แบ่งปันประสบการณ์จากการประชุมเชิงปฏิบัติการด้าน QA

รศ.อุษณีย์ คำประกอบ
รศ.อุษณีย์ คำประกอบ

2 วันของการเข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการ QA ตามโครงการ 1 ช่วย 9 ของ โดยสุดยอดวิทยากร รศ.อุษณีย์ คำประกอบ จึงขอแบ่งปันประสบการณ์อันเกี่ยวเนื่องใน 2 เรื่อง

เรื่องแรก เป็นสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการบรรยายของวิทยากร ที่ผมซาบซึ้งในความมีน้ำใจของท่านที่มีให้กับเรามาตลอดระยะเวลาหลายปีที่ ผ่านมา ยิ่งได้เห็นในครั้งนี้กับ “ความทุ่มเท” หรือ “การทำการบ้านอย่างหนัก” ของท่าน ผมพูดได้อย่างเต็มปากว่า ท่านคือกูรูด้าน QA แบบที่พูดได้สนิทใจว่า รู้จริง รู้ลึก รู้ถึงความเชื่อมโยงของเกณฑ์ต่างๆ ทั้งของ สกอ. และ สมศ. และที่สำคัญไปกว่า รู้ถึงเจตนารมณ์ของเกณฑ์ในแต่ละตัวบ่งชี้ ไม่ใช่เพียงแค่เข้าใจจากการตีความตามตัวอักษรที่ผู้ประเมินหลายคนรวมถึงตัว ผมเองเข้าใจอยู่ สิ่งที่ได้เรียนรู้จาก 2 วัน ที่เสียเวลาไป มันจึงคุ้มค่ามาก เพราะ 1.เรานำไปเขียน/ปรับปรุง SAR ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อคะแนนที่จะได้เพิ่มขึ้น 2.การเรียนรู้ในบทบาทของความเป็นครู ที่ต้องเป็นผู้ให้ และมีความพร้อมที่จะให้ ทุกครั้งที่ต้องยืนหน้าชั้นเรียน คงจะต้องถามตัวเองเสมอว่า “วันนี้เราพร้อมแล้วหรือยัง” พร้อมทั้งการเป็นผู้ให้ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู และพร้อมในเนื้อหาบทเรียนที่จะให้ทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง เหมือนที่ท่านวิทยากรบอกว่า อาจารย์ส่วนใหญ่มีทักษะวิชาชีพที่ได้ร่ำเรียนมาและเข้ามาเป็นอาจารย์ในทันที แต่สิ่งที่ขาดไป คือ บทบาทและหน้าที่ความเป็นครู ไม่ได้ร่ำเรียนมาด้วย สำหรับผมแล้ว อาชีพการเป็นครู/อาจารย์ มันจึงไม่ง่ายอย่างที่หลายคนคิด…..

เรื่องที่สอง เป็นเรื่องของ “คนชอบกาแฟ” เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของการประชุม/สัมมนา ที่ต้องมีบริการ ชา/กาแฟ ในเวลา 10.30 น. และ 14.30 น. ส่งผลให้ในช่วง 2 วัน ที่ผ่านมา ผมดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว (รอบเช้ามาจากที่บ้านแล้ว 1 แก้ว) แต่ก็มีอาจารย์บางท่านไม่ดื่ม ทราบมาว่า Caffeine ทำให้ใจสั่น รวมถึงคนที่เป็นความดัน ก็ไม่ดื่ม บางคนดื่มแล้วมีผลข้างเคียง ทำให้ปวดหัว กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หัวใจเต้นเร็ว แต่ผลจากงานวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ ได้สรุปว่า การดื่มกาแฟในปริมาณปานกลาง ไม่ส่งผลใดๆ ต่อคนเป็นโรคหัวใจ ในทางตรงข้าม กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) ในปริมาณที่มากกว่าผักและผลไม้หลายชนิดด้วยซ้ำ และผลจากงานวิจัยพบว่า การดื่มกาแฟเป็นประจำช่วยลดอัตราเสียงมะเร็งต่อมลูกหมาก ลดอัตราเสี่ยงโรคพาร์กินสัน ลดอัตราการเสียชีวิตจากหัวใจวายเฉียบพลัน ข้อมูลจากการวิจัยตลอด 26 ปี กับผู้หญิงมากกว่า 67,000 คน ในประเทศสหรัฐอเมริกา การดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน ลดอัตราเสี่ยงมะเร็งเยื่อบุมดลูก กาแฟยังช่วยลดระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งปากมดลูก ลดปริมาณสารอินซูลินที่มีผลต่อโรคเบาหวาน
สรุปแล้ว การประชุม 2 วันที่ผ่านมานั้น ผมได้ทั้งสุขภาพสมองและสุขภาพกาย คุ้มค่าจริงๆ ครับ

แหล่งข้อมูลเรื่องที่ 2 : The Nation ฉบับวันที่ March 1, 2012

! http://blog.nation.ac.th/?p=2022

แบ่งปันประสบการณ์จากการประชุมเชิงปฏิบัติการด้าน QA Read More »

