คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: การได้รับเงินเดือน ตามกฎ ก.ค.ศ.ฯ

25 มีนาคม 2556

วัชรี เกิดพิพัฒน์ ผอ.ภารกิจเสริมสร้างและพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติราชการตามที่ได้มีการประกาศ กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2555 นั้น เพื่อให้การดำเนินการตาม กฎ ก.ค.ศ. ฉบับดังกล่าว เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน ก.ค.ศ. จึงกำหนดวิธีการในการดำเนินการเพื่อให้ส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบและถือปฏิบัติ โดยได้แจ้งไปยังส่วนราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ 0206.7/ว3 ลงวันที่ 6 มีนาคม 2556 โดยสรุปสาระสำคัญ ดังนี้

          1.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำของตำแหน่งและวิทยฐานะนั้นอยู่แล้ว/ถูกลดขั้นเงินเดือนหรือลดเงินเดือน/ได้รับปริญญา ประกาศนียบัตรการศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือคุณวุฒิอย่างอื่นที่ ก.ค.ศ.รับรองเพิ่มขึ้น หรือสูงขึ้น ให้ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำ หรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ ตั้งแต่วันที่ 21 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไป
2.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยหากได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับอยู่ก่อนวันที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนขั้นเงินเดือน ให้สั่งให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของอันดับครูผู้ช่วย โดยให้ไปอาศัยเบิกในอันดับ คศ.1 โดยให้ได้รับเงินเดือนในขั้นที่มีเงินเดือนเท่าเดิม ถ้าไม่มีขั้นที่มีเงินเดือนเท่าเดิม ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นที่มีเงินเดือนใกล้เคียงที่สูงกว่า ไม่ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2556 แล้วจึงพิจารณาเลื่อนเงินเดือน
ตัวอย่าง นาย ก. รับเงินเดือนในอันดับครูผู้ช่วย ในอัตรา 17,960 บาท ซึ่งเป็นขั้นสูงของอันดับครูผู้ช่วย ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2556 ให้สั่งให้ นาย ก. ไปอาศัยรับเงินเดือนในอันดับ คศ.1 ขั้น 17,910 บาท ซึ่งเป็นอัตราเงินเดือนขั้นใกล้เคียงที่สูงกว่า ในวันที่ 1 เมษายน 2556 ก่อน แล้วจึงพิจารณาเลื่อนเงินเดือนต่อไป
3.ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับเงินเดือนถึงขั้นสูงของอันดับเงินเดือนของตำแหน่งและวิทยฐานะในอันดับ คศ.2 คศ.3 หรือ คศ.4 อยู่ก่อนวันที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน ให้สั่งให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนสูงกว่าขั้นสูงของอันดับเงินเดือนเดิม และให้ไปอาศัยรับเงินเดือนในอันดับถัดไป ได้อีกหนึ่งอันดับเท่านั้น โดยให้ผู้นั้นได้รับเงินเดือนในอันดับที่สูงขึ้นในขั้นที่มีเงินเดือนเท่าเดิม หรือในกรณีที่ไม่มีขั้นที่มีเงินเดือนเท่าเดิม ก็ให้ได้รับเงินเดือนในขั้นที่มีเงินเดือนใกล้เคียงที่สูงกว่า สำหรับผู้ได้รับเงินเดือนเต็มขั้นในอันดับ คศ.2 มีผลใช้บังคับไม่ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2556 และผู้รับเงินเดือนเต็มขั้นในอันดับ คศ.3 หรือ คศ.4 มีผลใช้บังคับไม่ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2554
ตัวอย่าง นาย ข. รับเงินเดือนอันดับ คศ.2 อัตราเงินเดือน 37,830 บาท ซึ่งเป็นขั้นสูงของอันดับ คศ.2 อยู่ก่อนวันที่ 1 เมษายน 2556 ให้สั่งให้นาย ข. ไปอาศัยรับเงินเดือนในอันดับ คศ.3 ขั้น 37,900 บาท ซึ่งเป็นอัตราเงินเดือนขั้นใกล้เคียงที่สูงกว่า (เนื่องจากอัตราเงินเดือน 37,830 บาท ไม่มีกำหนดในอันดับ คศ.3) ในวันที่ 1 เมษายน 2556 ก่อน แล้วจึงพิจารณาเลื่อนเงินเดือนต่อไป
สำหรับการให้ได้รับเงินเดือน ในกรณีอื่นๆ ที่กำหนดให้ได้รับเงินเดือนตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด โดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ เพื่อเสนอขออนุมัติคณะรัฐมนตรี ซึ่งจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32212&Key=hotnews

พื้นที่ระงม กคศ. โยน เผือกร้อน ชี้ขาดครูผู้ช่วย

25 มีนาคม 2556 หนึ่งในบอร์ด ‘อ.ก.ค.ศ.’ เซ็งมติสอบโกงครูผู้ช่วย โยนเขตพื้นที่แก้เอง ทั้งที่หลักฐานทุจริตชัด ด้านนายกเขตพื้นที่การศึกษาซัดส่วนกลางลอยตัวเหนือปัญหา เชื่อระดับพื้นที่ไม่กล้ายกเลิกการสอบ หวั่นโดนฟ้องอื้อ

ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ) เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2556 เพื่อพิจารณาทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ซึ่งพบหลักฐานการทุจริตชัดเจนหลายรูปแบบ ในหลายเขตพื้นที่การศึกษา และมีผู้ได้คะแนนสอบสูงผิดปกติ จำนวน 514 คนใน 129 เขตพื้นที่การศึกษา แต่ปรากฏว่า ก.ค.ศ. มีมติส่งกลับไปให้คณะอนุกรรมการ ก.ค.ศ. (อ.ก.ค.ศ.) ในเขตพื้นที่การศึกษาต่าง ๆ ตรวจสอบว่ามีการทุจริตจริงหรือไม่ และให้เป็นผู้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงการศึกษาอย่างกว้างขวาง เนื่องจากเกรงว่าการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวจะกลายเป็นมวยล้ม โดยมีกระแสข่าวว่ามีความพยายามวิ่งเต้นเพื่อให้เรื่องนี้ค่อยๆ เงียบลง

โดยเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2556 นายสุบัน ประทุมทอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ค.ศ.ในฐานะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีปัญหาการสอบครูผู้ช่วย ชุดที่มีนายพิษณุ ตุลสุข ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน กล่าวว่า ในการประชุม ก.ค.ศ. เมื่อวันที่ 22 มีนาคม ได้พยายามชี้แจงว่าขบวนการทุจริตสอบครูผู้ช่วยได้ทำอะไรบ้าง ตั้งแต่ที่ได้ลงไปสืบหาข้อมูล และพยานต่าง ๆ มา ซึ่งนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการ ศธ.ในฐานะประธาน ก.ค.ศ.ก็บอกว่ามีทุจริตจริง แต่มติ ก.ค.ศ.กลับออกมาอีกลักษณะหนึ่ง ทำให้รู้สึกผิดหวัง โดยเฉพาะกรณีของผู้ที่มีคะแนนสูงผิดปกติ 486 ราย ที่สอบบรรจุได้ ก็ได้นำเสนอข้อมูลต่อประชุมรับทราบว่าเข้าข่ายการทุจริต เพราะมีคะแนนเต็มวิชาใดวิชาหนึ่งใน 4 ชุดวิชา ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้
นายสุบันกล่าวว่า การที่ ก.ค.ศ. มีมติให้ 129 เขตพื้นที่ฯไปพิจารณาเองว่าจะยกเลิกการสอบครูผู้ช่วยหรือไม่นั้น ผู้บริหารเขตพื้นที่ฯเริ่มสะท้อนว่าค่อนข้างลำบากใจ และเห็นว่าเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ส่วนกลางกลับโยนไปให้เขตพื้นที่ฯแก้ปัญหา ทั้งที่เดิมการสอบครูผู้ช่วยเป็นอำนาจของเขตพื้นที่ฯ แต่ส่วนกลางก็ดึงไปดำเนินการเอง พอเกิดปัญหากลับส่งมาให้เขตพื้นที่ฯรับผิดชอบ
“ตามขั้นตอนเมื่อ ก.ค.ศ.แจ้งเรื่องไปยัง 129 เขตพื้นที่ฯ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯจะต้องสั่งตั้งคณะกรรมการสืบข้อเท็จจริงต่อไป ผมเชื่อว่าเขตพื้นที่ฯที่จะช่วยผู้ที่คะแนนสูงผิดปกติให้รอดนั้น น่าจะมีน้อย และอยากให้แต่ละเขตพื้นที่ฯยึดกฎหมาย ใช้ดุลพินิจในการสืบหาข้อเท็จจริง เพื่อให้รู้ว่าคนไหนทุจริต หรือไม่ทุจริต” นายสุบันกล่าว

นายธวัชชัย พิกุลแก้ว ผู้อำนวยการ สพป.กาญจนบุรี เขต 4 และนายกสมาคมผู้บริหารเขตพื้นที่การศึกษาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การสอบคัดเลือกครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมา ที่ประชุม ก.ค.ศ.ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ดำเนินการเองหมด จึงไม่เห็นด้วยที่จะโยนการแก้ปัญหาทุจริตสอบมาให้เขตพื้นที่ฯเป็นผู้ตัดสินว่า ควรยกเลิกการสอบหรือไม่ ทั้งที่ที่ประชุม ก.ค.ศ.มีอำนาจสูงสุด เหนือกว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ดังนั้น ควรสั่งการได้เลยว่าจะยกเลิกการสอบในเขตพื้นที่ฯใดบ้าง เพราะการให้เขตพื้นที่ฯตัดสินใจเองทำได้ยาก เนื่องจากมีข้อมูลน้อย และสุดท้ายหากสั่งยกเลิกการสอบ เมื่อมีผู้ฟ้องร้อง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯก็ต้องรับผิดชอบ ขณะที่ ก.ค.ศ.ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่าใน 129 เขตพื้นที่ฯ ส่วนใหญ่คงไม่กล้ายกเลิกการสอบอย่างแน่นอน
“ขณะนี้เขตพื้นที่ฯอยู่ในลักษณะเนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง ยังเอากระดูกแขวนคออีก เพราะการสอบครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมา เขตพื้นที่ฯไม่ได้ดำเนินการเอง ทั้งหมด สพฐ.ดูแล ตอนประกาศผลสอบก็ไม่ส่งคะแนนให้ แต่พอจะให้ตรวจสอบเรื่องนี้ ถึงจะยอมส่งคะแนนมาให้ ทั้งที่ควรส่งให้ตั้งแต่แรก” นายธวัชชัยกล่าว

