บุรินทร์ รุจจนพันธุ์

อธิการบดีปัดแก้เกรดให้ลูก

อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ปัดแก้เกรดให้ลูก บอกถ้าแก้ได้คงแก้ให้ได้เยอะกว่านี้ เชื่อเป็นเรื่องการเมืองภายใน เนื่องจากเป็นช่วงปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ขู่เล่นงานกลับให้ถึงที่สุด
http://education.kapook.com/view67041.html

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวว่าอาจารย์และนักศึกษา มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เข้ายื่นหนังสือถึง นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) สั่งสอบอธิการบดี หลังสั่งแก้เกรดให้กับบุตรชายของตนเองอย่างไม่ถูกต้องจำนวน 8 รายวิชา ประจำปีการศึกษา 1/2555 ตามที่ได้รายงานข่าวไปนั้น
23 กรกฎาคาม 2556 นายถวิล พึ่งมา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวชี้แจงกรณีดังกล่าวว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ก่อนที่เข้ามาเป็นอธิการบดี โดยตนเข้ามารับตำแหน่งช่วงเดือนสิงหาคม 2555 นับถึงวันนี้เป็นเวลาประมาณ 10 เดือน ส่วนตัวเชื่อว่าเป็นการเมืองภายใน เพราะมีการร้องเรียนมานานแล้ว
โดยทางสภาสถาบันได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พบว่ามีการแก้ไขเกรดวิชาภาษาอังกฤษ และได้เชิญตนไปสอบปากคำ มีผลสรุปออกมาแล้วว่า มีการแก้เกรดในวิชาดังกล่าวจริง แต่ยังไม่สรุปว่าเกิดจากความผิดพลาดประการใด และจากการสอบสวนสรุปว่าตนไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง จึงได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งฝ่ายทะเบียน ผู้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ และหัวหน้าสาขา ซึ่งเป็นรองอธิการบดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวน

ทั้งนี้ ตามระบบการแก้เกรดของ สจล. ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่ใช่จะแก้ได้คนเดียว จะต้องมีผู้เกี่ยวข้องอย่างน้อย 2 ฝ่าย คืออาจารย์ผู้สอนและฝ่ายทะเบียน ถ้าจะเข้าไปแก้เกรดของนักศึกษาได้ ต้องมีทั้งรหัสของฝ่ายทะเบียนและรหัสประจำตัวของอาจารย์ผู้สอน จะใช้เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ได้ ต้องใช้รหัสของทั้งสองคน จึงจะสามารถเข้าไปแก้เกรดให้นักศึกษาได้ ดังนั้นถึงแม้ตนเป็นอธิการบดีก็ไม่สามารถแก้เกรดให้ใครได้เพราะไม่มีรหัสดังกล่าว ถ้าจะแก้ให้ลูกจริง ๆ คงแก้ให้ได้เกรดมากกว่านี้
ส่วนที่ระบุว่าตนเพิกเฉยไม่ดำเนินการใด ๆ เมื่อทางอาจารย์ผู้สอนร้องเรียนว่าเกรดของลูกชายตนมีความผิดพลาดนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะทันทีที่เห็นการร้องเรียน ได้มีคำสั่งไปว่า ขอให้แก้ไขให้เป็นเกรดที่ถูกต้องทันที หากสภาสถาบันสรุปว่าตนไม่มีความผิดตามที่ถูกกล่าวหา และรู้ตัวชัดเจนว่าใครเป็นผู้ดำเนินการดังกล่าว จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างถึงที่สุด
นอกจากนี้ นายถวิล กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องการเมืองภายในสถาบัน คนที่ร้องน่าจะเป็นผู้บริหารจากกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งในเดือนตุลาคมนี้จะมีผู้บริหารระดับคณบดีและผู้อำนวยการวิทยาลัย ประมาณ 7 คนหมดวาระ และเขาคงเกรงว่าถ้าตนยังเป็นอธิการบดีอยู่ จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งระดับบริหารต่อไปอีก
+ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1374580565&grpid=00&catid=00

politic or cheat
politic or cheat

อธิการบดี ม.ดังแก้เกรดให้ลูกชาย 8 วิชา นายกสถาบัน สั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงใหม่ หลังเคยสอบแล้วเป็นเรื่องจริง
+ http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1374556431&grpid=&catid=19&subcatid=1903
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2556 แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กลุ่มผู้บริหาร คณาจารย์ จากมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เข้ายื่นหนังสือถึงนายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงพฤติการณ์ที่ไม่ชอบด้วยจรรยาบรรณอาจารย์ และอาจเข้าข่ายกระทำผิดวินัยร้ายแรง ในกรณีการแก้ไขเกรดของนักศึกษาอย่างไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรม
แหล่งข่าวกล่าวว่า ใจความในหนังสือระบุว่า ขอร้องเรียนพฤติการณ์ที่ไม่ชอบด้วยจรรยาบรรณอาจารย์ และอาจเข้าข่ายการกระทำผิดวินัยร้ายแรง ในกรณีที่มีการแก้ไขเกรดอย่างไม่ถูกต้อง ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัยทั้งหมด 8 รายวิชา ประจำปีการศึกษา 1/2555 ของนาย ก. (นามสมมุติ) รหัสนักศึกษา 55xxxxxx นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ซึ่งเป็นบุตรชายอธิการบดีของมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งนี้ โดยมีรายละเอียดแต่ละวิชา ดังนี้

1. วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 1 ภาคเรียนที่ 1/2555 เป็นการแก้ไขเกรดจาก D ให้เป็น B “กลุ่มผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 1 ทราบเรื่องนี้เนื่องจากมีนักศึกษาคนหนึ่งส่งบันทึกคำร้องขอให้สาขาวิชาที่เกิดปัญหาตรวจสอบคะแนนรายวิชาพื้นฐานภาษาอังกฤษพื้นฐาน 1 ภาคการศึกษาที่ 1/2555 และเมื่อกลุ่มอาจารย์ผู้สอนวิชาภาษาอังกฤษได้ตรวจทานคะแนนการสอบกลางภาค และคะแนนปลายภาค วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 1 ของนักศึกษาคณะที่เกิดปัญหาทั้งหมด จึงพบว่า คะแนนกลางภาค ปลายภาค และเกรดของนาย ก. ที่ปรากฏอยู่ในระบบฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักทะเบียนและประมวลผลของมหาวิทยาลัย ไม่ตรงกับคะแนนซึ่งเป็นเอกสารที่มีลายมือชื่อของคณะกรรมการผู้จัดทำคะแนน ที่ส่งจากสาขาวิชาที่เกิดปัญหา ไปยังสำนักทะเบียน โดยใบเกรดของสาขาวิชาที่เกิดปัญหาเป็น D แต่เกรดในระบบฐานข้อมูลของสำนักทะเบียนเป็น B และไม่มีอาจารย์ผู้จัดทำคะแนนคนใดเป็นผู้ดำเนินการ รับรู้ หรือรับทราบในการแก้ไขเกรดดังกล่าว” หนังสือร้องเรียนระบุ
หนังสือร้องเรียนระบุอีกว่า วันที่ 27 พฤศจิกายน 2555 คณาจารย์กลุ่มวิชาภาษาอังกฤษได้ส่งเรื่องขอให้คณบดีดำเนินการหาข้อเท็จจริงในเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งคณบดีได้รายงานเรื่องดังกล่าวถึงอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เพื่อสั่งการให้สำนักทะเบียนแก้ไขเกรดของนาย ก. ให้ถูกต้อง และขอให้มหาวิทยาลัยดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าว แต่ไม่ปรากฏเอกสารว่าอธิการบดีได้สั่งให้ดำเนินการแต่อย่างใด
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า
2. วิชา ENGINEERING MATHEMATICS 1 โดยข้อมูลของสำนักทะเบียน ณ วันที่ 22 ตุลาคม 2555 นาย ก. ได้เกรด F ต่อมาวันที่ 23 ตุลาคม 2555 พบว่า เกรดเปลี่ยนจาก F เป็น D และในวันที่ 24 ตุลาคม มีการแก้ไขคะแนนอีกครั้งจาก D เป็น C
3. วิชา ENGINEERING MATERIALS ข้อมูลของสำนักทะเบียน ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2555 คะแนนของนาย ก. ได้เกรด F และต่อมาในวันที่ 29 ตุลาคม 2555 พบว่ามีการแก้ไขคะแนนเปลี่ยนจาก F เป็น C
4. วิชา GENERAL PHYSICS 1 ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของสำนักทะเบียน ณ วันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 ได้เกรด D ต่อมาวันที่ 13 พฤศจิกายน 2555 พบว่ามีการแก้ไขคะแนนจาก D เป็น D+
5. วิชา GENERAL CHEMISTRY ข้อมูลในระบบฐานข้อมูลของสำนักทะเบียน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2555 ได้เกรด D+ และในวันที่ 2 พฤศจิกายน มีการแก้ไขคะแนนจาก D+ เป็น B+
6. วิชา GENERAL PHYSICS LABORATORY 1 ข้อมูล ณ วันที่ 11 พฤศจิกายน 2555 ได้เกรด D ต่อมาวันที่ 12 พฤศจิกายน 2555 มีการแก้ไขเกรดเป็น C
7. วิชา GENERAL CHEMISTRY LABORATORY ข้อมูลวันที่ 23 ตุลาคม ในระบบของสำนักทะเบียน ได้ F ต่อมาวันที่ 24 ตุลาคม แก้เกรดจาก F เป็น C และ
8. วิชา COMPUTER PROGRAMMING เป็นวิชาที่รับผิดชอบโดยที่เกิดปัญหา มีการแก้ไขคะแนนหลังจากที่ส่งผลการเรียนให้สำนักทะเบียน และสำนักทะเบียนได้ประกาศเกรดให้นักศึกษาทราบทั่วกันแล้ว โดยแก้ไขเกรดของนาย ก. จาก F เป็น C
แหล่งข่าวคนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งนี้ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันทั้งสถาบัน ทั้งในกลุ่มอาจารย์กันเอง และนักศึกษา