คิดอย่างสตี๊ฟ จ๊อบ

ม.เนชั่น ลำปาง จัดสัมมนา 2 หัวข้อใหญ่ “เพื่อการศึกษาก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน” ในงาน Open House   สัมมนา เรื่อง “เรียนและทำงานอย่างไรให้เป็นมืออาชีพ” และสัมมนาเรื่อง “คิดอย่างสตี๊ฟ จ๊อบ” โดยคุณสุทธิชัย หยุ่น ประธานเครือเนชั่นมัลติมีเดียกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น จังหวัดลำปาง เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองได้รับทราบถึงแนวทางการศึกษาต่อ ระดับอุดมศึกษา ที่ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง ณ โถงเสานัก อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง
เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2555

! http://blog.nation.ac.th/?p=2043

คิดอย่างสตี๊ฟ จ๊อบ Read More »

การปรับระดับในผลจัดอันดับมหาวิทยาลัย

อ.อุดม ไพรเกษตร ผู้มีประสบการณ์เกี่ยวกับการพัฒนาให้มหาวิทยาลัยมีศักยภาพในการแข่งขัน เป็นผลให้อันดับของมหาวิทยาลัยปรับขึ้น ได้ให้นโยบาย ในการประชุมกบม. เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2555 ว่า การเข้าไปมีกิจกรรมของอาจารย์ และนักศึกษา หรือระหว่างนักศึกษาด้วยกัน ผ่านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันทั้งใน blog, webboard, e-learning ล้วนมีอิทธิพลต่อผลการจัดอันดับทั้งสิ้น เพราะบริการข้างต้นเป็นระบบเปิด ที่ผู้จัดอันดับสามารถมาติดตามความเคลื่อนไหว และใช้เป็นข้อมูลได้
http://blog.nation.ac.th
http://it.nation.ac.th/webboard
http://class.nation.ac.th
http://www.nation.ac.th

! http://blog.nation.ac.th/?p=2046

การปรับระดับในผลจัดอันดับมหาวิทยาลัย Read More »

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ทำเว็บไซต์ให้ทั่วโลกรู้จัก

อาจารย์ ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ (ป้อม) จากเว็บไซต์ tarad.com บรรยายหัวข้อ “e-marketing กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ทำเว็บไซต์ให้ทั่วโลกรู้จัก” ณ ห้องประชุม อาคารคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเนชั่น เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2555 มีประเด็นในสไลด์ที่สำคัญคือ
การเริ่มต้นการตลาดออนไลน์
1. กำหนดวัตถุประสงค์ (sell or image)
2. กำหนดกลุ่มเป้าหมาย (5W 1H)
3. วางแผนงบประมาณ (มีเงินเท่าไร จะใช้อย่างไร)
4. กำหนดแนวความคิดและรูปแบบ (หาจุดขาย ลูกเล่น ไอเดีย)
5. วางแผนกลยุทธ์ และสื่อ ช่วงเวลา (กลยุทธ์อะไร สื่ออะไร เมื่อใด)
6. ดำเนินแผนการ
7. วัดผล และประเมินผลลัพธ์

http://www.ustream.tv/channel/nation-university

! http://blog.nation.ac.th/?p=2053

กลยุทธ์การตลาดออนไลน์ ทำเว็บไซต์ให้ทั่วโลกรู้จัก Read More »

รู้เขา รู้เรา ปรับแผนการตลาด สร้างโอกาสในอาเซียน

บรรยายพิเศษ “รู้เขา รู้เรา ปรับแผนการตลาด สร้างโอกาสในอาเซียน” โดย ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ณ มหาวิทยาลัยเนชั่น ลำปาง วันที่ 29 พฤษภาคม 2555 /ฟรี โทร.054-265170-6 (สำนักการสื่อสารองค์กรและการตลาด)

ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย (ชื่อเดิมคือ สุจิต) เป็นนักพูด, นักบรรยายชื่อดัง,พิธีกร,นักจัดรายการวิทยุ, ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และเป็นอาจารย์สอนวิชา Brand Management ที่ บัณฑิตวิทยาลัยการจัดการและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก

การทำงาน
* จัดรายการ Business Connection ทางคลื่น 96.50 คลื่นความคิด (http://radio.mcot.net/fm965/)
* จัดรายการ “คิดอะไรไม่ออกบอกธันยวัชร์” ทางคลื่น 97.75
(http://www.managerradio.com)
* จัดรายการ เวลาเศรษฐกิจ/ECONOMIC TIME ทาง TrueVisions 7 (TNN 24)
* เคยจัดรายการ (ดูแล้ว) รวยไม่เลิก ออกอากาศทางช่อง 11
* เขียนคอลัมน์ marketing thought ลงในนิตยสาร BrandAge
* เป็นกรรมการตัดสิน รายการ SME ตีแตก ออกอากาศทางช่อง 5 ทุกวันศุกร์ เวลา 22:30 น.
* เป็นกรรมการตัดสิน รายการ นักประดิษฐ์พันล้าน ออกอากาศทางช่อง เวิร์คพอยท์ ทีวี ทุกวันจันทร์ เวลา 20:00 น.

