกง – เวียดนาม และ ศรีลังกา-อินโดนีเซีย จากนั้นจะเป็นการประกวดกองเชียร์-ลีดเดอร์ ในรอบแรก เพื่อสร้างสีสันให้การแข่งขัน โดยคัดเอาแชมป์แต่ละภูมิภาคของไทยมาชิงชัยกันอีกครั้ง จนเวลา 15.30 น. จึงเริ่มเข้าสู่พิธีเปิดการแข่งขัน

ด้านการแสดงในพิธีเปิดนั้น ใช้นักเรียนกว่า 70 คน มาจากโรงเรียนที่คว้าอันดับ 1-5 ในการแข่งขันสปอร์ตแดนซ์ ฟอร์ เดอะ ควีนส์ จากการแข่งขันบาสเกตบอลนักเรียนอายุไม่เกิน 18 ปี ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ รายการ “สปอนเซอร์ ไทยแลนด์ แชม เปี้ยนชิพ 2006” จากโรงเรียนปรีชานุศาสตร์ ชลบุรี, สตรีวิทยา 2, อู่แก้ววิทยา จ.อุดรธานี และ เซนต์แมรี ดอนมอสโก จ.อุดรธานี ซึ่งจะเป็นการแสดงชุดเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่มีการฝึกซ้อมมายาวนานเพื่องานนี้ จากนั้นเวลา 16.15-22.15 น. เป็นต้นไป เป็นการแข่งขันอีก 3 คู่ในระดับดิวิชั่น 1 ได้แก่คู่แรก ทีมเยาวชนสาวไทยเปิดสนามกับสิงคโปร์ และ ไต้หวัน พบ เกาหลีใต้ ปิดท้ายด้วยจีน พบ ญี่ปุ่น

ในส่วนของการแข่งขัน จะแข่งพบกันหมดใน 2 ระดับคือ ระดับดิวิชั่น 1 ประกอบไปด้วย จีน, เกาหลีใต้, ญี่ปุ่น, ไต้หวัน, ไทย และ สิงคโปร์ ขณะที่ระดับดิวิชั่น 2 ประกอบไปด้วย มาเลเซีย, อินเดีย, ฮ่องกง, ศรีลังกา, เวียดนาม, อินโดนีเซีย, และ คาซัคสถาน ซึ่งทีมอันดับดีที่สุด 2 ทีมในดิวิชั่น 2 จะได้เลื่อนชั้น ส่วนทีมบ๊วย 2 อันดับในดิวิชั่น 1 จะตกชั้น โดยโปรแกรมของทีมสาวไทยนั้น วันที่ 29 ม.ค. เวลา 16.15 น. พบ สิงคโปร์, 30 ม.ค. เวลา 19.00 น. พบ เกาหลีใต้, 31 ม.ค. เวลา 19.00 น. พบ จีน, 1 ก.พ. เวลา 19.00 น. พบ ญี่ปุ่น, 3 ก.พ. เวลา 19.00 น. พบ ไต้หวัน ขณะที่วันที่ 4 ก.พ. เป็นรอบรองฯ วันที่ 5 ก.พ. เป็นรอบชิงฯ และพิธีปิดการแข่งขัน เริ่มตั้งแต่เวลา 09.00-19.00 น. จะมีการประกวดกองเชียร์-ลีดเดอร์ รอบชิงฯ และการแสดงวงโยธวาทิตของโรงเรียนสตรีวิทยา 2

ด้าน นายสุเทพ เบ็ญจโภคี นายกสมาคมบาสเกตบอลฯ เผยว่า ทางสมาคมฯ ได้ทำการคัดเลือกนักกีฬาเยาวชนหญิงของไทยที่ดีที่สุดไว้รับมือศึกนี้ โดยมีเป้าหมายว่าต้องได้ไม่น้อยกว่าอันดับ 4 เพื่อรักษาตำแหน่งในระดับดิวิชั่น 1 ต่อไป ซึ่งทีมไทยต้องเอาชนะทีมในระดับดิวิชั่น 1 ให้ได้ไม่ต่ำกว่า 2 ทีม โดยเฉพาะนัดเปิดสนามกับสิงคโปร์นั้นมีความหมายมากที่ไทยต้องเอาชนะให้ได้ และในเกมเจอกับไต้หวันก็สูสีกับไทยมาก หากไทยเอาชนะไต้หวัน และสิงคโปร์ได้ โอกาสอยู่รอดในดิวิชั่น 1 ต่อไปก็มีสูง รวมทั้งเพื่อคัดนักบาสฯ ดาวรุ่งเข้าสู่ทีมชาติชุดซีเกมส์ ปลายปีนี้ด้วย อยากให้แฟนกีฬาเข้าไปเชียร์นักบาสฯ สาวไทยกันเยอะ ๆ เพราะรายการนี้ชมฟรี และจะมีการถ่ายทอดสดทางยูบีซีด้วย.