นายสานิตย์ พลศรี กรรมการใน อ.ก.ค.ศ.สพป.ชัยภูมิ เขต 1 กล่าวว่า ที่ประชุม ก.ค.ศ.จะโยนความรับผิดชอบมาให้เขตพื้นที่ฯตัดสินเรื่องการทุจริตครูผู้ช่วยไม่ได้ เพราะช่วงประกาศผลสอบ ทำไม สพฐ.ไม่แจ้งคะแนนให้รับรู้ แจ้งแต่เพียงรายชื่อมาเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าใครสอบได้คะแนนสูงผิดปกติ เพื่อตรวจสอบและคงไม่ประกาศรับรองผลแน่นอน แต่ สพฐ.กลับเร่งรัดให้ประกาศผลการสอบคัดเลือกและเร่งบรรจุแต่งตั้ง เช่น กรณีของ สพป.ชัยภูมิ เขต 1 มีคนได้คะแนนเต็มในชุดวิชาใดวิชาหนึ่งถึง 8 คน หากรู้คะแนนก่อนคงไม่รับรองผลการสอบคัดเลือกอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตาม การปฏิบัติตามมติของที่ประชุม ก.ค.ศ. คงต้องขอดูเรื่องและหนังสือที่จะแจ้งมาก่อน จากนั้น จึงนำมาวิเคราะห์ และหารือกันใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ว่าทำอย่างไร
“การให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯรับผิดชอบเป็นเรื่องยาก สืบหาข้อเท็จจริงค่อนข้างยาก เนื่องจากกระบวนการต่างๆ อยู่ที่ต้นเหตุคือส่วนกลางหมด การส่งมาให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯลงดาบยกเลิกการสอบ เชื่อว่าคงมีหมายศาลปกครองมาจากผู้ที่ถูกยกเลิกยื่นฟ้องส่งมาที่เขตพื้นที่ฯแน่นอน ผมเชื่อว่าทุกเขตพื้นที่ฯไม่พอใจกับมติดังกล่าวแน่ เพราะเหมือนกับว่าที่ประชุม ก.ค.ศ.และ สพฐ.ลอยตัวเหนือปัญหา” นายสานิตย์กล่าว

นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช อดีตรัฐมนตรีว่าการ ศธ.กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยกับมติที่ประชุม ก.ค.ศ.กรณีการสอบครูผู้ช่วยกรณีทั่วไปช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม โดยให้ฟื้นการสอบสัมภาษณ์กลับมาเหมือนเดิม เพราะจะยิ่งเป็นช่องทางให้เรียกรับผลประโยชน์ได้ เพราะในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ ศธ.ได้สั่งให้ยกเลิกการสอบสัมภาษณ์ไปแล้ว เพราะมีครูร้องเรียนจำนวนมากว่าถูกเรียกรับเงิน
“ส่วนมติที่ให้เขตพื้นที่ฯรวมกลุ่มจัดสอบกันเองนั้น หากมีทุจริตก็คงไม่มีใครทราบ แต่ถ้ายืนยันจะให้เขตพื้นที่ฯจัดสอบเอง ควรให้สถาบันการศึกษาในส่วนกลางออกข้อสอบให้เหมือนกันหมด” นายสุชาติกล่าว

แหล่งข่าวระดับสูงจาก ศธ.กล่าวว่า สาเหตุที่ ก.ค.ศ.มีมติให้ 129 เขตพื้นที่ฯที่เข้าข่ายทุจริตสอบครูผู้ช่วย ไปพิจารณาเองว่าจะยกเลิกการสอบหรือไม่นั้น มีกระแสข่าวว่ามีสามีของแกนนำในพรรคร่วมรัฐบาลคนหนึ่ง ได้ประสานมายังฝ่ายการเมือง ขอไม่ให้เอาผิดกับผู้บริหารระดับสูงใน สพฐ.บางคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับกระแสข่าวก่อนหน้านี้ว่า ผู้บริหารคนดังกล่าวพยายามวิ่งเต้นกับนักการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อไม่ให้ถูกย้ายออกจาก สพฐ.

