ผลสำรวจพบว่าร้อยละการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็กไทยดีขึ้นมาก

สำหรับผมคิดว่าการสำรวจ 2 ครั้งเปรียบเทียบกัน
พบว่าร้อยละของการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
ลดลงอย่างชัดเจนมาก
คาดว่าวิธีการมีประสิทธิภาพ น่าจะเป็น Good Practice ได้เลย
แต่เห็นว่าครั้งที่ 1 สำรวจ มิ.ย.58 และครั้งที่ 2 สำรวจ ก.ค.58
ซึ่งทำให้รู้สึกว่าการระยะห่างน้อยไปนะครับ

http://manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9590000000019

เมื่อ 1 ม.ค.59 พบบทความเชิงข่าว
เรื่อง “อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ซ้ำร้าย “อ่านน้อย” จับประเด็นไม่ได้ วิกฤตใหญ่ที่ไทยต้องแก้
โดยก่อนหน้านี้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ประกาศให้ปี 2558
เป็น ปีแห่งการปลอดนักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา
อาจเรียกได้ว่าการแก้ปัญหานี้อาจยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรนัก
เพราะเมื่อดูจากผลสำรวจของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
เมื่อช่วง ส.ค. 2558 แม้จำนวนเด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้จะลดลง แต่ก็ยังทำไม่ได้ 100%

โดยกิจกรรมที่ดำเนินการคือ
– การจัดการเรียนการสอนที่ สพฐ.ได้พัฒนาให้แก่โรงเรียน
– การจัดสอนเสริมให้แก่นักเรียนที่จำเป็นต้องได้รับการพัฒนาเป็นรายบุคคล
– การเรียนการสอนแบบแจกลูกสะกดคำ
– อาศัยโรงเรียนต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
แม้จะประสบความสำเร็จระดับหนึ่ง แต่ถือว่ายังไม่ทั้งหมด

โดยผลสำรวจนักเรียนชั้น ป.1
ครั้งที่ 1 เดือน มิ.ย. 2558
พบว่า มีนักเรียนอ่านไม่ออกร้อยละ 11.5 เขียนไม่ได้ร้อยละ 8.7
ครั้งที่ 2 เดือน ก.ค. 2558
พบว่า นักเรียนอ่านไม่ออกลดลงเหลือร้อยละ 5.6 และ เขียนไม่ได้เหลือร้อยละ 5.0

โดยผลสำรวจนักเรียนชั้น ป.2
ครั้งที่ 1 อ่านไม่ออก ร้อยละ 8.2 เขียนไม่ได้ร้อยละ 11.2
ครั้งที่ 2 เหลืออ่านไม่ออกร้อยละ 5.0 เขียนไม่ได้ร้อยละ 7.0

โดยผลสำรวจนักเรียนชั้น ป.3
ครั้งที่ 1 อ่านไม่ออกร้อยละ 5.0 เขียนไม่ได้ร้อยละ 7.6
ครั้งที่ 2 เหลืออ่านไม่ออกร้อยละ 2.8 เขียนไม่ได้ร้อยละ 5.3

โดยผลสำรวจนักเรียนชั้น ป.4
ครั้งที่ 1 อ่านไม่คล่องร้อยละ 4.4 เขียนไม่คล่องร้อยละ 11.3
ครั้งที่ 2 เหลืออ่านไม่คล่องร้อยละ 2.5 เขียนไม่คล่องร้อยละ 8.1

โดยผลสำรวจนักเรียนชั้น ป.5
ครั้งที่ 1 อ่านไม่คล่องร้อยละ 3.5 เขียนไม่คล่องร้อยละ 9.7
ครั้งที่ 2 เหลืออ่านไม่คล่องร้อยละ 1.9 เขียนไม่คล่องร้อยละ 6.6

โดยผลสำรวจนักเรียนชั้น ป.6
ครั้งที่ 1 อ่านไม่คล่องร้อยละ 2.6 เขียนไม่คล่องร้อยละ 7.0
ครั้งที่ 2 อ่านไม่คล่องร้อยละ 1.4 และเขียนไม่คล่องร้อยละ 4.7

เด็กที่ยังมีปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ยังคงมีอยู่
โดยเฉพาะเด็กกลุ่มชาติพันธุ์ เด็กชายขอบที่อยู่ตามโรงเรียนห่างไกล
และไม่ได้ใช้ภาษาไทยในชีวิตประจำวัน
ขณะที่ครูตามพื้นที่ห่างไกลก็ยังคงขาดแคลนด้วยเช่นกัน
ครู 1 คนอาจต้องสอนหลายวิชา และไม่ได้มีความชำนาญในวิชาที่สอน


การสำรวจมีหลายแบบ ส่วนใหญ่ที่เห็นจะสำรวจครั้งเดียว
เช่น สำรวจที่สุดแห่งปี เมื่อสิ้นสุดในแต่ละปี
แต่เรื่องการอ่านจากข้อมูลของ สพฐ. จะสำรวจ 2 ครั้งเทียบผลกัน
เป็นกิจกรรมที่น่าสนใจครับ

http://www.thaiall.com/blogacla/burin/5007/

ผลสำรวจพบว่าร้อยละการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของเด็กไทยดีขึ้นมาก Read More »

อ.ปริญญา หอมเอนก มอบหนังสือที่ร่วมกิจกรรมเครื่อข่ายสังคม ในงาน KDS2015

อ.ปริญญา หอมเอนก (Prinya Hom-anek)
เป็นวิทยากรในการประชุมวิชาการระดับชาติ
สังคมความรู้ และดิจิตอล” ครั้งที่ 1 เมื่อ 25 ธันวาคม 2558
1st National conference on knowledge and digital society
หรือ KDS2015 ครั้งที่ 1
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1177208462293283.1073741981.506818005999002

จัดโดย วิทยาลัยศิลปะ สื่อและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ร่วมกับ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร และคณะดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยศรีปทุม

1st National conference on knowledge and digital society
1st National conference on knowledge and digital society