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: –เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 3 ม.ค. 2550–

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2309&Key=hotnews

20ร.ร.มัธยมฯ”ขอนแก่น” ฟ้องเพิ่มศาลปกครอง เร่งโอนสถานศึกษา

3 มกราคม 2550

นายโสภณ รัตนา ประธานสมาพันธ์ครูกรมสามัญศึกษา (เดิม) แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการถ่ายโอนสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 ในบัญชีถ่ายโอนที่ 2 ซึ่งมีจำนวน 285 โรงเรียน แต่จนถึงขณะนี้ทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ยังไม่มีการถ่ายโอนให้ว่า ก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดศรีสะเกษได้ยื่นฟ้องศาลปกครองนครราชสีมา รวมถึงโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดขอนแก่นและมหาสารคามได้ยื่นฟ้องศาลปกครองขอนแก่น กล่าวหาผู้บริหาร ศธ. สพฐ. และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดำเนินการถ่ายโอนโรงเรียนให้แก่ อปท.ล่าช้า โดยเวลานี้อยู่ระหว่างการไต่สวนและขอข้อมูลเพิ่มเติมของศาล นอกจากนี้ จะมีโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดขอนแก่นอีก 20 โรงเรียนจะยื่นฟ้องศาลปกครองขอนแก่นด้วย เพื่อบังคับให้ผู้บริหาร ศธ. สพฐ. และ สพท.เร่งถ่ายโอนโรงเรียนตามกฎหมาย

“ถึงเวลานี้แล้วผมไม่เห็นด้วยกับการที่ทาง สพฐ.จะสอบถามความสมัครใจกับทางสถานศึกษา และ อปท.ที่อยู่ในบัญชีถ่ายโอนที่ 2 อีกครั้ง เพราะได้เลยกระบวนการนี้มาแล้ว ดังนั้น ที่ต้องดำเนินการในขณะนี้คือ ต้องถ่ายโอนโรงเรียนไปตามกติกา การจะมาทำซ้ำน่าจะขัดต่อกฎหมาย” นายโสภณกล่าว และว่า ส่วนกรณีที่ทาง สพฐ.ระบุว่ามีโรงเรียนที่ขอเปลี่ยนใจกลับไปสังกัด สพฐ.นั้น ตนยังไม่เห็นว่ามีข้อมูลเรื่องนี้ แต่ในกรณีของครูที่เปลี่ยนใจมีอยู่จริง เนื่องจากกระบวนการตัดโอนอัตรากำลังต้องใช้เวลายาวนาน ครูที่ถ่ายโอนไป อปท.แล้วยังต้องสังกัดคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เนื่องจากยังตัดโอนอัตรากำลังไม่แล้วเสร็จ จึงรู้สึกสับสนวุ่นวาย

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: http://www.matichon.co.th/

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2304&Key=hotnews

กศน.3จว.ใต้เร่งสอน”มลายู”