— มติชน ฉบับวันที่ 26 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย) —

สพฐ.ตรวจสนามสอบม.4 ไร้ปัญหา

25 มีนาคม 2556

วันที่ 24 มี.ค. นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และคณะผู้บริหาร สพฐ. ลงตรวจเยี่ยมการสอบเข้าชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2556 ณ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา โรงเรียนอันดับ 1 ที่มีการแข่งขันสูง ในปีนี้มีจำนวนผู้สมัครสอบ 11,923 คน รับทั้งสิ้น 1,480 คน จำแนกตามกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ถนัด ได้แก่ วิทย์-คณิต, ภาษา-คณิต, ภาษา-ฝรั่งเศส, ภาษา-เยอรมัน, ภาษา-ญี่ปุ่น, ภาษาสเปน, ภาษา-จีน ทั้งประเภทสอบคัดเลือกและประเภทโควตาจังหวัด ในอัตราร้อยละ 80 : 20

นายกมลกล่าวว่า มีความมั่นใจในการจัดการสอบของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาที่เป็นมืออาชีพ ในทุกกระบวนการมีคณะกรรมการคอยกำกับดูแล สามารถรองรับนักเรียนที่เดินทางมาสอบจากทั่วประเทศได้ ส่วนภาพรวมจำนวนนักเรียนที่สมัครในปีนี้ลดน้อยลง เนื่องจากประชากรของประเทศในช่วงวัยเรียนลดลง อีกทั้งนักเรียนสามารถประเมินความสามารถของตนเองได้ จากการที่ สพฐ.จัดงานตลาดนัดนักเรียนมีทั้งโรงเรียนหลักและโรงเรียนคู่พัฒนาที่มีคุณภาพไม่แตกต่างกันให้เลือกศึกษาต่อ ดังนั้น นักเรียนที่พลาดการสอบไม่ได้เรียนในโรงเรียนหลักยังมีอีกหลายโรงเรียนให้นักเรียนเลือก อย่างไรก็ตาม สพฐ.มั่นใจว่าจะสามารถจัดสรรนักเรียนให้เข้าเรียนได้ทั้งหมด

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32210&Key=hotnews

ครูประถมสอนตามยถากรรม เร่งผลิตครูช่าง – ชะลอ 7 สาขา / ชูวิทยฐานะเชิงประจักษ์

25 มีนาคม 2556

นายสุรวาท ทองบุคณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ในฐานะประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท) กล่าวว่า สถาบันอุดมศึกษาที่สอนศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์ รวม 17 แห่ง ควรต้องทบทวนแผนการผลิตบัณฑิตครูใหม่ ปัจจุบันมีเด็กในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานรวม 10 ล้านคนและลดลงเรื่อยๆ ตามอัตราการเกิดที่ปรับตัวลดลงในทุกปีแต่คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาตร์ของสถาบันอุดมศึกษาทั้ง 17 แห่ง ผลิตครูรวมทั้งหมดประมาณ 29,000 คนต่อปี อย่างไรก็ตาม สถาบันอุดมศึกษาส่วนใหญ่จะเลือกผลิตครูตามความพร้อมของตัวเอง ไม่ได้ผลิตตามความต้องการจริง โดยส่วนใหญ่จะเปิดอยู่ 7 สาขา ซึ่งแต่ละสาขามียอดผลิตเกิน 20,000 คนต่อปี ดังนี้ สาขาพละและสุขศึกษา 29,557 คน, ปฐมวัย 27,462 คน, ภาษาอังกฤษ 24,698 คน, สังคมศึกษา23,596 คน, คณิตศาสตร์ 22,730 คน, ภาษาไทย 20,801 คน, วิทยาศาสตร์ 19,683 คนและคอมพิวเตอร์ 12,933 คน

