Education News

ข่าวการศึกษา เน้นเกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ

กช.ไฟเขียวร่างเงินเดือนครูเอกชน ป.เอกรับ 2 หมื่นบาท -ย้อนหลัง 1 ม.ค.

17 มิถุนายน 2556

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) เมื่อเร็วๆ นี้ว่า ที่ประชุมเห็นชอบร่างประกาศสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เรื่อง อัตราเงินเดือนผู้อำนวยการ ครู และบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งได้มีการกำหนดอัตราเงินเดือนใหม่ตามคุณวุฒิ เพิ่มจากอัตราเดิมที่เคยปรับมาแล้วเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2555 ตามนโยบายการปรับเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ดังนี้ ระดับปริญญาเอกอัตราเดิม 19,000 บาท อัตราใหม่ 20,000 บาท ระดับปริญญาโท อัตราเดิม 15,300 บาท อัตราใหม่ 16,400 บาท ระดับประกาศนียบัตรขั้นสูงหรือประกาศนียบัตรบัณฑิตย์ (วิชาชีพครู) หลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปีต่อจากวุฒิปริญญาตรีทั่วไป หรือปริญญาตรีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 5 ปี อัตราเดิม 12,480 บาท อัตราใหม่ 14,100 บาท ปริญญาตรีหลักสูตรการศึกษาไม่น้อยกว่า 4 ปีและประกาศนียบัตรเปรียญธรรมประโยค 9 อัตราเดิม 11,680 บาท อัตราใหม่ 13,300 บาท ระดับอนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของส่วนราชการอื่นๆ ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 3 ปี 6 เดือนต่อจากวุฒิ ม.ปลายหรือเทียบเท่า อัตราเดิม 9,640 บาท อัตราใหม่ 10,540 บาท ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรืออนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรของส่วนราชการอื่นๆ ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 3 ปีต่อจากวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า อัตราเดิม 9,300 บาท อัตราใหม่ 10,200 บาท

รัฐมนตรีว่าการ ศธ. กล่าวต่อว่า ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) ประกาศนียบัตรวิชาการศึกษาชั้นสูง (ป.กศ.) และอนุปริญญาหรือประกาศนียบัตรของส่วนราชการต่างๆ ที่หลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปี ต่อจากวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลายหรือไม่น้อยกว่า 4 ปีต่อจากวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น หรือเทียบเท่า อัตราเดิม 8,640 บาท อัตราใหม่ 9,540 บาท ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรที่หลักสูตรกำหนด ระยะเวาการศึกษาไม่น้อยกว่า 1 ปี ต่อจากวุฒิมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือไม่น้อยกว่า 3 ปีต่อจากวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้น หรือ เทียบเท่าอัตราเดิม 7,620 บาท อัตราใหม่ 8,300 บาท ระดับ ป.กศ. หรือประกาศนียบัตรของส่วนราชการต่างๆ ที่มีหลักสูตรกำหนดระยะเวลาศึกษาไม่น้อยกว่า 2 ปีต่อจากวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่าอัตราเดิม 7,150 บาท อัตราใหม่ 7,830 บาท และวุฒิมัธยมศึกษาตอนต้นและมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเทียบเท่าและประกาศนียบัตรเปรียญธรรมประโยค 6-8 อัตราเดิม 6,910 บาท อัตราใหม่ 7,590 บาท

นายบัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร เลขาธิการ กช. กล่าวว่า ร่างประกาศดังกล่าวจะมีผลย้อนหลังตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการปรับเงินปริญญาตรี 15,000 ของรัฐบาล ที่ได้มีการปรับเงินเดือนตั้งแต่ปี 2555 และจะปรับให้เต็มเพดาน 15,000 บาทในปี 2557

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33033&Key=hotnews

กช.ไฟเขียวร่างเงินเดือนครูเอกชน ป.เอกรับ 2 หมื่นบาท -ย้อนหลัง 1 ม.ค. Read More »

คอลัมน์: สถานีก.ค.ศ.: เตือนผู้สอบบรรจุครูผู้ช่วย อย่าเชื่อกลลวงการแอบอ้างติวข้อสอบ

17 มิถุนายน 2556

ประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ก.ค.ศ.
ตามที่ ก.ค.ศ.ได้กำหนดการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1 ปี พ.ศ.2556 ระหว่างวันที่ 22-24 มิถุนายน 2556 ปรากฏว่ามีสำนักติวข้อสอบ หรือสถาบันวิชาการมากมายได้จัดอบรมเตรียมสอบครูผู้ช่วย ปี พ.ศ.2556 โดยประชาสัมพันธ์ข่าวสารดังกล่าวไปยังสถานศึกษาโดยตรง หรือผ่านช่องทางการสื่อสารต่างๆ รวมทั้งมีผู้แอบอ้างว่าสามารถนำข้อสอบมาเฉลยคำตอบได้ หรือสามารถช่วยให้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้ ซึ่งเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ โดยผู้เข้าสอบแข่งขันจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการลงทะเบียนเข้ารับการอบรม หรือซื้อข้อสอบพร้อมเฉลยมาศึกษาก่อนวันสอบแข่งขัน หรือจะต้องจ่ายค่าตอบแทนให้กับผู้แอบอ้างว่าช่วยเหลือได้

สำนักงาน ก.ค.ศ. ขอเรียนว่า ก.ค.ศ. มีเจตนารมณ์มุ่งมั่นที่จะให้ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษา หรือ อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.ตั้งในส่วนราชการ ดำเนินการสอบแข่งขันให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยยึดระบบคุณธรรม ความเสมอภาค ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา) ได้มีการประชุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการสอบแข่งขัน ให้รับทราบนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการไปแล้ว และ ก.ค.ศ. ก็มีมาตรการในการควบคุมดูแลการสอบแข่งขันครั้งนี้อย่างเคร่งครัด โดยมีหน่วยงานที่ให้การสนับสนุนหลายภาคส่วน รวมทั้งสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นผู้ออกข้อสอบ เพื่อป้องกันการดำเนินการอันส่อไปในทางไม่สุจริตในการสอบครั้งนี้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ตั้งผู้แทน ก.ค.ศ. ประจำหน่วยสอบ เพื่อทำหน้าที่ในการกำกับ ติดตาม ดูแลการสอบแข่งขันให้เป็นไปตามนโยบาย และหลักเกณฑ์การสอบแข่งขัน

จึงขอแจ้งเตือนมายังผู้ที่จะสอบบรรจุในครั้งนี้ว่า อย่าได้หลงเชื่อการแอบอ้างที่จะช่วยให้สอบแข่งขันได้ โดยการเสียเงินในการเข้าร่วมอบรม หรือการซื้อข้อสอบ หรือการเสียเงินเพื่อการฝากเข้ารับราชการ ขอให้ผู้ที่จะเข้าสอบตั้งใจอ่านหนังสือตามหลักสูตรที่ ก.ค.ศ. กำหนด และเข้าสอบด้วยความสุจริต ยึดความถูกต้องและศักดิ์ศรีของตนเองเป็นที่ตั้ง ไม่ข้องแวะกับการกระทำใดๆ ที่อาจส่อไปในทางไม่สุจริต เพราะนอกจากจะสอบไม่ผ่านเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนดแล้ว ยังอาจเป็นผู้ขาดคุณสมบัติในการสอบบรรจุเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในโอกาสต่อไป หรือหากสอบผ่านแล้ว ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งครูผู้ช่วยไปแล้ว ก็จะต้องถูกให้ออกจากราชการทันที หากพบว่ากระทำการทุจริตในการสอบแข่งขัน ดังเช่นที่ปรากฏในข่าวตามสื่อต่างๆ ในขณะนี้