ดังนั้น ประชาคมของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จึงได้ส่งหนังสือร้องเรียนถึงนายกสภาสถาบัน และสภาสถาบันได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ผลสอบข้อเท็จจริงสรุปว่า มีการแก้ไขเกรดวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน 1 ของนาย ก. จริง และตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรงรองอธิการบดีแต่เพียงผู้เดียว โดยที่อธิการบดีไม่ถูกตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ทั้งที่ทราบเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น แต่ไม่มีการดำเนินการใดๆ เลย

ผู้บริหารและอาจารย์เห็นว่า การสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง อาจจะยังสาวไปไม่ถึงคนสั่งการจริงๆ และเพิ่งมาพบภายหลังว่า มีการแก้ไขเกรดให้นาย ก. ถึง 8 วิชา ดังนั้น จึงเสนอเรื่องไปยังสภาสถาบันใหม่ เพื่อขอให้สอบสวนเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง ขณะนี้ทางสภาสถาบันได้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงขึ้นใหม่แล้ว เพื่อสอบสวนเรื่องดังกล่าวอีกครั้ง นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ผู้บริหารระดับรองอธิการบดี และผู้ช่วยอธิการบดีของมหาวิทยาลัยแห่งนี้อีกหลายคน ได้แก้เกรดให้กับลูกของตัวเองด้วยแหล่งข่าวกล่าว
แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยชื่อดังกล่าวต่อว่า การแก้เกรดนักศึกษา ถือเป็นการทำผิดวินัยร้ายแรง ตามข้อบังคับสถาบันว่าด้วยวินัย หลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขการสอบสวนพิจารณา และการสั่งลงโทษทางวินัย พ.ศ.2552 ข้อ 18 (3) ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเอง หรือผู้อื่นได้รับผลประโยชน์โดยมิควร ซึ่งถือว่าทุจริตต่อหน้าที่ และเข้าข่ายกระทำผิดจรรยาบรรณร้ายแรงของข้อบังคับสถาบัน ว่าด้วยจรรยาบรรณของผู้ปฏิบัติงานในสถาบัน พ.ศ.2553 ตามข้อ 38(7) ใช้วิชาชีพปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ซื่อสัตย์ และแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ โดยกระทำการแก้ผลการเรียน หรือผลสอบของนักศึกษา
การที่กลุ่มอาจารย์ออกมาเปิดเผยเรื่องดังกล่าว เพราะอยากรักษาความถูกต้องทางการศึกษาไว้ โดยอยากขอให้นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการ ศธ.เข้ามาตรวจสอบเรื่องดังกล่าว และขอให้ทางสภาสถาบันสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารระดับสูง และผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน จนกว่ากระบวนการสอบสวนจะได้ข้อสรุป เพราะนักศึกษารายดังกล่าวเป็นลูกของผู้บริหารระดับสูงของสถาบัน ดังนั้น กระบวนการสอบสวนอาจถูกแทรกแซงได้ และหากพบว่าเรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารระดับสูงคนดังกล่าว และผู้เกี่ยวข้อง ทางกลุ่มอาจารย์ และผู้บริหาร ยอมรับให้ผู้บริหารระดับสูงคนดังกล่าวกลับมาทำงานตามเดิม เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายแหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยชื่อดังกล่าว

ที่มา:มติชนรายวัน 23 ก.ค.2556


ข้อร้องเรียนกรณีมีการแก้ไขเกรด ประจำภาคการศึกษา 1/2555
http://www.youtube.com/watch?v=7ki8ceR_PdA

อธิการบดีปัดแก้เกรดให้ลูก Read More »

ชักดาบเงินกู้ กยศ. ทนุศักดิ์ งัดไม้ตายจับขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์

ชักดาบเงินกู้ กยศ. ทนุศักดิ์ งัดไม้ตายจับขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ไล่จับเด็กกู้เงิน กยศ.แล้วเบี้ยวหนี้ หลังพบพฤติกรรมของผู้สำเร็จการศึกษาไปแล้ว มีงานทำแต่นำไปใช้จ่ายฟุ่มเฟือย จึงจำเป็นต้องลงโทษสถานหนักถึงขั้นแบล็กลิสต์ พร้อมสร้างหลักเกณฑ์ใหม่ ในปีการศึกษา 57 ผู้กู้ทุกคนต้องยินยอมให้ถูกขึ้นแบล็กลิสต์ หลังสำเร็จการศึกษาไปแล้ว 3 ปี ยังเบี้ยวหนี้

นายทนุศักดิ์ เล็กอุทัย รมช.คลัง ในฐานะที่กำกับกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า นักเรียนและนักศึกษาที่กู้เงินจาก กยศ.ในปีการศึกษาหน้า หรือปีการศึกษา 2557 ต้องทำสัญญายอมรับการถูกขึ้นบัญชีดำ หรือแบล็กลิสต์กับศูนย์ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ หรือเครดิตบูโร เพื่อป้องกันการไม่ชำระหนี้ หรือเบี้ยวหนี้ หลังจากพบว่า อัตราการเบี้ยวหนี้ของนักเรียนและนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วและครบกำหนดชำระหนี้ เบี้ยวหนี้ถึง 50%

คลิ๊ปนักศึกษา กยศ. เข้าหัวข้อแรงบันดาลใจ
คลิ๊ปนักศึกษา กยศ. เข้าหัวข้อแรงบันดาลใจ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงตอนนี้คือ การเบี้ยวหนี้ของนักเรียนและนักศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาไปแล้วครบ 2 ปี และในปีที่ 3 ที่ต้องทยอยชำระหนี้คืน กยศ.พร้อมจ่ายดอกเบี้ย 1% ต่อปี ซึ่งถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก แต่ปรากฏว่า อัตราการเบี้ยวเพิ่มขึ้นจากเดิมเมื่อหลายปีก่อน เคยลดลงเหลือ 28% ปัจจุบันเพิ่มขึ้นจาก 40% และ 50% ในที่สุด

นายทนุศักดิ์ กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 57 จะเริ่มใช้ในเดือน ต.ค.นี้ สำนักงบประมาณได้ตัดงบสนับสนุน กยศ. 5,500 ล้านบาท เหลือ 23,000 ล้านบาท ทำให้มีเงินเหลือเพียงพอที่จะปล่อยกู้ให้แก่นักเรียนและนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 57 ได้เพียง 35,000 คนเท่านั้น เพราะ กยศ.จะไม่ตัดสิทธิ์การเล่าเรียนของผู้กู้เดิมเป็นอันขาด เนื่องจากเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนและนักศึกษาที่ต้องเลิกเรียนกลางคันได้