ท่านบรรยายเรื่องต่าง ๆ ได้สนุกมาก
ผมบันทึกได้ 2 หน้าเลย มีอะไรน่าสนใจเยอะไปหมด
ท่านมีกิจกรรมแจกหนังสือด้วย ให้แท็ก twitter
ผมก็ใส่ “ปริญญาหอมเอนก” เข้าไปที่บัญชี /nationretweet
แล้วท่านก็ทักว่าภาพ profile ไม่ใช่ภาพของผม แต่ไม่ถามต่อ
สรุปว่า ท่านให้หนังสือ “อมฤตพจนา” เป็น พุทธศาสนสุภาษิต
ฉบับ 3 ภาษา คือ ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และภาษาบาลี
โดย พระอาจารย์พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)
และ ศ. ดร.สมศีล ฌานวังศะ ท่านแจกหนังสือฟรีที่ ACIS
เปิดดูข้างใน พบว่า ปริญญา หอมเอนก (สุทัศน์ ณ อยุธยา) และครอบครัว จัดพิมพ์

สูจิบัตร kds 2015
สูจิบัตร kds 2015

ปล. ก่อนหน้านี้ ผมเคยได้รับแจกหนังสือของท่าน ในงาน TISA Pro-Talk ครั้งที่ 1/2554
http://www.thaiall.com/blog/burin/3081/

อ.ปริญญา หอมเอนก มอบหนังสือที่ร่วมกิจกรรมเครื่อข่ายสังคม ในงาน KDS2015 Read More »

การประชุมวิชาการระดับชาติ 2558 การศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

ปีการศึกษา 2558 มีการประชุมวิชาการระดับชาติ (Nation University Conference)
ในวันที่ 18 ธันวาคม 2558 http://www.nation.ac.th/ntc2015/
Education for local sustainable development

ระหว่างนั่งฟังเสวนาโดยผู้ทรงคุณวุฒิพูดคุยภายใต้กรอบ (Theme)
“การศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน
รศ.ดร.สมเกียรติ สายธนู อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง
ดร.พรสันต์ เลิศวิทยาวิวัฒน์  ผู้อำนวยการ โรงเรียนลำปางเทคโนโลยี (แลมป์-เทค)
นายเกรียงเดช สุทธภักติ รักษาการ นายกอบจ.ลำปาง
ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร วิทยากร
มีประเด็นมากมายที่พรั่งพรูออกมาจากผู้ทรงฯ ขอหยิบมาแบ่งปันเพียงส่วนหนึ่ง
– พูดถึงอุปสรรคในการพัฒนาประเทศเรื่องการซื้อเสียง
เล่าเป็นนิทาน ว่า อดีตผู้ว่าทำอ่างเก็บน้ำให้ชาวบ้าน
แล้วลงเลือกตั้ง สว. แต่คนแถวอ่างเลือกท่านเพียง 17 ใน 1000 คน
กลับไปถามก็ได้คำตอบว่า คู่แข่งแจกบัตรเติมเงิน
ก็คงต้องเลิกเล่นการเมืองไป เพราะไม่มีตังไปซื้อเสียง
– ผู้ทรงฯ เคยไปถามเด็กในโรงเรียนว่าอยากได้อะไร
เด็กบอกอยากได้ tablet เป็นความนิยมทางวัตถุ
– ผู้ทรงฯ อีกท่านมองต่างมุมว่า สมัยนี้ใคร ๆ ก็ต้องใช้เทคโนโลยี
ปัจจุบันเราปฏิเสธวัตถุไม่ได้ วัตถุไม่ใช่ปัญหา
แต่ปัญหาอยู่ที่การประยุกต์ใช้
ความต้องการมีวัตถุเทคโนโลยีไว้ใช้ คงไม่ใช่เรื่องผิด
– สิงค์โปร์สนใจเรื่อง community learning คือการเรียนรู้ชุมชน
– ออสเตรเลีย สอนเด็กคิด ให้นำเสนอหน้าชั้นทุกสัปดาห์
– ที่ ม.สงขลา เคยถามว่ามี 100 บาท ใช้ทำอะไรบ้าง
พบว่าใช้เพื่อการศึกษาจริง ๆ เพียง 10 บาท
– จะให้มีนวัตกรรมทางการศึกษา ต้องเบรคกรอบหลักสูตร
จะเรียกว่านวัตกรรมก็จะต้องมีคนนำไปใช้ ต้องคิดนอกกรอบเยอะ
รายงานของนักศึกษาในปัจจุบัน เป็นสิ่งที่นักศึกษาต้องการ ไม่ตอบโจทย์สังคม
เป็นความต้องการของเรา ไม่ใช่ความต้องการของสังคม

ซึ่งพี่วุธ ถ่ายภาพไว้ถึง 78 ภาพที่
https://www.facebook.com/media/set/?set=oa.1055561207843082