! http://blog.nation.ac.th/?p=2066

รู้เขา รู้เรา ปรับแผนการตลาด สร้างโอกาสในอาเซียน Read More »

กลไกที่ทำให้สังคมมั่นใจในคุณภาพบัณฑิต [itinlife389]

หมอรักษาเสือ
หมอรักษาเสือ

 

รมต.กระทรวงศึกษาธิการ เซ็นอนุมัติให้เพิกถอนใบอนุญาตจัดตั้งมหาวิทยาลัยอีสาน แม้จะมีนักศึกษาหลายพันคน อันมีจุดเริ่มต้นมาจากข่าวขายปริญญาในปี 2554 (สุชาติ ธาดาธำรงเวช, 2555) เป็นสถาบันการศึกษาล่าสุดที่ถูกเพิกถอนด้วยเหตุผลเรื่องมาตรฐานการศึกษา และผลการตรวจสอบเงื่อนไขในวิชาชีพครู ซึ่งก่อนหน้านั้นมีวิทยาลัยบัณฑิตสกลนคร ปิดเมื่อปี 2540 และวิทยาลัยศรีอีสานปิดเมื่อปี 2533 นั่นแสดงให้เห็นว่าภาครัฐมีกลไกกำกับติดตามให้สถาบันการศึกษาดำเนินการจัดการเรียนการสอนให้ผู้สำเร็จการศึกษามีความรู้ความสามารถไปทำงานในสังคมได้ตรงกับที่กำหนดไว้

elephant

หลักสูตรที่เปิดสอนระดับอุดมศึกษาอาจจำแนกได้ 2 กลุ่ม คือ มีสภาวิชาชีพ และไม่มีสภาวิชาชีพ หมายความว่าหลักสูตรที่มีสภาวิชาชีพรับรองจะต้องจัดการเรียนการสอนตามที่สภาวิชาชีพเห็นชอบก่อนสอน เช่น เรียนวิชาอะไร เป็นเวลาเท่าใด คุณสมบัติอาจารย์ เครื่องมือที่พร้อม เงื่อนไขการฝึกงาน เป็นต้น เพราะหลังจากสำเร็จการศึกษาแล้ว สภาวิชาชีพจะออกใบรับรองวิชาชีพให้ไปทำงาน ถ้าไม่มีใบรับรองก็ไม่สามารถทำวิชาชีพนั้นได้ อาทิ สัตวแพทย์ วิศวะ พยาบาล แพทย์ เป็นต้น การได้ใบรับรองวิชาชีพมีกระบวนการตั้งแต่ก่อนเปิดหลักสูตร ระหว่างจัดการเรียนการสอน และภายหลังจากสำเร็จการศึกษา

dog

กลางมีนาคม 2556 พบข่าวว่าหลักสูตรสัตวแพทย์ในสถาบันหนึ่ง ที่สภาวิชาชีพไปตรวจมาตรฐานครั้งแรก หลังเปิดหลักสูตรแล้ว 5 ปี พบว่าหลักสูตรไม่ผ่านหลังเปิดสอนแล้ว 5 รุ่น รวมทั้งสิ้น 170 คน ถ้าสภาฯ ไม่ออกใบรับรองให้จริงก็จะทำให้ผู้สำเร็จการศึกษากลุ่มนี้ไม่สามารถไปรักษาสัตว์ได้ อีกหลักสูตรคือ วิศวกรรมศาสตร์ที่อาจไม่ได้ใบรับรองวิชาชีพหากสภาวิชาชีพไม่รับรอง แต่บัณฑิตกลุ่มนี้สามารถนำความรู้ และปริญญาไปประกอบอาชีพแบบไม่มีใบรับรอง ซึ่งทั้ง 2 หลักสูตรนี้เป็นอีกเหตุการณ์ที่สะท้อนความเข้มงวดเรื่องคุณภาพการศึกษา ส่วนสาขาด้านไอทีนั้น ปัจจุบันยังไม่มีสภาวิชาชีพ แต่ผู้สำเร็จการศึกษามักกรองตนเองไปทำงานด้านอื่น เพราะตำแหน่ง web developer, mobile developer, developer, network admin, server admin ก็ล้วนต้องเข้าใจในเรื่องนั้นก่อนสมัครงาน เนื่องจากงานที่ทำจะวัดกันตั้งแต่วันที่เริ่มงาน ไม่มีลองผิดลองถูก หากไม่เข้าใจก็จะเริ่มต้นไม่ได้ ต่างกับอาชีพอื่นที่ค่อยเรียนรู้และฝึกฝนกันไป

 

http://th.wikipedia.org/wiki/รายชื่อสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทย

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1303890331&grpid=01&catid=no

กลไกที่ทำให้สังคมมั่นใจในคุณภาพบัณฑิต [itinlife389] Read More »

คะแนนเฉลี่ยสอบ NT เด็ก ป.3 ไม่ถึงครึ่งทุกวิชา สพฐ.เตรียมวิเคราะห์หาทางแก้ไข

20 มีนาคม 2556
สพฐ.เผยผลสอบ NT ม.3 หลังเปลี่ยนใช้แนวทางวัดผล 3 ด้านแบบ PISA พบคะแนนเฉลี่ยไม่ถึงครึ่ง เตรียมวิเคราะห์แบบรายภาค และแบบเชิงลึกหาจุดอ่อนของนักเรียน พร้อมจัดทำเป็นคู่มือการเรียนการสอน หวังแก้ปัญหาให้ตรงจุด