ทั้งนี้ในปัจจุบัน กยศ.มีนักเรียนและนักศึกษาที่กู้เงินประมาณ 800,000-900,000 คน โดยมีอัตราการเข้าใหม่และสำเร็จการศึกษาประมาณปีละ 200,000 คน โดยมีรายได้หลักจากการสนับสนุนเงินงบประมาณของรัฐบาล และรายได้จากการชำระหนี้ของรุ่นพี่เพื่อนำเงินที่ชำระนั้น ไปใช้เป็นทุนหมุนเวียนให้แก่น้องๆ รุ่นต่อๆ ไป โดยเมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นวันที่ครบกำหนดชำระหนี้ (กรณีชำระเป็นรายปี) พบว่ามีมาชำระหนี้เพียง 25,000 ล้านบาท จากจำนวนเงินที่ครบชำระทั้งหมด 50,000 ล้านบาท หรือเบี้ยวหนี้ถึง 50% จึงมีผลกระทบต่อสภาพคล่องของ กยศ.อย่างหนัก

ลูกหนี้ของ กยศ.ที่ไม่มาชำระหนี้ จะถูกเบี้ยปรับในอัตรา 15% แต่เด็กๆคิดว่าเป็นความผิดเล็กๆน้อยๆ จึงนำเงินไปใช้อย่างอื่นหมด เช่น ซื้อโทรศัพท์มือถือ และรถจักรยานยนต์ เป็นต้น โดยไม่ยอมจ่ายหนี้คืน กยศ.จึงจำเป็นต้องลงโทษอย่างหนัก โดยจะเสนอ รมว.คลัง ขึ้นบัญชีดำ 2 กรณีคือ 1.ผู้กู้ก่อนปีการศึกษา 2557 หากสำเร็จการศึกษาครบแล้ว 5 ปีไม่มาชำระจะขึ้นแบล็กลิสต์ทันที และ 2.ผู้กู้ตั้งแต่ปี 57 เป็นต้นไปหากครบ 3 ปีไม่ชำระหนี้ก็จะขึ้นแบล็กลิสต์เช่นเดียวกัน ซึ่งการขึ้นแบล็กลิสต์จะมีผลกระทบต่อการเข้าถึงแหล่งการเงินและโอกาสในการหางานทำในอนาคตด้วย

นายทนุศักดิ์ กล่าวอีกว่า จากจำนวนผู้สำเร็จการศึกษาที่กู้เงินจาก กยศ.มีผู้ที่มีงานทำประมาณ 70% ที่เหลืออีก 30% ไม่มีงานทำ ซึ่งในส่วนนี้กระทรวงการคลังจะร่วมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน สมาคมผู้ประกอบการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือให้มีงานทำและจะร่วมกับกองทุนตั้งตัวได้ เพื่อให้ผู้ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว แต่ยังไม่มีงานมีโอกาสเป็นเจ้าของกิจการของตนเองได้ด้วย ซึ่งปัจจุบัน กยศ.ปล่อยกู้ค่าครองชีพแก่นักเรียนตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 (ม.4) เนื่องจากรัฐบาลมีโครงการเรียนฟรีไปจนถึง ม.6 โดยจะปล่อยกู้เป็นค่าเล่าเรียน และค่าครองชีพในระดับอาชีวะจนถึงปริญญาตรี.

http://www.thairath.co.th/content/eco/357172

กยศ. ให้โอกาส
http://www.youtube.com/watch?v=wjUwdBLZPAA

มี 32 สถานศึกษาทุจริต กยศ.

กยศ. ให้ชีวิต

ชักดาบเงินกู้ กยศ. ทนุศักดิ์ งัดไม้ตายจับขึ้นบัญชีแบล็กลิสต์ Read More »

ลือ..คณะแพทย์ห้าม นักศึกษาแพทย์โฆษณาชวนเชื่อ

อ่านเรื่องนี้แล้ว นึกไปถึงหัวข้อคุณธรรม จริยธรรมในวิชาชีพ
ว่าทุกสาขา ทุกหลักสูตร ในทุกสถาบันการศึกษาก็มีกัน
ข้อห้ามเหล่านี้ ถ้าหยิบนำมาพิจารณา อาจทำให้สังคมสงบขึ้น
อาทิ เป็นนักศึกษาไทยต้องทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม
ใครทำผิดวัฒนธรรมไทย .. มีความผิด พ้นสภาพการเป็นนักศึกษา
อะไรทำนองนี้

 

เมื่อฝ่าฝันสอบคัดเลือกเข้ามาเป็น นศพ. เต็มตัวแล้ว
จะทำสิ่งใด.. ต้องรับผิดชอบต่อสังคม

นักศึกษาแพทย์
นักศึกษาแพทย์

HOT สุดในบอร์ดแอดมิชชั่นเว็บเด็กดีตอนนี้ คงหนีไม่พ้นกระทู้ “ใครจะสอบหมออ่านด่วน ไม่สนใจมีสิทธิ์โดนไล่ออกก่อนได้เรียน” ที่ภายในกระทู้มีเนื้อหาอธิบายว่า ขณะนี้อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น จุฬาฯ ศิริราช รามาฯ ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น ต่างออกมาแสดงจุดยืน ห้ามนิสิตนักศึกษาแพทย์ ไปรับเป็นพรีเซนเตอร์โฆษณาให้กับเครื่องดื่ม หรือสินค้าที่โฆษณาเกินจริง หลังจากล่าสุดมีผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งที่สื่อความหมายในภาพยนตร์โฆษณาว่า “ดื่มแล้วสามารถสอบติดคณะแพทยศาสตร์ได้” ซึ่งอาจจะก่อให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดตามมา

16 ก.ค. 56 พี่ลาเต้ ได้นำประเด็นดังกล่าวสอบถามไปยังแหล่งข่าววงในซึ่งเป็นอาจารย์ท่านหนึ่งของ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับการเปิดเผยว่า “ทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เรียกนิสิตแพทย์รายหนึ่งมาทำความเข้าใจในเรื่องดังกล่าวจริง ซึ่งไม่ใช่เป็นการตำหนิหรือลงโทษ เพียงแต่เป็นการพูดคุยชี้แจงให้นิสิตได้ทราบว่า เมื่อฝ่าฝันสอบคัดเลือกเข้ามาเป็น นศพ.เต็มตัวแล้ว จะทำสิ่งใดต้องรับผิดชอบต่อสังคม เช่นกรณีการไปเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับเครื่องดื่มบำรุงสมองรายหนึ่งที่อ้างว่า ดื่มแล้วสามารถสอบติดคณะแพทยศาสตร์ได้ อาจทำให้รุ่นน้องที่ยึดเป็นไอดอล หรือสังคมเกิดความเข้าใจผิดตามมา เพราะโฆษณาดังกล่าวมีการสร้างความเชื่อที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ และมีดึงชื่อของคณะแพทยศาสตร์ไปเกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ทางคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้แจงเพิ่มเติมว่า “ทางคณะไม่มีการออกกฎระเบียบหรือคำสั่งห้ามนิสิตรับเป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆ แต่ได้ย้ำเตือนกับนิสิตทุกคนให้ใช้วิจารณญาณ โดยยึดมั่นในการทำงานรับใช้สังคมตามหลักปฎิบัติของนิสิตแพทย์

ทางด้าน รศ.พญ.นันทนา ศิริทรัพย์ รองกรรมการอนุกรรมการสอบคัดเลือก กสพท. (หน่วยงานที่ดูแลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อคณะแพทยศาสตร์ทั่วประเทศ) ได้แสดงความเห็นผ่านทางทีมข่าวการศึกษาเว็บไซต์เด็กดีดอทคอมว่า “ในโฆษณาดังกล่าวที่สื่อความหมายว่า ดื่มแล้วจะสอบติดคณะแพทยศาสตร์ได้นั้น ไม่เห็นด้วยอย่างมาก เพราะมองว่าการสอบติดคณะแพทยศาสตร์ กับการดื่มเครื่องดื่มนั้นไม่มีความสัมพันธ์กัน การที่นักเรียนจะสอบติดคณะแพทยศาสตร์ได้ อยู่ที่การฝึกฝน และพยายามของแต่ละบุคคล จึงอยากให้สังคม และนักเรียนที่อยากสอบเข้าคณะแพทยศาสตร์โปรดใช้วิจารณญาณต่อภาพยนตร์โฆษณาชุดดังกล่าว และทำความเข้าใจใหม่ในความเชื่อที่ผิด

