ทปอ.ถกกองทัพเลื่อนเกณฑ์ทหาร

4 เมษายน 2556

เมื่อวันที่ 3 เมษายน นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุม ทปอ.มีมติให้เลื่อนการเปิดภาคเรียนที่ 1 ของมหาวิทยาลัยที่เป็นสมาชิก ทปอ. 27 แห่ง จากเดือนมิถุนายนของทุกปี ออกไปเป็นเดือนสิงหาคม-กันยายน โดยเริ่มตั้งแต่ปีการศึกษา 2557 เพื่อรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 นั้น การเลื่อนเปิดภาคเรียนดังกล่าวจะมีผลกระทบกับหลายเรื่อง และเมื่อเร็วๆ นี้ ได้หารือเป็นการภายในกับนายทหารระดับสูงที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ช่วยขยับช่วงระยะเวลาในการเข้ารับการตรวจเลือกทหารกองเกินเข้าเป็นทหารกองประจำการ หรือการเกณฑ์ทหาร จากปัจจุบันที่จะต้องเกณฑ์ทหารในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ไปเป็นในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม เพื่อให้นักศึกษาจบปริญญาตรีก่อน เพราะหากไม่ขยับจะทำให้นักศึกษาเสียประโยชน์ เบื้องต้นกองทัพยินดีที่จะให้ความร่วมมือ ซึ่งเร็วๆ นี้จะทำหนังสือไปยังทุกกองทัพเพื่อขอความร่วมมือในเรื่องดังกล่าวด้วย

“ปีนี้เริ่มมีปัญหาแล้ว เพราะบางมหาวิทยาลัยที่นำร่องปรับการเปิดภาคเรียนตามอาเซียน เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) นักศึกษาจะจบหลังการเกณฑ์ทหาร ทำให้ไม่สามารถนำวุฒิปริญญาตรีไปแสดงได้ ดังนั้น ปีนี้ มจธ.จึงแก้ปัญหาโดยไปเจรจากับทางทหาร เพื่อขอผ่อนผันโดยใช้ใบรับรองจากมหาวิทยาลัย จากเดิมที่จะต้องเป็นใบที่สำเร็จการศึกษาแล้ว แต่เป็นใบที่ระบุว่าคาดว่าจะจบการศึกษาอย่างแน่นอน แต่ที่มีปัญหามากที่สุดคือปีการศึกษา 2557 ที่จะมีปัญหาทั้งระบบ เพราะมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เลื่อนเปิดเทอมรับอาเซียนแล้ว ดังนั้น ต้องขอความร่วมมือกับกองทัพ เพื่อเลื่อนการเกณฑ์ทหารทั่วประเทศ” นายสมคิดกล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32361&Key=hotnews

ทปอ.ถกกองทัพเลื่อนเกณฑ์ทหาร Read More »

คอลัมน์: อาชีวะ…สร้างสรรค์: V-ChEPC ต้นแบบนวัตกรรมอาชีวศึกษา เจียระไนคนคุณภาพ

4 เมษายน 2556

นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) หลังจากที่ได้ผสานความร่วมมือกับกลุ่มบริษัท อุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งได้แก่ บริษัทพีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) บริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด บริษัทอูเบะ เคมิคอลส์ (เอเซีย) จำกัด (มหาชน) บริษัท ดาว เคมิคอล ประเทศไทย จำกัด และบริษัทสตาร์ปิโตรเลียมรีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มูลนิธิศึกษาพัฒน์ สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย จัดทำโครงการพัฒนาช่างเทคนิควิศวกรรมเคมี (Vocational Chemical Engineering Practice College หรือ V-ChEPC) จนกระทั่งสามารถผลิตช่างเทคนิคที่มีคุณภาพตามความต้องการเข้าสู่สถานประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กล่าวว่า โครงการ V-ChEPC มีวัตถุประสงค์ที่จะผลิตกำลังคนระดับช่างเทคนิค หรือระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เพื่อป้อนอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานของประเทศที่มีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่องและมีความต้องการช่างเทคนิคที่มีทักษะสูงเฉพาะด้านเป็นจำนวนมาก โดยเลือกวิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุด จังหวัดระยอง เป็นสถานศึกษาทดลองนำร่อง ดำเนินการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ พ.ศ. 2551 และได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินโครงการจากกลุ่มบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ต่อเนื่องมาเป็นเวลานานกว่า 6 ปีแล้ว มูลค่ากว่า 59.8 ล้านบาท

จุดเด่นของโครงการดังกล่าว คือ การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ Constructionism ให้นักศึกษาได้เรียนรู้และฝึกงาน ผ่านกระบวนการเรียนรู้เพื่อการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา จัดกิจกรรมที่หล่อหลอมทักษะการคิด การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา การแสวงหาความรู้ สร้างองค์ความรู้ใหม่ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และการใฝ่เรียนรู้ จากครูผู้สอนและครูฝึกในสถานประกอบการ ขณะที่ครูฝึกและครูผู้สอนเองก็ยังสามารถใช้ประสบการณ์ที่ได้จากการสอน มาพัฒนางานวิชาการและการปรับบทบาทเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator)

“ความสำเร็จของโครงการที่เด่นชัด คือ ผู้สำเร็จการศึกษามีงานทำ 100% ในอัตราเงินเดือนที่ค่อนข้างสูง เพราะคนกลุ่มนี้ถือว่าได้รับการบ่มเพาะทำให้มีคุณลักษณะตามที่สถานประกอบการต้องการ บทเรียนที่ได้รับจากโครงการนี้ คือการยกระดับคุณภาพการผลิตช่างเทคนิคต้องได้รับความร่วมมือจากสถานประกอบการอย่างจริงจังและเป็นระบบ โดยมีคณะกรรมการบริหารโครงการและคณะทำงานที่มีภาคอุตสาหกรรมเป็นผู้นำ ขณะเดียวกันสถานศึกษาต้องปรับระบบบริหารให้ยืดหยุ่น คล่องตัว ใช้หลักการและกระบวนการเรียนรู้เพื่อการสร้างสรรค์ด้วยปัญญา (Constructionism)เพื่อพัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ ปรับหลักสูตร ระบบการฝึกงาน และการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ

