Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

‘สสวท.’ช่วยร่างหลักสูตร

17 กรกฎาคม 2556

นางพรพรรณ ไวทยางกูร ผอ.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวถึงการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของ ศธ. ว่า จริงๆ แล้วที่ผ่านมา สสวท.ปฏิรูปหลักสูตรในส่วนการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์อยู่ก่อน ซึ่งทำร่วมกับวิทยาลัยครู มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา ผ่านโจทย์ที่ว่า ถ้าจะเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ให้ได้ผลสำเร็จ ทำให้เด็กคิดเป็น วิเคราะห์เป็น เนื้อหาการจัดการเรียนการสอนต้องเป็นอย่างไร จะบูรณาการ และจะใช้เทคโนโลยีอย่างไร โดยได้ศึกษาเปรียบเทียบหลักสูตรของชาติต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จในการวัดการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือพิซ่า (Pisa) เบื้องต้นหลักสูตร สสวท.จะแยกคณิตศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ ออกเป็นประถมฯ ม.ต้น ม.ปลาย ซึ่งแผนกการเรียนใดไม่เน้นเรียนวิทยาศาสตร์มาก ใช้เป็นพื้นฐาน เช่น แพทย์ วิศวกรรม เป็นต้น หากจะให้เด็กคิดวิเคราะห์ได้ ต้องให้เด็กมีเวลาทำกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้มากขึ้น

ผอ.สสวท. กล่าวต่อว่า หลักสูตร ศธ.ที่เริ่มร่างไปแล้ว เนื้อหาวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เราได้เข้าไปช่วย โดยนำหลักสูตรที่เรากำลังจัดทำไปร่วมร่างด้วย สำหรับหลักการร่างหลักสูตรใหม่ของ ศธ. หากจะผลักดันเรื่องนี้ให้เป็นพื้นฐานการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ เรื่องอาชีพ ต้องวิเคราะห์ว่าจะปรับเวลาเรียนทั้งหมดหรือไม่

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 18 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33385&Key=hotnews

‘สสวท.’ช่วยร่างหลักสูตร Read More »

ปฏิรูปหลักสูตรเปิดรับฟังครู

17 กรกฎาคม 2556

ศ.(พิเศษ) ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานคณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ร่างหลักสูตรเสร็จไปกว่าร้อยละ 90 แล้ว และวันที่ 15-16 ก.ค. คณะทำงานจะร่วมรับฟังความคิดเห็นจากครูระดับประถมศึกษาทุกสังกัดทางภาคอีสาน เพื่อนำข้อเสนอต่าง ๆ ไปปรับปรุงเพิ่มเติมร่างหลักสูตรดังกล่าว ซึ่งจะต้องสรุปร่างหลักสูตรป.1-ป.3 ให้เสร็จภายในวันที่ 19 ก.ค. นี้ และหลักสูตรป.4-ป.6 ในวันที่ 2 พ.ค. ส่วนกรณีที่มีข่าวว่ากลุ่มครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์จะเสนอให้รมว.ศึกษาธิการ ชะลอการปรับหลักสูตรใหม่ 6 กลุ่มการเรียนรู้ เนื่องจากเห็นว่าหลักสูตรปัจจุบันเพิ่งใช้ และหลักสูตรใหม่เร่งรัดทำเร็วเกินไป โดยไม่มีคนในวงการครูเข้าไปมีส่วนร่วมนั้น ตนเห็นว่าการเสนอให้ชะลอสามารถทำได้ แต่ขอยืนยันว่าในการทำหลักสูตรนี้มีตัวแทนจากกลุ่มครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย 16 สถาบันและสภาคณบดีครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย (ส.ค.ศ.ท.) เข้ามาร่วมตั้งแต่ต้น รวมทั้งมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับกลุ่มนี้มาก่อน แต่คนที่คัดค้านคงไม่ได้เข้าร่วมตั้งแต่ต้นจึงไม่ทราบเรื่อง อีกทั้งคนที่มาร่วมทำหลักสูตรก็ได้คัดเลือกมาจากทุกสายไม่เฉพาะแค่สายครู เนื่องจากหลักสูตรที่ทำจะต้องมีความหลากหลาย อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาตนได้หารือกับนายจาตุรนต์เรื่องนี้แล้วและ รมว.ศึกษาธิการ ยืนยันให้เดินหน้าต่อไป.