ตอบข้อซักถามที่ว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะร่วมกัน ออกกฏห้าม นศพ.ไปเป็นพรีเซนเตอร์ผลิตภัณฑ์ หรือสินค้าโฆษณาเกินจริงหรือไม่? ทาง รศ.พญ.นันทนา ได้เปิดเผยต่อว่า “ในอนาคตทางกลุ่มของคณะแพทยศาสตร์เห็นพ้องร่วมกันว่า เตรียมที่จะมีนโยบายให้คณาจารย์คณะแพทยศาสตร์ทุกสถาบัน ทำความเข้าใจกับ นศพ.ชั้นปีที่ 1 ในงานปฐมนิเทศก่อนเข้ารับการศึกษา โดยยึดหลักจรรยาบรรณของวิชาชีพแพทย์ ที่จะต้องรับใช้และมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยจากข้อมูลที่ได้มาของปี 2556 พบว่า นศพ.ปี 1 จะถูกผลิตภัณฑ์สินค้าดังกล่าว นัดให้ไปถ่ายเป็นพรีเซนเตอร์ในช่วงก่อนกำหนดรายงานตัวเข้าศึกษา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหนือการควบคุมของคณะแพทยศาสตร์นั้นเอง

ทั้งหมดนี้เป็นบทสัมภาษณ์ที่ทางพี่ ๆ ทีมข่าวการศึกษา เว็บไซต์เด็กดีดอทคอมไปสัมภาษณ์มานะครับ คงจะสยบข่าวลือได้ในระดับนึง แต่จะว่าไปแล้วทั้งหมดก็เป็นเรื่องภายในของคณะแพทยศาสตร์ ที่มองว่าการกระทำดังกล่าวนั้นมีความเหมาะสมหรือไม่อย่างไร แต่ในฐานะคนนอกอย่างพวกเราก็ต้องอย่าลืมว่า ให้ใช้วิจารณญาณในการรับข่าวสารด้วยเช่นกันครับ พี่ลาเต้ เชื่อว่าเด็กไทยไม่มีใครสามารถมาหลอกได้ง่ายๆ จริงไหมครับ ?

http://www.dek-d.com/content/admissions/32393/

ลือ..คณะแพทย์ห้าม นักศึกษาแพทย์โฆษณาชวนเชื่อ Read More »

กลยุทธ์สิงคโปร์สร้างห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่ 3

ชวนคิด ชวนมอง .. กันคนละมุม ..
ที่สิงคโปร์จะให้ห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่สาม
ผมว่ากลยุทธ์นี้ไม่ work สำหรับคนไทย
.. เพราะปัจจุบันคนไทยส่วนหนึ่งและจะเป็นส่วนใหญ่ในไม่ช้า
ได้ยึด facebook เป็นบ้านหลังที่สามไปเรียบร้อยแล้ว

 

 

ภาพประกอบจาก Zongkiat Pavadee
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=616988631658868&set=a.261783827179352.72887.100000432096291

singapore
singapore

กลยุทธ์สิงคโปร์สร้างห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่ 3
การพัฒนาคน สิ่งสำคัญคือการให้ความรู้ ซึ่งสิงคโปร์ถือเป็นต้นแบบแห่งการเรียนรู้ ที่ใช้การอ่านเป็นเครื่องมือ โดยเน้นกลยุทธ์ปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่วัยเด็กจนถึงชรา สร้างห้องสมุดให้สามารถเข้าถึงได้ง่ายและกลายเป็นบ้านหลังที่ 3  รวมทั้งโครงการอ่านหนังสือที่เหมาะกับวัยต่างๆ
การเข้าใช้บริการห้องสมุดของชาวสิงคโปร์ที่เพิ่มขึ้นทุกปี โดยประชากรในประเทศมี 5 ล้านคน และเกือบครึ่งนึงของจำนวนประชาชน พวกเขาเป็นสมาชิกห้องสมุด โดยในปี 2546 มีผู้เข้าใช้จำนวน 31.2 ล้านครั้ง และในปี 2554  เพิ่มเป็น 37.5 ล้านครั้ง   ส่วนสถิติการยืม ในปี 2546 มีจำนวน 27.5 ล้านครั้ง ก็เป็น 36.6 ล้านครั้ง ในปี 2554  ขณะที่การยืมต่อหัวอยู่ในระดับคงที่ระหว่าง 5.7 และ 7.1 
การเปลี่ยนแปลงนี้ มาจากรัฐบาลสิงคโปร์ได้จัดตั้งคณะกรรมการห้องสมุดแห่งชาติ หรือ NLB ขึ้น เพื่อกำกับดูแลห้องสมุดแห่งชาติ ในการพัฒนาระบบโครงสร้างตั้งแต่ปี 2538 โดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี ในการให้บริการห้องสมุดที่เชื่อมโยงทั่วโลก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีเครือข่ายห้องสมุดประชาชนทั้ง 25 แห่งทั่วประเทศเป็นผู้ให้บริการ  โดยห้องสมุดเหล่านี้  สร้างขึ้นในหลายสถานที่ เช่นห้างสรรพสินค้า ตามแคว้นต่างๆ และเป็นห้องสมุดเฉพาะกลุ่ม เช่น ห้องสมุดด้านศิลปะการแสดง เพื่อรองรับการใช้บริการของคนทุกเพศ ทุกวัย

http://newspapers.nl.sg/Digitised/Page/today20030306-1.1.3.aspx

http://newspapers.nl.sg/Digitised/Page/today20030306-1.1.3.aspx
http://newspapers.nl.sg/Digitised/Page/today20030306-1.1.3.aspx

NLB ได้ปูพื้นฐานนิสัยรักการอ่านตั้งแต่เยาวชนจนถึงคนชรา ผ่านโครงการต่าง ๆ มากมาย เช่น Mystery Brown Bag Service  โดยให้บรรณารักษ์และอาสาสมัครจัดหนังสือตามธีมบรรจุกระเป๋า เพื่อให้บริการสำหรับผู้มีเวลาน้อย แต่ต้องการอ่านหนังสือ การมีรถบัสห้องสมุดเคลื่อนที่ เพื่อให้บริการแก่ผู้ที่ไม่สามารถเดินทางมายังห้องสมุดได้ หรือกิจกรรม Book Exchange เพื่อส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนหนังสือใช้แล้วและแบ่งปันการรักการอ่านระหว่างกัน
เสถียรภาพทางการเมือง ก็เป็นส่วนหนึ่ง ที่ทำให้นโยบายด้านการอ่านของสิงคโปร์ประสบความสำเร็จ เพราะมีการลงทุนทางกายภาพ และการทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง

ด้านรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หนึ่งในผู้ไปดูงานของสิงคโปร์  บอกว่า ประเทศไทยมีนโยบายการสร้างห้องสมุดชุมชนและในเมืองให้มากขึ้น ในช่วงปี 2557 ถึง 2558  โดยเห็นว่า นอกจากจะพัฒนาห้องสมุดแล้ว ยังต้องพัฒนาศักยภาพของบรรณารักษ์ด้วย

อาคารห้องสมุดแห่งชาติแห่งนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ความรู้ประจำชาติ โดยสิงคโปร์เป็นประเทศที่ขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติ จึงจะต้องผลิตคนที่มีคุณภาพเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้ความรู้ที่ได้ ก่อให้เกิดจินตนาการ และความเป็นไปได้ นั่นคือเป้าหมายของ NLB  ที่จะสร้างสังคมที่มีคนน้อย ให้พัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน

by wipa
http://news.voicetv.co.th/global/75568.html

กลยุทธ์สิงคโปร์สร้างห้องสมุดเป็นบ้านหลังที่ 3 Read More »

ศาลแขวงลำปางกำหนดไกล่เกลี่ยเงินกยศ.ปี 2556

ศาลชวนไปไกล่เกลี่ย
ศาลชวนไปไกล่เกลี่ย

http://www.newsplus.co.th/5913

8 ก.ค.56 นายมาโนช  รัตนนาคะ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลแขวงลำปาง เปิดแถลงข่าว ว่าด้วยกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาได้ยื่นฟ้องนักเรียน นักศึกษา ของสถาบันการศึกษา ในจังหวัดลำปาง และจำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดลำปาง ที่ได้กู้ยืมเงินจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา และผิดนัดไม่ชำระหนี้เกิน 5 ปี โดยฟ้องต่อศาลแขวงลำปาง รวมทั้งสิ้นกว่า 1,200 คดีรวมเป็นผู้กู้และผู้ค้ำประกันทั้งสิ้นประมาณ 2,000–3,000 คน