ข้อมูลเชิงข่าวโดยพี่นิเวศน์
https://www.facebook.com/groups/nationu/permalink/1055411401191396/
มหาวิทยาลัยเนชั่น ประชุมวิชาการระดับชาติ ปีการศึกษา 2558 อุดมศึกษาไทยกับการพัฒนาประเทศ” ภายใต้กรอบ (Theme) เพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ให้เป็นเวทีประชุมวิชาการเผยแพร่องค์ความรู้งานวิจัย งานวิชาการของอาจารย์ นักศึกษามหาวิทยาลัยเนชั่น และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อพัฒนาอุดมศึกษาไทยโดยบูรณาการกิจกรรมวิชาการ ทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมของนักเรียน นักศึกษาเข้าไว้ด้วยกับสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเป็นแนวทางในการเสริมสร้างฐานกำลังของการพัฒนาอุดมศึกษาไทยให้ก้าวสู่ความเป็นสากล
เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2558 ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเนชั่น เป็นประธานในพิธีเปิด การประชุมวิชาการระดับชาติ ปีการศึกษา 2558 อุดมศึกษาไทยกับการพัฒนาประเทศ” ภายใต้กรอบ (Theme) โดยมี ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย เป็นผู้กล่าวรายงาน มหาวิทยาลัยเนชั่นในฐานะสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตระหนักถึงพันธกิจสำคัญของความเป็นสถาบันอุดมศึกษาของชาติกับบทบาทการผลิตบัณฑิตคุณภาพอันพึงประสงค์ การสร้างผลงานวิจัยที่เกิดจากความรู้ ความสามารถของนักศึกษา คณาจารย์ ด้วยการนำองค์ความรู้ถ่ายทอดการปฏิบัติสู่สังคม ชุมชนในลักษณะการบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่การเสริมสร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาการอุดมศึกษาไทยให้มีสัมฤทธิผลในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
การประชุมในครั้งนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยมีคณาจารย์และนักศึกษาที่จำนำเสนอผลงานทางวิชาการในการประชุมครั้งนี้ จำนวน 76 ผลงาน จากหลากหลายสถาบัน แบ่งเป็นการนำเสนอด้วยวาจาที่มีบทความฉบับสมบูรณ์ จำนวน 47 บทความ และนำเสนอในรูปแบบโปสเตอร์ จำนวน 29 บทความ โดยบทความดังกล่าวได้รับการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันต่างๆ อาทิจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยรังสิต และมหาวิทยาลัยเอเซียอาคเนย์เป็นต้น
จากนั้นได้มีการเสวนาหัวข้อ การศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน” โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.สมเกียรติ สายธนู อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง ดร.พรสันต์ เลิศวิทยาวิวัฒน์ อุปนายกสมาคมอาชีวเอกชนแห่งประเทศไทย นายเกรียงเดช สุทธภักติ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด รักษาการแทนนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง ผู้ดำเนินรายการโดย อ.ดร.สุจิรา หาผล ห้องเรียน AUDI อาคารคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเนชั่น
(ภาคเช้า)ได้มีการนำเสนอผลงานวิชาการ กลุ่มที่ 1 (อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภายใน ได้แก่ ดร.สุจิรา หาผล, ดร.สุดา เนตรสว่าง, ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร, พลตรี ดร.วัลลภ มณีเชษฐา, ดร.ตะวันฉาย มิตรประชา) การนำเสนอผลงานวิชาการ กลุ่มที่ 2 (MPA.) (อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภายใน ได้แก่ ว่าที่ รต. ดร.ธนภณ ภู่มาลา, ดร.จุมพล ไชยวงศ์) การนำเสนอผลงานวิชาการ กลุ่มที่ 3 (M.Ed.) (อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภายใน ได้แก่ ดร.กาญจนา ภาสุรพันธ์, ผศ.ดร.ศิริพร เสริตานนท์, ดร.จุรีย์ สร้อยเพชร) ห้องเรียน AUDI นำเสนอ Oral = 4 คน ห้องเรียน 1203 นำเสนอ Oral = 4 คน ห้องเรียน 1205
(ภาคบ่าย)ได้มีการนำเสนอผลงานวิชาการ กลุ่มที่ 1 (อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภายใน ได้แก่ ดร.สุจิรา หาผล, ดร.สุดา เนตรสว่าง, ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร, พลตรี ดร.วัลลภ มณีเชษฐา, ดร.ตะวันฉาย มิตรประชา) การนำเสนอผลงานวิชาการ กลุ่มที่ 2 (M.PA.) (อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภายใน ได้แก่ ว่าที่ รต. ดร.ธนภณ ภู่มาลา, ดร.จุมพล ไชยวงศ์) การนำเสนอผลงานวิชาการ กลุ่มที่ 3 (M.Ed.) (อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิภายใน ได้แก่ ดร.กาญจนา ภาสุรพันธ์, ผศ.ดร.ศิริพร เสริตานนท์, ดร.จุรีย์ สร้อยเพชร) ห้องเรียน AUDI นำเสนอโปสเตอร์ 29 คน ห้องเรียน 1203 นำเสนอ Oral = 17 คน ห้องเรียน 1205 นำเสนอ Oral = 19 คน และการมอบเกียรติบัตร ในการประชุมวิชาการระดับชาติ ปีการศึกษา 2558 อุดมศึกษาไทยกับการพัฒนาประเทศ” ภายใต้กรอบ (Theme) ในครั้งนี้

Nation University Conference ปี 2557 มี 2 ครั้ง
คือ 24 – 26 มกราคม 2557 และ 13 – 14 ธันวาคม 2557
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.964692886878176.1073741937.506818005999002

การประชุมวิชาการระดับชาติ (Nation University Conference)
การประชุมวิชาการระดับชาติ (Nation University Conference)

ปีการศึกษา 2558 มี Nation University Conference
ในวันที่ 18 ธันวาคม 2558
ซึ่งพี่นิเวศน์ ถ่ายภาพไว้ถึง 40 กว่าภาพที่
https://www.facebook.com/media/set/?set=oa.1055411404524729

การประชุมวิชาการระดับชาติ (Nation University Conference)
การประชุมวิชาการระดับชาติ (Nation University Conference)

การประชุมวิชาการระดับชาติ 2558 การศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน Read More »

เด็กไทยอายุ 10 – 11 ปี เรียนหนักที่สุดในโลก อันดับ 1 แต่ผลรั้งท้าย

พิธีกร Divas Cafe บอกว่าน่าจะคุยเรื่องเนี้ยเยอะ
ทั้งช่อง Voice TV เกือบเป็นวันเว้นวันกันเลยทีเดียว
สำหรับปัญหาการศึกษา ที่มีประเด็นมากมาย ที่คุยกันบ่อย
เพราะยังเป็นปัญหาที่เราตอบปัญหาไม่ได้ชัดเจน
เพราะมีปัญหามากจนไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหนกันแน่
! http://news.voicetv.co.th/thailand/292293.html

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช

รายการรวบรวมมาเล่าให้ฟัง ดังนี้
– เด็กไทยเรียนหนักที่สุดในโลก อันดับ 1
สำหรับอายุ 10 และ 11 ปี คือ 1200 ชั่วโมงต่อปี
– ข้อมูลจาก TCIJ Thai.com งบการศึกษา 77% เป็นเงินเดือน ค่าจ้างครู และเงินอุดหนุนรายหัว
ถ้าบวกค่าบริหารจัดการอีก 8% ก็จะเป็น 85%
แต่งบพัฒนาครูมีเพียง 1%
– ข้อมูลจาก TDRI ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิช
พบว่าครูไทยใช้เวลานอกชั้นเรียนไปกว่า 84 วันจากเปิดเรียน 200 วันต่อปี
เวลาที่หายไปคือการเตรียมรับการประเมินจากภายนอก ประเมินครูเพื่อเลื่อนตำแหน่ง
ประเมินนักเรียน และพานักเรียนไปแข่งทางวิชาการ
จึงมีโครงการคืนครูสู่ห้องเรียน
– มีคำถามว่าพานักเรียนไปแข่ง แล้วได้เหรียญทองมา 1 – 2 คน
กับเด็กที่เหลือที่ไม่ได้ไปแข่งที่ไหน แลกกันแล้วคุ้มไหม
ผลก็นำมาประเมินโรงเรียน แล้วเราควรทำอย่างไรกันดี
ต้องกระจายอำนาจทางการศึกษาให้ลงไปดูแลเด็กหลังห้องได้
– พักการเรียนเด็กเกเร เป็นทางออกไหม
– ประเมินโรงเรียน ต้องเปลี่ยนความคิด กระจายอำนาจ
ให้ท้องถิ่น ให้เทศบาลจัดการตนเองเสีย ให้ประเมินตามสภาพ
จัดการศึกษาที่เหมาะสมกับชุมชนนั้น