นายสุรวาท กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกัน บางสาขาที่มีความต้องการโดยเฉพาะครูช่าง กลับมีการผลิตน้อยมาก เช่น สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ 2,159 คน, วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ 1,668 คน, วิศวกรรมเครื่องกล1,491 คน, วิศวกรรมไฟฟ้า 1,283 คน, วิศวกรรมโยธา 1,166 คน, เทคโนโลยีเครื่องกล 154 คน,วิศวกรรมแมคคาทรอนิกส์ 156 คน, การศึกษานอกระบบ 255 คน และสถาปัตยกรรม 248 คน ดังนั้น ศธ. ควรหารือกับสถาบันอุดมศึกษาที่ผลิตบัณฑิตครู และหน่วยงานที่ใช้ครูต้องปรับการผลิตครูใหม่ เลิกผลิตตามความพร้อมของสถาบันอุดมศึกษา แล้วหันมาผลิตเพิ่มในสาขาที่ขาดแคลน ขณะเดียวกันต้องควบคุมการผลิตครูใน 7 สาขาที่ผลิตมากเกินด้วย อย่างไรก็ดี การควบคุมการผลิตครูของสถาบันอุดมศึกษาทำได้ยาก ปัจจุบันไม่มีแม้กระทั่งตัวเลขการผลิตครูที่แท้จริงจึงเสนอให้มีการตั้งกรรมการคุรุสภาแห่งชาติขึ้นมาเพื่อมาทำงานตรงนี้
“ยังพบข้อมูลด้วยว่า มีครูในโรงเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน 14,000 แห่ง รวมประมาณ 100,000 คน ต้องรับภาระการสอน8 สาระวิชา สอนเกินวันละ 6 ชั่วโมง ครูเหล่านี้ไม่สามารถทำแผนการสอนได้ครบทุกวิชา แต่ใช้วิธีทำแผนการสอนแค่วิชาเดียวแล้วอนุโลมให้กับอีก 7 วิชาที่เหลือ จึงเป็นการสอนตามยถากรรม ฉะนั้น จึงเสนอให้ สพฐ. ปรับปรุงหลักสูตรใหม่ ลงรายละเอียดให้เห็นแนวทางการสอน เป็นตัวอย่างแผนการสอนให้ครูนำไปใช้ เพื่อเป็นการช่วยเหลือครูอีกทาง”
นายสุรวาท กล่าวและว่า ยังมีปัญหาเรื่องการให้รางวัลไม่ถูกคน คนเอาใจใส่การสอนกลับไม่ได้รางวัล คือ การเลื่อนวิทยฐานะเพราะเกณฑ์การเลื่อนวิทยฐานะนั้น กำหนดให้ครูต้องคิดค้นนวัตกรรมการสอนใหม่ๆ มาเสนอ แต่ในทางปฏิบัติ คนทำจริงด้วยตัวเองมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ไปว่าจ้างเขาทำแล้วก็ได้วิทยฐานะ จึงเป็นการให้รางวัลไม่ถูกคน แต่ถ้าครูตั้งใจคิดค้นนวัตกรรมเองจริงก็ต้องทิ้งการสอนในห้อง เป็นผลเสียกับเด็กอีก ฉะนั้นการประเมินวิทยฐานะควรเปลี่ยนมาเป็นการประเมินเชิงประจักษ์จากการสอนในห้องเรียน

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32211&Key=hotnews

ปัญหาการศึกษาไทยถอยหลังลงคลอง ชี้การเรียนการสอนด้อย-ขาดจิตสำนึก

25 มีนาคม 2556

ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในระหว่างเป็นประธานเปิดการสัมมนารับฟังความเห็นและข้อเสนอแนะกลุ่มเป้าหมายครูเพื่อสังคม ในหัวข้อเรื่อง”บทบาทของครูต่อการศึกษา สังคมและประเทศชาติ” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้เพื่อสร้างเครือข่ายครูเพื่อสังคมที่มีศีลธรรม คุณธรรมจริยธรรม ในการฝึกอบรมสั่งสอนเยาวชนทั้งในด้านวิชาการ ความประพฤติสมควรเป็นครูต้นแบบ เนื่องจากปัญหาของการศึกษาไทยในขณะนี้มีอยู่ 3 เรื่อง คือ 1.ปัญหาการขาดความรับผิดชอบของครู ทั้งที่มีการให้งบประมาณกว่า 10,000 ล้านบาท หรือแม้แต่การเพิ่มเงินเดือนครูให้มากขึ้น แต่กลับปรากฏว่าการเรียนการสอนไม่ดีขึ้น และส่งผลให้สัมฤทธิ์ผลทางการเรียนไม่ปรากฏ 2.ปัญหาความแตกต่างทางการศึกษา จากอัตราครูที่สูงขึ้น เงินเดือนที่สูงขึ้น มีผู้บริหารจำนวนมากขึ้น แต่การศึกษากลับถดถอยไม่มีความก้าวหน้า 3.เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง ระหว่างโรงเรียนในเมืองหลวง เมืองใหญ่ และชนบท ซึ่งปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพราะระบบการเมืองที่ล้มลุกคลุกคลาน ไม่เข้มแข็ง ไม่มั่นคง แต่ขึ้นอยู่กับครูผู้สอนที่มีการจัดการเรียนการสอนไม่มีประสิทธิภาพ ฉะนั้นรัฐบาลในฐานะเสาหลัก สมควรที่จะให้มีการฝึกอบรมครู เพื่อให้มีจิตใจความเป็นครูมากขึ้น ปฏิบัติหน้าที่ของครูที่มีต่อศิษย์อย่างสมบูรณ์ เป็นกัลยาณมิตรของศิษย์ และผู้บริหารโรงเรียนเปรียบเสมือนหัวหน้าครอบครัวจะต้องวางระบบการจัดการเรียนการสอนใหม่ เน้นการพัฒนาครูผู้สอนให้มีคุณธรรม จริยธรรม ให้มากยิ่งขึ้น