“V-ChEPC จึงเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางการศึกษาที่เป็นเป้าหลอมให้การผลิตนักศึกษาอาชีวศึกษามีคุณภาพตามความต้องการของสถานประกอบการอย่างแท้จริง สอศ. มีแนวคิดจะขยายผลรูปแบบการเรียนดังกล่าวลงไปสู่วิทยาลัยอื่นๆ ด้วย โดยจัดเตรียมงบประมาณพัฒนาวิทยาลัยเทคนิคมาบตาพุดให้สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือ อุปกรณ์ และองค์ความรู้ที่มีอยู่ เพื่อต่อยอดให้เป็นศูนย์ศึกษาวิเคราะห์ วิจัย เผยแพร่นวัตกรรมการเรียนรู้ และเป็นต้นแบบในการพัฒนาครูอาชีวศึกษาสู่การเป็นผู้สนับสนุนการเรียนรู้ (Facilitator) เป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะผู้เรียนตามที่สถานประกอบการต้องการต่อไป” ดร.ชัยพฤกษ์กล่าว

ถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จ ในการผสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาจนสามารถผลิตช่างฝีมือที่มีคุณภาพ ป้อนสู่ภาคอุตสาหกรรมได้ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการจริงๆ ซึ่งเชื่อว่า จะเกิดโครงการดีๆ เช่นนี้ เพื่อผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพในสาขาอื่นๆ ต่อไป
www.vec.go.th

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32362&Key=hotnews

คอลัมน์: อาชีวะ…สร้างสรรค์: V-ChEPC ต้นแบบนวัตกรรมอาชีวศึกษา เจียระไนคนคุณภาพ Read More »

สกอ.ชี้ ICT ม.ศิลปากร นอกที่ตั้ง ไม่ผ่านการประเมิน ยุติรับนศ.นิเทศฯ ปี 2556

http://www.ict.su.ac.th/th/
http://www.ict.su.ac.th/th/

เกณฑ์ประเมินนอกที่ตั้ง ที่น่าจะเป็นส่วนสำคัญให้ผลคือ “ไม่ผ่าน”
โดยเกณฑ์การตรวจประเมินการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้ง ปีงบประมาณ 2555

มี 7 ประเด็น

1. ประเด็นการเปิดดำเนินการหลักสูตร
2. ประเด็นด้านอาจารย์
3. ประเด็นด้านสถานที่
4. ประเด็นด้านสิ่งสนับสนุนทางการศึกษาและการจัดบริการนักศึกษา
5. ประเด็นด้านนักศึกษา
6. ประเด็นด้านการบริหาร การประสานงานระหว่างศูนย์กับสถานที่ตั้งหลัก
7. ประเด็นอื่นที่มีผลต่อคุณภาพการศึกษาและผลประโยชน์ของนักศึกษา

นอกเหนือจากที่กำหนดไว้ที่ได้พบในการตรวจประเมิน
http://www.scribd.com/doc/133785663/


ที่มา : .1009news.in.th
2 เม.ย.2556 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ลงเผยแพร่เอกสารการประกาศยุติการรับนักศึกษาเข้าเรียนต่อในหลักสูตรนิเทศศาสตร์ประจำปี 2556 โดยชี้แจงว่า สกอ.มีมติพิจารณาการประเมินให้ไม่ผ่านมาตรฐาน โดยมีรายละเอียดชี้แจงดังต่อไปนี้

แถลงการณ์จากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มศก.
เรื่องการรับนักศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตร์ ประจำปีการศึกษา 2556
http://www.ict.su.ac.th

ด้วยวันที่ 28 มีนาคม 2556 มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้รับเอกสารแจ้งเรื่อง ผลการพิจารณากรณีทักท้วงผลการประเมิน ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ตามหนังสือเลขที่ ศธ. 0506(5) / ว 354 ลงวันที่ 22 มีนาคม 2556 กรณีมหาวอทยาลัยศิลปากร ได้ทำหนังสือทักท้วงผลการตรวจประเมินการจัดการศึกษานอกสถานที่ตั้ง ณ ศูนย์การศึกษา อาคาร กสท. บางรัก ของหลักสูตรนิเทศศาสตร์ คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร “ไม่ผ่าน” ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการด้านมาตรฐานอุดมศึกษาในการประชุมครั้งที่ 2/2556 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2556 ได้พิจารณาวินิจฉัยผลการทักท้วงของมหาวิทยาลัยศิลปากรแล้ว มีมติยืนยันผลการประเมิน “ไม่ผ่าน” นั้น

จากมติของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาดังกล่าว มีผลให้คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ต้องยุติการรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2556 หากยังคงเปิดรับนักศึกษาใหม่อยู่ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาจะไม่รับทราบหลักสูตรทั้งในและนอกที่ตั้ง นับตั้งแต่วันที่แจ้งให้ทราบและประกาศต่อสาธารณะ รวมทั้งแจ้งสำนักงาน ก.พ. ต่อไป

ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการประชุมวาระด่วนที่สุด เมื่อวันอังคารที่ 2 เมษายน 2556 ได้มีการพิจารณาในเรื่องดังกล่าว และที่ประชุมมีมติให้คณะฯ ดำเนินการเกี่ยวกับการรับนักศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตร์ ประจำปี 2556 ดังต่อไปนี้

1. ในปีการศึกษา 2556 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร จะยุติการรับนักศึกษาหลักสูตรนิเทศศาสตร์ ในระบบกลาง (Admission) นอกสถานที่ตั้ง ณ ศูนย์การศึกษา อาคาร กสท. โทรคมนาคม บางรัก กรุงเทพ ตามมติ สกอ.

2. คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร จะเปิดรับนักศึกษาใหม่ ประจำปี 2556 ในสถานที่ตั้งหลักที่วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี โดยวิธีรับตรง จำนวน 100 คน ใน 2 สายวิชา ได้แก่ สายวิชาการลูกค้าสัมพันธ์ จำนวน 40 คน และสายวิชาวารสารและหนังสือพิมพ์ จำนวน 60 คน

ทั้งนี้ การคัดเลือกนักศึกษาเข้าเรียนในสายวิชาดังกล่าว คณะฯ จะใช้รูปแบบและเกณฑ์ในหการรับเข้าศึกษา เช่นเดียวกับการคัดเลือกนักศึกษา ในระบบกลาง (Admission) หากนักเรียนสนใจที่จะสมัครเข้าเรียนในสายวิชาดังกล่าวของคณะฯ ขอให้ติดตามข้อมูลต่างๆ จาก เว็บไซต์ www.ict.su.ac.th ต่อไป

ด้าน อาจารย์ศาสวัต บุญศรี อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและสรุปมติดังกล่าวของสกอ.ว่า

1. หลักสูตรนิเทศ คณะไอซีที โดนประเมินจาก สกอ. ว่าไม่ผ่านเกณฑ์การตั้งนอกที่ตั้ง (สกอ. ทำเพื่อป้องกันผู้บริโภค มาเรียนแล้วโดนหลอก) สกอ. ได้ทำการปิดเพียบ พูดง่าย ๆ คือให้กลับเรียนเพชรบุรี (หรือวิทยาเขตอื่น ๆ)

2. สกอ.สั่งห้ามรับนักศึกษาในปีการศึกษาใหม่ หากยังรับให้ปีหนึ่งเรียนที่บางรัก จะทำการปิดหลักสูตร (ย้ำว่า หลักสูตร ไม่ใช่คณะ) และจะส่งเรื่องให้ กพ. ให้รับรองวุฒิ

3. ปี 2-4 นิเทศยังเรียนเหมือนเดิม ส่วนธุรกิจและออกแบบ ถือว่าการที่ปีสี่มาเรียนที่บางรักไม่มีปัญหา เพราะเรียนในวิทยาเขตที่ตั้งมาแล้วเกิน 50% ของหน่วยกิต

4. ทางอธิการฯและคณะได้หารือด่วน มีหลายทางเลือกมาก สุดท้ายอธิการเสนอให้ปีหนึ่งนิเทศ ปี 56 กลับไปเรียนเพชรบุรี (กลับยังที่ตั้ง) เมื่อได้สำรวจอาคารสถานที่ พบว่าหอในรับเพิ่มได้อีกราว 150 คน โดยเปิดเฉพาะสาขาลูกค้าสัมพันธ์และวารสารฯ เพราะการสร้างสตูดิโอสำหรับเอกที่เหลือยังไม่พร้อม การเรียนการสอนยังเหมือนธุกิจและออกแบบคือ ปีสี่กลับมาเรียนบางรัก

5. ทางสภามหาวิทยาลัยมีนโยบายตั้งแต่เลือกอธิการฯ ว่าใครคนใดได้เป็นต้องทำ city campus แห่งใหม่ให้ลุล่วง โดยท่านอธิการจะเปิดทำ TOR แล้วมีแผนคาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณ 4 ปี เมื่อนั้น นิเทศไอซีที ก็สามารถกลับมาเต็มตัวได้ในแคมปัสแห่งใหม่

6. เหตุผลที่ไม่ผ่าน ขอบอกคร่าว ๆ คือ สกอ. ไม่นับตลิ่งชันเป็นอีกหนึ่งวิทยาเขต นอกจากนั้นยังชี้ว่าอัตราส่วนอาจารย์ต่อนักศึกษามีน้อยเกินไป บวกกับไม่มีตำแหน่งทางวิชาการและจบปริญญาเอก (ในส่วนวุฒิการศึกษาและตำแหน่งวิชาการเป็นเรื่องจริง แต่ประเด็นอาจารย์พิเศษนั้น ท่านคณบดีท่านเก่าได้วางระบบไว้เพื่อเน้นอาจารย์พิเศษ สายนิเทศจำเป็นต้องเรียนกับมืออาชีพโดยมีอาจารย์ประจำสนับสนุนทางวิชาการ ส่งผลให้เด็กได้รับความรู้จากทั้งสองด้าน) รวมไปถึงมาตรฐานการเรียนที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ ยิ่งเทียบกับหลักสูตรแบบเดียวกันของมหาลัยอื่น (แต่บัณฑิตจบแล้วมีงานทำประมาณ 90% และได้เสียงตอบรับจากนายจ้างในระดับดี อันนี้ไม่รู้ว่าเชื่อเกณฑ์ที่วัดหรือความพึงพอใจจากนายจ้างที่ทำงานในสายวิชาชีพจริงดี)

silpakorn university
silpakorn university

http://issuu.com/ictsilpakorn/docs/20130402

http://www.isranews.org/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/item/20386-ict-silpakorn-1.html
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1364925371&grpid=01&catid=&subcatid=
http://men.postjung.com/668575.html
http://www.thairath.co.th/content/edu/336594
http://www.1009news.in.th/2013/04/%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B9%87%E0%B8%9A/1270

