บุรินทร์ รุจจนพันธุ์

คำต่อคำ เจษฎา-อนันต์ วิวาทะการเมือง นักวิชาการจุฬาฯ ตอน 1 และ 2

เจษฎา เผยจะล้มรัฐบาลด้วยการไปกากบาท ชี้การเมืองถ้ายังเป็นแบบนี้ไม่พ้นเมษาสงครามกลางเมืองแน่ เครือข่ายจุฬาเชิดชูคุณธรรม ระบุเมื่อได้ข้อมูลไม่รอบด้าน การเลือกตั้งแม้จะ 1 คนกา 1 เสียง มันก็ไม่เท่าเทียม
6 ม.ค.2557 เมื่อเวลา 17.26 น.  รายการสรยุทธเจาะข่าวเด่น ทางช่อง 3 ได้เผยแพร่ใน ประเด็น “2 มุมมองการเมืองจากนักวิชาการจุฬาฯ” โดยมีผู้ร่วมรายการคือ อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล  อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในนามเครือข่ายจุฬาเชิดชูคุณธรรม ซึ่งขึ้นเวที กปปส. ที่ราชดำเนินมาเป็นครั้งคราวแล้ว กับ รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวะวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งล่าสุดโพสต์ข้อความชาวจุฬาฯ เสียงส่วนน้อย ที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่จะนำไปสู่ความรุนแรง โดยตลอดรายการประมาณ 20 นาที เป็นการสนทนาการในประเด็นสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน การเลือกตั้ง  ก.พ.นี้ การปิดกรุงเทพของ กปปส. สงครามการเมือง เป็นต้น
http://prachatai.com/journal/2014/01/50974

‘อนันต์’ ชี้ ปัญหาการเลือกตั้ง นักการเมืองขาดจริยธรรม ผู้เลือกตั้งไม่ทันเล่ห์นักการเมือง ‘เจษฎา’ แย้งโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว คนรู้มากขึ้น ระบุคน ตจว.อาจรู้เรื่องการเมืองมากกว่ากทม. ลงท้ายด้วยต่างปราถนา “ภราดรภาพ”
7 ม.ค.2557 เมื่อเวลา 17.20 น. รายการสรยุทธเจาะข่าวเด่น ทางช่อง 3 ได้เผยแพร่ใน ประเด็น “2 มุมมองการเมืองจากนักวิชาการจุฬาฯ” ตอนที่ 2 โดยมีผู้ร่วมรายการคือ อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล  อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ ในนามเครือข่ายจุฬาเชิดชูคุณธรรม ซึ่งขึ้นเวที กปปส. ที่ราชดำเนินมาเป็นครั้งคราวแล้ว กับ รศ.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีวะวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ซึ่งล่าสุดโพสต์ข้อความชาวจุฬาฯ เสียงส่วนน้อย ที่ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่จะนำไปสู่ความรุนแรง โดยตลอดรายการประมาณ 20 นาที เป็นการสนทนาการในประเด็นสถานการณ์การเมืองปัจจุบัน การเลือกตั้ง  ก.พ.นี้ การปิดกรุงเทพของ กปปส. สงครามการเมือง เป็นต้น ต่อจากตอนที่ 1 เมื่อวานนี้
http://prachatai.com/journal/2014/01/50994

คำต่อคำ เจษฎา-อนันต์ วิวาทะการเมือง นักวิชาการจุฬาฯ ตอน 1 และ 2 Read More »

น่าสะเทือนใจกับการปิดกิจการของโรงเรียน

น่าสะเทือนใจกับการปิดกิจการของโรงเรียน
1. โรงเรียนสิริมังคลานุสรณ์เชียงใหม่
แจ้งการยกเลิกกิจการโรงเรียน 2 ธ.ค.2556
– โรงเรียนมีปัญหาด้านการค้างชำระเงินค่าธรรมเนียมการเรียนของนักเรียน เป็นเงินกว่า 5.3 ล้าน
– กิจการของโรงเรียนขาดทุน เนื่องจากรัฐบาลกำหนดให้มีการปรับอัตราเงินเดือนครูระดับปริญญาตรีเป็น 150,000 บาท
– การเปิดรับนักเรียนของโรงเรียนสังกัดอปท. ทำให้จำนวนนักเรียนลดลง
– ผศ.ดร.บุญณ์รัตน์ ไม่สามารถรับกับบริบทในการจัดการศึกษาของไทยในปัจจุบัน
– เจ้าของกิจการไม่ประสงค์จะสืบทอดกิจการ

2. 23 พ.ย.2553 โรงเรียนปัฐวิกรณ์วิทยา จะปิดกิจการแล้ว
น้องเขียนความรู้สึกต่อโรงเรียนได้สะเทือนใจครับ “ฉันอยู่โรงเรียนนี้มา 7 ปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 8 ฉันไม่เคยคิดว่าโรงเรียนแห่งนี้จะปิดกิจการลง เพื่อนและคุณครูทุกคนของฉันที่เคยอยู่ด้วยกันมาโดยตลอด ก็ต้องแยกจากกัน ความรู้สึกเก่าๆ มันก็ค่อยๆ จางหายไปเรื่อยๆ และในอนาคตโรงเรียนปัฐวิกรณ์แห่งนี้ก็คงกลายเป็นอดีตซึ่งทุกคนคิดถึงมัน และอยากให้มันกลับคืนมา ไม่มีใครรู้ว่าวันข้างหน้าโรงเรียนปัฐวิการณ์จะมีสภาพเป็นอย่างไร สุดท้ายฉันจะยังคงคิดถึงสถานที่แห่งนี้มาก และฉันจะจดจำไว้ว่าฉันเคยได้เรียนที่โรงเรียนปัฐวิกรณ์แห่งนี้…ลาก่อนปัฐวิกรณ์วิทยา…”
http://www.oknation.net/blog/Thailandneverdie2/2010/11/23/entry-1