นอกจากนี้ สำนักงาน ก.ค.ศ.ได้ตั้งศูนย์อำนวยการประสานงานการสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ในสำนักงาน ก.ค.ศ. ซึ่งมีที่ทำการศูนย์ ณ ชั้น 5 อาคารรัชมังคลาภิเษก กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อประสานงาน รับรายงานและอำนวยความสะดวกในการสอบ หากพบว่ามีการทุจริต หรือส่อไปในทางไม่สุจริต สามารถโทรศัพท์แจ้งเรื่องมายังสำนักงาน ก.ค.ศ. ได้ทันทีที่หมายเลข 0-2280-2835, 0-2280-1094 และ 0-2280-3237

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33032&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานีก.ค.ศ.: เตือนผู้สอบบรรจุครูผู้ช่วย อย่าเชื่อกลลวงการแอบอ้างติวข้อสอบ Read More »

“สพฐ.” หนุนสร้างคุณธรรมในสถานศึกษาฟื้นฟูจิตวิญญาณครู สู่โรงเรียนสุจริต

17 มิถุนายน 2556

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)จัดประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการเสริมสร้างคุณธรรมจริยธรรม และธรรมาภิบาลในสถานศึกษา “ป้องกันการทุจริต” (ฟื้นฟูจิตวิญญาณครู สู่โรงเรียนสุจริต) เพื่อร่วมเป็นกลไกหนึ่งในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติพร้อมทั้งเป็นแบบอย่างให้กับนักเรียนในสถานศึกษาได้มีคุณธรรม จริยธรรมในการอยู่ร่วมกันในสังคม

ทั้งนี้ การประชุมเชิงปฏิบัติการโครงการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาลในสถานศึกษา “ป้องกันการทุจริต” (ฟื้นฟูจิตวิญญาณครู สู่โรงเรียนสุจริต)ครั้งนี้ ณ โรงแรมภูเขางามรีสอร์ท จ.นครนายก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ครูและนักเรียนได้รู้และเข้าใจถึงคุณธรรมจริยธรรม ตลอดจนซึมซับคุณค่าแห่งความดีสร้างความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอย่างเป็นวิถีชีวิต โดยมีกิจกรรมต่างๆ อาทิ ๑.การประชุมเชิงปฏิบัติการกระตุ้นการสร้างเจตคติฟื้นฟูชีวิตทางจิต  ๒.การแบ่งกลุ่มปฏิบัติการระดมความคิดยกระดับจรรยาบรรณวิชาชีพครู  ๓.การแลกเปลี่ยนเรียนรู้” โครงการโรงเรียนสุจริต”โดยแบ่งกลุ่มตามภูมิภาค ๔.ปฏิญญาโครงการโรงเรียนสุจริตสู่การขับเคลื่อนนโยบายสู่ห้องเรียนสุจริต ๕.แนวทางการทำงานวิจัยโครงการฟื้นฟูจิตวิญญาณครูสู่โรงเรียนสุจริต และ ๖.ระดมความคิดสร้างแนวทางร่วมกันระดับภาคในการพัฒนาโรงเรียนสุจริต และการนำเสนอนิทรรศการโรงเรียนสุจริต (Symposium)
สำหรับผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนของโรงเรียนสุจริต จาก 225 เขตพื้นที่การศึกษาประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 1 คน ตัวแทนครู 1 คน รวมทั้งสิ้น 450 คนซึ่งการประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้ มีกิจกรรมหลากหลายและเน้นให้ผู้เข้าประชุมได้ปฏิบัติกิจกรรมจริงสามารถนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในห้องเรียนได้อย่างมีคุณภาพสู่การเป็นโรงเรียนสุจริต ซึ่งเป็นโครงการที่ สพฐ.ได้ทำการเปิดตัวโครงการณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้จอมเทียนพัทยา จ.ชลบุรี ที่ผ่านมาโดยการประชุมครั้งนี้ จึงเป็นการแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อสร้างแนวทางร่วมกันในการนำปฏิญญาโครงการโรงเรียนสุจริตขับเคลื่อนเป็นนโยบายสู่ห้องเรียนสุจริต และนำความรู้พร้อมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ได้รับไปพัฒนาโรงเรียนสุจริตให้เกิดความยั่งยืนต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33031&Key=hotnews

“สพฐ.” หนุนสร้างคุณธรรมในสถานศึกษาฟื้นฟูจิตวิญญาณครู สู่โรงเรียนสุจริต Read More »

โรงเรียนลดชั่วโมงเรียนวิชาการ เน้นเสริมการงานอาชีพ เริ่มปีหน้า

เสกโลโซบอกว่า “ได้อย่าง เสียอย่าง”
– โรงเรียนกวดวิชาบอกว่า “ดี ๆ ชอบ ๆ เข้าทางแล้ว”
– ส่วนเด็กต่างอำเภอบอกว่า “เรียนมากปวดหัว ..”
– เด็กในเมืองบอกว่า “สอนน้อยหน่อยก็ดี ที่สอนมาเรียนล่วงหน้าไปหมดแล้ว”
– คุณครูบอกว่า “ดีมาก .. จะได้มีเวลาทำผลงาน”

มีข้อมูลเบื้องต้นว่า .. จำนวนโรงเรียนกวดวิชาในลำปาง
ประเมินด้วยสายตามีเกือบ 30 แล้ว
ถ้าปรับหลักสูตรลดวิชาการในโรงเรียน คาดจะมีผุดใหม่ทะลุ 50 เป็นแน่
http://thaiabc.com/lampangnet/admin/528/

กระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายลดชั่วโมงเรียนวิชาการเกือบครึ่ง
เน้นเสริมการงานอาชีพ โดยเริ่มในปีการศึกษาหน้า

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ภานิช ทองโรจน์
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ภานิช ทองโรจน์

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ภานิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในการเปิดงานสมัชชาการศึกษา 2556 การศึกษาไทยแบบไหนที่เด็กต้องการ โดยเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานครจัดขึ้น ว่า หลักสูตรการศึกษาไทยในปัจจุบันใช้มากว่า 12 ปี (2544) ถือว่าล้าสมัย จึงเตรียมปรับหลักสูตรให้เป็นปัจจุบันมากขึ้นโดยเน้นกระบวนการทางวิชาการ ทั้งของไทยและต่างประเทศ นำมาผนวกกันให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด โดยจะเน้นการเรียนนอกห้องเรียน ลดการเรียนวิชการในห้องเรียนให้น้อยลง เพื่อให้เกิดการพัฒนาการของสมองเด็กในช่วงต่าง ๆ เช่น นักเรียน ป.1 – 2 จะมีการออกแบบหลักสูตรการเรียนเฉพาะ เพราะเป็นช่วงที่เด็กต้องมีทักษะในการเตรียมความพร้อม เพื่อเปิดรับการศึกษาที่สูงขึ้นที่เน้นการพัฒนาการทางด้านร่างกายและจิตใจ สอดแทรกเนื้อหา ดนตรี ศิลปะ กีฬามากขึ้น และที่สำคัญจะเน้นให้รู้เรื่องสิ่งแวดล้อมด้วย จากเดิมใช้เวลาในห้องเรียน 700 ชั่วโมงต่อปี ให้เหลือ 600 ชั่วโมงต่อปี ขณะที่ระดับมัธยมศึกษา จะปรับให้เสริมเรื่องการงาน การอาชีพ เข้าไปด้วย เพราะมีเด็กจำนวนมากไม่เข้าสู่ระบบการศึกษาทั้งต้นและปลาย จึงต้องเสริมหลักสูตรเหล่านี้เข้าไปให้มีความรู้ใหม่ ๆ สามารถคิดได้เองโดยอิงหลักวิชาการ ซึ่งจะปรับลดให้ต่ำกว่า 1,000 ชั่วโมงต่อปี หรือประมาณร้อยละ 60 ต่อ ร้อยละ 40
ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวอีกว่า คาดว่าสิ้นเดือนนี้หลักสูตรดังกล่าวจะมีความชัดเจน เพื่อให้สามารถนำไปใช้ทันปีการศึกษาหน้า ขณะที่สถาบันการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ(สถศ.) จะเข้ามาดูแลเรื่องการวัดผลต่อไป ซึ่งจะมีผลกับโรงเรียนทั่วประเทศ

http://thainews.prd.go.th/centerweb/news/NewsDetail?NT01_NewsID=WNSOC5606150020002