 ———————————————

ศิษย์เก่าสาขานิเทศศาสตร์รายหนึ่ง
คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มศก. ให้ข้อมูลกับ “สำนักข่าวอิศรา” ว่า เดิม หลักสูตรนิเทศศาสตร์ มีทั้งหมด 5 เอก ได้แก่ภาพยนตร์ วิทยุโทรทัศน์ โฆษณา วารสารศาสตร์ และลูกค้าสัมพันธ์ ซึ่งเดิมทุกเอก ทุกชั้นปี จะให้เรียนที่ตึก กสท.บางรัก แต่ล่าสุด ให้ยุบ 3 เอกแรก เหลือแค่เอกวารสารศาสตร์กับลูกค้าสัมพันธ์ และให้ย้ายไปเรียนที่วิทยาเขต จ.เพชรบุรี โดยให้เหตุผลว่า ตึก กสท.บางรักเล็กเกินไปในการจัดการเรียนการสอน ทั้งๆ ที่วาแตล (หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการโรงแรม) กับมัลติมีเดีย (หลักสูตรศิลปบัณฑิต สาขาการออกแบบมัลติมีเดีย) ของวิทยาลัยนานาชาติ มศก. ก็เรียนที่ กสท.บางรักเช่นกัน
ที่มา http://www.isranews.org/%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%A7/item/20386-ict-silpakorn-1.html

————————————————————-

หลังจากเกิดกระแสดังกล่าวขึ้น”มติชนออนไลน์” ได้ติดต่อขอข้อมูลเบื้องต้น
จาก ผ.ศ.ชัยชาญ ซึ่งเป็นการ ถาม-ตอบ ใน 3 ประเด็น ดังนี้ 

@ คำสั่งดังกล่าว ถือว่า “มีผลสิ้นสุด” หรือไม่ หรือมีแนวทางดำเนินการต่อไปได้อีก 
 คำสั่งดังกล่าว “ถือเป็นการสิ้นสุด” ครับ ไม่สามารถขอทบทวนได้ ด้วยประการทั้งปวง
 เพราะว่าได้มีการตรวจเยี่ยมมาแล้วสองครั้ง ในแต่ละครั้งก็มีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาตรวจ โดยในหนึ่งวันทำการ มีการสัมภาษณ์ผู้บริหาร อาจารย์ นักศึกษา และเข้าชมสถานที่ ตลอดจนตรวจเอกสารตามระเบียบปฏิบัติของเรื่องนี้
ส่วนรายละเอียดไม่ได้อยู่ในมือผมขณะนี้จึงไม่สามารถอธิบายได้แนะนำให้ สอบถามจากสกอ.ซึ่งจะได้รายละเอียดที่เป็นจริงมากกว่าในส่วนของผมไม่สามารถ พูดอะไรได้มากกว่านี้อย่างไรก็ตามเท่าที่อ่านจากเฟซบุ๊คนักศึกษาส่วนใหญ่ไม่ ค่อยจะเห็นด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการจากสกอ.มากนัก
@ จากกรณีนี้ ส่งผลกระทบกับ เด็กนักเรียนที่เลือกคณะนี้ ในระบบรับตรงแล้ว ทางคณะหรือมหาวิทยาลัย จะดำเนินการอย่างไร 
 เท่าที่ทราบจากเฟซบุ๊คของหลายๆคนว่าทางมหาวิทยาลัยก็สอบถามไปแล้วเพื่อ หาทางเยียวยาแก้ไขในเรื่องนี้นะครับซึ่งก็เป็นขั้นตอนที่มหาวิทยาลัยจะต้อง รีบดำเนินการให้เร็วที่สุดภายหลังที่หาข้อมูลประกอบการพิจารณาทางเลือกและ แก้ไขและเมื่อได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วจากคณะวิชาและมหาวิทยาลัยเท่าที่ทราบ ปีนี้ก็มีเด็กโควตาน้อยกว่าปกติและส่วนใหญ่ก็วางแผนสมัครแอดมิชชั่นกลางอยู่ แล้ว
 @ มีผลกระทบต่อ นักศึกษารุ่นปัจจุบันที่กำลังศึกษาอยู่ที่ในบางรัก หรือไม่
 ไม่มีผลกระทบกับนักศึกษาปัจจุบันตั้งแต่ปีที่สองขึ้นไป จบแล้วก็ยังได้รับการรับรองว่าผ่านหลักสูตรที่ทั้ง สกอ.และ กพ. รับรองครับ

สกอ.ชี้ ICT ม.ศิลปากร นอกที่ตั้ง ไม่ผ่านการประเมิน ยุติรับนศ.นิเทศฯ ปี 2556 Read More »

กสทช. ต้องตอบโจทย์สังคม

กสทช. ตอบโจทย์สังคม เรื่องทีวีสาธารณะในระบบดิจิทัล ได้ไหม
จาก กรุงเทพธุรกิจ 3 เมษายน 2556

วนิดา วินิจจะกูล
วนิดา วินิจจะกูล

มีกี่คนที่รู้และเข้าใจว่า… กสทช. มีประกาศ เรื่อง แผนการเปลี่ยนระบบการรับส่งสัญญาณวิทยุโทรทัศน์เป็นระบบดิจิทัล และ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการอนุญาตการให้บริการกระจายเสียงหรือโทรทัศน์ พ.ศ. 2555

ซึ่งทั้ง 2 ประกาศนี้ มีผลบังคับใช้แล้ว เพราะประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อปลายปีที่แล้ว

การที่ประชาชนไม่ติดตามกฎหมายก็คงไม่น่าแปลกใจ แต่สำหรับ 2 ประกาศนี้ และระเบียบอื่นๆ ที่สืบเนื่องกัน เป็นเรื่องที่ทุกคนปล่อยผ่านไปเฉยๆ ไม่ได้ เพราะจะส่งผลต่อสิทธิและผลประโยชน์ของประชาชน และลูกหลานของเราอย่างมากที่สุดเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว เพราะจะเป็นการจัดสรรคลื่นความถี่ ซึ่งเป็นทรัพยากรของคนทั้งประเทศ เป็นทีวีสาธารณะ ในระบบดิจิทัล จำนวน 12 ช่อง ไปให้กับผู้ประกอบการทีวีวิทยุ ทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่ๆ ที่อยากจะเข้ามาแบ่งเค้กก้อนนี้ (ความจริงยังมีทีวีช่องธุรกิจอีกที่ยังต้องถกเถียงกันอีกเยอะ)