วันนี้ (20 มี.ค. 2556) นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า ปี 2555 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดสอบประเมินคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ National Test (NT) ระดับชั้น ป.3 ปีการศึกษา 2555 จำนวนทั้งสิ้น 496,196 คน จาก 28,204 โรงเรียน โดยได้เปลี่ยนแนวข้อสอบไปใช้แนวทางการวัดผลของโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ (PISA) ซึ่งเน้นการทดสอบ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านภาษา ด้านการคำนวณ และด้านเหตุผล ซึ่งผลการทดสอบปรากฏว่า ด้านภาษา มีคะแนนเฉลี่ย 42.94 โดยนักเรียนยังต้องปรับปรุงเรื่องการคาดคะเนเหตุการณ์จากเรื่องที่อ่าน และการสรุปเรื่องราวจากเรื่องที่อ่าน รวมถึงการนำเรื่องที่อ่านไปใช้ในชีวิตประจำวัน ด้านการคำนวน มีคะแนนเฉลี่ย 37.45 ต้องปรับปรุงเรื่องการวัดและวิเคราะห์ข้อมูลความน่าจะเป็น และด้านเหตุผล มีคะแนนเฉลี่ย 45.92 ซึ่งนักเรียนยังมีปัญหาอยู่คือ เรื่องการนำข้อมูลหรือสารสนเทศมาวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ในการวางแผน

นายชินภัทร กล่าวอีกว่า หลังจากนี้ สพฐ.จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปปรับปรุง เพื่อจัดทำเป็นคู่มือและสื่อการเรียนการสอนสำหรับใช้ในปีการศึกษา 2556 ต่อไป อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีการวิเคราะห์ผลคะแนนเป็นรายภูมิภาค ยังคงเป็นคะแนนภาพรวมในเบื้องต้น แต่ก็พอจะทำให้ สพฐ. เห็นภาพรวมในรอบแรกแล้วว่า คุณภาพการศึกษาของนักเรียนเป็นอย่างไร ส่วนการวิเคราะห์ในเชิงลึกว่าจุดใดเป็นจุดอ่อนของนักเรียน และเป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน รวมถึงการจำแนกผลคะแนนตามกลุ่มพื้นที่ต่าง ๆ นั้น สพฐ.จะมีการดำเนินการวิเคราะห์ต่อไป เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาให้ตรงจุดมากที่สุด

สำหรับรายงานผลการประเมิน NT มีรายละเอียด ดังนี้
1.ความสามารถด้านภาษา
คะแนนเต็ม 30 คะแนน ต่ำสุด 0 คะแนน สูงสุด 28 คะแนน
มีคะแนนเฉลี่ย 12.88 คิดเป็นร้อยละ 42.94
มีนักเรียนที่อยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 16.39
พอใช้ ร้อยละ 32.61
ดี ร้อยละ 35.02
และดีเยี่ยม ร้อยละ 15.98
2.ความสามารถด้านคำนวน
คะแนนเต็ม 30 คะแนน ต่ำสุด 0 คะแนน สูงสุด 30 คะแนน
มีคะแนนเฉลี่ย 11.23 คิดเป็นร้อยละ 37.45
มีนักเรียนที่อยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 13.41
พอใช้ ร้อยละ 46.54
ดี ร้อยละ 22.05
และดีเยี่ยม ร้อยละ 17.99
3.ความสามารถด้านเหตุผล
คะแนนเต็ม 30 คะแนน ต่ำสุด 0 คะแนน สูงสุด 30 คะแนน
มีคะแนนเฉลี่ย 13.77 คิดเป็นร้อยละ 45.92
มีนักเรียนอยู่ในระดับปรับปรุง ร้อยละ 21.54
พอใช้ ร้อยละ 27.24
ดี ร้อยละ 33.12
และดีเยี่ยม ร้อยละ 18.10

กรุงเทพฯ–20 มี.ค.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32160&Key=hotnews

คะแนนเฉลี่ยสอบ NT เด็ก ป.3 ไม่ถึงครึ่งทุกวิชา สพฐ.เตรียมวิเคราะห์หาทางแก้ไข Read More »

ทุจริตสอบครู ปัญหาและทางออก

20 มีนาคม 2556

อดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมาประธาน อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7