โรงเรียนลดชั่วโมงเรียนวิชาการ เน้นเสริมการงานอาชีพ เริ่มปีหน้า Read More »

คลายปม ผ้าเหลืองร้อน พระมิตซูโอะ ลือหนีพุทธพาณิชย์

คลายปม ผ้าเหลืองร้อน พระมิตซูโอะ ลือหนีพุทธพาณิชย์
โดย ASTVผู้จัดการรายวัน     11 มิถุนายน 2556 21:21 น.
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000070503

พระมิตซูโอะ
พระมิตซูโอะ

บทความนี้อ่านแล้ว
ทำให้รู้สึกว่า คุณธรรม กับจริยธรรม แยกกันชัดเจน
ถ้าผู้เกี่ยวข้องรอบท่านมีปัญหา ละม้ายคล้ายคดี [ใบอนุ .. 25ปี]
แสดงว่าเหล่าผู้เกี่ยวข้องมีจริยธรรม แต่ขาดคุณธรรม
ถ้าพระท่านแก้ไขคนอื่นไม่ได้ .. การแก้ไขตนเองอาจเป็นทางออก
เพื่อน ๆ ที่รู้จักก็มีหลายคนเลือก [แก้ไขตนเอง]

ปรากฏการณ์สร้างความตะลึง สะเทือนวงการศาสนา หลังข่าวลาสิกขาบทของพระชื่อดัง “มิตซูโอะ คเวสโก” พระชาวญี่ปุ่น เจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม ลูกศิษย์รุ่นแรกของหลวงพ่อชา สุภทฺโท ผู้ซึ่งมีคำกล่าวเปรียบเปรยว่า “ซากุระผลิบานเป็นดอกบัว” แพร่กระจายออกไป ท่ามกลางความสับสน แปลกใจ มีการแถลงข่าว เกิดการตั้งคำถาม เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย เหตุใดพระอาจารย์จึงเลือกเดินทางสู่โลกแห่งความวุ่นวายอีกครั้ง

ปมปริศนา ผ้าเหลืองร้อน

อยู่ใต้ร่มกาสาวพักตร์มานานกว่า 37 พรรษา สำหรับพระชาวญี่ปุ่นชื่อดัง “มิตซูโอะ คเวสโก” พระนักคิด นักเขียน นักพูด เป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธศาสนิกชนหลายๆ คน แต่จู่ๆ กลับมีข่าวว่าพระมิตซูโอะลาสิกขาแบบกะทันหัน โดยไม่มีใครทราบเรื่องมาก่อน สร้างความตกใจและแปลกใจไม่น้อยให้กับลูกศิษย์ ลูกหาที่เคารพในตัวท่าน และเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนก็ยืนยันแล้วว่า พระอาจารย์มิตซูโอะได้ลาสิกขาบทจริง ณ วัดชนะสงครามราชวรมหาวิหาร กทม. เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2556 แล้วเดินทางกลับไปยังประเทศบ้านเกิดคือประเทศญี่ปุ่นโดยไม่มีกำหนดการกลับ

คลื่นคำถามซัดเข้ามามากมาย เหตุใดพระอาจารย์มิตซูโอะจึงต้องสึก?? ถึงแม้มีการยืนยันสาเหตุแล้วว่า เนื่องด้วยปัญหาสุขภาพจากโรคเบาหวานที่รุมเร้า แต่ด้วยการไม่รู้กำหนดการลาสิกขาล่วงหน้า คำตอบและท่าทีอึกอักของทางมูลนิธิมายาโคตมี รวมถึงคำให้สัมภาษณ์จากพระอาจารย์หนูพรม สุชาโต รองเจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม ที่กล่าวว่า “การลาสิกขาของท่าน ทางวัดไม่ทราบว่าไปสึกที่ไหนและอาการป่วยของท่านก็เป็นองค์ประกอบหนึ่ง แต่ขอยืนยันว่า ไม่ได้มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องเงินของมูลนิธิแต่อย่างใด และการที่ท่านจะกลับมาหรือไม่ก็ไม่มีใครจะทราบได้” เลยทำให้เราต้องสืบค้นข้อมูลเพื่อตอบคำถามค้างใจนี้ให้กระจ่าง

แหล่งข้อมูลหนึ่งที่เชิญพระอาจารย์คนดังมาร่วมงานและกำลังจะถึงวันงานอีกไม่นานนี้ ได้กล่าวกับทีมงาน ASTV ผู้จัดการ Live ว่าตอนนี้คิวงานถูกยกเลิกทั้งหมด และกล่าวเพิ่มเติมอีกด้วยว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระมิตซูโอะลาสิกขาแบบเงียบๆ นั้น เพราะมีปัญหากับกรรมการชุดปัจจุบัน ที่มีแนวทางการดำเนินงานแบบพุทธพาณิชย์

“คณะกรรมการใหม่เนี่ย เค้าเพิ่งทำงานมาได้ปี สองปีนะ ไม่ใช่คณะกรรมการที่เคยรู้ใจกันมาตลอด จนท่านเป็นท่านทุกวันนี้ พอเปลี่ยนคณะกรรมการใหม่เค้าก็เปลี่ยนมุมมอง วิธีการ เลยอาจทำให้ขาดความเข้าใจบางอย่าง เพราะท่านเป็นคนจำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ แต่ท่านไม่พูด คือท่านไม่อยากแตะเงินหรอก แต่คนรอบตัวท่านเป็นฝ่ายจัดการ ด้วยวิธีใดบ้างล่ะ มันมากเกินไปจนท่านไม่มีลมหายใจเป็นของตนเอง ท่านเลยสละ และไม่พูดถึงใครตรงนั้นเลยไง ท่านเต็มที่แล้วก็ไปเลย ท่านก็วิเวกของท่านเอง แล้วท่านอาจจะคิดได้ด้วยซ้ำไปนะว่า ในสิ่งที่มันมากเกินไปเนี่ยนะ มันก็เป็นธุรกิจทั้งนั้น

ท่านถูกนิมนต์ไปไหนต่อไหน โดยมีคนจัดการให้ตลอด ตัวท่านเองไม่ได้ใส่ใจเรื่องเงินหรอก แต่วิธีคิด การดำเนินงาน กลายเป็นว่าท่านเลยมานึกว่า ตัวท่านกำลังทำอะไรอยู่ ซึ่งคิดว่าท่านเก็บความรู้สึกนี้มานานแล้ว ท่านรู้มานานแล้วว่ากลุ่มคนพวกนี้วางกำหนดการให้ท่านไปนู่น ไปนี่ แต่ท่านไม่ว่าใคร เป็นนิสัยของท่านอยู่แล้ว คือท่านไม่อยากว่าใคร แล้วคำที่แถลงๆ กัน ที่ออกมาพูด คือไม่อยากให้มีเรื่องราว เพราะจะกระทบกับคนที่อยู่ตามมูลนิธิ ทั้งงานเขียนของท่านต่างๆ สิ่งต่างๆ มันยังต้องดำเนินอยู่ ทีนี้ก็รู้แล้วว่าไอ้สิ่งต่างๆ ดำเนินอยู่ อย่างน้อยสะท้อนไปถึงพระชื่อดังรูปอื่นๆ ที่ทำธุรกิจในเชิงจัดกิจกรรมต่างๆ มันเป็นสิ่งที่ควรระวัง เพราะอาจทำให้เสียบุคลากรคือพระดีๆ ได้ ซึ่งครั้งนี้ท่านสอนให้ทุกคนอยู่ให้ได้ด้วยตัวเอง จะได้รู้ว่า ที่เอาท่านมาบังหน้าเนี่ย คนไม่ปฏิบัติตามคำสอนท่านเลย คนที่ทำงานอยู่ใกล้ชิดไม่ปฏิบัติแบบท่าน คนใกล้ชิดไม่นึกถึงหัวใจท่าน”