3 มกราคม 2550

นายจรัส หนุนอนันต์ ผู้อำนวยการศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด (ศนจ.) ปัตตานี เปิดเผยว่า ตามที่สำนักบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน (กศน.) มอบหมายให้ศนจ.ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส สอนภาษามลายูท้องถิ่นให้แก่ข้าราชการ และผู้สนใจ ซึ่งในปี 2549 ที่ผ่านมา ศนจ.ปัตตานีได้จัดอบรมข้าราชการและผู้สนใจ จำนวน 529 คน มาจากข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ครู ฝ่ายปกครอง ฯลฯ เรียนนอกเวลาราชการ ช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ หลักสูตร 50 ชั่วโมง โดยใช้ครูอาสาสมัคร กศน.และครูชาวบ้านเป็นครูผู้สอน นอกจากนี้ ศนจ.ปัตตานีกำลังเปิดรับสมัครประชาชนทั่วไปที่ฟังและพูดภาษามาลายูท้องถิ่นไม่ได้ และสนใจอยากเรียนรู้เพื่อนำไปใช้ในการสื่อสารในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะประชาชนจากจังหวัดอื่นๆ ที่ย้ายเข้ามาประกอบอาชีพในจ.ปัตตานี ซึ่งยังไม่เข้าใจวัฒนธรรม ประเพณี ภาษา และไม่สามารถสื่อสารภาษามลายูท้องถิ่นได้ ซึ่งหากสามารถใช้ภาษามลายูท้องถิ่นได้ก็จะเกิดประโยชน์ในการประกอบอาชีพ และการประสานงานที่ดียิ่งขึ้น ผู้สนใจติดต่อสอบถามและสมัครได้ที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอทุกอำเภอในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือติดต่อที่ศนจ.ปัตตานี โทร.0-7333-3051 ศนจ.ยะลา โทร.0-7324-3156 และศนจ.นราธิวาส โทร.0-7351-4843

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: http://www.matichon.co.th/

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2300&Key=hotnews

“มรภ.-มทร.”ยังไม่ออกนอกระบบ

3 มกราคม 2550

แจงเหตุผลความไม่พร้อม “ราชภัฏ”ขอเวลาอีก 10 ปี

ดร.จิรณี ตันติรัตนวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการผลักดันมหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบราชการ ในรูปแบบมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้รับร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จากทางกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) แล้ว และได้มอบหมายให้ฝ่ายนิติกรได้พิจารณา ซึ่งจะเร่งดำเนินการเพื่อส่งต่อไปให้คณะกรรมการที่ปรึกษากฎหมายของ ศธ.พิจารณาต่อไป

ด้าน ดร.สว่าง ภู่พัฒน์วิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) พิบูลสงคราม และรองประธานที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ (ทปอ.มรภ.) กล่าวว่า ในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฏต่างๆ ได้มีการหารือกันแล้วในเรื่องของการออกนอกระบบราชการ และเห็นว่าในภาพรวมของ มรภ.น่าจะยังขออยู่ในระบบราชการอีกต่อไปอย่างน้อย 10 ปี จึงค่อยมาพูดกันถึงเรื่องมหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ ยกเว้น มรภ. 1-2 แห่งที่เห็นว่ามีความพร้อมที่จะออกนอกระบบราชการ ก็จะมีการเตรียมการเรื่องนี้ไว้ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ทั้งนี้ สาเหตุที่โดยภาพรวมของ มรภ.ยังขออยู่ในระบบราชการ เนื่องจากใน มรภ.มีพนักงานมหาวิทยาลัยเพียงแค่ 10 กว่าคน ซึ่งถือว่ายังเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับบุคลากรส่วนใหญ่ที่เป็นข้าราชการ ต่างจากมหาวิทยาลัยของรัฐที่เวลานี้มีบุคลากรเกินกว่าครึ่งเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย จึงมีความจำเป็นต้องเร่งออกนอกระบบราชการ เพื่อให้มีกฎหมายมารองรับพนักงานมหาวิทยาลัยเหล่านี้

“อีกเหตุผล ทาง มรภ.มองในแง่ของวิชาการ โดยมองว่า มรภ.เป็นสถาบันการศึกษาเพื่อช่วยประชาชน ดังนั้น การยังเป็นส่วนราชการอยู่น่าจะช่วยดูแลได้ดีกว่าการออกนอกระบบราชการ เพราะหากออกนอกระบบราชการไปแล้ว อาจทำให้การขึ้นค่าเล่าเรียนทำได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ายังอยู่ในระบบราชการก็ยังเปรียบเสมือนเป็นการศึกษาของชาติ บางสาขาวิชา เช่น นาฏศิลป์ ซึ่งมีคนเรียนน้อย 7-8 คน ก็ยังต้องเปิดสอนให้อยู่ เพราะถือเป็นบริการแก่ประชาชน โดยที่ไม่คิดกำไรขาดทุน แต่เมื่อออกนอกระบบราชการก็จำเป็นต้องมาคิดเรื่องกำไรขาดทุน เพราะอาจต้องหาเลี้ยงตัวเอง เนื่องจากรัฐบาลอาจผลักภาระให้ช่วยเหลือตัวเอง และถึงแม้รัฐบาลจะช่วยสนับสนุนงบประมาณส่วนหนึ่ง แต่เหตุผลใหญ่ของการออกนอกระบบราชการก็คือ มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐต้องเลี้ยงตัวเอง” ดร.สว่างกล่าว

ผศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และประธานกลุ่มอธิการบดี มทร. กล่าวว่า จากการหารืออย่างไม่เป็นทางการในกลุ่มอธิการบดี มทร. เห็นว่าในส่วน มทร.โดยภาพรวมคงจะออกนอกระบบราชการหลังมหาวิทยาลัยรัฐ ซึ่งมีความพร้อมสูงกว่า และยังตอบไม่ได้ว่า มทร.จะออกนอกระบบราชการก่อนหรือหลังกลุ่ม มรภ. แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของ มทร.ในระหว่างนี้ได้หารือกับผู้บริหาร มทร.แห่งอื่นๆ แล้วเห็นว่า ควรจะเอาหลักการและวิธีการเกี่ยวกับการบริหารของมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐมาใช้ไปพลางๆ ก่อน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการใน มทร. ซึ่งเรื่องนี้จะมีการหารืออย่างเป็นทางการอีกครั้งในช่วงเดือนมกราคม 2550

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: http://www.matichon.co.th/

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2295&Key=hotnews

คุณภาพนักเรียน3จว.ใต้ เรื่องใหญ่ที่รอรัฐบาลเยียวยา

3 มกราคม 2550

เด็กนักเรียนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ ผู้บริหาร ครู อาจารย์ ประชาชนไม่มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญทำให้คุณภาพนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ

เห็นได้ชัดจากคะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ทั้ง 5 วิชา คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ฟ้องชัดเจนว่า นักเรียนในพื้นที่ดังกล่าวได้คะแนนต่ำที่สุดของประเทศมานานแล้วเพราะรูปแบบจัดการศึกษาที่รัฐจัดให้ ไม่ได้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชาวบ้านที่กว่า 80% นับถือศาสนาอิสลาม พูดภาษามลายู

รวมทั้งตามหลักศาสนาเด็กๆ มุลสิมต้องเรียนศาสนาที่โรงเรียนตาดีกา จนจบตามหลักสูตรอิสลามศึกษาทั้ง 3 ระดับคือ อิลสามศึกษาตอนต้น (อิบติดาอียะฮ์) อิสลามศึกษาตอนกลาง(มุตวัษซีเฎาะฮ์)และอิสลามศึกษาตอนปลาย(ซานวียะฮ์) เมื่อจบหลักสูตรอิสลามศึกษาตอนปลายเรียกว่าจบอนุปริญญาด้านศาสนาอิสลาม สามารถเรียนศาสนาระดับสูงที่ต่างประเทศได้ ขณะที่รัฐบาลไทยออกกฎหมายการศึกษาภาคบังคับ (ม.3)เด็กๆมุสลิมจึงต้องเรียนศาสนาที่ตาดีกาในช่วงเย็นหรือเสาร์-อาทิตย์ และเรียนสายวิชาสามัญวันจันทร์-ศุกร์

เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับ เด็กมุสลิมหลายคนเรียนต่อในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม แทนที่จะเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมทั่วไปในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่สอนศาสนาในช่วงเช้า และสอนวิชาสามัญในช่วงบ่ายเพราะต้องการให้ลูกหลานได้เรียนศาสนา และตัวเด็กเองไม่ต้องทำงานหนัก

กระทรวงศึกษาธิการจึงส่งเสริมให้โรงเรียนของรัฐหัดเปิดหลักสูตรอิสลามศึกษาเพื่อให้เด็กมุลสิมเรียนในโรงเรียนของรัฐ ขณะนี้นำร่องไปแล้วใน 142 โรงเรียน ก่อนจะขยายผลตามความสนใจของแต่ละโรงเรียนในปีการศึกษา 2550 และหลอมหลักสูตรสามัญกับหลักสูตรอิสลามศึกษาเข้าด้วยกัน เพื่อลดภาระการเรียนเด็กมุลสิม แต่ยังไม่มีความคืบหน้า รวมทั้งคิดระบบเทียบโอนการศึกษาศาสนาด้วย โดยให้ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดปัตตานี (ศนจ.ปัตตานี) เป็นเจ้าภาพ