3. 21 พ.ย.2551 ครูเอกชน เรียกร้องสภาช่วยดัน พ.ร.บ.ร.ร.เอกชน
เข้าสู่การพิจารณาเป็นวาระเร่งด่วน ระบุ หากช้าจะกระทบครู บุคลากร 40,000 คน
ได้รับความเดือดร้อน เผย มีโรงเรียนปิดกิจการไปแล้ว 13 แห่ง คาดปีหน้าปิดอีก 100 แห่ง
http://blog.eduzones.com/jipatar/13160

4. โรงเรียนเรวดี ปิดกิจการกลางปีพ.ศ.2553
http://www.komchadluek.net/detail/20090910/27888.html

5. โรงเรียนศึกษาสมบูรณ์อนุสรณ์ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี๒๔๐๔
ขอเลิกกิจการโรงเรียน ปีพ.ศ.2554
http://www.dek-d.com/board/view/2057937/

* โรงเรียนสิริมังคลานุสรณ์เชียงใหม่ ใน facebook
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=416236941813378&set=o.109357035752956

* โรงเรียนสิริมังคลานุสรณ์เชียงใหม่ ในมติชน
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1388838647&grpid=03&catid=&subcatid=

น่าสะเทือนใจกับการปิดกิจการของโรงเรียน Read More »

เรื่อง กล้วย กล้วย

กล้วยน้ำว้าครับ หวีละ 10 บาท
แม่ค้ากำลังตัดออกจากเครือในตลาดอัศวิน
ระยะหลังผมเริ่มซื้อผลไม้เข้าบ้าน
เช่น กล้วยกับมะละกอ เพราะอยากอยู่มองดูโลกนาน ๆ 

banana

http://naturalnoshing.wordpress.com/2011/08/17/banana-split/


ท่านใดมีมาม่าซอง 5 บาทติดบ้าน
ผมว่าบางมื้อทานกล้วยครึ่งหวีก็อิ่มได้นะครับ
แต่มะละกอนี่ไม่แนะนำให้กินแทนข้าว เพราะไม่อิ่ม

เทียบกับน้ำโกโก้แก้วละ 25 บาท
ผมรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนิดหน่อย
กับราคาของน้ำโกโก้ ที่ต่างกับราคากล้วยมากมาย

ปล. เรื่องนี้ทำให้นึกถึงคำว่า #bananasplit
เพราะสอนนักศึกษาเรื่องคำสั่ง split ก็จะยกมาถามทุกครั้งไป

เรื่อง กล้วย กล้วย Read More »

Mr.Hossein Farmani ช่างภาพชื่อดังชาวอเมริกัน

Mr.Hossein Farmani ช่างภาพชื่อดังชาวอเมริกัน

คุณโฮเซน ฟาร์มานี Mr.Hossein Farmani
ช่างภาพชื่อดังชาวอเมริกัน ภัณฑารักษ์ และเจ้าของห้องแสดงภาพ
มาบรรยายที่ 4201 ม.เนชั่น วันที่ 20 ธ.ค.56 14.30-16.00
ตามความร่วมมือกับสถานทูตอเมริกาที่เชียงใหม่
นำโดย Mr.Michael Heath กงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกา
และมี ดร.สุจิรา หาผล เป็นผู้สัมภาษณ์และแปลไทย
ในหัวข้อ Connecting the world though Photography
เกี่ยวกับเรื่องการถ่ายภาพ และความสำเร็จที่เขาทำได้ในฐานะช่างภาพ
และจะไปเปิดนิทรรศการภาพถ่าย ที่ห้างเซ็นทรัลพลาซา ลำปาง
ในวันศุกร์ ที่ 20 ธ.ค.56 เวลา 14.00-17.00 น.
http://www.farmani.com/

ก่อนหน้านี้เคยฟัง
Jeffrey Blitz ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง spellbound ที่ ม.เนชั่น ลำปาง
http://blog.nation.ac.th/?p=2380

Mr.Hossein Farmani ช่างภาพชื่อดังชาวอเมริกัน Read More »

การพัฒนางานวิจัย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน

การพัฒนางานวิจัย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน

ตามที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับ มหาวิทยาลัยเนชั่น จัดประชุมวิจัย วันที่ 9 ธ.ค.56
เรื่อง การพัฒนางานวิจัย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน
และมีการบันทึกคลิ๊ปการสัมมนาไว้ โดยท่านอธิการมีนโยบาย
ให้บันทึกคลิ๊ปไว้ และเปิดให้บุคลากรที่สนใจเข้ามาเรียนรู้
หรือนำไปใช้ในกิจกรรมวิชาการอื่นใดต่อไป