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 18 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33386&Key=hotnews

ปฏิรูปหลักสูตรเปิดรับฟังครู Read More »

ชักดาบเงินกู้ กยศ. ทนุศักดิ์ งัดไม้ตายจับขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์

ชักดาบเงินกู้ กยศ. ทนุศักดิ์ งัดไม้ตายจับขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ไล่จับเด็กกู้เงิน กยศ.แล้วเบี้ยวหนี้ หลังพบพฤติกรรมของผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้ว มีงานทำแต่นำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จึงจำเป็นต้องลงโทษสถานหนักถึงขั้นแบล็กลิสต์ พร้อมสร้างหลักเกณฑ์ใหม่ ในปีการศึกษา 57 ผู้กู้ทุกคนต้องยินยอมให้ถูกขึ้นแบล็กลิสต์ หลังสำเร็จการศึกษาไปแล้ว 3 ปี ยังเบี้ยวหนี้

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ในฐานะที่กำกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า นักเรียนและนักศึกษาที่กู้เงินจาก กยศ.ในปีการศึกษาหน้า หรือปีการศึกษา 2557 ต้องทำสัญญายอมรับการถูกขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์กับศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร เพื่อป้องกันการไม่ชำระหนี้ หรือเบี้ยวหนี้ หลังจากพบว่า อัตราการเบี้ยวหนี้ของนักเรียนและนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วและครบกำหนดชำระหนี้ เบี้ยวหนี้ถึง 50%

คลิ๊ปนักศึกษา กยศ. เข้าหัวข้อแรงบันดาลใจ
คลิ๊ปนักศึกษา กยศ. เข้าหัวข้อแรงบันดาลใจ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือ การเบี้ยวหนี้ของนักเรียนและนักศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วครบ 2 ปี และในปีที่ 3 ที่ต้องทยอยชำระหนี้คืน กยศ.พร้อมจ่ายดอกเบี้ย 1% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก แต่ปรากฏว่า อัตราการเบี้ยวเพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อหลายปีก่อน เคยลดลงเหลือ 28% ปัจจุบันเพิ่มขึ้นจาก 40% และ 50% ในที่สุด

นายทนุศักดิ์ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 57 จะเริ่มใช้ในเดือน ต.ค.นี้ สำนักงบประมาณได้ตัดงบสนับสนุน กยศ. 5,500 ล้านบาท เหลือ 23,000 ล้านบาท ทำให้มีเงินเหลือเพียงพอที่จะปล่อยกู้ให้แก่นักเรียนและนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 57 ได้เพียง 35,000 คนเท่านั้น เพราะ กยศ.จะไม่ตัดสิทธิ์การเล่าเรียนของผู้กู้เดิมเป็นอันขาด เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนและนักศึกษาที่ต้องเลิกเรียนกลางคันได้

ทั้งนี้ในปัจจุบัน กยศ.มีนักเรียนและนักศึกษาที่กู้เงินประมาณ 800,000-900,000 คน โดยมีอัตราการเข้าใหม่และสำเร็จการศึกษาประมาณปีละ 200,000 คน โดยมีรายได้หลักจากการสนับสนุนเงินงบประมาณของรัฐบาล และรายได้จากการชำระหนี้ของรุ่นพี่เพื่อนำเงินที่ชำระนั้น ไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนให้แก่น้องๆ รุ่นต่อๆ ไป โดยเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นวันที่ครบกำหนดชำระหนี้ (กรณีชำระเป็นรายปี) พบว่ามีมาชำระหนี้เพียง 25,000 ล้านบาท จากจำนวนเงินที่ครบชำระทั้งหมด 50,000 ล้านบาท หรือเบี้ยวหนี้ถึง 50% จึงมีผลกระทบต่อสภาพคล่องของ กยศ.อย่างหนัก

ลูกหนี้ของ กยศ.ที่ไม่มาชำระหนี้ จะถูกเบี้ยปรับในอัตรา 15% แต่เด็กๆคิดว่าเป็นความผิดเล็กๆน้อยๆ จึงนำเงินไปใช้อย่างอื่นหมด เช่น ซื้อโทรศัพท์มือถือ และรถจักรยานยนต์ เป็นต้น โดยไม่ยอมจ่ายหนี้คืน กยศ.จึงจำเป็นต้องลงโทษอย่างหนัก โดยจะเสนอ รมว.คลัง ขึ้นบัญชีดำ 2 กรณีคือ 1.ผู้กู้ก่อนปีการศึกษา 2557 หากสำเร็จการศึกษาครบแล้ว 5 ปีไม่มาชำระจะขึ้นแบล็กลิสต์ทันที และ 2.ผู้กู้ตั้งแต่ปี 57 เป็นต้นไปหากครบ 3 ปีไม่ชำระหนี้ก็จะขึ้นแบล็กลิสต์เช่นเดียวกัน ซึ่งการขึ้นแบล็กลิสต์จะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงแหล่งการเงินและโอกาสในการหางานทำในอนาคตด้วย

นายทนุศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาที่กู้เงินจาก กยศ.มีผู้ที่มีงานทำประมาณ 70% ที่เหลืออีก 30% ไม่มีงานทำ ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงการคลังจะร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สมาคมผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้มีงานทำและจะร่วมกับกองทุนตั้งตัวได้ เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่มีงานมีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการของตนเองได้ด้วย ซึ่งปัจจุบัน กยศ.ปล่อยกู้ค่าครองชีพแก่นักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) เนื่องจากรัฐบาลมีโครงการเรียนฟรีไปจนถึง ม.6 โดยจะปล่อยกู้เป็นค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพในระดับอาชีวะจนถึงปริญญาตรี.

http://www.thairath.co.th/content/eco/357172

กยศ. ให้โอกาส
http://www.youtube.com/watch?v=wjUwdBLZPAA

มี 32 สถานศึกษาทุจริต กยศ.

กยศ. ให้ชีวิต

ชักดาบเงินกู้ กยศ. ทนุศักดิ์ งัดไม้ตายจับขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ Read More »

กลยุทธ์สิงคโปร์สร้างห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่ 3

ชวนคิด ชวนมอง .. กันคนละมุม ..
ที่สิงคโปร์จะให้ห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่สาม
ผมว่ากลยุทธ์นี้ไม่ work สำหรับคนไทย
.. เพราะปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่งและจะเป็นส่วนใหญ่ในไม่ช้า
ได้ยึด facebook เป็นบ้านหลังที่สามไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

ภาพประกอบจาก Zongkiat Pavadee
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=616988631658868&set=a.261783827179352.72887.100000432096291

singapore
singapore

กลยุทธ์สิงคโปร์สร้างห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่ 3
การพัฒนาคน สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้ ซึ่งสิงคโปร์ถือเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ ที่ใช้การอ่านเป็นเครื่องมือ โดยเน้นกลยุทธ์ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเด็กจนถึงชรา สร้างห้องสมุดให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและกลายเป็นบ้านหลังที่ 3  รวมทั้งโครงการอ่านหนังสือที่เหมาะกับวัยต่างๆ
การเข้าใช้บริการห้องสมุดของชาวสิงคโปร์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยประชากรในประเทศมี 5 ล้านคน และเกือบครึ่งนึงของจำนวนประชาชน พวกเขาเป็นสมาชิกห้องสมุด โดยในปี 2546 มีผู้เข้าใช้จำนวน 31.2 ล้านครั้ง และในปี 2554  เพิ่มเป็น 37.5 ล้านครั้ง   ส่วนสถิติการยืม ในปี 2546 มีจำนวน 27.5 ล้านครั้ง ก็เป็น 36.6 ล้านครั้ง ในปี 2554  ขณะที่การยืมต่อหัวอยู่ในระดับคงที่ระหว่าง 5.7 และ 7.1 
การเปลี่ยนแปลงนี้ มาจากรัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดตั้งคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติ หรือ NLB ขึ้น เพื่อกำกับดูแลห้องสมุดแห่งชาติ ในการพัฒนาระบบโครงสร้างตั้งแต่ปี 2538 โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในการให้บริการห้องสมุดที่เชื่อมโยงทั่วโลก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีเครือข่ายห้องสมุดประชาชนทั้ง 25 แห่งทั่วประเทศเป็นผู้ให้บริการ  โดยห้องสมุดเหล่านี้  สร้างขึ้นในหลายสถานที่ เช่นห้างสรรพสินค้า ตามแคว้นต่างๆ และเป็นห้องสมุดเฉพาะกลุ่ม เช่น ห้องสมุดด้านศิลปะการแสดง เพื่อรองรับการใช้บริการของคนทุกเพศ ทุกวัย

http://newspapers.nl.sg/Digitised/Page/today20030306-1.1.3.aspx

http://newspapers.nl.sg/Digitised/Page/today20030306-1.1.3.aspx
http://newspapers.nl.sg/Digitised/Page/today20030306-1.1.3.aspx