รวมทั้งส่งเสริมให้มีการสร้างวิธีการสอนภาษาไทยที่เหมาะสมกับภาคใต้ ให้โรงเรียนประถมศึกษาจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษาเป็น 2 ภาษา ในชั้นเด็กเล็กให้ครูเปลี่ยนมาใช้ภาษามลายูถิ่นสื่อสารในห้องเรียนเพื่อนำไปสู่การเรียนรู้ภาษาไทย

มีการนำร่องวิธีการจัดการเรียนการสอน “สองภาษา” ไปแล้วในโรงเรียนประถม 12 แห่ง ก่อนที่จะมีการสรุปผลและขยายผลต่อไปรวมทั้งให้โรงเรียนเปิด “สอนภาษามลายูกลาง” ในโรงเรียน โดยเตรียมนำร่องที่โรงเรียนนราสิกขาลัย จ.นราธิวาส แต่ไม่ได้รับการตอบรับเพราะยึดทำตามนโยบายจากส่วนกลางเกินไป ไม่ได้คำนึงว่า วงจรชีวิตของชาวมุสลิมเจ้าของพื้นที่เป็นอย่างไรแล้วปรับให้สอดคล้องกัน

เพราะในความเป็นจริงระบบของการเรียนศาสนายังซ้ำซ้อน เด็กที่เรียนอิลสามศึกษาตอนต้นหรืออิบติดายะฮ์แล้ว เมื่อเรียน ม.ปลาย ที่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิลสาม ต้องเรียนอิบติดาอียะฮ์ซ้ำอีก บางครั้งจนจบ ม.6 แล้วเด็กยังเรียนไม่จบหลักสูตรอิสลามศึกษาตอนปลาย ต้องเรียนอีก 1 ปีทำให้เสียโอกาสไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย และยังเป็นช่วงเวลาที่เด็กวัยรุ่นเหล่านี้ถูกชักจูงได้ เพราะพวกเขามีเวลาว่างหลังเรียนศาสนาอยู่มาก

ฉะนั้นหากเปิดโอกาสให้มี “การเทียบโอนวิชา” ที่พวกเขาเรียนมาแล้วได้ เมื่อเด็กเข้าโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามแล้ว ไม่ต้องเรียนซ้ำซ้อน ทำให้เขาเหลือเวลาที่จะเรียนวิชาการเสริมได้ ล่าสุด ศธ.ได้ให้สำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไปเปิดสอนระดับ ปวช.ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เพิ่มช่องทางชีวิตให้นักเรียนของโรงเรียนกลุ่มนี้ หากไม่สามารถเรียนต่อระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยสามารถหางานทำได้ หรือเบนเข็มไปเรียนต่อด้านอาชีพแทน

หากทำได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ จะทำให้ผู้ปกครองเปลี่ยนแนวคิดส่งลูกเรียนต่อในประเทศไทย จากเดิมที่ไม่นิยมส่งบุตรหลานเรียนในโรงเรียนของกระทรวงศึกษาธิการแต่ให้เรียนศาสนา เพราะเชื่อว่าการส่งลูกเรียนศาสนาอย่างน้อยยังทำให้มีงานทำ เป็นครูสอนศาสนา ไปเรียนต่อต่างประเทศโดยเสียค่าใช้จ่ายน้อย เพราะมหาวิทยาลัยที่สอนด้านศาสนามีทุนการศึกษาให้ เช่นที่มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ที่ประเทศอียิปต์ หรือถ้ามีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการเรียนในมหาวิทยาลัยของรัฐในประเทศไทย

การทำให้คุณภาพนักเรียนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ดีขึ้น รัฐบาลต้องทุ่มเทงบประมาณจัดการศึกษา ให้เหมาะกับวิถีชีวิตมุสลิม ปรับระบบการเรียนการสอนที่เรียนได้ทั้งศาสนาและสามัญ เรียนจบแล้วมีงานทำ รวมทั้งมีระบบเทียบวุฒิการศึกษาให้นักเรียนที่ไปเรียนต่อศาสนาจากต่างประเทศ และมีงานรองรับ เมื่อกลับมาเมืองไทย จะมีชีวิตทีดีตามอัตภาพในสังคมที่เหมาะสมน่าจะทำให้ชาวไทยมุลสิมอยู่ได้อย่างพอเพียง ตามหลักการสอนของศาสนาอิสลาม