จากวงเสวนา “ปีแห่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคทีวีดิจิทัล : กสทช.ควรทำอย่างไรให้บรรลุเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ” และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการในกลุ่มนักวิชาการ หัวข้อ “การปฏิรูปสื่อในทีวีดิจิทัลสาธารณะ : รูปแบบที่ควรจะเป็น

มีหลายประเด็นที่ กสทช. ต้องออกมา “ตอบ
จะงุบงิบทำไป แบบค้านสายตาคนดู คงจะไม่ได้

เบื้องต้นขอให้ข้อมูลไว้ก่อนว่า กิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ ที่ กสทช. กำหนดจะให้ใบอนุญาตสำหรับกิจการบริการสาธารณะ มี 3 ประเภท

กิจการบริการสาธารณะประเภทที่ 1 ออกให้สำหรับกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งเสริมความรู้ การศึกษา ศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม การเกษตร และการส่งเสริมอาชีพอื่นๆ สุขภาพ อนามัย กีฬา หรือการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน

กิจการบริการสาธารณะประเภทที่ 2 ออกให้สำหรับกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อความมั่นคงของรัฐหรือความปลอดภัยสาธารณะ

กิจการบริการสาธารณะประเภทที่ 3 ออกให้สำหรับกิจการกระจายเสียงหรือกิจการโทรทัศน์ที่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างรัฐบาลและประชาชนและรัฐสภากับประชาชน การกระจายข้อมูลข่าวสารเพื่อการส่งเสริมสนับสนุนในการเผยแพร่และให้การศึกษาแก่ประชาชนเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข บริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะแก่คนพิการ คนด้อยโอกาส หรือกลุ่มความสนใจที่มีกิจกรรมเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือบริการข้อมูลข่าวสารอันเป็นประโยชน์สาธารณะอื่น

อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ประชาชนอย่างเราๆ เกิดคำถาม ข้อสงสัย อะไร หรือไม่ ?

แต่ในวงเสวนา ฟันธง ตรงไปถึง กสทช. ว่าต้องตอบ อย่างน้อยในเรื่องต่อไปนี้

กสทช. จะนิยามคำว่า “กิจการบริการสาธารณะ” ว่าอย่างไร และเหมือนหรือต่างจาก “ทีวีสาธารณะ” อย่างไทยพีบีเอส อย่างไร ตลอดจนเรื่องรูปแบบรายการ สัดส่วนรายการ ผังรายการ กลไกการกำกับดูแล เป็นต้น ประเด็นเหล่านี้ส่งผลอย่างมากต่อเนื้อหาสาระ คุณภาพของรายการ และเป็นเงื่อนไขการหารายได้ของแต่ละช่อง

กิจการฯ ประเภทที่ 2 เขียนไว้ไม่เกิน 2 บรรทัด แต่ กสทช. กำหนดจะให้ใบอนุญาตถึง 2 ช่อง ซึ่งขณะนี้ กองทัพบก ช่อง 5 ประกาศตัวชัดเจนมาตั้งแต่ 2-3 เดือนที่แล้วว่า จะยื่นขออนุญาตเพื่อให้ช่อง 5 เป็นช่องเพื่อความมั่นคงของรัฐ เรียกว่า ประกาศไว้ ใครก็ห้ามแย่ง แล้วล่าสุด กสทช.ก็ให้สิทธินั้นไปแล้วโดยอัตโนมัติ

ส่วนอีกช่อง ที่บอกว่าเพื่อความปลอดภัยสาธารณะ ก็คาดเดากันได้อย่างไม่น่าพลาดว่า โทรทัศน์ตำรวจ คงขอจอง

ข้อสังเกตที่คาใจมากที่สุดอีกเรื่อง คือ การที่ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงฯ พ.ศ. 2551 มาตรา 9 และ 11 เปิดช่องให้หน่วยงานรัฐด้านความมั่นคงหารายได้จากการให้เช่าเวลาได้ไม่เกินร้อยละ 40 และการโฆษณาได้เท่าที่เพียงพอต่อการประกอบกิจการ ซึ่งสถานีวิทยุจุฬาฯ บอกว่าแค่ร้อยละ 20 เขาก็อยู่ได้สบายๆ แล้ว และถ้าสถานีจะดำเนินการเองเพียงร้อยละ 60 เช่นนี้ควรจะยังเรียกว่า “กิจการบริการสาธารณะ” อีกหรือ ?

นอกจากนี้ เรื่องที่ กสทช. ควรต้องตอบด้วยในเชิงของการปฏิรูปสื่อ คือ การจัดสรรคลื่นความถี่ทีวีสาธารณะครั้งนี้ จะทำให้เกิดการจัดสรรโครงสร้างความสัมพันธ์ของกลุ่มต่างๆ ในสังคมอย่างไร ให้ถ่วงดุลกันอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ซึ่งเป็นหัวใจของการปฏิรูปสื่อที่เรียกร้องกันมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2540

ม. เนชั่น และเหล่านักวิชาการทางสายนิเทศศาสตร์ ที่เข้าร่วมประชุมจากทั่วประเทศ
จึงทำข้อเสนอถึง กสทช. ขอให้ “ตอบโจทย์” สังคมในเรื่องเหล่านี้
ผลจะเป็นอย่างไร ต้องช่วยกันติดตาม !

http://bit.ly/10rHgYQ

http://blog.nation.ac.th/?p=2552

กสทช. ต้องตอบโจทย์สังคม Read More »