ชี้ให้เห็น ความไม่เที่ยง

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การลาสิกขาของพระขวัญใจคนไทยครั้งนี้ ก็เป็นเหตุการณ์ที่เตือนสติชาวพุทธได้เป็นอย่างดี ถึงความไม่เที่ยง พระอาจารย์ที่ศึกษาและเผยแพร่ธรรมะมาอย่างยาวนาน มีผลงานเขียนที่ประทับใจคนอ่าน มีมูลนิธิเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ในหลายๆ ด้าน แน่นอนว่าสร้างความตะลึงให้ประชชาชนที่เลื่อมใสในตัวท่านไม่น้อย นพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตนเองรู้สึกตกใจเช่นกันกับการลาสิกขาแบบกะทันหันของพระมิตซูโอะเช่นนี้

“ตอนแรกที่ทราบข่าวก็ไม่อยากเชื่อ ช็อกไปเลย เพราะไม่คิดว่าท่านมิตซูโอะจะสึก แต่คนจะคลอดลูก พระจะสึก ห้ามกันไม่ได้ ถือเป็นเรื่องของความพอใจของท่าน ท่านน่าจะคิดทำดีที่สุดแล้ว ส่วนเหตุผลของการสึกครั้งนี้น่าจะเป็นเหตุผลส่วนตัว ที่เรามิอาจจะทราบได้ เพราะที่ผ่านมาท่านไม่เคยมีเรื่องเสื่อมเสีย หรือมีปัญหา มีความขัดแย้งเรื่องใดๆ ท่านทำดีมาโดยตลอด เมื่อท่านสึกออกไปก็น่าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ท่านได้สร้างแนวทางปฏิบัติไว้จะมีลูกศิษย์สืบทอดต่อไป อย่างไรก็ตาม กรณีมีกระแสข่าวว่าพระมิตซูโอะสึกที่วัดชนะสงครามฯ นั้น บอกตรงๆ ผมไม่ทราบว่าท่านสึกที่ไหนจริงๆ เพราะการสึกอยู่ที่ผู้บวชพอใจว่าจะสึกที่ไหน กับใคร”

อีกด้านหนึ่ง ในพระธรรมวินัย การลาสิกขา ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาทั่วไป ที่พึงกระทำได้ หากกายไม่พร้อม ใจไม่พร้อม อย่างที่ตัวท่านเองมีปัญหาด้านสุขภาพ อาจทำให้ปฏิบัติกิจของสงฆ์ไม่สะดวก การลาสิกขาออกมาเป็นฆราวาสเพื่อได้รักษาสุขภาพ และทำงานเผยแพร่ศาสนาก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เช่นที่ ดร.บุญรอด บุญเกิด คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวอธิบาย

“โดยหลักการทางพุทธศาสนานิกายเถรวาทในประเทศไทยไม่ค่อยยึดติดกับการลาสิกขาอยู่แล้ว การบวชแล้วสึกเป็นเรื่องปกติ ถ้าคุณพร้อมทั้งร่างกายและด้านจิตใจเนี่ย ก็คงอยู่ในสมณเพศต่อไป แต่ถ้าเกิดว่าร่างกายไม่พร้อม จิตใจไม่พร้อม มีปัญหาอะไรต่างๆ เหล่านี้ก็สามารถที่จะลาสิกขาได้ปกติ แต่ว่าพอดีท่านเป็นชาวต่างชาติส่วนนึง อีกส่วนนึงคือท่านเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นที่ยอมรับ คนไทยก็เลยจะคิดว่าท่านจะอยู่ตลอดไป อย่างหลวงพ่อปัญญาฯ ท่านพุทธทาสฯ

พอท่านลาสิกขา อาจทำให้คนมองว่าท่านมีปัญหาหรือเปล่า แต่ตามความเป็นจริง ท่านจะมีปัญหาหรือไม่มีปัญหา ท่านก็สามารถที่จะลาสิกขาหรือจำพรรษาต่อไปได้ โดยไม่ผิดระเบียบตรงไหนของพระวินัย แล้ววันนี้ท่านสึกไปแล้ว วันหน้าถ้าท่านพร้อม ท่านจะกลับมาบวชอีกก็ถือเป็นสิทธิพื้นฐานที่ท่านสามารถทำได้ เพราะสาเหตุที่ท่านสึก ท่านไม่ได้มีข้อผิดพลาด แต่ถ้าสึกโดยมีข้อผิดพลาดก็จะไม่สามารถกลับมาบวชได้อีก ซึ่งข้อผิดพลาดเนี่ย หมายถึงต้องอาบัติขั้นหนักของวินัยสงฆ์”

ขอชาวพุทธ “อย่า ยึด ติด”

กล่าวได้ว่าพระอาจารย์มิตซูโอะ เป็นดั่งร่มไม้ใหญ่ของพุทธศาสนาในประเทศไทย ชาวพุทธหลายคนที่ชื่นชอบในคำสั่งสอนของท่าน แนวคิดที่เอามาประยุกต์ได้จริง จากจุดนี้เอง โลกออนไลน์จึงมีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากมาย ส่วนมากยินดีกับเส้นทางที่ท่านเลือก บางส่วนอาจคิดร้ายไม่น่าฟัง ไปจนถึงบางส่วนที่ว่า เสียใจที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรมกับพระมิตซูโอะอีก บางส่วนเลยคิดออกมาเสียงดังว่า คงไม่ไปปฏิบัติธรมแล้ว ประโยคนี้สามารถบอกอะไรหลายอย่างกับเราว่าตอนนี้ผู้คน “ยึดมั่นในตัวพระ” หรือ “ยึดมั่นในคำสอน” กันแน่

“จริงๆ แล้ว ถ้าเป็นอย่างนั้น สมมติว่ามีคนพูด “ฉันไม่เป็นคนไทยแล้ว” เอ้า ทำไมล่ะ “คนไทยไม่ดี คนไทยมีคดีข่มขืน ขอลาออกจากความเป็นคนไทย อย่างนั้นหรือเปล่า ตรงนี้นะ พระพุทธเจ้าเองก็ตรัสว่า ไม่ให้เรายึดติดกับตัวบุคคล เพราะตัวบุคคลมันไม่แน่ อาจจะดีหรือชั่ว อาจจะเปลี่ยนแปลงได้เพราะเหตุปัจจัยต่างๆ แต่ให้ยึดในหลักการหรือองค์กรหลัก

สมมติอย่างในมหาวิทยาลัย เราชอบผู้ชายคนนึง แล้วเค้าลาออก ต่อไปเราจะไม่เรียนที่มหาวิทยาลัยนั้นแล้วหรอ ซึ่งความจริงถึงจะเปลี่ยนอธิการบดี คณบดี เปลี่ยนอาจารย์สอน มหาวิทยาลัยก็ยังอยู่ได้ เพียงแต่ว่าคนที่เข้ามาก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตรงนี้ก็เช่นเดียวกัน คือพระอาจารย์ตอนที่เป็นสมณเพศอยู่ ก็สอน คนก็เลยยึดติดในตัวท่าน แล้วพอคิดว่าท่านสึกไปแล้ว ก็คงจะไม่มีคนดีๆ คนเก่งๆ อย่างนี้อีกแล้ว ก็เลยไม่มาปฏิบัติธรรม ซึ่งนั่นแสดงว่าเรายึดติดอยู่กับบุคคล ดังนั้นถ้าบุคคลเปลี่ยน แต่องค์กรยังอยู่ เราก็ต้องปฏิบัติตามหลักธรรมที่ท่านอาจารย์มิตซูโอะ หรือที่ตามหลักพุทธศาสนาสอนไว้ ถ้าหลักการมันถูกต้อง จะใครสอนก็เหมือนกัน ท่านสึกไปแล้ว ถึงแม้จะเป็นฆราวาสจะมาสอนก็ได้ ไม่เห็นเป็นเรื่องแปลก เพราะปัจจุบันสำนักธรรมที่เป็นฆราวาสก็เยอะแยะไป” ดร.บุญรอด กล่าว