NLB ได้ปูพื้นฐานนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เยาวชนจนถึงคนชรา ผ่านโครงการต่าง ๆ มากมาย เช่น Mystery Brown Bag Service  โดยให้บรรณารักษ์และอาสาสมัครจัดหนังสือตามธีมบรรจุกระเป๋า เพื่อให้บริการสำหรับผู้มีเวลาน้อย แต่ต้องการอ่านหนังสือ การมีรถบัสห้องสมุดเคลื่อนที่ เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมายังห้องสมุดได้ หรือกิจกรรม Book Exchange เพื่อส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนหนังสือใช้แล้วและแบ่งปันการรักการอ่านระหว่างกัน
เสถียรภาพทางการเมือง ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้นโยบายด้านการอ่านของสิงคโปร์ประสบความสำเร็จ เพราะมีการลงทุนทางกายภาพ และการทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง

ด้านรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หนึ่งในผู้ไปดูงานของสิงคโปร์  บอกว่า ประเทศไทยมีนโยบายการสร้างห้องสมุดชุมชนและในเมืองให้มากขึ้น ในช่วงปี 2557 ถึง 2558  โดยเห็นว่า นอกจากจะพัฒนาห้องสมุดแล้ว ยังต้องพัฒนาศักยภาพของบรรณารักษ์ด้วย

อาคารห้องสมุดแห่งชาติแห่งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ความรู้ประจำชาติ โดยสิงคโปร์เป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ จึงจะต้องผลิตคนที่มีคุณภาพเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้ความรู้ที่ได้ ก่อให้เกิดจินตนาการ และความเป็นไปได้ นั่นคือเป้าหมายของ NLB  ที่จะสร้างสังคมที่มีคนน้อย ให้พัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

by wipa
http://news.voicetv.co.th/global/75568.html

กลยุทธ์สิงคโปร์สร้างห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่ 3 Read More »

กศน.เปิดบ้าน NF ฝึกวิทยายุทธ์ ‘สุดยอด กศน.’

16 กรกฎาคม 2556

ทีมประชาสัมพันธ์ กศน.

วันอังคารที่ 16 กรกฎาคม 2556 นี้ เวลา 11.00-15.00 น. ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 1-2 จ.นนทบุรี สำนักงาน กศน. จะจัดโครงการแข่งขัน “สุดยอด กศน.” รอบชิงชนะเลิศ ประเสริฐ บุญเรือง เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ตามที่สำนักงาน กศน. ได้ดำเนินโครงการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้านความสามารถพิเศษ เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษา กศน. ที่มีทักษะความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์ และพรสวรรค์ด้านความสามารถพิเศษ ได้มีโอกาสแสดงความสามารถของตนในแนวทางที่ถูกต้อง เป็น “โอกาสแห่งศักดิ์ศรี และเวทีของผู้กล้า” ซึ่งสามารถพัฒนาสู่วงการแสดงในเวทีอื่นๆ และวงการอาชีพต่อไป โดยการจัดการแข่งขันความสามารถพิเศษ “สุดยอด กศน.” จากภาคต่างๆ และกทม. จำนวน 2 รอบ ได้แก่ รอบออดิชั่น เพื่อคัดเลือกตัวแทนจากจังหวัดต่างๆ จังหวัดละ 1 ทีม จำนวน 76 ทีม และ กทม. 6 ทีม รวมทั้งหมด 82 ทีม เพื่อคัดเลือกนักศึกษา กศน. เพื่อเป็นตัวแทนภาค และ กทม. แห่งละ 6 ทีม

โดยการตัดสินจากคณะกรรมการ เพื่อแข่งขันรอบคัดเลือกระดับภาคและ กทม. จำนวน 6 ภาค แห่งละ 6 ทีม รวม 36 ทีม โดยเริ่มการแข่งขันครั้งแรกในวันที่ 26 มีนาคม-11 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยมีการถ่ายทอดสดทุกครั้ง และตัดสินจากคณะกรรมการและคะแนนจากการโหวตเอสเอ็มเอส ได้ทีมที่เป็นตัวแทนภาค และกทม. แห่งละ 3 ทีม

รวม 18 ทีม เพื่อเข้าแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ ประกอบด้วย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ NF2 กาฬสินธุ์, NF4 ยโสธร, NF6 นครราชสีมา ภาคเหนือ ได้แก่ NF8 อุตรดิตถ์,NF10 แพร่, NF12อุทัยธานี ภาคกลาง ได้แก่ NF14 นครปฐม, NF16สิงห์บุรี, NF17กาญจนบุรี ภาคตะวันออก ได้แก่ NF21ฉะเชิงเทรา,NF22 สมุทรปราการ,NF24 สระแก้ว ภาคใต้ ได้แก่ NF27 ปัตตานี, NF28 ชุมพร, NF30 นครศรีธรรมราช และ กทม. ได้แก่ NF31 เขตวังทองหลาง, NF35 เขตภาษีเจริญ, NF 36 เขตบางกะปิ โดยพิมพ์หมายเลขประจำทีม ส่งเอสเอ็มเอสไปที่ 4642233 ค่าบริการครั้งละ 3 บาท โดยจะนำคะแนนโหวตไปรวมกับคะแนนของคณะกรรมการในการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 16 กรกฎาคม