อาชีวะเปิด ป.ตรีน่าห่วง ร.ร.เอกชนชี้หลักสูตรไม่รองรับ-มทร.ลั่นเป็นตัวเลือก

3 เมษายน 2556

นายนำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดี มทร. 9 แห่ง กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาขึ้น 19 แห่ง และเตรียมความพร้อมที่จะจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับ ปวช. ถึงระดับปริญญาตรีนั้น ในส่วนของมทร. 9 แห่งคงไม่ได้รับผลกระทบเท่าใดนัก เพราะที่ผ่านมาแต่ละมหาวิทยาลัยเตรียมความพร้อม รวมถึงจัดทำหลักสูตรให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด พร้อมได้รับการเปิดกว้างมากขึ้นจาก สกอ.เพื่อให้จัดการเรียนการสอนหลักสูตรต่อเนื่องให้กับผู้ที่สำเร็จการศึกษา ระดับ ปวส. แม้ในอนาคตอาจจะมีบ้างที่นักศึกษา ปวช.และ ปวส.อาจเลือกเรียนต่อในสถานศึกษาสังกัดสอศ. แต่ มทร.เองจะเป็นอีกทางเลือกที่สำคัญ ที่นักเรียนเลือกเรียนในหลักสูตรที่ตรงความต้องการ

“ในการประชุมอธิการบดี มทร. 9 แห่ง ผมได้ส่งสัญญาณเรื่องนี้ให้ทุกสถาบันเตรียมพร้อมรับการแข่งขันในอนาคต คิดว่าทุกสถาบันมีความเข้มแข็ง และเตรียมพร้อมต่อเนื่อง โดยเฉพาะการปรับหลักสูตรระดับ ป.ตรี 4 ปี รองรับเด็กที่จบ ม.6 และปวช. ขณะที่หลักสูตรต่อเนื่อง 2 ปีที่จะรับเด็ก ปวส.เอง เราก็ไม่ได้ทิ้ง แม้ที่ผ่านมาจะพบข้อมูลว่ามีนักเรียนสนใจเรียน ปวส.ทั้งในสังกัดของสอศ. และโรงเรียนอาชีวะเอกชนน้อยลงก็ตาม หลังจากที่ สอศ.เปิดสอน ป.ตรี คิดว่าโรงเรียนอาชีวะเอกชนจะเป็นหน่วยงานที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด เพราะหลักสูตรที่เปิดสอนอาจจะไม่สอดรับกับหลักสูตรที่จะไปเรียนต่อ ปวส.หรือ ป.ตรี จึงทำให้เด็กเลือกที่จะเรียนในสถาบันที่เรียน ปวช.หรือ ปวส.แล้วเรียนต่อที่เดียวจนจบ ป.ตรีได้เลย ซึ่ง มทร.เองอาจจะต้องคิดและเตรียมหลักสูตรเพื่อรองรับเด็กกลุ่มนี้ด้วย” ประธานที่ประชุมอธิการบดี มทร.กล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32348&Key=hotnews

อาชีวะเปิด ป.ตรีน่าห่วง ร.ร.เอกชนชี้หลักสูตรไม่รองรับ-มทร.ลั่นเป็นตัวเลือก Read More »

มข. ส่งครูมืออาชีพอีสานบรรจุ พ.ค. สังกัด สพฐ.

3 เมษายน 2556

ผศ.ดร.ไมตรี อินทร์ประสิทธิ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวในการปัจฉิมนิเทศนิสิตนักศึกษาโครงการครูมืออาชีพ รุ่นปีการศึกษา 2554 ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) จัดทำขึ้นว่า โครงการครูมืออาชีพ เพื่อผลิตครูที่มีความรู้ทางวิชาการ เชี่ยวชาญทางวิชาชีพและมีอุดมการณ์ มุ่งหวังดึงดูดคนดี คนเก่ง เข้าศึกษาวิชาชีพครู ด้วยหลักสูตรและกระบวนการที่เน้นการฝึกปฏิบัติและการฝึกอบรม สร้างเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพ และสร้างเครือข่ายครูอันนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาของชาติ โดยนิสิตนักศึกษาของโครงการ เมื่อจบการศึกษาจะได้รับการบรรจุเข้ารับราชการครู

ทั้งนี้ สกอ.คัดเลือกสถาบันอุดมศึกษาทุกภูมิภาคที่เชี่ยวชาญและมีศักยภาพเป็นสถาบันฝ่ายผลิตครู ซึ่งคณะศึกษาศาสตร์ มข. ได้รับเลือกเป็น 1 ในแกนหลักของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ได้รับทุนโครงการ 617 คน เป็นรุ่น พ.ศ.2554 ที่สำเร็จการศึกษาในเดือนมี.ค. 2556 พร้อมที่จะบรรจุเข้ารับราชการครูในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในเดือนพ.ค.นี้

โครงการครูมืออาชีพ เดิมชื่อโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเปลี่ยนชื่อเมื่อเดือนพ.ค. 2555 โดยในรุ่นปีการศึกษา 2554 ซึ่งเป็นรุ่นแรก มีผู้ร่วมโครงการทั้งสิ้น 1,483 คน และนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มข. ได้รับทุนครั้งนี้จำนวน 150 คน

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 4 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32349&Key=hotnews

มข. ส่งครูมืออาชีพอีสานบรรจุ พ.ค. สังกัด สพฐ. Read More »

เปิดแนวคิดโยกครูสายสามัญสอนอาชีวะ

3 เมษายน 2556

โพสต์ทูเดย์ “พงศ์เทพ” ปิ๊งไอเดียถ่ายโอนครูสายสามัญไปวิทยาลัยอาชีวะ รับนโยบายเพิ่มสัดส่วนเด็กเรียนสายอาชีพ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุมผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ทั่วประเทศว่า ได้มอบให้ สอศ.ไปหารือร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อวางแผนถ่ายโอนครูจากโรงเรียนสายสามัญมายังวิทยาลัยอาชีวศึกษา เพื่อรองรับนโยบายปรับสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพเพิ่มเป็น 50%ภายในปี 2559 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 36%

อย่างไรก็ดี เมื่อมีการปรับสัดส่วนเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพ และลดผู้เรียนสายสามัญแล้ว สถานศึกษาสายสามัญย่อมต้องมีผู้เรียนลดลง โรงเรียนจะอยู่ในภาวะครูเกิน ขณะที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาจะอยู่ในภาวะครูไม่เพียงพอแทน