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามแต่ ที่ทำให้ (อดีต) พระอาจารย์มิตซูโอะ เลือกกลับมาครองฆราวาสอีกครั้ง แต่สิ่งหนึ่งที่ยังทำให้ผู้คนยังเคารพและศรัทธาในตัวท่านคือการยืนยันที่จะเผยแพร่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาต่อไป เพราะการลาสิกขาไม่ใช่อุปสรรคในการปฏิบัติธรรม ถ้าใจนั้นยังคงเป็นพระ

เปิดประวัติพระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก

พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก เป็นพระภิกษุชาวญี่ปุ่น บวชในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท คณะมหานิกาย ท่านเป็นศิษย์รุ่นแรกของพระโพธิญาณเถร (ชา สุภทฺโท)
พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก มีชื่อเดิมว่า “มิตซูโอะ ชิบาฮาชิ” เป็นชาวจังหวัดอิวะเตะ ประเทศญี่ปุ่น เกิดเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2494 สำเร็จการศึกษาในระดับไฮสคูล (เทียบเท่าระดับ ปวช. หรือ มศ.5 ตามระบบการศึกษาไทย) สาขาเคมี ณ เมืองโมะริโอะกะ จังหวัดอิวะเตะ เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจึงทำงานจนสามารถเก็บเงินได้จำนวนหนึ่ง และออกเดินทางไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลกเพื่อแสวงหาความหมายของชีวิตตั้งแต่ พ.ศ. 2514

พระอาจารย์มิตซูโอะ ได้เดินทางมาสู่ประเทศไทย หลังจากได้เดินทางแสวงหาธรรมะที่แท้จริงมาแล้วจากหลายประเทศทั่วโลกทั้งอินเดีย, เนปาล, อิหร่าน, ยุโรป แล้วเปลี่ยนความตั้งใจที่เดิมจะไปยังแอฟริกา ไปเป็นที่อินเดียอีกครั้งในปี พ.ศ. 2517 แต่ได้เปลี่ยนใจเมื่อระลึกได้ถึงพุทธคยา เห็นพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ก็ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าและประจักษ์ต่อใจตนเองว่า แท้จริงแล้วความสุขที่แท้จริงอยู่ที่จิตใจภายในตนเอง จึงหยุดการแสวงหาจากภายนอก มาสู่การแสวงหาจากภายใน

ในชั้นแรกท่านไปฝึกโยคะอยู่ที่สำนักโยคีแห่งหนึ่งในประเทศอินเดีย และเกิดความพอใจที่จะเป็นโยคีอยู่ที่อินเดียตลอดชีวิต แต่ต่อมาเกิดปัญหาว่าวีซ่าของท่านหมดอายุ ท่านจึงเดินทางมาประเทศไทยอีกครั้งเพราะมีผู้แนะนำให้ท่านไปศึกษาพุทธศาสนาที่ประเทศไทย เมื่อมาถึงเมืองไทยแล้วท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณรอยู่ ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพฯ หลังจากนั้นเมื่อท่านบรรพชาได้ 3 เดือน ท่านได้แสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรม มีผู้แนะนำท่านให้ไปกราบหลวงพ่อชา สุภทฺโท ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งท่านก็ได้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อตั้งแต่บัดนั้น และได้รับการอุปสมบทเป็นพระภิกษุเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ได้รับฉายา “คเวสโก” หมายถึง “ผู้แสวงหาซึ่งฝั่ง

หลังพระมิตซูโอะ อุปสมบทได้ 7 ปี จึงขออนุญาตหลวงพ่อชาออกธุดงค์ ปฏิบัติธรรมที่ประเทศอินเดีย เป็นเวลา 1 ปี และกลับมาที่วัดหนองป่าพง เมื่อทราบว่าหลวงพ่อชาอาพาธ จนเข้าสู่ พ.ศ. 2529 ท่านก็เดินทางกลับประเทศญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ปี ต่อมาในปี พ.ศ. 2532 พระมิตซูโอะ และพระญาณรโต ได้ออกธุดงค์ในประเทศญี่ปุ่นด้วยการเดินเท้า จากสนามบินนาริตะสู่อนุสรณ์สถานแห่งสันติภาพ เมืองฮิโรชิมา ระยะทางกว่า 1,000 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางทั้งหมด 72 วัน สร้างความสนใจแก่คนไทยและคนญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงชีวิตที่เรียบง่ายแบบพระธุดงค์

หลังจากที่ท่านกลับมาประเทศไทย ก็ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้บุกเบิกสร้างวัดป่าสุนันทวนาราม อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งเป็นวัดป่านานาชาติ พร้อมกับฟื้นฟูป่าเสื่อมโทรมในพื้นที่ ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะทรงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง พระมิตซูโอะ คเวสโก เป็นเจ้าอาวาสวัดสุนันทวนาราม อย่างเป็นทางการ ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2544 นับว่าเป็นสาขาที่ 117 ของวัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี

ข่าวโดย ASTV ผู้จัดการ Live

คลายปม ผ้าเหลืองร้อน พระมิตซูโอะ ลือหนีพุทธพาณิชย์ Read More »

ตำนานคดีเครื่องราชฯ 25 ปี เจ้าคุณวัดเทพศิรินทราวาส

ติดคุกเพราะไว้ใจ
ติดคุกเพราะไว้ใจ

ประเด็นน่าสนใจจากบทเรียน เรื่องนี้มีมาก
อาทิ
– การไม่รู้หนังสือแล้วลงนาม หรือไม่ศึกษารายละเอียด
– การไว้วางใจ เพราะเขา หรือพวกเขาน่าไว้ใจ
– คุณธรรม จริยธรรม กับความจริงในสังคม
– แล้วนึกถึงการคลายปม ผ้าเหลืองร้อน “พระมิตซูโอะ” ลือหนีพุทธพาณิชย์
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9560000070503

 

13 มิ.ย.2556 มีคดีใหญ่ที่ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ทุกฉบับ และเป็นคดีร้อนที่ผู้คนกำลังติดตามอย่างใกล้ชิด คือคดีอุ้มฆ่านักธุรกิจชื่อดัง “เอกยุทธ อัญชันบุตร” เจ้าของเว็บไซต์ไทยอินไซเดอร์ ที่ยังคงมีปมค้างคาใจหลายฝ่าย ทั้งญาติผู้เสียชีวิต หรือประชาชนทั่วไป ขณะเดียวกัน ยังเป็นวันปิดตำนานคดีสำคัญที่ถือเป็น “ประวัติศาสตร์” ส่งผลฉาวโฉ่ ในวงการผ้าเหลือง ข้าราชการ นักการเมือง หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ธนาคาร เพราะเป็นวันอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีทุจริตเครื่องราชฯ หลังจากต่อสู้กันมายาวนานกว่า 25 ปีด้วย!!