วัตถุประสงค์ของการฝึกอบรม / การสัมมนา
1. เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในกระบวนการวิจัยให้แก่คณาจารย์ นักวิจัย บุคลากรของเครือข่ายอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน ให้สามารถขอสนับสนุนการวิจัยจากแหล่งทุนได้
2. เพื่อเปิดโอกาสให้คณาจารยย์ นักวิจัย และบุคลากรของเครือข่ายอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ อันส่งผลให้เกิดความร่วมมือทางการวิจัยระหว่างสถาบันอุดมศึกษา
3. เพื่อสร้างบุคลากรด้านการวิจัยของเครือข่ายอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน ให้มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และวิสัยทัศน์ในการวิจัย

หากเพื่อนบุคลากรที่เข้าร่วมกิจกรรมแล้ว ต้องการติดตามย้อนหลัง
หรือท่านที่ติดภารกิจ สามารถเข้าไปติดตามการบรรยาย ของวิทยากรทั้ง 6 ท่านได้
1. ศ.นพ.สุทธิพร  จิตต์มิตรภาพ บรรยายเรื่อง แหล่งทุนและทิศทางการวิจัยในประเทศ
Track ทั้ง 4 ของความก้าวหน้าในอาชีพ
1.1 ผลงานตีพิมพ์ วารสาร หนังสือ
1.2 สิทธิบัตร/นวัตกรรม/กระบวนการ/มูลค่าเศรษฐกิจ
1.3 ผลกระทบที่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต
1.4 การเปลี่ยนแปลงนโยบาย กติกา
2. ศ.นพ.คม สุคนธสรรพ์ บรรยายเรื่อง กระบวนการวิจัยและพัฒนางานวิจัย
ในสาขาวิชาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ
3. รศ.ดร.อรรถชัย จินตะเวช บรรยายเรื่อง กระบวนการวิจัยและพัฒนางานวิจัย
ในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
4. ศ.ดร.มนัส สุวรรณ บรรยายเรื่อง กระบวนการวิจัยและพัฒนางานวิจัย
ในสาขาวิชามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
5. ผศ.วุฒิพงศ์ เตชะดำรงสิน บรรยายเรื่อง เขียนโครงการวิจัยอย่างไรให้ได้รับทุน
6. นพ.วิจารณ์ พานิช บรรยายเรื่อง เทคนิคการจัดการองค์ความรู้เพื่อประยุกต์ใช้ในงานวิจัย
Organizational Knowledge Creation : SECI Model
– Socialization
– Externalization
– Combination
– Internalization

แหล่งภาพ
https://www.facebook.com/media/set/?set=a.1442035516015857.1073741856.1399580723594670

ข้อมูลโครงการ และกำหนดการ
ที่ http://www.scribd.com/doc/189761687/

การพัฒนางานวิจัย เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งเครือข่ายอุดมศึกษาภาคเหนือตอนบน Read More »

ปัญหาความโปร่งใสของตำแหน่งอธิการบดี การยึดโยงกับประชาคมภายในมหาวิทยาลัย และความเหลื่อมล้ำ

ปัญหาความโปร่งใสของตำแหน่งอธิการบดี การยึดโยงกับประชาคมภายในมหาวิทยาลัย และความเหลื่อมล้ำ
คนที่เขียนเรื่องนี้ไม่ธรรมดาครับ เพราะเชิงอรรถแน่น และร้อยเรียงได้ดี
ผมคัดลอกส่วนของปัญหาความโปร่งใส .. รายละเอียดอื่นอีกเพียบ
ที่ http://prachatai.com/journal/2013/12/50325

ในด้านหนึ่งตำแหน่งอธิการบดีนั้นถือว่าเป็นพื้นที่ขับเคี่ยวทางการเมืองเป็นอย่างยิ่ง การที่อดีตรัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ พงศ์เทพ เทพกาญจนาออกมาเตือนให้ สภามหาวิทยาลัยควรมีความโปร่งใสในการสรรหาอธิการบดี ก็ยิ่งเป็นตัวชี้วัดได้ดี [10] ไม่เพียงเท่านั้นข่าวฉาวของอธิการบดีก็มีอยู่เรื่อยๆ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัยชั้นนำสมาชิก ทปอ. และมหาวิทยาลัยนอก ทปอ. ยังไม่ต้องนับว่า ตำแหน่งอธิการบดีหลายแห่งในประเทศไทย ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และตัดขาดความมีส่วนร่วมของประชาคมในมหาวิทยาลัยนั้นๆ