เด็กไทยอายุ 10 – 11 ปี เรียนหนักที่สุดในโลก อันดับ 1 แต่ผลรั้งท้าย Read More »

เป็นครูก็ต้องคาดหวังว่านักเรียนจะได้อะไรอะไร .. สูงสุด

เตือนสติตนเองว่า “อย่าเอามาตรฐานของครู ไปยัดเยียดให้ใครเขา
อันที่จริงก็มาจากหนังเรื่อง “คิดถึงวิทยา”
เป็นเรื่องของครูสอง ครูแอน และครูหนุ่ย
ครูแอน สอนเด็กที่เรือนแพ เด็กเกือบทุกคน อยากเป็นคนหาปลา
แต่ครูแอนจะสอนให้เรียนสูง เป็นหมอ เป็นวิศวะ เป็นเหมือนที่ครูแอนฝัน
[เด็กคิด] … อ้าว เป็นหมอ นั่นมันฝันของครู
[เด็กคิด] .. ผมอยากเป็นคนหาปลา .. “เลิกเรียนดีกว่า
สุดท้ายลูกศิษย์คนโตก็เลิกเรียน ไม่จบ ป.6 แล้วไปช่วยพ่อหาปลาในเขื่อน
..
ปีต่อมา ครูสอง มาสอนแทนครูแอน
ครูสองไม่เก่งเท่าครูแอน แต่อยากให้เด็กได้ความรู้
คิดวิธีต่าง ๆ นานามาสอนให้เด็ก ๆ มีความสุข
พาเด็ก ๆ นั่งรถไฟ เพราะเด็ก ๆ ไม่เคยนั่ง
ไปตามเด็กที่เลิกเรียน ป.6 มาเรียนต่อ เรียนให้จบจะได้ไม่ถูกใครเขาโกง
แล้วครูไปช่วยพ่อเด็กหาปลาในวันหยุด
สอนแล้วเด็กมีความสุข แต่ตกเกือบทั้งชั้น
..
สุดท้ายครูแอนก็ต้องเลือกว่า
จะไปแต่งงานกับครูหนุ่ย คนที่เคยรักกันมานาน
แล้วสอนนักเรียนในเมืองห้องละ 50 คน ที่อยากเรียนไปเป็นหมอ
หรือจะศึกษาดูใจกับครูสอง อย่างมีความสุข
แล้วสอนที่เรือนแพ มีเด็กไม่ถึง 10 คน ให้เด็กจบ
แล้วก็เป็นชาวประมงอยู่ในเขื่อน พอใจกับชีวิตพอเพียงแบบบรรพบุรุษ

ปล. น้องปุ๋ยแนะนำให้ดู แกมบังคับ เพราะเปิดในรถตู้ไปบางกอก
..
เคยอ่านบทความ การพัฒนาตัวแบบปัจจัยความสำเร็จสหกิจศึกษาแบบมีส่วนร่วม
ซึ่งสหกิจ กับฝึกงานนั้นต่างหลายประเด็น
1. ฝึกงานใช้เวลา 3 เดือน แต่สหกิจใช้เวลา 4 เดือน
2. เป้าของฝึกงานไม่มี แต่สหกิจต้องมีโครงงานที่นักศึกษาทำเป็นชิ้นเป็นอันให้องค์กร
3. สหกิจต้องมีอาจารย์นิเทศร่วมที่เป็นคนขององค์กร และเข้าใจเรื่องสหกิจชัดเจน
4. สหกิจคาดว่าสิ่งที่เด็กจะได้เรียนรู้ มากกว่า การฝึกงาน
http://www.thaiall.com/e-book/coop/
..
เรื่อง คิดถึงวิทยา เป็นการต่อสู่กันระหว่าง
– พุทธิพิสัย
– ทักษะพิสัย
– จิตพิสัย
การเรียนการสอนโดยทั่วไปก็ต้องมี  3 ด้านนี้ แต่ถ้าหนักทางใดมากไป ก็จะเป็นปัญหา
..

การประเมินของ สกอ. เกณฑ์ใหม่มี 2557
ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ขอพัฒนาเกณฑ์คุณภาพของตนเอง
แทนการใช้เกณฑ์ระดับหลักสูตรที่ สกอ. กำหนด เพราะ สกอ. เน้นกระบวนการ
ไม่เน้นการดูที่ผลลัพธ์ นั่นก็จะหนักไปทางพุทธิพิสัยมากกว่าด้านอื่นชัดเจน

มธ. ขอเวลาพัฒนาเกณฑ์ 1 ปี แบบจุฬาฯ
มธ. ขอเวลาพัฒนาเกณฑ์ 1 ปี แบบจุฬาฯ

http://board.siamtechu.net/home.php?mod=space&uid=5988&do=blog&id=568


สรุปว่า
เป็นครูก็อย่าคิดว่านักเรียน จะนำความรู้ไปใช้อย่างที่ครูหวัง
ต้องเผื่อใจไว้ว่าเป้าหมายการเรียนของเด็กแต่ละคน .. อาจไม่เหมือนครู
อย่าคิดว่าใคร จะคิดเหมือนเรา
http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9570000048106

เป็นครูก็ต้องคาดหวังว่านักเรียนจะได้อะไรอะไร .. สูงสุด Read More »

บทบาทในการกำกับและดูแลความเสี่ยงของกรรมการรัฐวิสาหกิจและปัจจัยสาเหตุ โดย ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร

abstract by thankawin

23 ก.ย.58 มีโอกาสได้อ่าน วารสารการจัดการ (journal of management)
WMS : Walailak Management School ของ Walailak University
ปีที่ 4 ฉบับที่ 3 (กันยายน – ธันวาคม 2558)
http://wmsjournal.wu.ac.th/index.php/wms/issue/view/17/showToc
และในวารสารมีบทความเรื่อง