สิ่งที่เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะมีกลุ่มบุคคลที่มีความคิดสามานย์นำ “เครื่องราชอิสริยาภรณ์” ที่ในหลวงจะทรงมอบให้กับผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ มาแสวงหาประโยชน์ใส่ตัวได้ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดถูกเปิดเผยขึ้นครั้งแรก โดย นสพ.มติชน ฉบับวันที่ 30 ธันวาคม 2529 พร้อมพาดหัวว่า “ปลอมอนุโมทนาบัตร อ้างบริจาค 1,400 ล้าน

พร้อมกับเนื้อข่าววันนั้น สรุปใจความได้ว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีตรวจสอบพบว่า มีข้าราชการขอรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ สำหรับปี 2529 ในส่วนผู้ทำคุณประโยชน์ในทางราชการ จำนวนกว่า 750 ราย ที่ได้บริจาคเงิน สิ่งของ ให้วัดและโรงเรียนต่างๆ โดยมีใบอนุโมนาบัตร ระบุเงินกว่า 1,400 ล้านบาทส่อเค้าว่าไม่ถูกต้อง เพราะจากการสุ่มตรวจทราบว่าไม่ได้รับของบริจาคตามที่ระบุไว้

เมื่อกลายเป็นเรื่อง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น จึงสั่งการให้ตามติดกรณีนี้ให้ถึงที่สุด จนกระทั่ง มีการจับกุมในหลายระลอก แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องที่กระทบความรู้สึกของประชาชนมากที่สุด คือ “พระราชปัญญาโกศล” หรือ “เจ้าคุณอุดม รองเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส ในขณะนั้น เนื่องจากเป็นเพศบรรพชิต ถูกควบคุมตัว ในขณะห่มผ้าเหลือง จึงกลายเป็นที่สนใจและวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

หลังจับกุม ได้มีการฝากขังที่ สน.นางเลิ้ง และในเช้าวันที่ 11 ธ.ค. 2530 สื่อทุกสำนักได้ส่งนักข่าวไปติดตามคดี รวมถึง นสพ.สยามรัฐ ซึ่งระบุในหน้า 1 ฉบับวันที่ 12 ธ.ค. 2530 ที่พาดหัวว่า “เจ้าคุณอุดมน้ำตานองลาสึก ไม่อยากติดคุกทั้งผ้าเหลือง” โดยมีใจความตอนหนึ่งว่า

เจ้าหน้าที่กองอำนวยการสอบสวนคดีทุจริตปลอมแปลงเอกสารเพื่อขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ได้นำตัวพระราชปัญญาโกศล หรือ เจ้าคุณอุดม ผู้ต้องหาคนสำคัญมาสอบปากคำ โดยพระราชปัญญาโกศล ให้สัมภาษณ์ด้วยสีหน้าซึมเศร้าว่า ตนได้ตัดสินใจที่จะลาสึกจากพระแน่นอนแล้ว โดยตัดสินใจเมื่อเวลา 09.30 น. วันนี้ (11 ธ.ค.30) เพื่อรักษาสถาบันสงฆ์ซึ่งเป็นส่วนใหญ่เอาไว้ แม้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะทำให้ตนขายหน้าชาวบ้านอย่างมากอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่ตนจะสึกได้ขอร้องตำรวจ 3 ข้อ
1. ขอลาพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่วันเทพศิรินทร์ฯ เสียก่อน
2. ขอกราบไหว้พระประธาน
3. ให้จัดเสื้อผ้าให้ด้วย

พระราชปัญญาโกศล กล่าวขณะใบหน้านองน้ำตา ว่า ความจริงสิ่งที่ทำลงไปด้วยความบริสุทธิ์ใจมาโดยตลอด แต่กลับได้รับสิ่งที่ตรงกันข้าม เรื่องราวทั้งหมดเกิดจากคนใกล้ชิดทำให้เสียหาย “อาตมาเป็นคนไม่รู้หนังสือ ใครเอาอะไรมาให้เซ็นก็เซ็น โดยที่บางครั้งไม่มีการตรวจสอบรายละเอียดก่อน ซึ่งก็นึกไม่ถึงว่าคนใกล้ชิดจะทำได้อย่างนั้น

ทั้งนี้ ตำรวจได้นำใบอนุโมนาบัตร ซึ่งมีลายเซ็นแล้ว พบว่ามีการแก้ไขตัวเลข 500 บาท เป็น 50,000 หรือ 500,000 บ้าง นอกจากนี้ยังตรวจพบว่ามีการซื้อบ้านให้กับผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งทางพระราชปัญญาโกศล ระบุว่า มีการร้องขอให้ช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 11.00 น. วันเดียวกัน ทางตำรวจได้พาเจ้าคุณอุดม ไปที่วัดเทพศิรินทร์ฯ เพื่อทำการสึก พร้อมกับกล่าวตอนหนึ่งว่า “บางครั้งก็ต้องพูดความจริง หากพูดไม่จริงก็จะเป็นบาป และพูดอะไรก็จะไม่เป็นบาป

หลังการสอบสวน จับกุม และเปิดโปงสิ่งผิดปกติ ที่มีเรื่องเงินมาเกี่ยวข้องนับหมื่นล้านบาท และสืบพยานกว่าร้อยปาก มาราธอน 17 ปี วันที่ 27 เม.ย.2548 ศาลชั้นต้นได้พิพากษา จำเลย 5 คน จาก 16 คน มีความผิดรวม 152 กระทง จำคุกคนละพันกว่าปี หนักสุดเกือบ 3,000 ปี แต่ให้จำคุก 50 ปี โดยมีการยกฟ้อง 3 คน

ต่อมาในปี 2553 ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแก้โทษให้จำคุก นายอรุณ เพชรรัตน์ จำเลยที่ 4 อดีตลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด เป็นเวลา 2,234 ปี จากเดิมที่ศาลชั้นต้นพิพากาษาจำคุก 1,130 ปี นายมนตรี จำนง จำเลยที่ 5 อดีตครู จำคุก 2,180 ปี จากเดิม 1,170 ปี จำคุก นายอารี ศาสตรสาระ อดีตข้าราชการพลเรือนช่วยงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 9 เป็น เวลา 1,470 ปี จากเดิม 2,660 ปี นอกจากนี้ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้จำคุก น.ส.พัทยา พิมพ์สอาด จำเลยที่ 8 อดีตพนักงานธนาคารกรุงเทพ 1,920 ปี และจำเลยที่ 11 นายเมธี บริสุทธิ์ อดีตข้าราชการพลเรือนประจำสำนักงานเลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี จำคุก 1,148 ปี ปัจจุบันได้เสียชีวิต แล้ว ตามกระทงลงโทษ นอกจากนี้ ศาลอุทธรณ์ยืนให้ยกฟ้อง นายพิภพ บุญดิเรก อดีตข้าราชการพลเรือนช่วยงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 10 , นางชมัยภร แสงกระจ่าง อดีตข้าราชการพลเรือนประจำสำนักงาน เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี จำที่ 14 และนายวิโรจน์ ชาทอง อดีตศึกษานิเทศฯ 6 กรมสามัญศึกษา

ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 8-9 ฎีกา วันที่ 13 มิ.ย.2556 ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา 2  จำเลยดังกล่าว คือ น.ส.พัทยา พิมพ์สอาด  อดีตพนักงานธนาคารกรุงเทพฯ จำเลยที่ 8  นายอารี ศาสตรสาระ อดีตข้าราชการพลเรือน ช่วยงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ 9

โดยจำเลยที่ 8 น.ส.พัทยา มีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยคือ ร่วมสนับสนุนจำเลย ที่ 1 (เจ้าคุณอุดม) ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานกระทำผิด ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลใดมอบให้ หรือหามาให้ ซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์แก่ตนเอง ซึ่งที่ชั้นพิจารณาได้ความจากพระเถระชั้นผู้ใหญ่ว่า เจ้าคุณอุดม เป็นรองเจ้าอาวาสได้มอบหมายหน้าที่ให้ดูแลในส่วนของเมรุและสุสานหลวงไม่ได้ดูแลในส่วนของการยื่นคำขอเครื่องราชฯ จึงยังฟังไม่ได้ว่าไปร่วมสนับสนุนไปร่วมกระทำผิดดังกล่าว

ส่วน นายอารี จำเลยที่ 9 คดีนี้โจทก์ระบุพยานบุคคลไว้ 508 ปาก แต่สามารถนำพยานเข้าสืบได้ เพียงบางส่วน ซึ่งกลุ่มพยานในนั้น 17 คน แม้จะให้การถึง แต่ก็ไม่ยืนยันได้ว่าเห็นเรียกรับเงิน ส่วนพยานที่อ้างว่ารู้เห็นส่งมอบเช็คเงินสด ก็เป็นผู้ร่วมกระทำผิดที่เจ้าพนักงานได้ร่วมกันไว้เป็นพยานซึ่งมีน้ำหนักรับฟังได้น้อย พยานหลักฐานโจทก์นำสืบยังมีความสงสัยตามสมควร จึงยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกทั้งสอง สูงสุดตามกฎหมายเป็นเวลา 50  ปี ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย พิพากษายกฟ้อง

คำตัดสินดังกล่าว ถือเป็นการสิ้นสุดคดีสุดอื้อฉาว ที่มีการสืบพยาน และใช้เวลาในชั้นศาลมาราธอนกว่า 25 ปี มีการเปลี่ยนพนักงานอัยการหลายคน จำเลยในคดีนี้เสียชีวิตไปแล้ว 9  คน ผู้พิพากษาเสียชีวิต 1 คน และทนายความเสียชีวิต 4 คน.