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2290&Key=hotnews

จีนบรรจุหลักสูตรกันเอดส์ให้เด็กม.ต้น

3 มกราคม 2550

พีเพิลเน็ต – คณะกรรมการการศึกษาของปักกิ่งบรรจุเรื่องเพศและการป้องกันโรคเอดส์ลงในหลักสูตรการเรียนการสอนของนักเรียนมัธยมต้น โดยสอนให้นักเรียนรู้จักควบคุมอารมณ์ มีความซื่อสัตย์ต่อคู่ครอง ใช้ถุงยางอนามัยและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจทำให้เป็นเอดส์

ในที่สุดคำที่หลายคนคิดว่าเป็นคำที่อ่อนไหวอย่าง “หยุดการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่ง” ปฏิเสธรักทางอินเทอร์เน็ต” การใช้ถุงยางอย่างถูกต้อง” ก็ได้ถูกบรรจุเข้ามาในแบบเรียนของนักเรียนมัธยมต้นจนได้

คณะกรรมการการศึกษาของปักกิ่งได้ระบุว่า ตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิของปีนี้เป็นต้นไป ปักกิ่งจะเริ่มต้นเข็น “แบบเรียนการป้องกันโรคเอดส์ของนักเรียนประถมและมัธยม” ออกมาใช้ ซึ่งในปัจจุบันแบบเรียนดังกล่าวได้ถูกใช้ในกว่า 80% ของโรงเรียนมัธยมของปักกิ่งแล้ว

โดยแบบการเรียนการสอนจะสอนให้เด็กได้มีความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์และสอนให้หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า และการมีความรักทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นหนทางหนึ่งในการป้องกันโรคเอดส์

ในแบบเรียนได้มีบทที่ว่าด้วย “พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงสูง” การมีเพศสัมพันธ์ที่ขาดการป้องกัน” โดยจะทำการสอนเป็นขั้นๆ เริ่มจากการควบคุมอารมณ์ การไม่หมกมุ่นกับเรื่องทางเพศ ความซื่อสัตย์ระหว่างสามีภรรยา และการใช้ถุงยางอนามัย

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับการใช้ถุงยางอนามัย มีอาจารย์หลายท่านที่รู้สึกว่าหาวิธีที่เหมาะสมมาสอนเด็กได้ยาก นายหม่าอิ๋นหัว หนึ่งในผู้เรียบเรียงตำราดังกล่าวได้แนะนำว่า “อาจารย์สามารถอาศัยการกสถานการณ์จริงมาวิเคราะห์การให้นักเรียนทำการสัมมนา หรือการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง”

นายหลิวอิ๋ง อีกหนึ่งผู้ร่วมเรียบเรียงตำราได้ระบุว่า “ถึงแม้จะมีผู้ปกครองจำนวนหนึ่งที่ให้เหตุผลว่าเด็กยังเด็กไป ไม่ควรที่จะมีการเรียนการสอนเรื่องเพศให้ห้องเรียน แต่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็ยังอยากจะให้ครูได้สอน”

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2285&Key=hotnews

คิดแต่สิ่งดี ทำแต่สิ่งดีแล้ว บ้านเมืองเจริญก้าวหน้า

4 มกราคม 2550

ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องสถานการณ์การเมืองที่เป็นช่วงวิกฤติ และไม่มีทางออกในการแก้ปัญหา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ยึดอำนาจ และปรากฏภาพประชาชนแสดงความขอบคุณทหาร ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์และเป็นแห่งเดียวในโลก รวมถึงปัจจุบันที่ยังคงมีปัญหาความขัดแย้งซึ่งเกิดขึ้นทุกพื้นที่ทั่วประเทศ และเป็นต้นเหตุนำไปสู่ความรุนแรงในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่หนักใจที่สุดเวลานี้ ตลอดจนการสร้างความเข้าใจในบ้านเมือง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางความคิดนั้น ทั้งหมดนี้ล้วนสามารถแก้ไขได้โดยการคิดดี และทำดี คือคิดแต่ในเรื่องที่จะทำให้ประเทศมีความก้าวหน้า พยายามหาแนวทางที่จะทำให้ประเทศมีกติกาที่ยอมรับได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความวุ่นวายซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต

ทั้งนี้ปัญหาเรื่องการศึกษานับเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การทำให้สังคมดีขึ้นได้ โดยทุกภาคส่วนจะต้องให้ความสำคัญกับการแก้ไขเรื่องมาตรฐานการศึกษาเป็นอันดับแรก เนื่องจากปัจจุบันบ้านเมืองยังมีโรงเรียนหลายแห่งที่ไม่ผ่านการประเมินเกณฑ์การศึกษามาตรฐาน ซึ่งหากสามารถแก้ไขในส่วนนี้ได้ก็จะสามารถช่วยลดปัญหาความขัดแย้งอื่นๆ ตามมาได้ด้วย เพราะถ้าประชาชนมีความรู้ความสามารถ คิดแต่สิ่งดี ทำแต่สิ่งดีแล้ว บ้านเมืองก็จะมีความเจริญก้าวหน้าตามมา และนอกจากปัจจัยเรื่องการศึกษาที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่จะนำไปสู่การคิดดี ทำดีแล้ว ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องยังต้องให้ความสำคัญกับการมุ่งสร้างคุณธรรมในจิตใจของประชาชนด้วย ซึ่งส่วนนี้ถ้าสามารถนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพก็จะส่งผลให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุขตามมา

“คนที่มีคุณภาพ มีความรู้ ความสามารถ และคิดดี ทำแต่สิ่งดี ก็จะทำให้บ้านเมืองเราเจริญก้าวหน้า”

พร้อมกันนั้นในปีหน้าบ้านเมืองยังมีภารกิจสำคัญคือเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อนำไปสู่การคัดเลือกผู้บริหารบ้านเมืองต่อไป ดังนั้นเพื่อให้กระบวนการดังกล่าวมีความสมบูรณ์เหมาะสมกับสภาพการณ์ของประชาชนในประเทศยิ่งขึ้น จึงอยากขอความร่วมมือจากประชาชนทุกคนให้เข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์และเป็นสิ่งที่ดีงามกลับมาที่ฝ่ายบริหาร เพราะรัฐธรรมนูญถือเป็นสิ่งที่ประชาชนทุกภาคส่วนล้วนมีส่วนเกี่ยวข้อง และถ้าหากปล่อยผ่านไปโดยที่ไม่สนใจแล้ว ก็อาจจะเกิดสิ่งไม่ดี ไม่งามตามมาอีก และก็จะทำให้ประเทศไม่สามารถผ่านพ้นสถานการณ์ความขัดแย้งไปได้ แต่ถ้าทุกคนหันมาร่วมมือกัน ก็มั่นใจว่าจะทำให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ และจะทำให้บ้านเมืองสงบสุขอีกครั้ง

ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจจริง และคิดแต่สิ่งดีที่จะหาแนวทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้อย่างแน่นอนถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนทุกคน ดังนั้นถ้าใครเห็นอะไรที่ไม่ดี ไม่งาม ก็อยากให้ช่วย คิดในสิ่งดี ทำแต่สิ่งดี หันมาให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่งสัญญาณกลับมาให้รับทราบข้อมูลการกระทำความผิดต่างๆ เพื่อให้ภาครัฐเข้าไปทำหน้าที่หาทางแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้น โดยภาครัฐยินดีที่จะรับฟังความคิดเห็นและคำแนะนำจากทุกฝ่าย

หมายเหตุ : คำกล่าวของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “คิดและทำแต่สิ่งดี ปีใหม่นี้เป็นสุขใจ” ในงานเลี้ยงแสดงความยินดีและเชิดชูเกียรติแก่นายกรัฐมนตรี ในฐานะศิษย์เก่าดีเด่นผู้ทรงเกียรติ โรงเรียนเซนต์ฟรังค์ซิสซาเวียร์ ( 26ธ.ค.49)

แหล่งที่มา/ผู้ส่ง ที่มา: http://www.thannews.th.com

moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=2333&Key=hotnews