ศาลแขวงลำปางจึงกำหนดให้มีการไกล่เกลี่ยคดีกองทุนฯ ดังกล่าว เพื่อให้จำเลยได้มีโอกาสเจรจาไกล่เกลี่ยกับกองทุนฯ ในการผ่อนชำระหนี้เป็นรายเดือน ซึ่งหากตกลงกันได้ทางกองทุนฯ จะดำเนินการตามสัญญาขึ้นใหม่ เพื่อให้จำเลยชำระหนี้เป็นรายเดือน คดีจึงยุติข้อพิพาทจากศาลได้โดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ และในการทำสัญญานี้จำเลยจะได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียมและค่าทนายความ อันเป็นการช่วยเหลือแก้ไขปัญหาและเป็นการแบ่งเบาภาระของจำเลยในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน โดยการไกล่เกลี่ยจะจัดขึ้นในวันที่ 13-16, 22–23 สิงหาคม 2556 เวลา 09.00–16.00น. ณ อาคารศาลแขวงลำปาง ถนนรอบเวียง ตำบลหัวเวียง อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง

สำหรับข้อแนะนำในการมาศาลเพื่อไกล่เกลี่ยคดีกองทุนฯ
1. ผู้กู้และผู้ค้ำประกันต้องมาศาล ตามกำหนดวันที่ปรากฏในหมายเรียก
2. หากมาศาลไม่ได้ ต้องทำหนังสือมอบอำนาจ เพื่อมอบอำนาจให้บุคคลอื่นมาทำการแทน
3. หากไม่มาศาล และไม่มีหนังสือมอบอำนาจ ไม่สามารถไกล่เกลี่ยและไม่สามารถทำสัญญาได้และเสียประโยชน์ดังนี้
3.1 ศาลอาจมีคำพิพากษาให้จำเลยต้องชำระหนี้ทั้งหมดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ฟ้องไม่มีโอกาสผ่อนชำระพร้อมดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าทนายความ
3.2 กองทุนฯ อาจแจ้งชื่อจำเลยไปยังบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ(เครดิตบูโร)
ทำให้เสียเครดิตในการทำนิติกรรมกับสถาบันการเงินอื่นๆ ในอนาคต

ผลการจัดโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก่อนฟ้องคดี ปี 2549 – 2552
ผลการจัดโครงการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาก่อนฟ้องคดี ปี 2549 – 2552

http://www.thailandchonburi.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=538775518&Ntype=10

เอกสารประกอบหนังสือมอบอำนาจ
1.หนังสือมอบอำนาจ
2.แนบสำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
ติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์ไกล่เกลี่ยระงับข้อพิพาทศาลแขวงลำปาง
โทร. 0-5432-2889, 0-5422-5152 ต่อ 211, 212 หรือ 082-6224211

http://www.newsplus.co.th/5913

ศาลแขวงลำปางกำหนดไกล่เกลี่ยเงินกยศ.ปี 2556 Read More »

กยศ.จ่อฟ้องนักเรียน 9 หมื่นราย (ข่าว ธ.ค.2550)

studentloan
studentloan

นายธาดา มาร์ติน ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า กยศ.ได้หารือร่วมกับสำนักงานศาลยุติธรรมเพื่อขอให้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทเด็กนักเรียนนักศึกษาที่กู้ยืมเงินกยศ.ก่อนถูกดำเนินคดี เพราะในปี 2551 นี้ กยศ. อาจต้องดำเนินคดีตามกฎหมายกับเด็กนักเรียนนักศึกษาประมาณ 90,000 ราย เนื่องจากมีหนี้ค้างชำระ กยศ.เกิน 4 งวดขึ้นไป โดยเป็นหนี้ที่กำหนดชำระหนี้ในรุ่นปี 42-46

http://news.sanook.com/economic/economic_228616.php
http://www.decha.com/main/showTopic.php?id=1374
http://www.studentloan.or.th/audit/forum/viewthread.php?forum_id=1&thread_id=4353

ทั้งนี้ กยศ.ได้ขอให้ศาลยุติธรรมทำการไกล่เกลี่ยกับผู้ถูกฟ้อง โดยนัดเจรจากับผู้กู้ยืมที่ยังค้างชำระหนี้ เพื่อให้มาผ่อนชำระหนี้คืน กยศ.ใน 2 กรณี คือทำคำรับรองขอชำระหนี้ที่ค้างชำระและทำสัญญาประนีประนอมยอมความนอกศาล หากไม่ดำเนินการก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ซึ่งกยศ.ได้จัดโครงการไกล่เกลี่ยฯ ขึ้น ใน 9 จังหวัด คือ กรุงเทพฯ, เชียงใหม่, ศรีสะเกษ, บุรีรัมย์, ร้อย เอ็ด, ขอนแก่น, สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช และสงขลา ขึ้นในวันที่ 8 ม.ค.-8 มี.ค.51 นี้

นายธาดา กล่าวว่า การฟ้องร้องเด็กนักเรียนนักศึกษาครั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า กยศ.จะเอาผิดกับผู้กู้ยืมเงินแต่อย่างใด แต่เป็นสัญญาที่กยศ.ต้องดำเนินการ เพราะถือว่าเด็กนักเรียนผิดนัดชำระหนี้เช่นเดียวกับผู้กู้เงินจากสถาบันการเงินทั่วไป เพราะหากไม่กู้ยืม กยศ.ก็จะมีความผิดตามระเบียบเช่นกัน และการเปิดโครงการไกล่เกลี่ยครั้งนี้จะทำให้เด็กนักเรียนนักศึกษามีโอกาสมาติดต่อเพื่อชำระหนี้ที่ค้างอยู่ รวมทั้งช่วยลดปริมาณคดีที่จะฟ้องคดีในศาลและลดภาระค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีกับผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน ที่สำคัญยังช่วยเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับ กยศ. และสร้างจิตสำนึกในการชำระหนี้ ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ

กยศ.ต้องการให้เด็กนักเรียนนักศึกษาที่กู้ยืมเงินมาร่วมโครงการทุกรายเพราะจะได้ไม่ถูกดำเนินคดี ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทั้งค่าไกล่เกลี่ยก่อนฟ้อง ค่าธรรมเนียมศาลหรือค่าทนายความ ที่สำคัญผู้กู้ยืมเงินจะได้รับโอกาสมากขึ้นในการผ่อนผันการชำระหนี้ และเมื่อไกล่ เกลี่ยข้อพิพาทเสร็จแล้วยังทราบผลทันที โดยไม่ต้องเสียเวลามาศาลเพื่อฟังการพิจารณาคดี รวมทั้งยังมีส่วนร่วมในการตัดสินใจหาวิธีชำระหนี้ที่เหมาะสมกับตัวเองอีกด้วย

นอกจากนี้ กยศ.ได้จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการและการอบรมเกี่ยวกับการนำระบบอี-สติวเด้นท์โลน หรือการกู้ยืมเงินผ่านระบบอินเทอร์เน็ต มาใช้ในการกู้ยืมเงินตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 เป็นต้นไป โดยจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7-31 ม.ค.2551 นี้ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับสถานศึกษา นักเรียนนักศึกษาที่จะขอกู้ยืมเงินจาก กยศ.ให้มีความเข้าใจที่ตรงกันและทำให้ได้รับเงินที่กู้ยืมรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย

นายธาดา กล่าวว่า ในปีการศึกษา 50 ต้องยอมรับว่าผู้กู้ยืมเงินจาก กยศ.อาจได้รับเงินล่าช้า เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย แต่กยศ.ได้พยายามหาแนวทางเพื่อให้เด็กนักเรียนนักศึกษาได้รับเงินโดยเร็วที่สุดแล้ว จนล่าสุดธนาคารกรุงไทยได้โอนเงินให้สถานศึกษากว่า 90% แล้ว โดยยืนยันว่าในปีการศึกษาหน้าเป็นต้นไป เมื่อนำระบบอี-สติวเด้นท์โลนเข้ามาใช้แล้วปัญหาทุกอย่างจะหมดไปแน่นอน

ก่อนหน้านีนายธาดา ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเด็กนักเรียนนักศึกษาที่ยังไม่ได้รับเงินกู้จากสถานศึกษา โดยขอให้สำรวจรายชื่อจากสถานศึกษาให้ชัดเจนก่อนว่าได้รับคัดเลือกให้เป็นบุคคลที่ได้รับเงินกู้หรือไม่จากนั้นจึงตรวจสอบไปที่ธนาคารกรุงไทยว่ามีการโอนเงินแล้วหรือไม่ หากมีปัญหาจริง ๆ ก็ขอให้ติดต่อมาที่สำนักงานของ กยศ.ได้

ทั้งนี้ที่ผ่านมาธนาคารกรุงไทย ได้โอนเงินให้จนเกือบครบตามสัญญาที่สถานศึกษาส่งมาให้แล้ว แต่ก็พบว่ายังมีบางส่วนที่ยังไม่ได้รับเงินกู้จาก กยศ.เพราะมีปัญหาเรื่องการขอโควตาเกินงบประมาณที่ กยศ.จัดให้ ซึ่งเรื่องนี้ต้องตรวจสอบรายละเอียดให้ชัดเจนอีกครั้งหนึ่งก่อน.