          ทั้งนี้ ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศวร์ กล่าวถึงกรณีการทุจริตสอบบรรจุครูผู้ช่วยว่า นายเสริมศักดิ์ พงษ์พาณิชย์ รมช.ศึกษาธิการ จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน ซึ่งหากมีการอ้างชื่อว่า เกี่ยวข้องกับผู้บริหารคนใดต้องทำการย้าย เพื่อไปช่วยราชการที่อื่นก่อน ซึ่งไม่ใช่เป็นการลงโทษ แต่เป็นการสั่งย้าย เพื่อให้กระบวนการสอบสวนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนครูผู้ช่วยจำนวน 486 อัตราที่ดีเอสไอเห็นสมควรให้ปลดออกนั้น เพื่อความสุจริต โปร่งใส จึงเห็นควรให้ออกตามที่ดีเอสไอเสนอ และต้องรีบดำเนินการหาครูมาบรรจุแทน เพราะขณะนี้มีโรงเรียนอีกหลายพันแห่งที่มีครูคนเดียว แต่ต้องสอนนักเรียนทั้งโรงเรียน

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32209&Key=hotnews

“พงศ์เทพ” เห็นด้วยยืดอายุ “วีซ่า” ชี้อุปสรรคต่อการศึกษาในกลุ่มอาเซียน

25 มีนาคม 2556

“พงศ์เทพ” เห็นด้วยขยายอายุวีซ่า ชี้ปัญหาวีซ่าเป็นอุปสรรคต่อการแลกเปลี่ยน นร. นศ.ครูในกลุ่มอาเซียน ย้ำหากต้องการเป็นศูนย์กลางการศึกษาอาเซียน ต้องปรับระบบเพื่ออำนวยความสะดวก ลั่นราชการมีหน้าที่รับใช้ประชาชน

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ขณะนี้อุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนนักเรียน นักศึกษา และครูอาจารย์ของกลุ่มประเทศอาเซียนรวมทั้งประเทศไทย คือ เรื่องระยะเวลาของวีซ่าเพื่อพำนักในประเทศ ทั้งนี้ ในส่วนประเทศไทยนั้น ตนกำลังจะดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องวีซ่าด้วย ด้วยเห็นว่าเมื่อเราจะก้าวสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 และต้องการที่ให้ประเทศไทยนั้นเป็นศูนย์กลางการศึกษาของอาเซียน ก็ควรต้องมาจัดระเบียบในเรื่องของระบบวีซ่า เช่น ขอครั้งเดียวแต่กำหนดระยะเวลาการอยู่ในประเทศได้นาน เป็นต้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ต้องการมาเรียน ไม่ต้องประสบปัญหายุ่งยากซับซ้อน ซึ่งกรณีการเคลื่อนย้ายหรือแลกเปลี่ยนเพื่อเข้ามาศึกษาต่อนั้นก็อาจจะทำระบบวีซ่านักเรียน เหมือนกับที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ทำโดยมีเงื่อนไขว่าต้องลงทะเบียนเรียนเต็มเวลา
“ผมเห็นด้วยกับการขยายเวลาการขอวีซ่าอยู่ในไทยเพื่อประโยชน์ในด้านการศึกษา เพราะไม่มีเหตุผลอะไรที่ไม่ต้องทำ แต่ต้องจัดระบบให้ชัดเจนกรณีนักเรียนก็ทำวีซ่านักเรียน หรือการแลกเปลี่ยนครูอาจารย์ต่างชาติมาสอนในไทย ที่ต้องยอมรับว่าหากเราเป็นศูนย์กลางการศึกษาเปิดหลักสูตรนานาชาติจำเป็นต้องการครูต่างชาติจำนวนมาก ตรงนี้ก็ต้องอำนวยความสะดวกเช่นกัน แต่ต้องดูว่าจะกำหนดเวลาแค่ไหนอย่างไร แต่ไม่ใช่ให้ต้องมายื่นเรื่องต่อวีซ่าแบบขอซ้ำขอซาก”นายพงศ์เทพ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ทางที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เคยทำหนังสือไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพื่อขอปรับแนวทางปฏิบัติให้อาจารย์และนักศึกษาต่างชาติ ไม่ต้องต่อวีซ่าในทุก 3 เดือน แต่สามารถให้อยู่ในประเทศไทยจนกว่าจะเรียนจบ แต่ได้รับการยืนยันว่าระบบที่เป็นในปัจจุบันเหมาะสมแล้ว นายพงศ์เทพ กล่าวว่า ยอมรับว่าเรื่องวีซ่านั้นขึ้นอยู่กับหลายหน่วยงานซึ่งคงต้องมาหารือร่วมกัน คาดว่าต้องใช้เวลาดำเนินการพอสมควร แต่ที่สำคัญระบบราชการจะต้องอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
“ผมเคยอยู่ระบบราชการมานาน ผมถือว่าระบบราชการมีหน้าที่รับใช้คน รับใช้ประชาชน ระบบราชการไม่ใช่สร้างปัญหา เราต้องทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างสะดวก การทำอะไรก็ต้องคิดว่ามีเหตุผลอะไรแค่ไหนจึงต้องทำแบบนั้น เช่น เหตุผลว่ามาต่อวีซ่าทุกปีเป็นเหตุผลดีก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าไม่มีเหตุผลทำแบบนั้นสร้างความยุ่งยากก็ไม่มีประโยชน์อะไร ครั้งหนึ่งเราเคยเก็บภาษีคนเดินทางไปต่างประเทศ เพราะไม่อยากให้ไปคนละ 500 บาท สุดท้ายต้องเลิกเพราะคำนวณแล้วค่าใช้จ่ายการเก็บบมากกว่า 500 บาท เช่นกันกับเรื่องนี่การให้คนมาต่อเวลาทุกคนมีค่าเขาเสียเวลาค่าใช้จ่ายมา หากต้องเก็บค่าธรรมเนียมก็เก็บทีเดียวไม่ดีกว่าหรือ หรือหาวิธีส่งเงินมาก็ได้ซึ่งมีวิธีมากมายที่ทำได้” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