บทบาทในการกำกับและดูแลความเสี่ยงของกรรมการรัฐวิสาหกิจและปัจจัยสาเหตุ
Roles in Governing Risks of State Enterprise Directors and Their Antecedents
เขียนโดย ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร (Thankawin Ratthawatankul)

สามารถอ่านแบบออนไลน์ได้ที่
http://wmsjournal.wu.ac.th/index.php/wms/article/view/181/163
และ
https://www.facebook.com/download/1608594836074928/181-568-1-PB.pdf

บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้นำเสนอบทบาทในการกำกับและดูแลความเสี่ยงของกรรมการรัฐวิสาหกิจและปัจจัย สาเหตุ ที่มีอิทธิพลต่อความสามารถในการแสดงบทบาทนั้น บทพื้นฐานของ Grounded Theory การศึกษานี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยบูรณาการเครื่องมือทางการวิจัย ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกต ผ่านกรณีศึกษาที่จัดเตรียมขึ้น เพื่อทำการศึกษาในการฝึกอบรมกรรมการรัฐวิสาหกิจ จำนวน 34 คน และดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตรวจสอบข้อมูลสามเส้า

ผลการศึกษาพบว่ากรรมการรัฐวิสาหกิจแสดงบทบาทตามเกณฑ์มาตรฐานซึ่งได้แก่ การกำหนดกรอบความเสี่ยงที่ยอมรับได้ การทำความเข้าใจกับความเสี่ยงที่องค์กรเผชิญอยู่ และกำกับให้มีมาตรการในการบริหารจัดการความเสี่ยงที่เหมาะสม และการพิจารณาความเสี่ยงทุกครั้งที่มีการตัดสินใจ

WMS : Walailak Management School ของ Walailak University
WMS : Walailak Management School ของ Walailak University

ธุรกรรมที่มีนัยสำคัญ  นอกจากนี้กรรมการยังแสดงบทบาทเพิ่มเติมอีก 3 ประการ ได้แก่ การเป็นตัวกลางเชื่อมโยง และทำความเข้าใจระหว่างฝ่ายบริหารกับผู้ถือหุ้นหรือหน่วยงานต้นสังกัด การระแวดระวังความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นแล้วแจ้งเตือนให้ฝ่ายบริหารเตรียมแผนรองรับความเสี่ยงนั้น และการไม่แสดงบทบาททับซ้อนกับฝ่ายบริหาร สำหรับปัจจัยสาเหตุที่สนับสนุนความสามารถ ในการกำกับและดูแลความเสี่ยงประกอบด้วยปัจจัย 5 ประการ ได้แก่ ความรู้ทางการบริหารธุรกิจ ประสบการณ์ตรง เครือข่าย ข้อมูลข่าวสารที่ทันต่อสถานการณ์ และความไวต่อความเสี่ยง
คำสำคัญ การกำกับและดูแลกิจการที่ดี ความเสี่ยง การบริหารความเสี่ยง รัฐวิสาหกิจ

ชอบเนื้อหาหน้า 52 ในบทความ
หัวข้อ 5.2 ปัจจัยสาเหตุที่สนับสนุนความสามารถในการกำกับและดูแลความเสี่ยง
1. ความรู้ทางการบริหารธุรกิจ : ควรรู้การเงิน การตลาด และการดำเนินงาน
2. ประสบการณ์ตรง : ทำไมคนที่จบมาจากสถาบันที่ดีไม่มาเหมือนในอดีต .. ค่าตอบแทนต่ำ
3. เครือข่าย : ใช้เครือข่ายสรรหาผู้บริหารสูงสุดที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสม
4. ข้อมูลข่าวสารที่ทันต่อสถานการณ์ : การมีข้อมูลข่าวสารที่ทันต่อสถานการณ์ .. เป็นสิ่งจำเป็นต่อการตัดสินใจ
5. ความไวต่อความเสี่ยง : ระแวดระวังที่ดีพอย่อมส่งผลต่อความสามารถในการทำความเข้าใจความเสี่ยง
อ่านดูแล้วก็คล้อยตามว่า
ถ้ามีความสามารถทั้ง 5 ข้อข้างต้น ก็จะสนับสนุให้การกำกับและดูแลความเสี่ยงได้ดีกว่า
อ่านงานของ ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร ในวารสารการจัดการ
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10153569923168895&set=a.10150460359323895.382898.814248894
แล้วนึกถึงงานของ ดร.วันชาติ นภาศรี
เรื่องการพัฒนาตัวแบบปัจจัยความสำเร็จสหกิจศึกษาแบบมีส่วนร่วม
http://www.thaiall.com/e-book/coop/

บทบาทในการกำกับและดูแลความเสี่ยงของกรรมการรัฐวิสาหกิจและปัจจัยสาเหตุ โดย ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร Read More »

เล่าเรื่องสุดโต่ง กับบทบาทที่ต้องพูดเรื่องสุดโต่ง .. ผมว่าธรรมดานะ

อ่านความเห็นของท่านหนึ่งบอกว่า
หลายปีที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง
ในระบบความคิดและการนำเสนอของสื่อไทย โดยเฉพาะ
แนวสร้างแรงบันดาลใจ ไม่ว่าจะเป็นบทความหรือบทสัมภาษณ์
ตัวอย่างผู้ประสบความสำเร็จก็คือ มักชอบสร้างสตอรี่ดราม่า
ให้ค่ากับความ ‘สุดโต่ง’ มากเกินไป
อ่านมาจาก http://storylog.co/story/55990ab560a1c1e968c6ab94

แต่ผมมองเห็นอีกมุมนะ และคิดว่าเป็นปกติของบทบาท
ของผู้พูด ผู้เขียน ที่ต้องสร้างแรงบันดาลใจแบบสุดโต่ง
.. เขาได้รับบทบาทมาอย่างนั้น