“ปัจจุบันวิทยาลัยอาชีวศึกษาหลายแห่งอยู่ในภาวะเด็กล้นมือ ลำบากที่จะรับนักเรียนเพิ่มขึ้นอีก เพราะมีข้อจำกัดต่างๆ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านครู แต่ทั้งนี้ไม่อยากให้เน้นแก้ปัญหาขาดครูด้วยการรับครูใหม่ เพราะค่าใช้จ่ายสูงถึงหัวละ30 ล้านบาท แต่ให้ใช้วิธีรับโอนครูจากโรงเรียนสายสามัญน่าจะดีกว่า” นายพงศ์เทพ กล่าว

นอกจากนั้น ได้สั่งการให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาทุกแห่งปรับระบบการผลิตนักศึกษาใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการในภาคอุตสาหกรรม บริการและภาคเกษตรในพื้นที่ เช่น จ.ชลบุรี ฉะเชิงเทราเป็นฐานของอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์วิทยาลัยที่อยู่ในแถบนั้นก็จะต้องมีความเชี่ยวชาญด้านนี้

นายพงศ์เทพ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีดังกล่าวจะช่วยให้วิทยาลัยปรับการเรียนการสอนให้ผลิตคนที่มีฝีมือตรงตามความต้องการของสถานประกอบการ สามารถส่งเด็กไปฝึกงานได้ในระหว่างเรียน เมื่อเรียนจบแล้วผู้เรียนจะได้สามารถเริ่มทำงานได้ทันทีตั้งแต่วันแรก ไม่ต้องไปให้สถานประกอบการฝึกงานเพิ่มเติมให้เป็นปีเหมือนในปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน วิทยาลัยเองก็จะได้ประโยชน์ เพราะเครื่องมือเครื่องจักรหลายชิ้นมีราคาแพง เช่น เครื่องกำเนิดไฟราคาเป็นพันล้านบาท วิทยาลัยส่วนใหญ่จึงไม่สามารถที่จะซื้อเครื่องมือเหล่านั้นมาให้เด็กฝึกปฏิบัติได้ แต่ถ้าไปสร้างความร่วมมือกับสถานประกอบการแล้ว นักศึกษาอาชีวะจะได้เรียนรู้กับเครื่องมือเครื่องจักรของจริง

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32346&Key=hotnews

เปิดแนวคิดโยกครูสายสามัญสอนอาชีวะ Read More »

สทศ.ชี้ภาพรวมจุดอ่อนวิชาหลักเร่งขยับโอเน็ต

3 เมษายน 2556

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผอ.สทศ. แถลงข่าวผลการจัดการสอบแบบทดสอบทางการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ หรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2555 ว่า ภาพรวมคะแนนสอบโอเน็ต ป.6 ม.3 และ ม.6 ดีขึ้นเรื่อยๆ เป้าหมายที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดให้คะแนนเฉลี่ย 5 วิชาหลัก ได้ร้อยละ 50 ในปี 2561 ก็น่าจะเป็นไปได้ เพราะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดให้มีการใช้คะแนนโอเน็ตเป็นส่วนหนึ่งของการจบแต่ละช่วงชั้น จึงอยากให้ทุกฝ่ายนำผลสอบโอเน็ต ไปใช้ ไม่ใช่มองแค่คะแนนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าร้อยละ 50 เท่านั้น เพราะเป้าหมายของการสอบโอเน็ต คือ การนำโอเน็ตไปปรับปรุงคุณภาพสถานศึกษาให้ นักเรียนรุ่นหน้าได้คะแนนโอเน็ตดีขึ้นกว่ารุ่นนี้

ผอ.สทศ. กล่าวต่อว่า จากการประมวลผลภาพรวมโอเน็ตระดับประเทศ ระดับ ม. 6 สำหรับวิชาหลัก 5 วิชา พบว่า วิชาภาษาไทย นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ดีที่สุดคือการอ่าน ส่วนที่ต้องเร่งขับเคลื่อน เพื่อยกระดับคะแนนโอเน็ตภาษาไทยคือ การเขียน สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ผลสัมฤทธิ์ที่ดีสุดคือภูมิศาสตร์ ที่ต้องขับเคลื่อนมากขึ้นคือ ประวัติศาสตร์ ภาษาอังกฤษ ผลสัมฤทธิ์ที่ดีสุดคือภาษาเพื่อการสื่อสาร ที่ต้องขับเคลื่อนคือ ด้านภาษาและวัฒนธรรม คณิตศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ที่ดีสุดคือ พีชคณิต ที่ต้องปรับปรุงมากขึ้นคือ การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น วิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่สุดคือธรรมชาติของวิทย์และเทคโนฯ ส่วนที่ต้องขับเคลื่อนมากขึ้นคือพลังงาน.

ที่มา: http://www.thairath.co.th

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32347&Key=hotnews

สทศ.ชี้ภาพรวมจุดอ่อนวิชาหลักเร่งขยับโอเน็ต Read More »

คอลัมน์: กศน.เพื่อนเรียนรู้: หลักสูตรธรรมศึกษา ผู้ช่วยพยาบาลและการศึกษาตลอดชีวิต

3 เมษายน 2556

edusiamrath@gmail.com
เมื่อเร็วๆ นี้ นายชาญวิทย์ ทับสุพรรณ รองเลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เป็นประธานการมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา หลักสูตรธรรมศึกษา ผู้ช่วยพยาบาล และการศึกษาตลอดชีวิตวิชาอาชีพ ของสำนักงาน กศน. ณ วัดอรุณราชวราราม โดยมีพระเทพมงคลรังษี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ตัวแทนจากสถานทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย-ผู้ช่วยทูตฝ่ายการศึกษา นายวอลเตอร์ สโตว์ ผู้ก่อตั้งมูลนิธิ เจดับเบิลยูเอส ซิกส์ตี และนายวิลเลียม วิลลาฟรังโก ผู้ดูแลมูลนิธิเวอร์จิเนียร์ บี ทูลมิน ร่วมให้โอวาทและมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา

นายชาญวิทย์กล่าวภายหลังว่า สำนักงาน กศน.เล็งเห็นถึงความสำคัญและสนับสนุนการศึกษาของผู้พลาดโอกาสให้ได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง จึงได้ดำเนินการร่วมกับวัดอรุณราชวรารามจัดตั้งศูนย์การเรียนชุมชนศูนย์ปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญกุศลนานาชาติ วัดอรุณราชวราราม ขึ้นเมื่อวันที่ 9 ต.ค.49 เพื่อให้ผู้ที่พลาดโอกาสได้รับการศึกษาตลอดชีวิต พัฒนาทักษะชีวิตและจิตใจในหลักสูตรการศึกษาตลอดชีวิตวิชาชีพ และการปฏิบัติธรรมสมาธิ รวมทั้งการระดมทุนจากผู้มีจิตศรัทธาในต่างประเทศ สนับสนุนการศึกษาการเรียนวิชาผู้ช่วยพยาบาลร่วมกับโรงพยาบาลธนบุรี 2 สำหรับในปีการศึกษา 2555 ศูนย์การเรียนฯ ได้กำหนดให้มีพิธีมอบวุฒิบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรต่างๆ โดยมีพระเทพมงคลรังษี เจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม ตัวแทนจากสถานทูตอินโดนีเซียประจำประเทศไทย-ผู้ช่วยทูตฝ่ายการศึกษา ร่วมให้โอวาทแก่ผู้สำเร็จการศึกษาด้วย

“หลักสูตรวิชาผู้ช่วยพยาบาล มีระยะเวลาเรียน 1 ปี โดยประสานความร่วมมือกับโรงพยาบาลธนบุรี 2 เมื่อจบการศึกษานักศึกษาสามารถเข้าทำงานที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลอื่นๆ ได้ตามความประสงค์ รวมทั้งจัดการศึกษาต่อเนื่องหลักสูตรระยะสั้นวิชาเสริมทักษะชีวิต แก่ผู้ที่สนใจทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศอาทิ วิชาคอมพิวเตอร์ แกะสลักสบู่ และผลไม้ รำไทย ดนตรีไทย ซึ่งมีเยาวชนสนใจมาเรียนเป็นจำนวนมาก และสามารถนำไปต่อยอดเพื่อเข้าศึกษาต่อในสถานศึกษาระดับสูงต่อไป” รองเลขาธิการ กศน.กล่าว

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32344&Key=hotnews

คอลัมน์: กศน.เพื่อนเรียนรู้: หลักสูตรธรรมศึกษา ผู้ช่วยพยาบาลและการศึกษาตลอดชีวิต Read More »

ศธ. จับมือเครือข่ายต่อสู้ยาเสพติด

3 เมษายน 2556

นายศุภกร วงศ์ปราชญ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้ทุกกระทรวงดำเนินการป้องกันและปราบปรามปัญหายาเสพติดนั้น ในส่วนของ ศธ.ทางคณะอนุกรรมการบริหารแผนยุทธศาสตร์ด้านการสร้างภูมิคุ้มกันและป้องกันยาเสพติด ซึ่งมีนางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัด ศธ. เป็นประธาน ได้กำหนดแนวนโยบายในการป้องกันยาเสพติดให้เห็นเป็นรูปธรรมผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะ ศธ.จะทำลำพังฝ่ายเดียวไม่ได้ เช่น ร่วมกับศูนย์อำนวยการพลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติดแห่งชาติ (ศพส.) สร้างวิทยากรแกนนำ อาทิ วิทยากรจากตำรวจ ทหาร หรือครูพระ ที่จะเข้าไปให้ความรู้ในสถานศึกษาต่าง ๆ ควบคู่กับครูอาจารย์ที่ทำหน้าที่ให้ความรู้เป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งวิทยากรแกนนำจะมีเทคนิคการนำเสนอที่แตกต่างเป็นที่น่าสนใจของเด็ก

รองปลัด ศธ. กล่าวอีกว่า ศธ.ยังจะร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) สร้างความเข้มแข็งให้สถานศึกษา โดยสนับสนุนการจัดกิจกรรมที่นำไปสู่การเป็นโรงเรียนต้นแบบต่อต้านและป้องกันปัญหายาเสพติด โดย ป.ป.ส. จะสนับสนุนงบประมาณให้ 3,675 โรงเรียน โรงเรียนละ 7,000 บาท เพื่อจัดกิจกรรม นอก จากนี้ ศธ.ยังจะคัดเลือกสถานศึกษาต้นแบบในแต่ละสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เพื่อมอบรางวัลให้เป็นขวัญและกำลังใจในการทำ ความดีด้วย

“จากข้อมูลของ ป.ป.ส.พบว่าแนวโน้มกลุ่มเยาวชนจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มมากขึ้น โดยกลุ่มอาชีวศึกษาจะมากกว่าสายสามัญ ส่วนกลุ่มอายุที่น่าเป็นห่วงคือม.ปลาย และ ปวช. ทาง ศธ.จึงต้องเร่งจัดหาวิทยากรเข้าไปให้ความรู้เพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม รวมทั้งยังจะร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำรวจพื้นที่เสี่ยงทั้งแหล่งสถานบันเทิง และอบายมุขที่อยู่ใกล้สถานศึกษา แม้แต่หอพักที่อาจใช้เป็นแหล่งมั่วสุมของเยาวชน เพื่อหามาตรการในการป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไป” นายศุภกร กล่าว.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32345&Key=hotnews

ศธ. จับมือเครือข่ายต่อสู้ยาเสพติด Read More »