จาก ไทยรัฐออนไลน์ โดย พลิกแฟ้มอาชญากรรม  15 มิถุนายน 2556, 05:30 น.
tags:
พลิกแฟ้มอาชญากรรม คดีเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พระราชปัญญาโกศล เจ้าคุณอุดม ปลอมแปลง รองเจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส อนุโมธนาบัตร เงินบริจาค หมื่นล้าน พันสี่ร้อยล้าน
ขยายตัวอักษร

http://www.thairath.co.th/content/region/351246

ตำนานคดีเครื่องราชฯ 25 ปี เจ้าคุณวัดเทพศิรินทราวาส Read More »

การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก

14 มิถุนายน 2556

หลังจากที่นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศึกษาธิการ ได้ประกาศนโยบาย “ยุบ”โรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนจำนวนไม่ถึง 60 คน และให้ย้ายไปเรียนที่โรงเรียนอื่นในพื้นที่ใกล้เคียง โดยให้เหตุผลสำคัญสองประการ คือ รัฐบาลไม่มีกำลังงบประมาณพัฒนาโรงเรียนทุกแห่ง และ ไม่สามารถนำงบประมาณจากเงินภาษีมาดูแลทุกโรงเรียนได้เท่าเทียมกัน ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ แสดงความเห็นทั้งสนับสนุนและคัดค้านอย่างกว้างขวาง ตามที่ปรากฎให้เห็นในสื่อต่างๆ

จากข้อมูลของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) โรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 120 คน มีทั้งหมด 14,816 โรง ส่วนโรงเรียนที่มีนักเรียนน้อยกว่า 60 คน มีทั้งหมด 5,962 โรง แยกเป็นโรงเรียนที่มีนักเรียนไม่เกิน 20 คน จำนวน 709 โรง มีนักเรียน 21-40 คน จำนวน 2,090 โรง และมีนักเรียน 41-60 คน จำนวน 3,163 โรง

โดยฝ่ายที่ให้การสนับสนุน เชื่อว่าการยุบโรงเรียนขนาดเล็กจะทำให้ระบบการศึกษาของเด็กชนบททัดเทียมกับเด็กในเมือง กระบวนการจัดการเรียนการสอนจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น และยังช่วยประหยัดงบประมาณ ซึ่งฝ่ายที่คัดค้านกลับมองว่า การแก้ปัญหาด้วยวิธีย้ายเด็กไปเรียนรวมกันอาจเกิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และเป็นการเพิ่มภาระให้ผู้ปกครองบางคนที่อยู่ไกลจากโรงเรียน โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่งมีคุณภาพดีกว่าโรงเรียนขนาดกลางและใหญ่ ปัญหาคุณภาพทางการศึกษาอาจอยู่ที่ครู

ทั้งนี้คณะกรรมาธิการการศึกษาได้มีมติเห็นด้วยกับกระทรวงศึกษาธิการ และได้เสนอให้กระทรวงศึกษาธิการพิจารณาในเรื่องต่อไปนี้ (1) การประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองรับทราบรายละเอียดและแนวทางที่ชัดเจน (2) การเตรียมความพร้อมในเรื่องรับ-ส่งนักเรียนโดยต้องเน้นเรื่องความปลอดภัย (3) ควรมีแนวทางที่ชัดเจนว่า อาคารบ้านพักและอาคารที่ทำการของโรงเรียนต่างๆ ที่ยุบรวมจะนำไปใช้ประโยชน์ในเรื่องใด (4) เรื่องการโยกย้ายครูและบุคลาการทางการศึกษาในโรงเรียนที่ถูกยุบรวมให้เหมาะสมและเป็นธรรม และ(5)การจัดการศึกษาทางไกลโดยนำเทคโนโลยีใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อเพิ่มโอกาสในการเรียนการสอนและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาแก่ประชาชนทุกระดับ
ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2550 มาตรา 49 วรรคแรกได้บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงละมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” รัฐควรมุ่งเน้นเรื่องจัดการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึง และเท่าเทียมกัน การยุบโรงเรียนขนาดเล็กย่อมทำให้สถานที่ที่จะให้ความรู้ขาดหายไป การนำจำนวนนักเรียนที่น้อยกว่า 60 คน มาพิจารณาย่อมขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในขณะเดียวกันรัฐบาลกลับตั้งงบประมาณจัดซื้อรถตู้ ทำไมไม่นำงบส่วนนี้บางส่วนไปพัฒนาโรงเรียน

การยุบโรงเรียนขนาดเล็กยังถือว่าไม่เป็นธรรมต่อชุมชน เพราะโรงเรียนขนาดเล็กส่วนมาก ชุมชนมักจะมีส่วนไม่ว่าจะเป็นการบริจาคที่ดินเพื่อก่อตั้ง ชาวบ้านที่เป็นจิตอาสาช่วยกันก่อสร้างอาคารเรียน โรงเรียนขนาดเล็กบางแห่ง โดยเฉพาะในชนบทที่อยู่ห่างไกล นักเรียนส่วนมากมักจะเป็นลูกเกษตกร การมีโรงเรียนในหมู่บ้านเป็นเรื่องที่สำคัญมาก สามารถใช้เป็นที่ดูแลบุตรหลาน การยุบควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ควรฟังเสียงสะท้อนจากชุมชน มิฉะนั้นจะกลายเป็นรัฐละเมิดสิทธิชุมชนเสียเอง
การยุบโรงเรียนขนาดเล็กหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าต่อไปก็ควรที่จะต้องตั้งคำถามให้กับตัวเองเสมอว่าจะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและมีความทัดเทียมกันได้อย่างไร ควรจัดระบบติดตามประเมินดูว่าแต่ละเขตพื้นที่มีอุปสรรคเช่นไร เกิดสัมฤทธิผลมากน้อยอย่างไร การเตรียมรับส่งนักเรียน แม้จะมีรถรับส่ง แต่การเรียนไกลบ้านย่อมเกิดค่าใช้จ่ายจิปาถะต่อผู้ปกครอง การจัดหาที่พักให้บุคลากรทางการศึกษาจะทำได้ตลอดหรือไม่ อย่าลืมว่านักเรียนแต่ละคนคืออนาคตของชาติ เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสำคัญ เด็กไทยต้องมีศักยภาพและสามารถแข่งขันกับเด็กชาติอื่นๆในอาเซียน

ที่มา: http://www.naewna.com

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33023&Key=hotnews

การยุบโรงเรียนขนาดเล็ก Read More »

เด็กชง 3 ข้อปฏิรูปหลักสูตร

14 มิถุนายน 2556

นายพชรพรรษ์ ประจวบลาภ ประธานเครือข่ายยุวทัศน์กรุงเทพ มหานคร ในฐานะประธานคณะกรรมการสมัชชาการศึกษาและสนับสนุนการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษา กล่าวถึงกรณีที่เครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพฯ เป็นเจ้าภาพจัดงาน “สมัชชาการศึกษา ครั้งที่ 2 (การศึกษาไทย แบบไหนที่เด็กต้องการ)” ที่จะจัดขึ้นวันที่ 15 มิ.ย.นี้ โดยมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รมว.ศธ. เป็นประธาน ว่า ก่อนหน้านี้ เครือข่ายฯ ประสานผ่านสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้ช่วยส่งแบบแสดงความคิดเห็น ในหัวข้อเกี่ยวกับการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาไปยังนักเรียนของร.ร.ต่างๆ ทุกพื้นที่กทม. เพื่อให้ออกแบบแนวคิด และสิ่งที่ต้องการจากการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาในครั้งนี้ เสนอต่อรมว.ศธ.