1. พวกเขาก็เป็นเพียง ผู้นำเสนอ ที่มีบทบาท มีเป้าหมายสร้างแรงบันดาลใจ
ไม่ได้รับมอบหมายมาให้รับผิดชอบต่อการพูด ไม่เหมือนพ่อแม่
สั่งสอนลูกอย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบ ไม่ได้มีอาชีพรับจ้างพูดหรือรับเขียน
ซึ่งเป็นอาชีพที่ต้องสร้างความประทับใจให้ฮือฮา
2. ตัวอย่าง ที่ยกมาอาจเป็นหนึ่งในสิบ ร้อน พัน หมื่น แสน ล้าน
ก็เป็นปกติที่ต้องหาเรื่องผิดปกติมาเล่า แต่ทำได้ง่ายดุจพลิกฝ่ามือ
ย้อนกับไปข้อ 1 เขาไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อชะตากรรมผู้ฟัง
เหมือนพ่อแม่ที่สั่งสอนลูก จะให้คาดหวังอะไรจากผู้พูด
ก็คงเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่ได้มีบทบาท หรือหน้าที่ต้องรับผิดชอบต่อคำพูดของตน
3.  ตัวอย่างของบทสัมภาษณ์ในบทความ
“.. ชีวิตมันสั้น อย่าไปกลัวอดตาย ทำตามความฝันเลย
อย่าไปคิดเรื่องหากิน หรือเงินทองมากนัก ..”
ส่วนใหญ่เขาก็แค่พูดหรือเขียนเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ
ให้รู้สึกว่าเขาพูดน่ะ ผิดปกติ เพราะพูดปกติก็คงไม่มีใครฟัง
แล้วผลจากการพูด การเขียน ก็คงได้รับสิ่งตอบแทนที่ดี ไม่ทางตรง หรือทางอ้อม
4. จะให้พูดปกติหรือครับ
– ตั้งใจเรียนนะลูก หนทางอีกยาวไกล พยายามให้มาก และมากกว่าที่ทำอยู่
– ชีวิตไม่มีอะไรง่าย อ่านหนังสือ แล้วจะสอบได้ ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
– ชีวิตแบบ steve jobs น่ะ หนึ่งในล้าน อย่าคิดเอาอย่างเชียว เราคงไม่โชคดี
– ชีวิตแบบ นักกีฬา นักร้อง นักแสดง ที่สำเร็จน่ะ หนึ่งในล้าน อย่าหลงเชื่อเชียว เราคงไม่โชคดี
พูดแบบนี้ พ่อแม่พูดกรอกหูทุกฟัง เด็กที่ไหนจะไปฟัง

เล่าเรื่องสุดโต่ง กับบทบาทที่ต้องพูดเรื่องสุดโต่ง .. ผมว่าธรรมดานะ Read More »

สิ่งที่ต้องแลกระหว่างผลได้ทางเศรษฐกิจกับผลเสียทางสังคมและวัฒนธรรม

จาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ฉบับ 8 กรกฎาคม 2558
บ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทย เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์แสดงความคิดเห็น
กันอย่างกว้างขวางในช่วงที่ผ่านมา

http://bit.ly/1Uv2ZN2

สถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยเนชั่น ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 980 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่าง 56.18 % ไม่เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนถูกกฎหมายในประเทศไทย โดยให้เหตุผลมากที่สุดคือ การเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทยนั้นจะเป็นการมอมเมาให้ประชาชน ซึ่งรวมถึงเยาวชนติดการพนัน ไม่ใส่ใจทำงาน เป็นการสร้างหนี้สินเพิ่มขึ้น และย่อมมีผลให้ครอบครัวแตกแยก และอีกเหตุผลหนึ่งที่ให้ความเห็นในจำนวนที่ใกล้เคียงกันคือ แม้การเปิดบ่อนกาสิโนจะทำให้ถูกกฎหมาย แต่การพนันก็ยังเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายอยู่ดี

การส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย สามารถทำได้ในทางอื่น แทนที่จะส่งเสริมบ่อนกาสิโน  ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่เห็นด้วย 43.82 % นั้น ให้เหตุผลว่า การเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายจะเป็นการสร้างงานสร้างรายได้ให้กับประชาชนในประเทศ ช่วยในการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว รัฐจะสามารถจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น และในเมื่อมีการลักลอบเล่นกันอยู่แล้ว หากทำให้มีการเปิดอย่างถูกกฎหมายก็จะทำให้สามารถควบคุมและจัดระเบียบได้

ถ้าดูสัดส่วนระหว่างผู้ที่เห็นด้วยกับผู้ที่ไม่เห็นด้วยนี้ คงจะไม่สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่า ผู้คนคัดค้านการเปิดบ่อนถูกกฎหมายอย่างชัดเจน เพราะจริงๆ แล้ว ผู้ที่ไม่เห็นด้วยก็มีสัดส่วนเกิดครึ่งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น คงจะพูดยากว่า การที่ผู้คนไม่เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายนั้น เพราะคัดค้านกับการเล่นการพนัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว กลุ่มคนเหล่านี้เองก็เคยมีประสบการณ์เล่นการพนันมาก่อน คงจะเป็นที่รู้กันว่า ในสังคมไทยก็ยังมีผู้นิยมการเสี่ยงโชคและการพนัน และยังมีการลักลอบเล่นกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบ่อนใต้ดิน หวยใต้ดิน หรือ การเล่นพนันบอล ก็ในเมื่อเป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไป และยังไม่สามารถจัดการหรือควบคุมได้ ก็น่าจะตัดสินใจทำให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย และให้มีการจัดระเบียบกันอย่างจริงจัง

ข้อค้นพบอย่างหนึ่งจากการสำรวจครั้งนี้พบว่า ประเด็นเรื่องบ่อนกาสิโนในสังคมไทยนั้น เป็นเรื่องของศีลธรรม เมื่อขอให้กลุ่มตัวอย่างประเมินความเห็นว่า “การพนันเป็นสิ่งที่ผิดศีลธรรม” ผลการทดสอบทางสถิติพบว่า ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมาย มีความตระหนักในศีลธรรมในระดับที่สูง กว่าผู้ที่เห็นด้วยอย่างมีนัยยะสำคัญ และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศ คัดค้านอย่างชัดเจนว่า การเปิดบ่อนนี้ไม่ได้ทำให้เกิดผลได้ทางเศรษฐกิจดังที่กล่าวอ้างกัน ผลการวิเคราะห์นี้อาจจะตีความได้ว่า หากจะมีการเล่นการพนัน ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของการลักลอบเล่นไป ไม่ควรมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้สิ่งที่ผิดศีลธรรมนี้ ขึ้นมาเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผลจากการสำรวจของสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น มิได้ต้องการเพียงสะท้อนถึงความเห็นของคนกรุงเทพฯ ที่มีต่อการเปิดบ่อนกาสิโนถูกกฎหมายในประเทศไทยเท่านั้น แต่ต้องการนำเสนอให้ผู้ที่มีอำนาจตัดสินใจในเชิงนโยบายว่า สิ่งที่คนกรุงมีทัศนคติจากประเด็นนี้ก็คือ การเปิดบ่อนกาสิโนนั้น แม้จะมีผลได้ทางเศรษฐกิจ แต่ก็คงจะไม่คุ้มค่ากับต้นทุนทางศีลธรรมของสังคมที่จะเสียไป ทั้งยังจะเกิดผลกระทบอันเป็นการบ่อนทำลายสังคมไปอีกทางหนึ่ง

ผลจากการสำรวจนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การเปิดบ่อนกาสิโนอย่างถูกกฎหมาย เป็นสิ่งที่ผู้บริหารประเทศต้องเลือกหรือแลกกัน ระหว่าง ผลได้ทางเศรษฐกิจ กับ ผลเสียทางสังคมและวัฒนธรรม ในฐานะที่มหาวิทยาลัยเนชั่นเป็นสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งมีหน้าที่ชี้นำสังคม คงต้องอ้างอิงตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน ที่นำเสนอว่าการกำหนดนโยบายใดๆ ต้องคำนึงถึงผลได้ทั้ง 4 ด้านประกอบกัน คือ ผลได้ทางเศรษฐกิจ ผลได้ทางสังคม ผลได้ทางสิ่งแวดล้อม และผลได้ทางวัฒนธรรม ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องแลกระหว่างอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเมื่อประเทศไทยกำลังมุ่งแสวงหาแนวทางที่จะพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน เราก็ควรที่จะกำหนดนโยบายอย่างอื่นที่สร้างจุดเด่นให้กับประเทศไทยให้มีความก้าวหน้าในทางเศรษฐกิจ และยังเป็นการส่งเสริมให้สังคมน่าอยู่ มีสิ่งแวดล้อมที่ดี และวัฒนธรรมที่งดงามมิใช่หรือ?

เขียนโดย อ.ดร.ทันกวินท์ รัฐวัฒก์อังกูร
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยเนชั่น
http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/634978

สิ่งที่ต้องแลกระหว่างผลได้ทางเศรษฐกิจกับผลเสียทางสังคมและวัฒนธรรม Read More »

เธอ(เคย)น่าเห็นอกเห็นใจ .. หัวหน้าเตือนสติว่า .. อย่าเกลียดชีวิตที่เหลืออยู่

เธอ(เคย)น่าเห็นอกเห็นใจ
เธอ(เคย)น่าเห็นอกเห็นใจ

ภาพตัวอย่างจาก http://xinshijiyuleceng.com/?p=26814

อ่านมาครับ
แล้วทำให้ผมคิดเห็นว่าผู้หญิงในเรื่อง .. เธอ (เคย) เป็นคนน่าเห็นอกเห็นใจ .. แต่ตอนนี้ไม่ล่ะ
เพราะเธอแฮปปี้ล่ะ .. และคงไม่ทุกข์ระทมกับชีวิตที่เหลืออยู่
ผมพบเรื่องนี้ จากการที่หัวหน้าโพสต์ไว้ในไลน์ (line group)
.. เตือนสติว่าอย่าเกลียดสิ่งที่ต้องอยู่ด้วยกันไปชั่วชีวิต
เกิดมาแล้ว แต่ยังพอที่จะเลือกได้ว่าจะเกลียดชีวิตที่เหลืออยู่ไปทั้งชีวิตหรือไม่

เนื้อหาที่ไปพบมามีดังนี้

เรื่องนี้เป็นส่วนนึงในหนังสือที่ได้อ่านเอง พออ่านแล้วประทับใจมาก
เลยอยากจะมาแชร์ให้ได้อ่านกันค่ะ อ่านจบแล้วมาคุยกันค่ะว่าได้อะไรบ้าง

ตัวอย่างนี้มาจากกูรูด้านความสำเร็จระดับปรมาจารย์ของโลกชื่อ “ซิก ซิกล่าร์”
เขาเล่าให้ฟังว่า .. หลังจากที่เขาจัดสัมมนา มีหญิงคนนึ่งมาหาเขา ดูหน้าแต่ไกลก็รู้ว่าเธอมีความโกรธขนาดหนัก
มี “รังสีอำมหิต” ส่งออกมาจากตัวเธอมากมาย
เธอต้องการให้เขาแก้ปัญหานี้ให้…

ซิกบอกว่า ให้เล่ามาคร่าวๆ มีเวลาให้สิบนาที หญิงคนนั้นเริ่มพรั่งพรูออกมา
บอกว่า
เธอเกลียดงานของตนเอง เจ้านายแย่ เพื่อนร่วมงานก็ไม่ดี ที่ทำงานไกลและอื่นๆอีกร้อยแปดพันประการ
ซิกปล่อยให้เธอพรรณนาไปได้ 5 นาที พอเธอพูดจบ
ซิกบอกว่า “ผมเสียใจกับคุณด้วยแต่ผมมีข่าวร้ายมาบอก ผมแน่ใจว่าที่ทำงานคุณก็กำลังจะ ไล่คุณออก ด้วย”

หญิงคนนั้นตาโต อ้าปากค้าง ใจหาย และเมื่อรวบรวมสติได้ ก็รีบถาม
“แล้วฉันจะทำอย่างไรดีคะ ที่จะไม่ถูกไล่ออก ช่วยแนะนำหน่อยเถอะค่ะ”