“สำนักงาน กศน.เห็นว่า นักศึกษา กศน.ที่เป็นตัวแทนของภาคต่างๆ ได้มีการเสริมสร้างทักษะความรู้ ความสามารถพิเศษ ความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการต่างๆ ด้วยการออกแบบแนวคิดของการแสดง และองค์ประกอบต่างๆ โดยดำเนินการฝึกซ้อมการแสดง จากนักศึกษา กศน. และจากครู กศน. ด้วยกันเองมาแล้วส่วนหนึ่ง จึงได้จัดอบรมเพื่อเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา กศน. ที่เป็นตัวแทน “สุดยอด กศน.” ของภาคต่างๆ ขึ้น ณ สีดารีสอร์ท อ.เมือง จ.นครนายก เพื่อให้นักศึกษา กศน. และครู กศน.ได้มีโอกาสเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ อย่างถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการ จากผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์โดยตรง” เลขาธิการ กศน. กล่าว จึงดำเนินการจัดกิจกรรมเสริมสร้างและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษา กศน. จากเทรนเนอร์ ผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์โดยตรง ซึ่งได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากอรุณ ภาวิไล และบริษัท เมจิกไอเดีย จำกัด ที่ได้สรรหาเทรนเนอร์ที่มีความรู้และประสบการณ์สาขาต่างๆ มาสอนให้แก่นักศึกษา กศน. ที่ตัวแทน “สุดยอด กศน.” ทั้ง 18 ทีม ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากครูใหญ่ 5 คน จาก ยูซีไอ อะคาเดมี ได้แก่ อรุณ ภาวิไล (ครูตุ๋ย) นักแสดงและผู้กำกับ, สุนทร สุจริตฉันท์ (ครูจี๊ด) มีชื่อเสียงจากการเป็นนักร้องนำของวงดนตรี รอยัลสไปรท์ส อดีตนักแสดง และผู้ประกาศข่าว รวมทั้งงานพิธีกร, มารุต สาโรวาท (ครูต้อ) ปัจจุบันดำรงตำแหน่งบุ๊ก โฮลเดอร์ให้แก่ เอยูเอ ไทย เพลย์เยอร์ส กำกับละครเรื่อง ทรายสีเพลิง, สายรุ้ง, รักจุดๆ, สุดหัวใจ, พิษน้ำผึ้ง, เมียหลวง, ประกาศิตเงินตรา, สามีตีตรา
อีกทั้งยังเป็นผู้จัดละคร บริษัท เลนิตัส, ครูศรัทธา ศรัทธาทิพย์ (ครูรักษ์) ครูสอนการแสดง เขียนบท กำกับละคร/ภาพยนตร์ และครูภารดร เพ็งศิริ (ครูเต๋า) ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ผอ.สถาบันดนตรี ฮิตซ่า กรุ๊ป จำกัด ผลงานที่ผ่านมา ควบคุมการร้อง (Vocal Director & Producer & Vocal Trainer) ให้แก่ศิลปินชื่อดัง เช่น ธงไชย แมคอินไตย์, ใหม่ เจริญปุระ, มาช่า, แอม เสาวลักษณ์, นันทิดา แก้วบัวสาย, แพท สุธาสินี ฯลฯ

“เชื่อว่านอกจากความรู้และประสบการณ์ดีๆ จากการอบรมจะทำให้สุดยอด กศน.เกิดการพัฒนาแล้ว ยังจะก่อให้เกิดความรัก ความสามัคคี จะนำมาสู่ชัยชนะที่เหนือกว่ารางวัลอย่างแน่นอน”เลขาธิการ กศน.กล่าวทิ้งท้าย

ที่มา: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33369&Key=hotnews

กศน.เปิดบ้าน NF ฝึกวิทยายุทธ์ ‘สุดยอด กศน.’ Read More »

สสวท.จัดสอบ ‘พิซ่าไลก์’