          ข่าวการทุจริตสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครู สะเทือนความรู้สึกของคนในสังคมจำนวนมากว่า “เริ่มต้นจะเป็นครูก็โกงเสียแล้ว” “เด็กที่ครูเหล่านี้สอนจะเป็นอย่างไร” “วงการแม่พิมพ์ของชาติยังเป็นเช่นนี้แล้วจะไปหวังอะไรได้” และยังสะท้อนความล้มเหลวของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) องค์การทางราชการขนาดใหญ่มหึมา สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีแนวคิดและกฎหมายในการบริหารจัดการองค์การในรูปแบบองค์คณะบุคคล หรือคณะกรรมการ กระจายอำนาจการบริหารจัดการไปยังเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา และมัธยมศึกษา (สพป., สพม.) ทั่วประเทศ (แต่ข้อเท็จจริงยังก้าวไม่พ้นการรวบอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง) ประเด็นที่น่าสนใจของเรื่องนี้คือ
ทำไมจึงมีคนอยากเป็นครูกันมาก ทำไมต้องโกง เขาโกงกันอย่างไร มีคนใน สพฐ. ร่วมขบวนการด้วยหรือไม่
ทางออกควรทำอย่างไร ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นประธานอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครราชสีมา เขต 7 (อ.ก.ค.ศ.) เคยจับกลโกงการทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการครูมาตรา 38 ค (2) ที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมาเขต 7 จัดสอบได้ ได้แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเอาผิดผู้ทุจริต และปรับ ผู้ทุจริต “ตก” ทุกราย และในฐานะอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้โดยตรง จึงขอนำเสนอประเด็นเหล่านี้ต่อสาธารณะ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เพื่อจะได้เป็นประโยชน์ในการนำข้อมูลไปแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง
ทำไมจึงมีคนอยากเป็นครูกันมาก
จากข้อมูลการรับนักศึกษาสาขาครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) พบว่า แต่ละปีมีทิศทางการรับนักศึกษาสาขาดังกล่าวมากขึ้น เริ่มจากปีการศึกษา 2551 มียอดรับเพียง 26,730 คน ปี 2552 มียอด 37,890 คน ปี 2553 มียอด 52,515 คน ปี 2554 มียอด 66,128 คน และปี 2555 มียอด 57,294 คน เมื่อนำยอดรับแต่ละปีมารวมกัน หรือคิดยอดรับปีการศึกษา 2555 ว่าจะไปศึกษาจบ ช่วงปี 2560 จะมีบัณฑิตครูที่จบการศึกษาไปไม่ต่ำกว่า 240,000 คน
นี่ยังไม่รวมผู้ที่เข้าเรียนตามหลักสูตร ประกาศ นียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) สาขาวิชาชีพครูทั้งของมหาวิทยาลัย ราชภัฏ มหาวิทยาลัยรัฐเดิมทั้งมหาวิทยาลัยเปิด-ปิด และมหาวิทยาลัยเอกชนอีกจำนวนมาก
สาเหตุที่สำคัญคือเพราะครูมีบัญชีเงินเดือนตาม พ.ร.บ.ของครูเอง และยังสามารถทะลุแท่งเงินเดือนกรณีเงินเดือนเต็ม มีเงินวิทยฐานะ ระดับชำนาญการ (3,500 บาท) ระดับชำนาญการพิเศษ (5,600 + 5,600 บาท) ระดับเชี่ยวชาญ (9,900 + 9,900 บาท) และระดับเชี่ยวชาญพิเศษ (13,000 + 13,000 ถึง 15,600 + 15,600 บาท) การเข้าสู่ตำแหน่งระดับชำนาญการ ชำนาญการพิเศษ ที่ปัจจุบันเปรียบเสมือนเป็นสวัสดิการส่วนหนึ่งของครูไปแล้ว มีปิดเทอม มีสวัสดิการรักษาพยาบาลทั้งคู่สมรส บิดา มารดา อาจกล่าวได้ว่าครูเป็นอาชีพที่อยู่กับพื้นที่แต่มีค่าตอบแทน และสวัสดิการอื่นๆ ที่ดีกว่าข้าราชการอื่นหลายหน่วยงาน และรวมทั้งดีกว่าอาจารย์มหา วิทยาลัยด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มีคนสนใจอยากจะเป็นข้าราชการครูกันจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสาน ภาคเหนือ ที่โอกาสของลูกหลานจะ ได้รับราชการก็คือเป็นข้าราชการครูและตำรวจ เพราะสองอาชีพนี้ใช้ต้นทุนค่อนข้างต่ำในการส่งลูกเรียน (ส่วนใหญ่เรียนมหาวิทยาลัยราชภัฏ) เมื่อเทียบ อาชีพอื่นๆ
ทำไมต้องโกง เขาโกงกันอย่างไร มีคนใน สพฐ.ร่วมขบวนการด้วยหรือไม่