ความเหลื่อมล้ำของสถาบันต่างๆ โดยโครงสร้างนั้นมีอยู่จริง ไม่นับต้องพูดถึงความเหลื่อมล้ำภายในองค์กรที่จัดฐานันดรศักดิ์ ข้าราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย ลูกจ้างชั่วคราว ที่เป็นปัญหาอย่างมากในฐานะขององค์กรแนวดิ่ง ไม่มีสหภาพแรงงานเฉกเช่นประเทศในโลกสมัยใหม่ทั้งหลาย  ในที่นี้ขอปิดท้ายด้วยงบประมาณที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ได้รับการจัดสรร ตั้งแต่งบประมาณปี 2549-2556 ทำให้เห็นความแตกต่างของมหาวิทยาลัยต่างๆ ในระดับครีมสมาชิกทั้ง 27 แห่ง มีความแตกต่างอย่างไรกับมหาวิทยาลัยที่ไม่ถูกนับ ช่องว่างดังกล่าวแสดงถึงความเหลื่อมล้ำอย่างเป็นรูปธรรมยิ่ง มหาวิทยาลัยใหญ่จึงได้รับทั้งอภิสิทธิ์ทางเกียรติยศ เงินทอง และบทบาททางการเมือง ซึ่งที่ถือว่ามีปัญหามากในสายตาของผู้เขียนคือ ทำตัวเป็นผู้ไม่รู้ร้อนเกี่ยวกับหลักการอยู่ร่วมกันโลกสมัยใหม่ และระบอบประชาธิปไตย.

ปัญหาความโปร่งใสของตำแหน่งอธิการบดี การยึดโยงกับประชาคมภายในมหาวิทยาลัย และความเหลื่อมล้ำ Read More »

ภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับวัฒนธรรมไทย

ภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับวัฒนธรรมไทย

ภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับวัฒนธรรมไทย
ภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับวัฒนธรรมไทย

26 พ.ย.56 นักศึกษา และเพื่อนอาจารย์ มหาวิทยาลัยเนชั่น
ประกอบด้วย นายไวภพ ตุ้ยน้อย อาจารย์วิเชพ ใจบุญ และนายณภัทร เทพจันตา
เข้าร่วมสัมมนา ณ โรงแรมคุ้มภูคำ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 26 พ.ย.56
โดย กสทช. จัดเวิร์กช็อปนักศึกษา
เรื่อง ภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับวัฒนธรรมไทย
(Threats on Cyber security and Its Implication on Thai Culture Workshop)

ตามที่ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมาทุกประเทศในโลกมีอัตราการเติบโตของปริมาณผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบที่เรียกกว่า สมาร์ทโฟน ขึ้นสูงมาก วิวัฒนาการได้ก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด จนทำให้ประชากรส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสำคัญและตระหนักถึงความปลอดภัยของข้อมูลที่ตนเองได้ใช้ในการทำธุรกรรมผ่านสมาร์ทโฟนดังกล่าว ทำให้เกิดช่องโหว่ให้ผู้ไม่หวังดี และแฮคเกอร์ต่างใช้โอกาสนี้ในการโจรกรรมข้อมูล และก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลและองค์กรเป็นอย่างมาก โดยปัจจุบันไทยมีจำนวนผู้ใช้เครือข่ายออนไลน์ โดยเฉพาะเฟชบุ๊คในกรุงเทพมากเป็นอันดับ 1 ของโลก ยิ่งเป็นเป้าหมายของกลุ่มแฮคเกอร์ได้โดยง่าย

กสทช. เห็นความสำคัญ ได้ประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่องภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางไซเบอร์กับวัฒนธรรมไทย ทุกภูมิภาค เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงภัยคุกคามออนไลน์ในรูปแบบต่างๆ ส่งเสริมให้เยาวชนและผู้เข้าร่วมประชุมใช้วัฒนธรรมนำชีวิต รู้จักใช้วัฒนธรรมในโลกไซเบอร์ รู้จักวิธีป้องกันปัญหาและวิธีแก้ปัญหาที่ถูกต้องและเหมาะสม และเพื่อสร้างความตื่นตัวของภาคการศึกษา ประชาชนและกรรมการสภาวัฒนธรรม ตระหนักถึงภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ รวมทั้งการใช้คอมพิวเตอร์ทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยการประชุมครั้งนี้ เป็นครั้งที่ 3 ผู้เข้าประชุมประกอบด้วยนักเรียนนักศึกษา รวมทั้งครูอาจารย์ ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ ผู้แทนองค์กรภาคเอกชน นักธุรกิจ และประชาชนที่สนใจ

http://www.pracharkomnews.com/hilight/%E0%B8%81%E0%B8%AA%E0%B8%97%E0%B8%8A-%E0%B9%80%E0%B8%AA%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%81/

ภัยคุกคามต่อความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์กับวัฒนธรรมไทย Read More »

ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป

ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป
ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป

ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป
ผมไม่เห็นด้วยนะ เพราะเห็นอกเห็นใจเด็ก ๆ

แต่คุณจาตุรนต์ เล็งทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้น
“จาตุรนต์” รมว.ศึกษาธิการ เล็งทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้น  

 

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151914363117272&set=a.423083752271.195205.350024507271