กยศ.จ่อฟ้องนักเรียน 9 หมื่นราย (ข่าว ธ.ค.2550) Read More »

Air Asia : Low Cost Airline, High Efficiency

Air Asia : Low Cost Airline, High Efficiency
โดย : ดรรชกร ศรีไพศาล

airasia
airasia

ปี 2546 ธุรกิจสายการบินในประเทศไทยเริ่มรู้จักกับชื่อสายการบิน Air Asia ซึ่งมาพร้อมกับ Know How และประสบการณ์ในธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำจากประเทศมาเลเซีย โดยเปิดตัวเป็นทางเลือกในการเดินทางด้วยเครื่องบินที่มีค่าโดยสารถูกกว่าสายการบินปกติ และนำมาซึ่งการรู้จักกับคำว่า “สายการบินต้นทุนต่ำ (Low Cost Airline)” แก่นักเดินทางในประเทศไทย พร้อมกับกระแสที่กระตุ้นความรู้สึก Everyone Can Fly หรือ “ใครๆ ก็บินได้” ให้เกิดการตื่นตัวไปทั่วประเทศ เพราะหมายถึง ทุกคนในสังคมไทย สามารถเลือกวิธีการเดินทางด้วยเครื่องบินไป ณ ที่แห่งใดในประเทศไทย ด้วยราคาที่ถูก สะดวกและรวดเร็วได้

ใคร ๆ ก็บินได้
ใคร ๆ ก็บินได้

หลังจากนั้นไม่นาน การบินไทย ได้เปิดตัวสายการบินต้นทุนต่ำขึ้นมา เพื่อเป็น Fighting Brand คือ Nok Air หรือนกแอร์ เด่นที่สีสันฉูดฉาด กับมาตรฐานการบินเทียบเท่ากับสายการบินไทย ยังมีเอกลักษณ์ น่าสนุก ของ CEO พาที สารสิน จึงเป็นที่คาดหมายว่า การแข่งขันในธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทย จะระอุ และดุเดือด ไม่น้อยกว่าการแข่งขันของผู้ประกอบการในธุรกิจอื่นๆ ที่มีคู่แข่งขันน้อยราย เช่น น้ำอัดลม หรือผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้ Air Asia จึงเร่งเครื่องหนีคู่แข่งเช่น Nok Air ภายใต้ภาวะวิกฤติทางการเมือง ในปี 2549 ด้วยการขยายเส้นทางการบินให้ครอบคลุมความต้องการการเดินทางภายในประเทศมากขึ้น และยังขยายไปสู่การบินข้ามประเทศ ด้วยกลยุทธ์ต่างๆ โดยเฉพาะการดำเนินกิจกรรมทางการตลาด ในการขยายฐานผู้โดยสารของสายการบินไปยังกลุ่มเป้าหมายทางการตลาดใหม่ๆ ภายใต้แนวคิด หรือคำขวัญ “ใครๆ ก็บินได้ หรือ Everyone Can Fly” อย่างต่อเนื่อง

เมื่อ Nok Air ซึ่งในเบื้องต้นได้ถูกจัดวางให้เป็น Fighting Brand ของการบินไทย แต่ในภายหลังได้ปรับบทบาท สถานะ และตำแหน่งทางการตลาด หรือ Position ของ Nok Air ให้อยู่เหนือกว่าการเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ เช่น Air Asia หรืออื่นๆ แต่จะไม่สูงกว่าสายการบินปกติ หรือการบินไทย ดังนั้น ในวันนี้ จึงปรากฏชื่อผู้นำในธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำ ที่โดดเด่นอยู่ในประเทศไทย คือ Air Asia

การเป็นสายการบินต้นทุนต่ำ ย่อมต้องบริหารต้นทุนการดำเนินงานในทุกๆ มิติของธุรกิจสายการบินให้ต่ำกว่าการดำเนินงานของสายการบินปกติ และ Air Asia สามารถที่จะดำเนินการ หรือ Execution ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในปัจจัยสำคัญๆ ของธุรกิจการบิน เช่น การเลือกใช้เครื่องบินเพียงรุ่นเดียว คือ Air Bus A320 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในฝึกอบรมนักบิน และการบำรุงรักษาเครื่องบิน หรือการใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายบัตรโดยสาร ผ่านช่องทาง Electronics ต่างๆ เช่น Internet หรือ Application บน Smart Phone แทนการใช้ตัวแทนจำหน่ายบัตรโดยสาร เช่นสายการบินปกติต่างๆ หรือแม้แต่การออกแบบและตกแต่งภายในตัวเครื่องบิน เพื่อลดภาระ และค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา หรือทำความสะอาด โดยไม่ลดทอนความน่าใช้บริการลงไป เช่น การใช้หนังสัตว์หุ้มเบาะที่นั่งโดยสาร แทนการใช้วัสดุอื่นๆ ที่มีความยุ่งยากในการบำรุงรักษามากกว่า เป็นต้น

โดยมีการประเมินถึงประสิทธิภาพการลดต้นทุนของ Air Asia ทั้งต้นทุนคงที่ และผันแปรต่างๆ ที่ Air Asia สามารถลดได้เฉลี่ยถึง 1 ใน 3 ของสายการบินปกติ ซึ่งส่วนต่างของต้นทุนนี้ คือ ความได้เปรียบในการแข่งขันในธุรกิจสายการบิน ที่ Air Asia ใช้เป็นเครื่องมือหลักในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำในธุรกิจสายการบินต้นทุนต่ำในประเทศไทย ด้วยกลยุทธ์และแผนการตลาดที่น่าสนใจ และเป็นที่รอคอยของนักเดินทางชาวไทยในทุกๆ วาระ

ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน (Flight Attendants) โดยเฉพาะ Air Hostess ในชุดแดง ที่นอกจากจะให้บริการเช่นเดียวกับพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินต่างๆ แล้ว ยังมีอีกหนึ่งหน้าที่ คือ การเป็น Entertainer แก่ผู้โดยสาร ในทุกๆ เที่ยวบิน กระทั่ง เป็นที่ได้รับการยอมรับในกลุ่มผู้โดยสารและสังคมไทยอย่างกว้างขวาง และเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการตัดสินใจเลือกเดินทางโดยสายการบิน Air Asia ของผู้โดยสารไทยจำนวนหนึ่ง

ด้วยความสามารถ ทัศนคติที่ดี ความพร้อมให้บริการแก่ผู้โดยสารด้วยความจริงใจ ทั้งในสถานะของพนักงานต้อนรับ และการเป็น Entertainer บนเครื่องบิน ของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของ Air Asia ปัจจุบันจึงมักได้พบ Air Hostess ในชุดแดง ของ Air Asia ปรากฏตัวเป็นสัญลักษณ์หนึ่งที่สำคัญของ Air Asia ในทุกๆ สื่อ เสมือนเป็น Brand Ambassadors ของ Air Asia

นอกจากความได้เปรียบด้านต้นทุน และทัศนคติเชิงบวกของพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน และบุคลากรส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อีกปัจจัยสำคัญในแรงขับเคลื่อนของ Air Asia คือ กลยุทธ์การตลาดที่น่าตื่นเต้น และน่าสนใจ สำหรับนักเดินทางรุ่นใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่ม Generation Y ที่กำลังมีบทบาทในระบบเศรษฐกิจ และสังคมไทยในปัจจุบัน