เมื่อมีคนอยากเป็นครูกันมากแต่อัตราบรรจุมีน้อย หากจะสอบแข่งขันกันธรรมดาก็เป็นการยากที่จะสอบได้ การทุจริตสอบจึงเกิดขึ้น และยิ่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 47 ได้กำหนดให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การ ศึกษา เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและ แต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา อ.ก.ค.ศ.หลายเขตพื้นที่ได้ใช้อำนาจในทางมิชอบโดยเปิดสอบบรรจุและเรียก เงินผู้เข้าสอบหัวละหลายแสนบาท สร้างความบอบช้ำ และความอัปยศให้กับวงการศึกษาเป็นอย่างมาก แทบจะไม่มีใครเชื่อมั่นในการจัดสอบบรรจุของเขตพื้นที่เลย
ส.พ.ฐ.และ ก.ค.ศ. ปล่อยปละละเลย ไม่เคยเอาใจใส่เรื่องนี้อย่างจริงจัง ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ฯ ที่มีปัญหาเกี่ยวข้องกับการทุจริตทั้งการสอบบรรจุครู สอบผู้บริหาร ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย ทั้งๆ ที่มีหลักฐานชัดเจน บางคนย้ายไปอยู่เขตไหนก็ถูกครูเดิน ขบวนไล่ทุกเขต แต่ สพฐ.และ กคศ.ก็ยังเลี้ยงอยู่ได้ แถมบางคนกลับได้ดิบได้ดีย้ายเข้าไปเป็นใหญ่เป็นโตในกระทรวงเสียอีก !! แล้วอย่างนี้ใครจะเชื่อมั่นกับ สพฐ.และ กคศ. จนมีเรื่องร้องเรียนจาก ส.ส.ภาค อีสาน สมัย นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล เป็น รมว.ศธ. จึงได้ใช้วิธีแบบมักง่าย ทำผิด พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 รวบอำนาจไปให้ สพฐ.ดำเนินการทั้งสอบครูผู้ช่วย สอบบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 38 ค (2) และผู้บริหาร แต่ก็ไม่พ้นฝีมือของพวกทุจริต แถมยังขยายวงในการทุจริตออกไปเป็นวงกว้าง ฉาวโฉ่กันทั่วประเทศ
กลโกงในการทุจริตการสอบบรรจุครู กรณีเขตพื้นที่ฯ ดำเนินการจัดสอบบรรจุเอง กลโกงไม่มีอะไรซับซ้อน คือ
1.โกงโดยผู้จัดสอบ (อ.ก.ค.ศ.) เช่น การบอกข้อสอบก่อนสอบ การเปลี่ยนกระดาษคำตอบภายหลังการสอบ การแก้ไขคะแนนผลการสอบ การโกงแบบนี้ต้องเป็นการฮั้วกันของ อ.ก.ค.ศ.ทั้งชุด เพราะอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาฯ จึงทำได้โดยง่าย ผู้ที่มีบทบาทมากที่สุดคือ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาฯ และประธาน อ.ก.ค.ศ.
2.โกงโดยผู้เข้าสอบ เนื่องจากแต่ละเขตพื้นที่การศึกษาฯ ใช้ข้อสอบของเขตพื้นที่ตัวเอง ดังนั้น ข้อสอบแต่ละเขตจึงไม่เหมือนกัน แก๊งทุจริตทั้งหลายจึงไม่ลงทุนการโกงด้วยเทคโนโลยี เพราะกลุ่มเป้าหมายอยู่ในวงแคบ แต่โกงโดยให้มือปืนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการสอบ (ต้องเป็นคนเก่งแกมโกงด้วย) หาวิธี สมัครสอบให้ได้ที่นั่งในห้องสอบเดียวกันกับกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการส่งคำตอบให้ลอกโดยการส่งสัญญาณภาษากายเป็นท่าทางต่างๆ เพราะเขตพื้นที่ฯ ใช้ ข้อสอบเพียงชุดเดียว และมักจัดที่นั่งสอบตามหมายเลขผู้สมัคร กระทั่งในการจัดสอบบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 38 ค (2) เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2554 สพฐ.ได้มีหนังสือสั่งการให้จัดผู้เข้าสอบเรียงรายชื่อตามลำดับพยัญชนะ แก๊งทุจริตเข้าสอบที่เขตพื้นที่การศึกษานครราชสีมา เขต 7 ถึงกับลงทุนไปเปลี่ยนชื่อนำหน้าให้เหมือนกับมือปืนเพื่อให้ ได้นั่งสอบในห้องเดียวกัน จนมีสามารถสอบติดอันดับ 1-8
ผู้เขียนในฐานะประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ได้ไปแจ้งความเอาผิดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ก็ไม่สามารถหาหลักฐานความผิดจากกฎหมายฉบับใดได้ อาศัยเพียงความเห็นของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ว่า เชื่อได้ว่ามีการทุจริตจริง มาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจปรับ ผู้เข้าสอบ ทั้ง 8 รายให้ตก และได้รายงานเรื่องให้ สพฐ.และ กคศ.ทราบ แต่ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ทั้งสิ้นจาก สพฐ.และ ก.ค.ศ. ในการนำเรื่องนี้ไปเป็นบทเรียน ไม่มีการให้คำปรึกษาในทางที่จะเอาผิดกับพวกทุจริต ไม่มีการให้กำลังใจ อ.ก.ค.ศ.ที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ มีแต่จะให้หมกเม็ดเรื่องนี้เอาไว้