กรุงเทพฯ–25 มี.ค.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32208&Key=hotnews

สทศ.ประกาศผลโอเน็ต’ม.6’

25 มีนาคม 2556

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม นายสัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทศ.ได้ประมวลผลสอบแบบทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ปีการศึกษา 2555 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เรียบร้อยแล้ว และประกาศผลทางเว็บไซต์ สทศ. www.niets.or.th เร็วขึ้นจากกำหนดเดิมที่ประกาศผลสอบโอเน็ต วันที่ 10 เมษายน

สทศ.ได้วิเคราะห์ค่าสถิติพื้นฐานการสอบแต่ละวิชา ดังนี้ ภาษาไทย เข้าสอบ 391,662 คน คะแนนเฉลี่ย 47.19 คะแนน สูงสุด 96.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เข้าสอบ 392,914 คน คะแนนเฉลี่ย 36.27 คะแนน สูงสุด 88.13 คะแนน และต่ำสุด 1.25 คะแนน ภาษาอังกฤษ ผู้เข้าสอบ 392,468 คน คะแนนเฉลี่ย 22.13 คะแนน สูงสุด 98.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน คณิตศาสตร์ เข้าสอบ 392,818 คน คะแนนเฉลี่ย 22.73 คะแนน สูงสุด 100.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน
วิทยาศาสตร์ เข้าสอบ 391,524 คน คะแนนเฉลี่ย 33.10 คะแนน สูงสุด 93.22 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน สุขศึกษาและพลศึกษา เข้าสอบ 391,145 คน คะแนนเฉลี่ย 53.70 คะแนน สูงสุด 90.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน ศิลปะ ผู้เข้าสอบ 391,111 คน คะแนนเฉลี่ย 32.73 คะแนน สูงสุด 73.00 คะแนน และต่ำสุด 0.00 คะแนน และการงานอาชีพและเทคโนโลยี เข้าสอบ 391,096 คน คะแนนเฉลี่ย 45.76 คะแนน สูงสุด 88.00 และต่ำสุด 4.00 คะแนน ทั้งนี้นักเรียนสามารถยื่นขอดูกระดาษคำตอบได้หลังประกาศผลการทดสอบวัดความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (PAT) ในวันที่ 10 เมษายนนี้
นายกมล รอดคล้าย รองเลขาธิการ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบความเรียบร้อยของการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อชั้น ม.4 ในโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาในวันนี้ ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามีเด็กสมัครสอบเข้าเรียน จำนวน 11,923 คน รับได้ 1,100 คน ส่วนเด็กที่พลาดหวัง สพฐ.ยังมีที่นั่งเรียนโรงเรียนอื่นรองรับอีกจำนวนมาก

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32207&Key=hotnews

แบ่งปันประสบการณ์จากการประชุมเชิงปฏิบัติการด้าน QA

รศ.อุษณีย์ คำประกอบ
รศ.อุษณีย์ คำประกอบ

2 วันของการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ QA ตามโครงการ 1 ช่วย 9 ของ โดยสุดยอดวิทยากร รศ.อุษณีย์ คำประกอบ จึงขอแบ่งปันประสบการณ์อันเกี่ยวเนื่องใน 2 เรื่อง