กลยุทธ์การตลาดของ Air Asia ที่น่าสนใจ คือ การสร้าง Brand ให้เป็นรับรู้ และยอมรับของตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสร้าง และขยายฐานผู้ใช้บริการการเดินทางด้วยเครื่องบินให้เพิ่มขึ้น ภายใต้คำขวัญ “ใครๆ ก็บินได้ หรือ Everyone Can Fly” ที่ส่งผลสะเทือนไปถึงคู่แข่งขันในธุรกิจสายการบิน และคู่แข่งขันทางอ้อม ในธุรกิจการขนส่งและโดยสาร ทั้งทางถนน และระบบราง โดยอาศัยจุดแข็งด้านการบริหารต้นทุนในธุรกิจที่ต่ำกว่าคู่แข่งขัน จึงสามารถสร้างสรรค์ “ลูกเล่น” การ Promotion มาส่งเสริมการตลาดได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ ค่าโดยสาร 0 บาท

ทั้งหมดนี้ ต้องยอมรับถึงความสามารถด้านการ Execution ของคณะผู้บริหาร Air Asia ทั้งการจัดการ เพื่อลดต้นทุนของ Air Asia อย่างมีประสิทธิภาพ และความสามารถในชั้นเชิงการบริหารด้านบุคลากรให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ โดยเฉพาะด้านการให้บริการ และ Entertain แก่ผู้โดยสาร ที่ได้ช่วยสร้างภาพลักษณ์อันดีแก่ Air Asia ในธุรกิจสายการบิน รวมถึง ความสามารถสร้างสรรค์รูปแบบการตลาด และการบริการใหม่ต่างๆ ที่น่าตื่นเต้น สอดรับกับพฤติกรรมของผู้โดยสารรุ่นใหม่ในตลาด

Air Asia คือ ตัวอย่างของการบริหารธุรกิจที่สามารถนำมาเป็นแบบอย่าง ที่ผู้บริหารรุ่นใหม่ในปัจจุบัน จะสามารถเสาะหาข้อมูล เพื่อการศึกษา เรียนรู้ เกี่ยวกับความสามารถด้านการ Execution กลยุทธ์ และแผนการดำเนินงานขององค์กรให้ประสบความสำเร็จได้

โดย ดรรชกร ศรีไพศาล ในกรุงเทพธุรกิจ
! http://bit.ly/11Igo5M
! http://blog.nation.ac.th/?p=2708

Air Asia : Low Cost Airline, High Efficiency Read More »

ป.ตรี อาชีวศึกษาต้องให้ สกอ.รับทราบ

ป.ตรี อาชีวศึกษาต้องให้ สกอ.รับทราบ ป้องกันบัณฑิตรับราชการไม่ได้
เพราะก.ค.ศ.-ก.พ. ไม่รับรองและตีค่าเงินเดือน

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต

โดย ทีมข่าวการศึกษา ไทยรัฐออนไลน์
20 มิถุนายน 2556, 05:00 น.

นายอภิชาติ จีระวุฒิ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ได้อนุมัติหลักสูตรปริญญาตรีสายเทคโนโลยี/สายปฏิบัติการ ของสถาบันการอาชีวศึกษา ทำให้มีข้อสงสัยว่าจะต้องส่งหลักสูตรให้ สกอ.รับทราบก่อนหรือไม่นั้น โดยหลักการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) และคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) จะตีค่าเงินเดือนของใบปริญญาบัตร ก็ต่อเมื่อหลักสูตรนั้นได้รับการรับทราบจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สกอ.) หาก สกอ.ไม่รับทราบ ก.ค.ศ.และ ก.พ. ก็จะไม่รับรองและตีค่าเงินเดือนให้ ซึ่งบัณฑิตที่จบหลักสูตรนั้นๆ ก็จะเข้ารับราชการไม่ได้ และยิ่งถ้าเป็นวิชาชีพเฉพาะหลักสูตรนั้นก็จะต้องผ่านสภาวิชาชีพด้วย เช่น หลักสูตรแพทยศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยใดก็ตามเมื่อสภามหาวิทยาลัยอนุมัติหลักสูตรแล้วจะต้องส่งให้แพทยสภาก่อน เมื่อผ่านแพทยสภาแล้วจึงจะส่งมาให้ สกอ.รับทราบ จากนั้นจึงจะส่งให้ ก.พ.และ ก.ค.ศ.ตีค่าเงินเดือน เป็นต้น

เลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อว่า หากไม่มีขั้นตอนให้ สกอ.รับทราบ บัณฑิตก็จะรับราชการไม่ได้ แต่หากคิดว่าผู้ที่จบหลักสูตรใดก็ตามจะไม่เข้ารับราชการแน่นอนก็ไม่จำเป็นต้องให้ สกอ.รับทราบก็ได้ อย่างไร ก็ตาม ที่ผ่านมามีปัญหาว่า บางมหาวิทยาลัยส่งหลักสูตรให้ สกอ.รับทราบ ขณะที่หลักสูตรเดียวกันบางมหาวิทยาลัยก็ไม่ส่ง จึงเกิดกรณีสมัครสอบบรรจุเข้ารับราชการครูไม่ได้ เนื่องจาก ก.ค.ศ.ไม่รับรอง ทั้งที่เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของผู้เรียนเลย แต่เป็นความบกพร่องของสถาบันหรือมหาวิทยาลัย ดังนั้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ก็น่าจะส่งมาให้ สกอ.รับทราบ.

http://www.thairath.co.th/content/edu/352317

ป.ตรี อาชีวศึกษาต้องให้ สกอ.รับทราบ Read More »

ฐานข้อมูลคุณวุฒิที่ได้รับการรับรอง

ระบบรับรองคุณวุฒิ

ฐานข้อมูลคุณวุฒิ
ฐานข้อมูลคุณวุฒิ

https://accreditation.ocsc.go.th/accreditation/search/curriculum

! 203.21.42.34/acc/index.html
ได้ค้นคำว่า ระบบรับรองคุณวุฒิ พบว่า รัฐบาลไทยทำรายการให้คนไทยสืบค้นหลักสูตรว่าหลักสูตรใดได้มาตรฐาน ดูแลโดย สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.)
ซึ่งมีคุณวุฒิทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
ตัวอย่างนี้เป็นหลักสูตรหนึ่งในทั้งหมด 90 หลักสูตร ของ มหาวิทยาลัยเนชั่น (เดิมมหาวิทยาลัยโยนก)

! goo.gl/FONkf

ฐานข้อมูลคุณวุฒิที่ได้รับการรับรอง Read More »

นิสิตนิติจุฬาฯ ร้องไม่เป็นธรรม ถูกรีไทร์ย้อนหลัง 5 คน อ้างเกรดออกช้า 2 ปี

nisit chula
nisit chula

http://nisitchula.weebly.com/

19 มิ.ย.56 รายงานข่าวแจ้งว่ามีกลุ่มนิสิตคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  5 คน ถูกแจ้งย้อนหลังให้พ้นสถานภาพการเป็นนิสิต ในวิชาที่เรียนในระดับชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 วิชาหนึ่ง ซึ่งเป็นวิชาบังคับที่นิสิตทุกคนต้องเรียน  เพราะเหตุจากการที่อาจารย์ผู้สอน ส่งผลคะแนนการศึกษาในวิชาดังกล่าวล่าช้ามากกว่า 2 ปี หรือกว่า 5 ภาคการศึกษา  โดยในขณะนั้นนิสิตกลุ่มดังกล่าวกำลังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่หนึ่ง  ในรายวิชา “กฏหมายกับสังคม” ซึ่งเป็นวิชาที่เรียนในระดับชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 โดยผลคะแนนของวิชาดังกล่าวเพิ่งออกมาเมื่อไม่นานมานี้ รวมระยะเวลามากกว่า 2 ปี

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1371628676&grpid=01&catid=01