ส่วนกลโกง กรณี สพฐ.รวบอำนาจไปออกข้อสอบเอง เนื่องจากทุกเขตพื้นที่ฯ ที่จัดสอบใช้ข้อสอบฉบับเดียวกันทั่วประเทศ กลุ่มเป้าหมายมีจำนวนมาก จึงเป็นโอกาสทองของแก๊งทุจริตมืออาชีพ ผสมโรงกับแก๊งทุจริตในคราบของข้าราชการ สพฐ.ทั้งบิ๊กเนมและ โนเนม (หากไม่มีระดับบิ๊กเนม สพฐ.ร่วมด้วยข้อสอบ จะรั่วได้อย่างไร) ทุจริตทั้งแบบแมนนวลและเทคโนโลยี เช่น เข้าสอบแทน ส่งสัญญาณท่าทาง ใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือ อยากให้ดูการป้องกันการทุจริตในการสอบตำรวจ ที่ใช้ข้อสอบ 3 ชุด ใช้เครื่องตัดสัญญาณโทรศัพท์ ถอดเสื้อผ้าตรวจก่อนเข้าห้องสอบ ส่งข้อสอบให้สนามสอบทางเฮลิคอปเตอร์ ก็ยังโกงกันได้ ในขณะที่การสอบบรรจุครู ใช้ข้อสอบชุดเดียว ส่งข้อสอบทางไปรษณีย์ ไม่มีการป้องกันการใช้สัญญาณโทรศัพท์ มันจะไปเหลืออะไร
ทางออกควรทำอย่างไร
ผู้เขียนเชื่อในเจตนาดีของผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการส่วนใหญ่ ที่ต้องการให้การสอบบรรจุคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการครูเป็นครูผู้ช่วย เป็นไปด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม เพียงแต่ฝีมือในการบริหารจัดการเรื่องนี้ยังมือไม่ถึง ประกอบกับ สพฐ.และ กคศ. ซึ่งมีอำนาจโดยตรงในเรื่องนี้ไม่เคยเอาจริงเอาจังในการปราบปรามการทุจริตหลายๆเรื่องในวงการศึกษา ผู้ใหญ่ส่วนมากในกระทรวงศึกษาธิการ (และกระทรวงอื่นๆ) ล้วนเติบโตมาจากฝ่ายการเมือง จึงนึกถึงแต่ความอยู่รอดในตำแหน่งหน้าที่ของตนเองเป็นหลัก ไม่ได้ยึดหลักธรรมาภิบาลในการทำงาน บางครั้งยอมแม้กระทั่งการเลี่ยงบาลีทำผิดกฎหมาย หากฝ่ายการเมืองสั่ง ดังเช่น การจัดสอบบรรจุครู ผู้บริหาร บุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา 38 ค (2) ที่ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา มาตรา 47 บัญญัติให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่อย่างชัดเจน ส่วน ก.ค.ศ.มีอำนาจในการกำหนดหลักสูตร วิธีการสอบแข่งขัน และวิธีดำเนินการที่เกี่ยวกับการสอบแข่งขัน ตลอดจนเกณฑ์ตัดสิน การขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ การนำรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้น บัญชี เป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น และการยกเลิกบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ ซึ่งตามเจตนารมณ์ของ กฎหมายคือ เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ นำไปปฏิบัติ หาก ศธ.โดย สพฐ.และ กคศ.เห็นว่า จะให้ส่วนกลางโดย สพฐ.เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เพราะเชื่อว่าจะทำให้เกิดมาตรฐาน มีความยุติธรรม (แต่ทำไม่ได้) ต้องเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ก่อน
ส่วนตัวผู้เขียนเองเห็นว่า ควรต้องคืนอำนาจการการดำเนินการสอบฯ ให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาฯ จะทำให้เขตพื้นที่ฯ เข้มแข็ง ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โดย สพฐ.ต้องมีนโยบายให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาฯ มอบอำนาจให้สถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่หรือใกล้เคียงดำเนินการด้านการออกข้อสอบ อ.ก.ค.ศ.ดำเนินการจัดสอบ สพฐ.ส่งตัวแทนเข้าไปควบคุมการสอบ
ที่สำคัญคือ หากพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นให้ดำเนินการทั้งทางวินัยและทางอาญา อย่างจริงจังกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ในฝ่ายรัฐบาลจะต้องตรา หรือแก้ไขกฎหมายฉบับใดฉบับหนึ่งให้สามารถเอาผิดผู้ทุจริตการสอบทุกวิธีทั้งทางแพ่งและอาญา โดยเฉพาะผู้ที่สมัครเข้าสอบเพื่อให้บุคคลอื่นลอกคำตอบด้วยวิธีการใดๆ ก็ตาม ยังไม่ปรากฏว่ามีฐานความผิดจากกฎหมายฉบับใดเอาผิดพวกนี้ ได้เลย