ซิก : งั้นคุณสัญญานะ ว่าจะทำตามที่ผมบอกทุกอย่าง
หญิง : ค่ะ ค่ะ
ซิก : ขั้นแรก ให้คุณไปเอากระดาษกับปากกามา
หญิง : ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันจำได้
ซิก : ตามประสบการณ์ผม คนที่ไม่ทำขึ้นแรก ก็ไม่มีทางทำขั้นที่สอง ถ้าคุณไม่อยากทำขั้นแรก ผมก็ขอตัวนะครับ
หญิงคนนั้นรีบไปเอากระดาษกับปากกามา
ซิก : ขั้นที่สอง เขียนทุกสิ่งที่คุณชอบเกี่ยวกับที่ทำงานของคุณลงไป
หญิง : โอ๊ย เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ ฉันไม่ชอบอะไรสักอย่างเลย
ซิก : แล้วเขาจ่ายเงินให้คุณหรือเปล่า
หญิง : จ่ายค่ะ
ซิก : แล้วคุณชอบหรือเปล่า
หญิง : ชอบสิคะ
ซิก : งั้นเขียนลงไป ข้อ 1 ฉันชอบที่ทำงานเพราะเขาจ่ายเงินให้ฉัน ต่อไป… เขาจ่ายประกันสังคมให้คุณหรือเปล่า
หญิง : จ่ายค่ะ
ซิก : เขียนต่อ ข้อ 2…

สรุปพอเสร็จ ผู้หญิงคนนั้นลิสต์สิ่งที่เธอชอบเกี่ยวกับที่ทำงานได้ 22 สิ่ง
เช่น จ่ายเงินเดือนสูงกว่าตลาด มีโปรแกรมประกันสุขภาพให้พนักงานอย่างดี
เธอได้หยุดพักผ่อน 3 สัปดาห์ต่อปี โดยมีเงินเดือนให้ ฯลฯ

ซิกยังแนะให้ผู้หญิงคนนั้น เอาลิสต์นั้นอ่านออกเสียงทุกเช้า และก่อนนอน
โดยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอารมณ์ที่ดี
“ฉันรักงานนี้ เพราะเขาจ่ายเงินให้”
“ฉันรักงานนี้เพราะ …” ฯลฯ

6 สัปดาห์ต่อมา ซิกเจอหญิงคนนั้นอีกครั้งหนึ่ง
ซึ่งคราวนี้หน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสมีความสุข เธอรีบบอกซิกด้วยความตื่นเต้นว่า…
“ขอบคุณมาก ๆ เลย ชีวิตฉันดีขึ้นอย่างมาก
คุณจะไม่เชื่อฉันเลยว่า ทุกๆคนในที่ทำงานของฉันเปลี่ยนไปมากแค่ไหน!”

(จริงๆแล้วสิ่งที่เปลี่ยนไม่ใช่เพื่อนร่วมงาน แต่เป็นทัศนคติของหญิงคนนี้เอง
ซึ่งก็เป็นผลให้คนที่ทำงานเปลี่ยนความสัมพันธ์กับเธอไปในทางที่ดีขึ้น)

ผมการันตีเลยว่า
ถ้าสถานการณ์ของเรา มี “สิ่งดี” 10 อย่าง “สิ่งดีน้อย” 90 อย่าง
แล้วคุณขอบคุณสิ่งดี 10 อย่างนั้นบ่อยๆ พูดถึงมันบ่อยๆ รู้สึกดีกับมัน
ในขณะเดียวกันอีก 90 อย่างที่ดีน้อยนั้น ถ้าเปลี่ยนมันไม่ได้ ก็เปลี่ยนทัศนคติของเรากับมัน
สิ่งดีๆ จะมีแต่ไหลเข้ามาในชีวิตคุณ ไม่รู้จบ เพียงแค่คุณ “ขอบคุณ”

บทความส่วนหนึ่งจากหนังสือ “เชื่อมั่นในตน” โดย บัณฑิต อึ้งรังสี

เธอ(เคย)น่าเห็นอกเห็นใจ .. หัวหน้าเตือนสติว่า .. อย่าเกลียดชีวิตที่เหลืออยู่ Read More »

อันดับการศึกษาโลก เกาหลีใต้มาเป็นอันดับ 1 เพราะติวหนักมากรึเปล่า

เกาหลีใต้ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 สอดคล้องกับข่าว
ชัยชนะของรร.กวดวิชา พันธนาการที่สะบัดไม่หลุดของเยาวชน

– เกาหลีใต้ ต้องประกาศบังคับใช้กฎเคอร์ฟิวแก่สถาบันกวดวิชา ไม่ให้เปิดเกินสี่ทุ่ม
– ยังมีโรงเรียนกวดวิชาที่ยังคงเปิดท้าทายกฎหมาย เปิดหลังเวลาเคอร์ฟิวโดยใช้วิธีการพรางตัว
– ปี 2010 พบว่ากว่า 74% ของนักเรียนเกาหลีทั้งหมด จะต้องเคยร่วมการกวดวิชาไม่ว่าทางใดทางหนึ่ง
– ที่เกาหลีเรียกการกวดวิชาว่า “การศึกษาเงา” (shadow education)
– นักเรียนแต่ละคนเสียค่าใช้จ่ายไปเฉลี่ยปีละ 2,600 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 78,000 บาท) เรียนกวดวิชา
– เรียนพิเศษกันอย่างหนัก ถึง 14 ชั่วโมงต่อวัน
– จำนวนครูในโรงเรียนกวดวิชามีมากกว่าครูในโรงเรียนปกติ
– กรุงโซล นักเรียนที่พลาดการสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ใช้เวลาตลอดทั้งปี ในโรงเรียนกวดวิชา
– โรงเรียนกวดวิชาชั้นนำ สถาบันแดซุง จะรับนักเรียนโดยพิจารณาจากคะแนนทดสอบ
– ผู้เรียนที่สถาบันแดซุง กว่า 70% สามารถเข้าเรียนในสถาบันชั้นนำ 3 แห่งแรกได้
– มีคนชมความกระตือรือร้นของพ่อแม่ชาวเกาหลี ที่สนับสนุนการศึกษาของบุตรหลานอย่างเต็มกำลัง
– ในบทความเชิงข่าวบอกว่า
“ถ้าเด็กเกาหลีใต้ไม่ลุ่มหลงในการศึกษา อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงสู่ประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเช่นทุกวันนี้
นับตั้งแต่ปี 1962  ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) พุ่งขึ้นมากถึง 40,000%
และทำให้เกาหลีใต้กลายเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 13″

ที่มา  http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1317200908&grpid=03&catid=&subcatid=

https://blog.eduzones.com/poonpreecha/101523 (ข่าวชัยชนะ)
https://blog.eduzones.com/kruton100/126852 (สถิติเกาหลีอันดับ 1)

อันดับการศึกษาโลก เกาหลีใต้มาเป็นอันดับ 1 เพราะติวหนักมากรึเปล่า Read More »