16 กรกฎาคม 2556

นางพรพรรณ ไวทยางกูร ผอ.สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กล่าวว่า ตามที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศธ. ประกาศยกผลสัมฤทธิ์การทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ พิซ่า (Pisa) ของไทยให้มีอันดับสูงขึ้น สสวท.กำลังประมวลผลข้อมูลคะแนนสอบที่ผ่านมา เพื่อวางแผนเตรียมสอบพิซ่ารอบต่อไปในปี 2558 ทั้งนี้พบว่ากลุ่มที่ทำคะแนนอ่อนที่สุดคือ ร.ร.ขยายโอกาส ร.ร.ขนาดเล็ก และร.ร.อาชีวะ ซึ่งจะถูกสุ่มเลือกให้เป็นกลุ่มตัวอย่างสอบพิซ่า สสวท.จะแก้ปัญหาโดยนำร.ร.กลุ่มดังกล่าวมาเน้นการเรียนการสอนให้เด็กได้คิด ตอบโจทย์เอง ตามการวัดผลของพิซ่า 3 ด้าน คือ การอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ ส่วนของการอ่าน สสวท.ต้องวางแผนพัฒนาร่วมกับสพฐ.

ผอ.สสวท. กล่าวต่อว่า ปี ’57 จะนำศึกษานิเทศก์ทั่วประเทศมาอบรมการวัดการประเมิน เพื่อสร้างผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ก่อนส่งไปประเมินผลยังร.ร.ต่างๆ พร้อมตัวอย่างข้อสอบกระบวนการคิด เรียกว่า พิซ่า ไลก์ (Pisa Like) ที่วัดผลคล้ายพิซ่า แต่จะเริ่มวัดจากง่ายไปยากตามลำดับ เราได้คัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง ร.ร. 5,000-6,000 โรง

“ทั้งนี้จะเข้มเด็กชั้นม.1 และ ม.2 เพราะถูกฝึกให้คิดแยกแยะและแก้ปัญหาได้ โดยเชื่อมโยงกับสิ่งที่เด็กเรียนในร.ร.จึงจะได้ผล โดยใช้กลยุทธ์ประเมินที่เป็นกระบวนการคิดของเด็กให้เขียนได้ และอ่านรู้เรื่อง” นางพรพรรณกล่าว

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33368&Key=hotnews

สสวท.จัดสอบ ‘พิซ่าไลก์’ Read More »

สพฐ.เปิดเวทีมหกรรมวิชาการอีสาน ‘ปทุมเทพฯ’ ผนึก 72 ร.ร.พัฒนาเด็ก-ครูสู่อาเซียน

16 กรกฎาคม 2556

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถาบันภาษาอังกฤษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มอบหมายให้โรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จ.หนองคาย จัดงานมหกรรมวิชาการภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2556 “The 6th Northeas tern EP/MEP Open House 2013” เพื่อให้นักเรียนมีเวทีแข่งขันและนำเสนอผลงาน มีความมั่นใจ และกล้าแสดงออก ในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมนักเรียนและครูในโครงการให้มีความพร้อมเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และได้รับการพัฒนาคุณภาพระดับสากล

ดร.ชัยรัตน์ หลายวัชระกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร จึงจัดโครงการงานมหกรรมวิชาการเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และแสดงความสามารถของนักเรียนโรงเรียนในโครงการ EP/MEP ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปี 2556 ครั้งที่ 6 “The 6th Northeastern EP/MEP Open House 2013” ภายใต้ภาพรวม (ธีม) “Explore ASEAN through English” เพื่อให้การดำเนินงานบรรลุวัตถุประสงค์อย่างมีประสิทธิภาพ วันที่ 17-19 ก.ค.นี้ โดยมีโรงเรียน EP/MEP ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 72 โรงเรียน นักเรียน 5,300 คน เข้าร่วม

ทั้งนี้วันที่ 17-18 ก.ค. จัดงานที่ ร.ร.ปทุมเทพวิทยาคาร วันที่ 19 ก.ค. จัดที่ประเทศลาว โดยพิธีเปิด ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ผู้ช่วยรมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน นายวิรัตน์ ลิ้มสุวัฒน์ ผวจ.หนองคาย ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการ กพฐ. ดร.วัฒนาพร ระงับทุกข์ ที่ปรึกษาด้านมาตรฐานการศึกษา กพฐ. และผอ.สถาบันภาษาอังกฤษ นายอนันต์ ระงับทุกข์ ผู้ตรวจฯศธ. ร่วมงานด้วย
การจัดงานเพื่อให้นักเรียนได้แสดงศักยภาพการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร แสดงออกความสามารถในทางที่ดี ได้แสดงผลผลิตจากการฝึกปฏิบัติ ส่งเสริมนักเรียนมีความสามารถในการแข่งขันทุกระดับ เป็นต้น โดยมีตัวชี้วัดความสำเร็จ จากคุณภาพการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารของนักเรียนอยู่ในระดับดีขึ้นไป คุณภาพของการแสดงออกด้านภาษาของนักเรียนอยู่ในระดับดีถึงดีขึ้นไป คุณภาพของผลผลิตของนักเรียนอยู่ในระดับดีขึ้นไป ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอยู่ในระดับดีขึ้นไป