วันที่ 18 ก.ย.56 นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า มีแนวคิดที่จะให้ทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้น เพราะได้ข้อมูลมาว่า ปัจจุบัน นักเรียนทุกคนจะได้เลื่อนชั้นอัตโนมัติ เวลาสอบตกวิชาไหนจะต้องมาซ่อมเสริมกับครู  แต่บางครั้ง หากเป็นเด็กผู้หญิงก็มาช่วยครูจัดดอกไม้ ส่วนเด็กผู้ชายมาช่วยทำความสะอาดห้องเรียนแล้วครูก็ให้ผ่าน หรือบางครั้งก็จะมีผู้ปกครองมานั่งกดดันที่โรงเรียนเพื่อต้องการให้ลูกหลานผ่านการซ่อมเสริม สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเด็ก เพราะเมื่อเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ก็อ่านหนังสือไม่ออกจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา ทั้งนี้การจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรคงไม่ใช่แค่การสั่งให้มีการซ้ำชั้นเหมือนเดิมแล้ว แต่จะต้องมาคิดเงื่อนไขต่างๆ ประกอบกันใหม่
ผมคิดว่าการไม่ให้นักเรียนตกและให้ผ่านกันหมดเป็นผลเสียอย่างมากและต้องมีการแก้ไขแต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรและต้องมีการทบทวนกัน อย่างเรื่องที่เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้แค่ประเด็นนี้ก็ให้เด็กผ่านไม่ได้แล้ว ควรจะมีเงื่อนไขในการติวเข้มจนกว่าจะผ่านแล้วจึงจะให้เลื่อนไปเรียนชั้นต่อไป ไม่ใช่ปล่อยให้เลื่อนชั้นไปแล้วก็อ่านหนังสือไม่ออก” รมว.ศึกษาธิการกล่าวและว่า ตนคิดว่าควรจะหาวิธีแก้ไขและควรต้องมาดูระบบการซ่อม ระบบการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน โดยจะขอหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะทำกันอย่างไร


สั่ง อ.ก.ค.ศ เชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมมอบนโยบายในการประชุมสัมมนาคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางกาศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ภาคเหนือ  จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ว่า ที่ผ่านมาการบริหารงานบุคคลของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา  ให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ใช่เพื่อความเป็นธรรมเท่านั้น แต่คือการเชื่อมโยงกาารแต่งตั้งโยกย้ายให้สอดรับกับการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการปฏิรูปการเรียนการสอนให้มากขึ้น อ.ก.ค.ก.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาต้องมีฐานข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯและมีข้อมูลการขาดแคลนครูเพื่อใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะความเป็นธรรมและการแก้ปัญหาระบบ
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า การแต่งตั้งโยกย้ายบรรจุครูยังต้องดูภาพรวมความขาดแคลนครูด้วย  ปัจจุบันการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่นั่น อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะพิจารณาไปตามความเห็นและความจำเป็นของแต่ละเขตพื้นที่ ขาดการดูแลในภาพรวมของประเทศ เช่นกรณีครูสอนภาษาฝรั่งเศสที่เหลือ200 กว่าคนทั่วประเทศ หากประเทศไทยมีความต้องการครูในส่วนนี้มากขึ้นก็จะเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไร หากปล่อยให้ อ.ก.ค.ศ.เขตฯยังแต่งตั้งตามความพอใจแบบในปัจุบัน ทั้งนี้อยากให้ ก.ค.ศ.ไปคิดวิธีการและหลักเกณฑ์ โดยอาจจะต้องจัดทำข้อมูลความต้องการภาพรวมทั่วประเทศ เช่น หากต้องการให้บรรจุครูไอซีที 2,000 คนก็ให้แจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้บรรจุแต่งตั้งครูตามความต้องการ
“จะมอบให้ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์ว่าจะประเมินการทำงานของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้อย่างไร  ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการประเมินว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯว่าทำงานดีหรือไม่ดีอย่างไร เมื่อมีหลักเกณฑ์การประเมินแล้วจะทำให้ทราบผลการทำงานของแต่ละอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯทั่วประเทศ และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเองก็จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมและผลประเมินที่ออกมา” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว
นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของการประเมินวิทยฐานะก็อยากให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้วย ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลว่ามีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งผ่านการประเมินวิทยฐานะที่สูง มีความก้าวหน้าในวิชาชีพแต่ผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนตัวเองกลับต่ำ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
http://www.manager.co.th/Qol/ViewNews.aspx?NewsID=9560000135946
http://www.thairath.co.th/content/edu/375178
http://www.komchadluek.net/detail/20130918/168503/%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%A7%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%9A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%8B%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%89%E0%B8%99.html

ตกเป็นตก ไม่ให้โอกาสไปเรียนชั้นต่อไป Read More »

กิ่งไม้ 7 กิ่ง กับภารกิจเรื่องจริยธรรม

กิ่งไม้ 7 กิ่ง กับภารกิจเรื่องจริยธรรม
โดย : จักร์กฤษ เพิ่มพูล

7 องค์กรอิสระ .. ผนึกกำลังสร้างปรากฎการณ์ใหม่ในสังคมไทย ประกอบด้วย 1. สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน 2. สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ 3. สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ4. สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง 5. สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน 6. สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ 7. สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ

องค์กร 7 องค์กร
องค์กร 7 องค์กร

เพราะมีภารกิจมากมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของ “คนดี” และ “ความดี” ที่สังคมไทยในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา เริ่มมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป

http://bit.ly/HcB7eL
โดยเห็นว่าสิ่งเหล่านี้ เป็นเรื่องไม่สำคัญมากไปกว่า “คนเก่ง” และ “คนรวย” ที่ทำให้บ้านเมืองเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ ทำให้มีฐานะร่ำรวย แม้สิ่งเหล่านี้จะได้มาด้วยการสูบเลือด สูบเนื้อ เพื่อนร่วมชาติ หรือฉกฉวยโอกาสในอำนาจ ไปแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองและพวกพ้อง ฉะนั้น ในท่ามกลางสังคมที่บูชาคนเก่ง คนมีฐานะ คนดี และความดี จึงค่อยๆ เลือนหายไปจากสังคม จนเกือบไม่มีที่ยืนให้กับคนเหล่านี้อีก และเป็นจุดเริ่มต้นของแรงบันดาลใจ ที่จะทำอะไรสักสิ่ง

เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน รายการวิทยุสถานีจราจรเพื่อสังคม เอฟเอ็ม 99.5 ช่วงประเทศไทย ไอ เลิฟ ยู และรายการ “รู้ทันสื่อ” เอฟเอ็ม 100.5 อสมท ชวนคุยเรื่อง การผนึกกำลังครั้งสำคัญของ 7 องค์กรอิสระ เพื่อภารกิจปกป้องคุ้มครองคนดี และความดี ที่ผมมีส่วนเล็กๆ ในการผลักดันให้เกิดขึ้น ผมอธิบายว่าจุดบันดาลใจสำคัญของผม นอกจากภาพใหญ่ของสังคม ที่ลดทอนคุณค่าของคนดี และความดีแล้ว เราพบว่า มีคนดีจำนวนไม่น้อยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริต ตรงไปตรงมา เพื่อประโยชน์ของชาติและส่วนรวม จนแม้กระทั่งนักวิชาการ และสื่อมวลชน ที่ทำงานตามหลักการ ตามหน้าที่ทางวิชาชีพ ก็ยังถูกคุกคาม ใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม ข่มขู่ให้หวาดกลัวโดยไม่สามารถไปสู้รบปรบมือ หรือมีพลังใดจะไปต้านทานได้

เรามีข้าราชการ ผู้ที่ทำหน้าที่ด้วยความสุจริตจำนวนมาก ที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา และถูกกลั่นแกล้ง ถูกฟ้อง ถูกโยกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม เช่น กรณีของคุณถวิล เปลี่ยนศรี เลขาฯ สมช. คุณสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง ประธานอนุกรรมการปิดบัญชีสินค้าเกษตรโครงการรับจำนำผลิตผลการเกษตร หรือโครงการจำนำข้าว ดร.เดือนเด่น นิคมบริรักษ์ ผอ.วิจัย ทีดีอาร์ไอ คุณณัฎฐา โกมลวาทิน พิธีกรรายการ ไทยพีบีเอส ที่ถูก กสทช.ฟ้อง คนเหล่านี้จะต้องไม่โดดเดี่ยว และคนอื่นๆ ก็ต้องมีความมั่นใจในการทำหน้าที่ ในการทำหน้าที่เพื่อสร้างสังคมที่มีธรรมาภิบาล โดยไม่ต้องหวั่นเกรงภัยคุกคามใด ๆ

ผมอธิบายความคิดในการชักชวน 7 องค์กรอิสระ มาร่วมกันปกป้องคุ้มครอง คนดี และความดี และว่าภารกิจสำคัญนี้ ไม่ได้มุ่งเฉพาะคนที่มีชื่อเสียง มีบทบาทสำคัญ ที่สังคมรู้จักเท่านั้น หากแต่คนเล็กคนน้อยในสังคมนี้ เช่น แท็กซี่เก็บเงินผู้โดยสารได้และไปส่งคืน หรือพลเมืองดีที่มีจิตอาสา ช่วยเหลือคนอื่น ก็เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจดูแลด้วย

แน่นอนว่า สังคมไทยไม่ได้สูญเสียคุณงามความดี และความดีไปจนหมดสิ้น แต่จิตสำนึกเรื่องจริยธรรมเริ่มสั่นคลอน และอาจหวังไม่ได้จากผู้ใหญ่ที่มีบทบาทเป็นแบบฉบับในสังคมมากนัก โดยเฉพาะกลุ่มนักการเมือง โครงการดีๆ เช่น “โตไปไม่โกง” ซึ่งเริ่มจากหน่ออ่อนของสังคม รวมทั้งความพยายามของผมและกลุ่มคนที่มีความเห็นตรงกัน ในการปลูกฝังอบรมบ่มเพาะจิตสำนึกในเรื่องจริยธรรม ตั้งแต่เด็กๆ จนกระทั่งในระดับมหาวิทยาลัย ที่จะจบไปเป็นกำลังหลักของสังคมไทยในอนาคต จึงเป็นแสงสว่างวาบหนึ่งที่ถูกจุดขึ้นในท่ามกลางความมืดมิด แม้จะหวังผลไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่การที่ได้เริ่มต้น และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง ก็พอจะเป็นหลักประกันความมั่นใจได้ว่า สักวันหนึ่งเราจะได้สังคมที่เห็นคุณค่าของความดี และคนดีกลับคืนมา

เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ พัฒนาจริยธรรม ส่งเสริมความรู้ด้านกฎหมาย และเพิ่มศักยภาพกลไกการทำงานสื่อ ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีอาจารย์จาก 11 สถาบัน เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ 12 ฉบับในภาคเหนือเข้าร่วม เป้าหมายหลักคือสานต่อภารกิจในการปฏิรูปการเรียนการสอนวิชากฎหมายและจริยธรรมสื่อมวลชน ที่ผมได้เริ่มต้นไว้เมื่อสองปีก่อน โดยออกดอกออกผล เป็นคู่มือการเรียนการสอนวิชานี้ ซึ่งเขียนโดยกลุ่มคณาจารย์จากหลายมหาวิทยาลัย จำนวน 2 เล่มแล้ว ครั้งนี้เป็นการต่อยอด จัดทำ Course Sylabus เพื่อความชัดเจนในแนวทางการเรียนการสอน โดยมี ร.ศ.ดร.ดรุณี หิรัญรักษ์ ประธานคณะอนุกรรมการวิชาการ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ และอดีตคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นแม่ทัพใหญ่

จากจุดเล็ก ๆ หลายจุดจุดนี้ ในวันนี้ 7 องค์กรอิสระ ประกอบด้วย ผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานสภาพัฒนาการเมือง สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ จะรวมตัวกันประกาศเปิดตัว “ภาคีเครือข่ายเสริมสร้างพลังคุณธรรมจริยธรรมของแผ่นดิน” ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพ เพื่อกอบกู้ภาวะวิกฤติคุณธรรม จริยธรรม ที่เป็นเมฆหมอกปกคลุมสังคมไทยมานาน

กิ่งไม้เล็กๆ อาจไร้พลัง แต่เมื่อมามัดรวมกันก็สามารถงัดขุนเขาสูงใหญ่ได้
http://bit.ly/HcB7eL
Tags : จักร์กฤษ เพิ่มพูล

http://www.thairath.co.th/content/pol/378132

สามัคคีคือพลัง
สามัคคีคือพลัง

กิ่งไม้ 7 กิ่ง กับภารกิจเรื่องจริยธรรม Read More »

หลากหลาย ไว(วัย) และ จริยธรรม เท่ากับคนสื่อยุคใหม่

“น้ำอดน้ำทนน้อยลง หนักไม่เอาเบาไม่สู้” “สมาธิสั้น” “ทำงานไม่เป็น ไม่ค่อยฟัง เถียง” วลีสั้น ๆ ที่ได้ยินบ่อยครั้ง

เมื่อกล่าวถึงคนสื่อรุ่นใหม่จากปากคนสื่อรุ่นเก่า เหมือนคำตอบที่โยนกลับสู่นักวิชาการสื่อ คนสอนสื่อ ผู้สร้างคนสื่อรุ่นใหม่ถึงผลผลิตที่ป้อนสู่อุตสาหกรรมสื่อ ใส่เครื่องหมายคำถามตัวโตๆ “เป็นความผิดคนรุ่นใหม่หรือที่เป็นอย่างนั้น” ก็คงจะไม่ใช่เพราะเป็นเพียงมุมมองคนรุ่นหนึ่งมองคนอีกรุ่นหนึ่ง

การเปลี่ยนแปลงของตัวสื่อ ไม่ใช่กระทบต่อรูปแบบการทำงานสังคมงานสื่อเพียงประการเดียว แต่มีผลพวงวงกว้าง รวมถึงการเรียนการสอนด้านสื่อก็ด้วย ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าผู้สอนต้องงัดสารพัดเทคนิคมาใช้มากขึ้น เพื่อแข่งขันกับอาจารย์กู (กูเกิล) ที่สามารถรังสรรค์คำตอบให้แก่ผู้เรียนเพียงปลายนิ้วสัมผัสที่ป้อนสิ่งที่ต้องการจะรู้เข้าไป ผ่านแป้นคีย์บอร์ด ความรู้บนโลกไซเบอร์ที่กว้างขวาง ตอบได้ทุกด้านที่ผู้เรียนต้องการ จริงไม่จริง ถูกไม่ถูกต้อง ครบถ้วนหรือไม่ อีกเรื่องหนึ่ง แน่นอนว่าเทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีคิดของคน ทำให้อดทนน้อยลงที่จะนั่งค้นหาคำตอบสิ่งต่างๆ บทบาทของผู้สอนจึงเป็นเสมือน “โค้ช” มากกว่าการเป็นครู เป็นผู้ชี้แนะแนวทางแสวงหาความรู้ สร้างบรรยากาศ กระตุ้นการเรียนรู้ แล้วคนสื่อแบบไหนที่สังคมสื่อในยุคปัจจุบันต้องการ

ประการแรก “หลากหลาย” มีทักษะอันหลากหลาย นักสื่อสารมวลชนคนรุ่นใหม่ ต้องเป็นคนที่มีความรู้ไม่จำเพาะความรู้เฉพาะด้านเชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง จะเป็นคนสื่อที่รู้เพียงด้านวิทยุโทรทัศน์ สื่อใหม่ โฆษณา หรือประชาสัมพันธ์เพียงด้านใดด้านหนึ่งคงไม่เพียงพอ ควรมีความรู้รอบด้านอันเกี่ยวข้องกับบริบททางสังคม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม ร่วมด้วย การคอนเวอร์เจนซ์ของสื่อ ต้องการคนสื่อที่เข้าใจธรรมชาติของสื่อที่เปลี่ยน สามารถบูรณาการความรู้ในการทำงานเป็นนักวิชาชีพที่มีองค์ความรู้ทางวิชาการ และที่สำคัญควรเป็นคนสื่อที่รู้เท่าทันสื่อ ส่วนทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่กลายเป็นทักษะพื้นฐานที่คนสื่อยุคใหม่ต้องมี การใช้งานคอมพิวเตอร์โปรแกรมพื้นฐานในการพิมพ์งาน การนำเสนอ และการใช้โซเชียลมีเดียเป็น ไม่ว่าจะใช้งานผ่านคอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค แท็บเล็ต หรือโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ทักษะด้านภาษาที่นักสื่อสารมวลชนคนรุ่นใหม่ควรจะสื่อสารได้ 2 ภาษาเป็นอย่างน้อย คือ ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ ไม่ต้องมองไปไหนไกล เริ่มจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะมาถึงในปี 58 หรือใกล้ตัวกว่านั้น คือ การใช้ภาษาในการติดตามข่าวสาร แลกเปลี่ยนข่าวสารกับสื่อมวลชนจากทั่วทุกมุมโลก