เรื่องแรก เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการบรรยายของวิทยากร ที่ผมซาบซึ้งในความมีน้ำใจของท่านที่มีให้กับเรามาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ ผ่านมา ยิ่งได้เห็นในครั้งนี้กับ “ความทุ่มเท” หรือ “การทำการบ้านอย่างหนัก” ของท่าน ผมพูดได้อย่างเต็มปากว่า ท่านคือกูรูด้าน QA แบบที่พูดได้สนิทใจว่า รู้จริง รู้ลึก รู้ถึงความเชื่อมโยงของเกณฑ์ต่างๆ ทั้งของ สกอ. และ สมศ. และที่สำคัญไปกว่า รู้ถึงเจตนารมณ์ของเกณฑ์ในแต่ละตัวบ่งชี้ ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจจากการตีความตามตัวอักษรที่ผู้ประเมินหลายคนรวมถึงตัว ผมเองเข้าใจอยู่ สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก 2 วัน ที่เสียเวลาไป มันจึงคุ้มค่ามาก เพราะ 1.เรานำไปเขียน/ปรับปรุง SAR ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อคะแนนที่จะได้เพิ่มขึ้น 2.การเรียนรู้ในบทบาทของความเป็นครู ที่ต้องเป็นผู้ให้ และมีความพร้อมที่จะให้ ทุกครั้งที่ต้องยืนหน้าชั้นเรียน คงจะต้องถามตัวเองเสมอว่า “วันนี้เราพร้อมแล้วหรือยัง” พร้อมทั้งการเป็นผู้ให้ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู และพร้อมในเนื้อหาบทเรียนที่จะให้ทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง เหมือนที่ท่านวิทยากรบอกว่า อาจารย์ส่วนใหญ่มีทักษะวิชาชีพที่ได้ร่ำเรียนมาและเข้ามาเป็นอาจารย์ในทันที แต่สิ่งที่ขาดไป คือ บทบาทและหน้าที่ความเป็นครู ไม่ได้ร่ำเรียนมาด้วย สำหรับผมแล้ว อาชีพการเป็นครู/อาจารย์ มันจึงไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด…..

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของ “คนชอบกาแฟ” เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการประชุม/สัมมนา ที่ต้องมีบริการ ชา/กาแฟ ในเวลา 10.30 น. และ 14.30 น. ส่งผลให้ในช่วง 2 วัน ที่ผ่านมา ผมดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว (รอบเช้ามาจากที่บ้านแล้ว 1 แก้ว) แต่ก็มีอาจารย์บางท่านไม่ดื่ม ทราบมาว่า Caffeine ทำให้ใจสั่น รวมถึงคนที่เป็นความดัน ก็ไม่ดื่ม บางคนดื่มแล้วมีผลข้างเคียง ทำให้ปวดหัว กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว แต่ผลจากงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้สรุปว่า การดื่มกาแฟในปริมาณปานกลาง ไม่ส่งผลใดๆ ต่อคนเป็นโรคหัวใจ ในทางตรงข้าม กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ในปริมาณที่มากกว่าผักและผลไม้หลายชนิดด้วยซ้ำ และผลจากงานวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำช่วยลดอัตราเสียงมะเร็งต่อมลูกหมาก ลดอัตราเสี่ยงโรคพาร์กินสัน ลดอัตราการเสียชีวิตจากหัวใจวายเฉียบพลัน ข้อมูลจากการวิจัยตลอด 26 ปี กับผู้หญิงมากกว่า 67,000 คน ในประเทศสหรัฐอเมริกา การดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน ลดอัตราเสี่ยงมะเร็งเยื่อบุมดลูก กาแฟยังช่วยลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ลดปริมาณสารอินซูลินที่มีผลต่อโรคเบาหวาน
สรุปแล้ว การประชุม 2 วันที่ผ่านมานั้น ผมได้ทั้งสุขภาพสมองและสุขภาพกาย คุ้มค่าจริงๆ ครับ

แหล่งข้อมูลเรื่องที่ 2 : The Nation ฉบับวันที่ March 1, 2012

! http://blog.nation.ac.th/?p=2022

คิดอย่างสตี๊ฟ จ๊อบ

ม.เนชั่น ลำปาง จัดสัมมนา 2 หัวข้อใหญ่ “เพื่อการศึกษาก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน” ในงาน Open House   สัมมนา เรื่อง “เรียนและทำงานอย่างไรให้เป็นมืออาชีพ” และสัมมนาเรื่อง “คิดอย่างสตี๊ฟ จ๊อบ” โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองได้รับทราบถึงแนวทางการศึกษาต่อ ระดับอุดมศึกษา ที่ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง ณ โถงเสานัก อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2555

! http://blog.nation.ac.th/?p=2043

การปรับระดับในผลจัดอันดับมหาวิทยาลัย

อ.อุดม ไพรเกษตร ผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาให้มหาวิทยาลัยมีศักยภาพในการแข่งขัน เป็นผลให้อันดับของมหาวิทยาลัยปรับขึ้น ได้ให้นโยบาย ในการประชุมกบม. เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2555 ว่า การเข้าไปมีกิจกรรมของอาจารย์ และนักศึกษา หรือระหว่างนักศึกษาด้วยกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทั้งใน blog, webboard, e-learning ล้วนมีอิทธิพลต่อผลการจัดอันดับทั้งสิ้น เพราะบริการข้างต้นเป็นระบบเปิด ที่ผู้จัดอันดับสามารถมาติดตามความเคลื่อนไหว และใช้เป็นข้อมูลได้
http://blog.nation.ac.th
http://it.nation.ac.th/webboard
http://class.nation.ac.th
http://www.nation.ac.th

! http://blog.nation.ac.th/?p=2046