ปัจจุบันนิสิตกลุ่มดังกล่าวกำลังศึกษาในชั้นปีที่ 4 ภาคการศึกษาต้น ที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา การขยับขึ้นชั้นเรียนในชั้นปีที่2-3 แม้ว่าผลคะแนนวิชาดังกล่าวจะยังไม่ประกาศผล ระบบการลงทะเบียนเรียน ก็อนุญาตให้นิสิตกลุ่มดังกล่าว สามารถที่จะลงทะเบียนเรียนในชั้นปีที่ 2- 3 ได้โดยปกติ เมื่อขึ้นชั้นปี 4 นิสิตกลุ่มดังกล่าว ได้ทำการลงทะเบียนเรียนปกติ แต่ภายหลังกลับถูกแจ้งว่า ให้พ้นสถานภาพการเป็นนิสิต เนื่องจากผลคะแนนวิชา “กฎหมายกับสังคม” ที่เคยเรียนเมื่อชั้นปีที่ 1 ภาคการศึกษาที่ 2 เมื่อหลายปีก่อนได้ประกาศผล โดยเป็นการประกาศผลคะแนนถึงสามชั้นปีในครั้งเดียว (เมื่อวันที่ 3 มิ.ย.2556)  ทำให้เมื่อนำผลคะแนนวิชาดังกล่าว มาคำนวณผลคะแนนเฉลี่ยรวมสมัยชั้นปีที่ 1 ทั้งสองภาคการศึกษาแล้ว ปรากฏว่า ผลการเรียน ไม่ผ่านเกณฑ์ที่จะได้ศึกษาต่อในคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ อีกต่อไป

เมื่อตรวจสอบเว็บไซต์ของ สำนักงานการทะเบียนและประมวลผล ของ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้อธิบายหลักเกณฑ์ การจำแนกสภาพนิสิต ว่าต้องกระทำครั้งแรกเมื่อสิ้นภาคการศึกษาที่สอง ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ผลคะแนนของ วิชา “กฎหมายกับสังคม” กลับไม่สามารถประกาศได้ทัน จนเวลาล่วงเลยมามากกว่า 2 ปี ซึ่งไม่สามารถจำแนกสภาพนิสิตครั้งแรกได้ กลับมาจำแนกสภาพนิสิตในการประกาศผลคะแนนวิชาดังกล่าวเมื่อขึ้นชั้นปีที่ 4

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา นิสิตกลุ่มดังกล่าว ได้พยายามที่จะติดต่ออาจารย์ผู้สอนรายวิชาดังกล่าว เพื่อติดตามผลคะแนน แต่ก็ได้รับคำตอบว่า กำลังเร่งในการตรวจอยู่ เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงาน และ บุคคลที่เกี่ยวข้องก็ได้รับคำตอบว่า จะประสานงานกับอาจารย์ผู้สอนให้ ซึ่งนิสิตเองก็มีความกังวลกับผลคะแนนที่ประกาศช้าเป็นอย่างมาก เพราะมีผลต่อการวางแผนการศึกษาในชั้นปีต่อไป และเมื่อล่าสุดผลคะแนนได้ประกาศออกมา ก่อนเปิดภาคการศึกษาที่ 1 ชั้นปีที่ 4 ทำให้ผลการเรียนเฉลี่ยรวมในสองภาคการศึกษาของชั้นปีที่ 1 ต่ำกว่าเกณฑ์และต้องถูกถอนสถานภาพนิสิต ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตในอนาคตของนิสิตกลุ่มดังกล่าวอย่างมาก รวมทั้งครอบครัว ของนิสิตด้วย

หลังเกิดกรณีดังกล่าวขึ้น ทางคณะกรรมการบริหารคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน  รวมทั้งเชิญนิสิตที่ได้รับผลกระทบทั้ง 5 คน เข้าพบหารือ เพื่อหาทางออก พร้อมทั้งได้เปิดเวทีชี้แจงให้นิสิตทุกชั้นปีรับฟัง และในคราวการประชุมคณะกรรมการบริหารคณะนิติศาสตร์ ครั้งที่ 12/2556 ได้มีมติออกมา  โดยมีใจความสำคัญ คือ การยอมรับผิดที่คณะได้ส่งคะแนนการศึกษาล่าช้า  และมีมาตราการในการเยียวยาออกมา 4 ข้อ  คือ

1.มาตรการเยียวยาทางการเงิน เห็นควรให้นิสิตได้รับการเยียวยา ดังต่อไปนี้
1.1 คืนค่าธรรมเนียมทางการศึกษานับตั้งแต่เวลาที่พ้นสภาพ  พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี
1.2 ชดใช้ค่าใช้จ่ายอันจำเป็นในการศึกษาตามความเป็นจริง เป็นรายกรณีไป
1.3 ชดเชยค่าเสียโอกาส
2. เห็นควรเสนอให้มหาวิทยาลัยให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ในกรณีดังกล่าว
3.ทั้งนี้ในส่วนของรายวิชาดังกล่าว คณะกรรมการเห็นพ้องให้มีการเปลี่ยนอาจารย์ผู้สอน ตั้งแต่ปีการศึกษา 2556 นี้เป็นต้นไป
4.ในส่วนของการส่งคะแนนช้าในรายวิชาต่างๆนั้น  ที่ประชุมมีความเห็นว่าควรเพิ่มมาตราการ ดังต่อไปนี้
4.1ให้มีการออกหนังสือทวงถาม ครั้งที่1 และ 2 ถึงอ.ผู้สอนในรายวิชา เมื่อครบ 1 ถึง 2 เดือน นับแต่วันสอบวันสุดท้ายของภาคนั้น
4.2 หากครบสามเดือนแล้ว พึงมีการตั้งกรรมการสอบวินัยอาจารย์ผู้สอนต่อไป เว้นแต่มีเหตุจำเป็นบางประการที่ทำให้ส่งคะแนนภายในกำหนดไม่ได้

ทั้งนี้จากเหตุการณ์ดังกล่าวได้ถูกตั้งคำถามจาก ศิษย์ปัจจุบันและศิษย์เก่าจำนวนมากถึงเรื่องความรับผิดชอบของคณะที่ควรจะมีมากกว่านี้ตั้งแต่คณะผู้บริหารจนกระทั่งถึงอาจารย์ผู้สอน  เพราะเมื่อนิสิตกลุ่มดังกล่าวได้คะแนนต่ำกว่าเกณฑ์ ต้องถูกรีไทร์ (Retire) ตั้งแต่การเรียนในชั้นปีที่ 1 นิสิตก็ควรจะต้องรู้ตั้งแต่เวลานั้น การปล่อยให้เวลาล่วงเลยจนถึงปีสี่ แล้วเกรดปีหนึ่งจึงได้ประกาศ และมารู้ตัวตอนปี 4 ว่าต้องถูกรีไทร์  ซึ่งคณะจะเยียวยาโดยจ่ายเงินตั้งแต่ปี 2 ถึง ปี 4 นั้นเป็นวิธีที่ถูกต้องแล้วหรือ เมื่อเป็นอาจารย์ระดับมหาวิทยาลัย มีหน้าที่ความรับผิดชอบ ชัดเจน ทำไมจึงไม่มีเวลาในการตรวจข้อสอบนิสิต

นอกจากนี้ยังมีการตั้งคำถามจากศิษย์เก่ากันอีกว่ามาตรการดังกล่าวที่ออกมานอกจากเป็นการไม่ช่วยเหลือนิสิตทั้งห้าคนแล้วยังเป็นการลอยตัวของผู้บริหารคณะ ที่ให้อาจารย์เพียงท่านเดียวแบกความรับผิดชอบ โดยมิได้ตระหนักว่า ในคณะมีอาจารย์เพียงไม่ถึงสิบท่านที่ออกเกรดตรงเวลา โดยจำนวนมากตั้งคำถามและวิพากษ์กับความเป็นมาตรฐานและตัวระบบโครงสร้างการคิดคะแนนและการจัดการเรียนการสอนของคณะที่ทำให้เกิดข้อผิดพลาดร้ายแรงดังกล่าว

เรื่องดังกล่าวนี้น่าจะเป็นที่จับตามองของประชาคมจุฬาทั้งศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันอย่างกว้างขวาง   โดยปัญหาดังกล่าว สะท้อนระบบการบริหารงาน และการจัดหลักสูตรการศึกษา ของ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ที่ส่งผลกระทบต่อ “นิสิต” เพราะจะไม่ใช่เพียง 5 คน ที่ได้รับผลกระทบกับเรื่องที่เกิดขึ้น หากแต่อาจส่งผลกระทบกับ “นิสิต” รุ่นต่อไป  และเรื่องนี้อาจต้องไปต่อสู้ในศาลปกครองกลางต่อไป

http://www.youtube.com/watch?v=NMAjP3CoIuQ

นิสิตนิติจุฬาฯ ร้องไม่เป็นธรรม ถูกรีไทร์ย้อนหลัง 5 คน อ้างเกรดออกช้า 2 ปี Read More »