ประการที่สอง “ไว (วัย)” ไวอันแรกคือ ปรับตัวไว วัยทำงานของคนสังคมสื่อมีความหลากหลายคนสื่อรุ่นใหม่ต้องสามารถทำงานเป็นทีม เมื่อคนหลายเจนเนอเรชั่นมาทำงานรวมกัน ความแตกต่างเรื่องวัยสัมพันธ์กับเข็มไมล์ประสบการณ์ ปัญหาและทัศนคติการทำงานที่ไม่ตรงกันเกิดขึ้นได้เสมอ ก็เหมือนองค์กรธุรกิจอื่น ที่ประกอบไปด้วยคนตั้งแต่ยุคเบบี้บูมเมอร์ ที่มีชีวิตเพื่อการทำงาน (Work for Life) คนเจนเนอเรชั่น X โตมากับพัฒนาการของสื่อ ทำงานในลักษณะสมดุลงานกับครอบครัว (Work-Life Balance) มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นตัวของตัวเองสูง และคนเจนเนอเรชั่น Y โตมากับสื่อใหม่ มีทักษะการทำงานที่หลากหลาย มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ไม่ชอบอยู่ในกรอบ การเปิดใจยอมรับ ปรับทัศนคติเข้าหากันและกัน สำคัญที่สุดคือใช้ “การสื่อสาร” เพื่อการป้องกันปัญหา ลดช่องว่างระหว่างวัยที่จะเกิดขึ้น

ไว อันที่สอง ไวต่อการเรียนรู้ ด้วยสื่อสมัยปัจจุบันที่มีการคอนเวอร์เจนซ์ เทคโนโลยีสื่อที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา การเรียนรู้ ปรับตัวให้เข้ากับสื่อ สามารถหยิบเอาประโยชน์ เทคโนโลยีจากสื่อ มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับตนเอง คนที่พร้อม คนที่เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา จึงจะสามารถอยู่รอดในวิชาชีพนี้

ประการสุดท้าย “จริยธรรม” การเป็นคนสื่อที่มีจริยธรรม การประพฤติและปฏิบัติที่ดี มองเรื่องจริยธรรมสื่อแล้วก็น่าใจหายที่เป็นประเด็นที่ถูกหยิบยก มองเห็นความสำคัญกันน้อย ทั้งที่ในความเป็นจริงควรให้ความสำคัญระดับต้นๆ เริ่มที่ครอบครัวและสถาบันการศึกษา การไปแก้ไขเมื่อเข้าสู่สังคมสื่อกระทำได้ยาก ปัญหาจริยธรรมนับวันเป็นสิ่งที่ฝังรากลึกในสังคมทุกสังคม ตัวอย่างง่ายๆ ที่ประสบพบเจอในฐานะนักวิชาการ ผู้สอนทางด้านสื่อคือ การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในรูปแบบใดก็ตาม การลอกเลียนแบบผลงานคนอื่น การหยิบ หรือนำผลงานคนอื่นมาใช้ในผลงานตนเองโดยไม่ได้ให้การอ้างอิง ถึงแหล่งที่มาของข้อมูล จนผู้เรียน บุคคลที่จะก้าวขึ้นมาเป็นคนสื่อรุ่นใหม่มองว่าเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้ผิดอะไร เป็นความคุ้นชินที่ทำมาตลอด หรือการใช้เทคโนโลยีในการแก้ไข ลอกเลียน บิดเบือนข้อเท็จจริง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ควรที่จะได้รับการแก้ไข ให้ความตระหนักจากทุกภาคส่วน ลำพังจะรอองค์กรวิชาชีพสื่อ ขับเคลื่อนกลไกเรื่องนี้คงจะไม่ได้

ไม่ว่าสังคมสื่อ ภูมิทัศน์สื่อจะเปลี่ยนไปมากเท่าใด หากเรียนรู้ที่จะปรับตัว เรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจ และคงไว้ซึ่งกรอบความคิดและจุดยืนในวิชาชีพที่เปี่ยมด้วยจริยธรรมคุณธรรม ก็สามารถเป็นคนสื่อคุณภาพได้ไม่ยาก

Tags : ชินกฤต อุดมลาภไพศาล ! bit.ly/H14kJD

หลากหลาย ไว(วัย) และ จริยธรรม เท่ากับคนสื่อยุคใหม่ Read More »