–มติชน ฉบับวันที่ 21 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32152&Key=hotnews

ทุจริตสอบครู ปัญหาและทางออก Read More »

12 ทักษะ เด็กไทยในอนาคต

21 มีนาคม 2556

12 ทักษะ เด็กไทยในอนาคต

ศ.(พิเศษ)ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรฯ ได้สรุปเบื้องต้นร่างทักษะของเด็กไทยในอนาคตที่อยากเห็นจากหลักสูตรการศึกษาไทย ซึ่งมี 12 ทักษะ ดังนี้ 1. ทักษะในการเรียนรู้ ใฝ่รู้ ใฝ่เรียน สามารถหาความรู้ใหม่ได้ตลอดชีวิต 2. มีกระบวนการคิดแบบพิเคราะห์ 3. มีความคิดและความสามารถในการสร้างสรรค์ 4. มีความสามารถในการเผชิญปัญหา หาแนวทางและดำเนินการแก้ไขปัญหา 5. มีความสามารถใช้เทคโนโลยีสารสนเทศประกอบการดำรงชีวิตในยุคใหม่ 6. มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่น 7. มีความสามารถในการสื่อสาร ถ่ายทอดความคิด ความรู้ และสร้างความเข้าใจ 8. มีสำนึกความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม 9. มีทักษะในการครองสติ เสริมสร้างจิตปัญญาและความดี 10. มีทักษะความเป็นไทย ซึ่งสามารถใช้ดำรงตนในโลกยุคใหม่ 11. มีทักษะประชาธิปไตย เคารพความคิดและความเห็นที่แตกต่าง สามารถบริหารความขัดแย้งได้ และ12. มีทักษะในการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ มีความเป็นผู้ประกอบการและการมีอาชีพที่มีคุณภาพ
“12 ทักษะดังกล่าวดึงมาจากสิ่งที่หลายคนต้องการอยากจะเห็นในเด็กศตวรรษที่ 21 และเป็นสิ่งที่เด็กไทยยังขาดอยู่ โดยจะใช้เป็นแนวทางในการยกร่างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับใหม่ ที่กำหนดโครงสร้างหลักสูตร เนื้อหาด้านวิชาการ กระบวนการเรียนการสอน และกิจกรรมประกอบหลักสูตร อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะนำร่างนี้เผยแพร่ไปยังสื่อต่างๆ เพื่อรับฟังความคิดและข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย เพื่อนำมาสรุปเป็นร่างที่สมบูรณ์ต่อไป” ที่ปรึกษา รมว.ศธ.กล่าว.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 22 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32173&Key=hotnews

12 ทักษะ เด็กไทยในอนาคต Read More »

เร่งคลอดสถาบันอาชีวศึกษาเกษตร รมต.จ่อเซ็นหลักสูตรป.ตรี 4 ภาค – เล็งสอนปี’57

21 มีนาคม 2556

เร่งคลอดสถาบันอาชีวศึกษาเกษตร รมต.จ่อเซ็นหลักสูตรป.ตรี 4 ภาค – เล็งสอนปี’57

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยความคืบหน้าการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร ว่า ตามที่เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหนังสือแจ้งให้ตนพิจารณายืนยันความเห็นร่างกฎกระทรวงการรวมสถานศึกษาอาชีวศึกษา เพื่อจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร พ.ศ. …. นั้น ขณะนี้ตนได้แจ้งยืนยันความเห็นกลับไปยังสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว โดยขั้นตอนต่อไปทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา จะส่งข้อมูลไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเพื่อรับทราบ ก่อนเสนอ รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) ลงนาม เพื่อประกาศเป็นกฎกระทรวงต่อไป ทั้งนี้ ทางวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี (วษท.) ตั้งเป้าที่จะเปิดการเรียนการสอนระดับปริญาตรี ในปีการศึกษา 2557 โดยระหว่างนี้ได้เตรียมความพร้อม ในการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตรต่อไปอย่างไรก็ตาม ขณะนี้ วษท.เชียงใหม่ วษท.แพร่ วษท.พะเยา วษท.ฉะเชิงเทรา และวิทยาลัยประมงปัตตานี ได้เข้าร่วมกับสถาบันการอาชีวศึกษา 19 แห่ง นำร่องเปิดสอนปริญญาตรีในปีการศึกษา 2556 ไปแล้ว
เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า ร่างกฎกระทรวงดังกล่าว กำหนดให้มีสถาบันการอาชีวศึกษาเกษตร 4 ภูมิภาค คือ 1.ภาคเหนือ ประกอบด้วย วษท.ตาก วษท.เชียงราย วษท.ลำพูน วษท.สุโขทัย วษท.กำแพงเพชร วษท.พิจิตร วษท.เพชรบูรณ์ วษท.นครสวรรค์ และวษท.อุทัยธานี 2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย วษท.ร้อยเอ็ด วษท.อุดรธานี วษท.ขอนแก่น วษท.มหาสารคาม วษท.ศรีสะเกษ วษท.ยโสธร วษท.อุบลราชธานี วษท.นครราชสีมา วษท.ชัยภูมิ และวษท.บุรีรัมย์ 3.ภาคกลาง ประกอบด้วย วษท.สิงห์บุรี วษท.กาญจนบุรี วษท.ชัยนาท วษท.สุพรรณบุรี วษท.เพชรบุรี วษท.ราชบุรี วษท.ชลบุรี วษท.สระแก้ว วษท.ลพบุรี และวษท.ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร และ 4.ภาคใต้ ประกอบด้วย วษท.นครศรีธรรมราช วษท.ชุมพร วษท.สุราษฎร์ธานี วษท.ระนอง วษท.พังงา วษท.กระบี่ วษท.ตรัง วษท.พัทลุง วษท.สงขลา วษท.สตูล วิทยาลัยประมงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ และวิทยาลัยประมงติณสูลานนท์

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 22 มี.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32175&Key=hotnews

เร่งคลอดสถาบันอาชีวศึกษาเกษตร รมต.จ่อเซ็นหลักสูตรป.ตรี 4 ภาค – เล็งสอนปี’57 Read More »