ประธานสมัชชาการศึกษากล่าวว่า หลังจากที่ได้รับแบบแสดงความคิดเห็น เบื้องต้นเสนอการปฏิรูปไว้ 3 ประเด็น คือ

1.อยากให้หลักสูตรใหม่ ให้อิสระทางความคิด ให้เด็กรู้จักเรียนรู้ ค้นคว้าด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นที่ปรึกษา พัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสังคม

2.สอนวิชาที่นำไปประยุกต์ใช้ ประกอบอาชีพได้ และคิดว่าหากมีเวลาเรียนมากพอแล้ว จะดึงเด็กที่ออกจากระบบการศึกษากลับมาเรียนเพิ่มขึ้น และ

3.การปฏิรูปครู หาก ศธ. นำไปปรับใช้หรือเป็นนโยบายได้ เชื่อว่าการศึกษาไทยคงจะพัฒนาขึ้น

ที่มา: http://www.matichon.co.th/khaosod

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33022&Key=hotnews

เด็กชง 3 ข้อปฏิรูปหลักสูตร Read More »

คอลัมน์: โบ้ย ก.ค.ศ.ชี้ทางคืนอำนาจเขตฯ คัด ผอ.โรงเรียนพรีเมียม

14 มิถุนายน 2556

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยกรณีที่สมาคมกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐานแห่งประเทศไทย ยื่นหนังสือต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อให้คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา เป็นผู้พิจารณาแต่งตั้งผู้บริหารโรงเรียนกลุ่มพรีเมียม แทนการให้คณะกรรมการกลั่นกรองของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกว่า การมีคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายผู้บริหารโรงเรียนพรีเมียม ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2554 โดยเป็นไปตามมติของคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และหนังสือเวียนสำนักงาน ก.ค.ศ.ที่ ศธ 0206.4/ว9 ลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2554 ที่ต้องการเปิดกว้างให้ผู้ประสงค์ที่จะขอย้ายเข้าโรงเรียนวัตถุประสงค์พิเศษ และโรงเรียนคุณภาพพิเศษได้มากขึ้น และสามารถสรรหาผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมมาดำเนินการได้

“การกลั่นกรองเป็นเพียงขั้นตอนหนึ่ง แต่ อำนาจการอนุมัติแต่งตั้งเป็นอำนาจของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ฯอยู่แล้ว จึงไม่ได้เป็นการก้าวล่วงในเชิงของกฎหมาย ซึ่งการกลั่นกรองก็เป็นเพียงการ กลั่นกรองคุณสมบัติ และผลงานประสบการณ์ในเบื้องต้น เพื่อส่งคะแนนและผลการกลั่นกรองไปให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ ฉะนั้นไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯแต่อย่างใด โดย สพฐ.พร้อม คืนอำนาจการกลั่นกรองไปให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ แต่คงต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณา” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว และว่า ในการประชุม กพฐ.ครั้งที่ผ่านมา ได้หารือ เรื่องการแต่งตั้งผู้บริหารโรงเรียนพรีเมียม ซึ่งที่ ประชุมเห็นว่า หาก ก.ค.ศ.สามารถปรับหลักเกณฑ์ เพื่อให้เกิดการพิจารณาผู้ที่จะขอย้ายข้ามเขตเข้า มาได้และได้คนดีคนเก่งมีความรู้ความสามารถที่เหมาะสมมาทำงานให้แก่โรงเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพให้สูงยิ่งขึ้นต่อไปได้ ก็ถือว่าการกลั่นกรองจากส่วนกลาง ไม่น่าจะมีความจำเป็น ทั้งนี้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาเคยมีการพูดกันว่า เมื่อโรงเรียนพรีเมียมเป็นโรงเรียนที่ให้บริการแก่นักเรียนทั่วประเทศ ดังนั้นก็ต้องเป็นโรงเรียนที่เขตบริการ คือประเทศไทย จึงไม่ควรจำกัดเฉพาะให้คนในเขต พื้นที่ฯเท่านั้น ที่จะมาเป็นผู้บริหารโรงเรียนพรีเมียม และโรงเรียนเหล่านี้ควรมีผู้บริหารที่มีศักยภาพ มีประสบการณ์ระดับแนวหน้าของประเทศมาบริหาร

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีสมาคมกรรมการฯระบุว่ามีกระแสข่าวการวิ่งเต้นโยกย้ายผู้บริหารแลกกับเงิน 7 หลักนั้น นายชินภัทรกล่าวว่า เรื่องนี้สำนักงาน ก.ค.ศ.จะต้องสอดส่องดูแล และรับ ข้อมูลข้อร้องเรียนต่างๆ มาประกอบการปรับปรุงระบบการบริหารงานบุคคล โดยเรื่องนี้ควรมีเจ้าภาพ เพราะถ้าให้ สพฐ.ลงมาดำเนินการก็จะเกิดความ ลักลั่น เพราะ สพฐ.ไม่มีอำนาจโดยตรงในการกำกับดูแล อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ

ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33021&Key=hotnews

คอลัมน์: โบ้ย ก.ค.ศ.ชี้ทางคืนอำนาจเขตฯ คัด ผอ.โรงเรียนพรีเมียม Read More »

สพฐ.จับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงนาม MOU พัฒนาการสหกรณ์ในโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน

14 มิถุนายน 2556

สพฐ.ร่วมมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงนาม MOU เพื่อพัฒนาการสหกรณ์ในโรงเรียน เพื่อให้เด็กนำไปปฏิบัติใช้ในชีวิตจริง หวังเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือกับนางเบญจลักษณ์ น้ำฟ้า รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการส่งเสริมการเรียนรู้การสหรกรณ์ในโรงเรียน ภายใต้การขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านการสหกรณ์ ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน2556 ว่า ตามยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนวาระแห่งชาติด้านการสหกรณ์ยุทธศาสตร์แรกคือ การสร้างและพัฒนาการเรียนรู้และทักษะการสหรกรณ์สู่วิถีชีวิตประชาชนในชาติ เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ และทักษะเรื่องการสหกรณ์แก่ประชาชน ทั้งที่อยู่ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา ดังนั้น ในระบบการศึกษาจึงได้จัดให้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการดำเนินงานวาระแห่งชาติด้านการสหกรณ์ และผลักดันให้การสหกรณ์เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ของประเทศอย่างยั่งยืน

โดยทั้ง 2 หน่วยงาน จะร่วมกันส่งเสริม สนับสนุน บูรณาการ ในการจัดการเรียนรู้เรื่องการสหกรณ์ในสถานศึกษาในสังกัด สพฐ. ด้วยการพัฒนาสื่อการสอนสนับสนุนการจัดการเรียนรู้การสหกรณ์เพื่อความยั่งยืน รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อสร้างทักษะเรื่องการสหกรณ์ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาให้เข้มข้นมากยิ่งขึ้น

ซึ่ง สพฐ. จะส่งต่อนโยบายลงไปสู่ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาระดับประถมและมัธยมศึกษา เพื่อกระจายแนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาสหกรณ์กับหลักสูตรแกนกลางของการศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนสังกัด สพฐ. ทั่วประเทศ

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การเดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาสหกรณ์ในโรงเรียนจะทำให้เยาวชนของชาติได้รับรู้และเข้าใจการสหกรณ์มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสามารถนำไปใช้ปฏิบัติในวิถีชีวิตอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศชาติให้มีความมั่นคงยั่งยืนต่อไป

ที่มา: หนังสือพิมพ์พิมพ์ไทย

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=33020&Key=hotnews

สพฐ.จับมือกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงนาม MOU พัฒนาการสหกรณ์ในโรงเรียนเพื่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน Read More »