–ข่าวสด ฉบับวันที่ 17 ก.ค. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33367&Key=hotnews

 

สพฐ.เปิดเวทีมหกรรมวิชาการอีสาน ‘ปทุมเทพฯ’ ผนึก 72 ร.ร.พัฒนาเด็ก-ครูสู่อาเซียน Read More »

สอนอาชีพในมัธยมแก้ออกกลางคัน

16 กรกฎาคม 2556

จากการเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการศึกษาครั้งที่ 4 ในหัวข้อ “Career Academies ระบบเตรียมความพร้อมด้านอาชีพในระบบโรงเรียนสายสามัญ” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) เมื่อวันที่ 15 ก.ค. นายทอม คอร์คอแรน ผู้อำนวยการร่วมสถาบันวิจัยนโยบายการศึกษา ม.โคลัมเบีย กล่าวว่า ในสหรัฐอเมริกาก็เคยมีปัญหาคล้ายกับไทยที่เด็กลาออกกลางคัน ไม่จบ ม.ปลายจำนวนมาก และต้องเข้าสู่การทำงานโดยไม่พร้อม ในขณะที่เด็กจำนวนมากก็ไม่อยากเรียนสายอาชีพ เพราะคิดว่าจะทำให้เสียโอกาสเข้ามหาวิทยาลัย จึงเกิดแนวคิดจัด Career Academies หรือโรงเรียนอาชีพขึ้นในโรงเรียนมัธยมเมื่อ 30 ปีก่อน เพื่อดึงดูดนักเรียนให้ได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่อาชีพการทำงาน แต่ยังสามารถเรียนควบวิชาสามัญ และมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยได้เหมือนเดิม

นายทอม กล่าวต่อไปว่า โรงเรียนอาชีพจะเป็นเพียงส่วน เล็ก ๆ ในโรงเรียนมัธยม หรือบางแห่งอาจแยกจัดต่างหาก โดยมีเด็กแค่ 150-200 คน ซึ่งเจตนารมณ์เพื่อดึงเด็กให้อยู่ในโรงเรียนไม่ให้ลาออกไป มีการบูรณาการวิชาชีพกับวิชาสามัญ นับหน่วยกิตร่วมกัน และมีโอกาสฝึกปฏิบัติทักษะอาชีพ ซึ่งจะทำให้เด็กได้รู้จักตัวตนมองเห็นเส้นทางชีวิตในอนาคตว่าอยากทำงานอะไร

“ต้องย้ำว่าโรงเรียนอาชีพไม่ใช่การจัดอาชีวศึกษา แต่เป็นเพียงการเตรียมความพร้อม ซึ่งปัจจุบันต้องถือว่าประสบความสำเร็จ เพราะลดอัตราการออกกลางคันได้มาก และเด็กจากโรงเรียนอาชีพที่เข้ามหาวิทยาลัยสามารถเรียนจบปริญญาตรีภายใน 4 ปี ได้ถึงร้อยละ 52 เปรียบเทียบกับเด็กที่จบสายสามัญตามปกติจะเรียนจบ ป.ตรี ภายใน 4 ปี ได้เพียงร้อยละ 32 เท่านั้น” นายทอม กล่าว

ด้าน ดร.เจือจันทร์ จงสถิตอยู่ ที่ปรึกษา สสค. กล่าวว่า เด็กที่ออกกลางคันส่วนใหญ่เพราะความยากจน จึงถึงเวลาต้องปรับการสอนระดับมัธยมให้เหมาะกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ผู้เรียนมีความพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งความจริงแล้วกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เคยทำอยู่ระยะหนึ่ง แต่อยู่ดี ๆ ก็หายไป ซึ่งการนำแนวคิดโรงเรียนอาชีพมาปรับใช้อาจเริ่มโดยนำร่องในโรงเรียนที่มีความพร้อมก่อน แล้วจึงขยายผลต่อไป.

ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33366&Key=hotnews

สอนอาชีพในมัธยมแก้ออกกลางคัน Read More »

เพิ่มเงินเดือนครู กศน.15,000 บาท

16 กรกฎาคม 2556

ศึกษาธิการ : นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายให้ ผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรีได้รับเงินเดือน 15,000 บาทนั้น ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) พบว่ายังมีครู กศน. ที่เป็นลูกจ้างกว่า 4,000 คน ที่มีวุฒิปริญญาตรีแต่ยังไม่ได้รับเงินเดือน 15,000 บาท ตามนโยบายรัฐบาล จึงสั่งให้ กศน. ทำหนังสือชี้แจงเหตุผลเพื่อขอปรับเงินค่าใช้จ่ายรายหัว การศึกษาขั้นพื้นฐานของนักศึกษา กศน. จากคนละ 2,300 บาทต่อปีเป็น ม.ต้น คนละ 3,500 บาทต่อปี และ ม.ปลายคนละ 3,800 บาทต่อปี เพื่อนำเงินที่ปรับเพิ่มขึ้นมาจ่ายเงินเดือนครูวุฒิปริญญาตรีคนละ 15,000 บาท เพื่อเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับครู กศน.

ที่มา: หนังสือพิมพ์โลกวันนี้

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33365&Key=hotnews

เพิ่มเงินเดือนครู กศน.15,000 บาท Read More »

สกอ.นัดถกพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทย ชูแนวคิดมหาวิทยาลัยร่วมรับผิดชอบสังคม-โลก

16 กรกฎาคม 2556

รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) แจ้งว่า สกอ. ร่วมกับเครือข่ายสถาบันอุดมศึกษาเพื่อพัฒนาบัณฑิตอุดมคติเขตภาคกลาง และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กำหนดจัดโครงการประชุมวิชาการระดับชาติ เรื่อง การพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทย บนเส้นทางมหาวิทยาลัยกับความรับผิดชอบต่อสังคม วันที่ 31 ก.ค.-1 ส.ค.นี้ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ

ทั้งนี้สืบเนื่องจากจากแนวคิดการพัฒนาบัณฑิตอุดมคติ ของสกอ. พัฒนาสืบเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ.2540 จวบจนถึงปัจจุบัน ภายใต้กรอบความหมายที่ว่า บัณฑิตอุดมคติ หมายถึงบัณฑิตที่ประพฤติปฏิบัติบนเส้นทางที่ดีงาม ซึ่งในแต่ละยุคสมัยที่เปลี่ยนไป บัณฑิตอุดมคติที่มุ่งหวังจะแสวงหาแนวคิดเพื่อหาคุณลักษณะความเป็นบัณฑิตที่สอดคล้อง กับยุคสมัยในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นยุคที่โลกมีลักษณะเชื่อมโยงกันมากขึ้นกว่าในอดีต จนมีสภาพการณ์ของสภาวะสังคมไร้พรมแดนมากขึ้น

รายงานข่าวระบุว่า จากปรากฏการณ์ทางสังคมโลกดังกล่าว ทำให้เกิดแนวคิดในการปรับตัวและเตรียมการขององค์กรต่างๆ เพื่อพัฒนาการดำเนินภารกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะประเด็นความรับผิดชอบต่อสังคมกำลังเป็นประเด็นที่มีความสำคัญ โดยสถานประกอบการใช้แนวคิดดังกล่าวในการดำเนินงาน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องได้บัณฑิตที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมมาเป็นปัจจัยสนับสนุนการดำเนินภารกิจด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ได้เกิดแนวคิดในการพัฒนาบัณฑิตในยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งชี้ว่าการสร้างบัณฑิตในโลกยุคไร้พรมแดนนี้จำเป็นจะต้องพัฒนาบัณฑิตให้พร้อม โดยนอกจากจะต้องรับผิดชอบประเทศของตนแล้ว ยังจะต้องห่วงใยและร่วมรับผิดชอบโลกร่วมกันเพื่อการอยู่ร่วมกันที่ดีของมวลมนุษยชาติอีกด้วย
จากแนวคิดดังกล่าว สกอ.จึงเห็นสมควรจัดการประชุมวิชาการระดับชาติเพื่อการพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทยขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักและความรับผิดชอบร่วมกันของสถาบันอุดมศึกษาในการพัฒนาแนว ทางการผลิตบัณฑิต ตลอดจนร่วมกันแสวงหาแนวทางการดำเนินงานผ่านระบบและกลไกการดำเนินงานเพื่อพัฒนานิสิตนักศึกษารุ่นใหม่ให้เป็นบัณฑิตที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ทั้งในฐานะที่เป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก

ที่มา: หนังสือพิมพ์ข่าวสด

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33364&Key=hotnews

 

สกอ.นัดถกพัฒนาบัณฑิตอุดมคติไทย ชูแนวคิดมหาวิทยาลัยร่วมรับผิดชอบสังคม-โลก Read More »