ชวนครูทั่วประเทศประกวดแผนการสอนชิงเงินล้าน

15 เมษายน 2556

สำนักพิมพ์ วพ. ชวนครูทั่วประเทศ ประกวดแผนการสอนชิงเงินล้าน

นางสาวทิพย์วัลย์ เดชะมาก ผู้จัดการโครงการจัดการประกวดแผนการสอนและสื่อ การเรียนรู้ยอดนิยม ครั้งที่ 1หรือ Teacher Talent Award Season 1 :TTAward สำนักพิมพ์ วัฒนาพาณิชย์ เปิดเผยว่า สำนักพิมพ์วัฒนาพาณิชย์ จำกัด ร่วมกับศูนย์สร้างสรรค์ครูมืออาชีพ และเครือข่ายสมาคมพัฒนาวิชาชีพครูแห่งประเทศไทย จัดกิจกรรม “ประกวดแผนการสอนและสื่อการเรียนรู้” ครั้งที่ 1 (Teacher Talent Award Season 1 :TTAward) โดยเปิดโอกาสให้ครูผู้สอนทั่วประเทศส่งแผนการสอนและสื่อการเรียนรู้ในสายสามัญจำนวน 88 รายวิชา ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงมัธยมศึกษาปีที่6 เข้าร่วมประกวด โดยส่งแผนการสอนใบงาน และนำเสนอบทเรียนในรูปแบบ PowerPoint ทางเว็บไซต์ www.tta.in.th หรือ ส่งเป็น CDมายังตู้ปณ. 197 ปณจ.ราชดำเนิน เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 กำหนดเปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ถึงวันที่ 20 เมษายน 2556

สำหรับแผนการสอนที่ได้รับรางวัลจะมาจากการโหวตของผู้เข้าเยี่ยมชมแผนการสอนที่ถูกใจ โดยผู้ส่งแผนฯสามารถกดโหวตให้กับแผนการสอนของตนเองได้ ซึ่งผู้ส่งแผนการสอนและผู้ร่วมโหวตจะต้องลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิ์ที่เว็บไซต์ www.tta.in.th กำหนดปิดผลการโหวตในวันที่ 29 เมษายน 2556 และประกาศผลโหวตในวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 แผนการสอน ที่ได้รับการโหวตสูงสุดในแต่ละ 88 กลุ่มสาระ จะได้รับเงินรางวัล 10,000 บาท พร้อมประกาศนียบัตรทุกรางวัล ส่วนรางวัลชนะเลิศสำหรับแผนการสอนที่ได้รับการโหวตสูงสุดของทุกกลุ่มจะได้รับเงินรางวัลอีก 120,000 บาท รวมมูลค่า 1 ล้านบาท ส่วนผู้กดโหวตจะ ได้รับรางวัลรวม 1 ล้านบาท (โปรดตรวจสอบเงื่อนไขการรับรางวัล) ซึ่งครูที่สนใจส่งผลงาน เข้าร่วมประกวดสามารถสอบถามรายละเอียดโครงการได้ที่โทร.02-222-1016 ต่อ 134 หรือโทร.081-840-3385(คุณทิพย์วัลย์) หรือที่อีเมลล์ tta@wpp.co.th

นางสาวทิพย์วัลย์ กล่าวว่ากิจกรรมดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการสรรค์สร้างและสนับสนุนการพัฒนาแผนการสอนและสื่อการเรียนรู้ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะเป็นการยกระดับมาตรฐานการศึกษาที่สอดรับกับเป้าหมายการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษา อีกทั้งยังเป็น การเตรียมความพร้อมด้านระบบการศึกษาที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอีกทางหนึ่งด้วย

–มติชน ฉบับวันที่ 15 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32426&Key=hotnews

ชวนครูทั่วประเทศประกวดแผนการสอนชิงเงินล้าน Read More »

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: วินัยข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา

15 เมษายน 2556

ประสาน ยินดีชัย ผอ.ภารกิจเสริมสร้างและมาตรฐานวินัย

ในช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมามีข่าวเกี่ยวกับการรายงานสถานการณ์การพนันของข้าราชการไทยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีข้าราชการในจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้านและมีบ่อนกาสิโนได้ข้ามไปเล่นการพนัน และในจำนวนนั้นก็มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย จากการรายงานพบว่ามีการเดินทางเข้าไปเล่นการพนันในบ่อนประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ทางด่านพรมแดน อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว จนเกิดปัญหาหนี้สิน ครอบครัวแตกแยก ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก

อันอาจนำมาสู่การพิจารณาลงโทษทางวินัยถึงขั้นถูกถอดถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่มีสิทธิสอนหนังสืออีก วันนี้จึงนำความรู้เกี่ยวกับความผิดทางวินัย กรณีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาติดการพนัน มานำเสนอให้รับทราบและเป็นข้อเตือนใจสำหรับข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

โดยที่พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 มาตรา 94 กำหนดบทลงโทษเกี่ยวกับการที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เล่นการพนันเป็นอาจิณไว้ ว่า “ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต้องรักษาชื่อเสียงของตนและรักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนมีให้เสื่อมเสีย โดยไม่กระทำการใดๆ อันได้ชื่อว่าประพฤติชั่ว…..
“ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เสพยาเสพติดหรือสนับสนุนให้ผู้อื่นเสพยาเสพติด เล่นการพนันเป็นอาจิณ หรือกระทำการล่วงละเมิดทางเพศต่อผู้เรียนหรือนักศึกษา ไม่ว่าจะอยู่ในความดูแลรับผิดชอบ ของตนเองหรือไม่ เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง”

จากบทบัญญัติในมาตรา 94 ที่เกี่ยวกับการเล่นการพนัน ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าหากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใด เล่นการพนันเป็นอาจิณ นอกจากจะเป็นการไม่รักษาเกียรติยศชื่อเสียงของตนและไม่รักษาเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการของตนเอง แล้วยังเข้าข่ายเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ซึ่งระดับโทษของความผิดวินัยกรณีนี้มีอยู่สองสถานคือ ปลดออก หรือไล่ออกจากราชการเท่านั้น

จึงขอย้ำเตือนมายังข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกท่าน ขออย่าได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการพนันใดๆ เพราะไม่เพียงแต่จะหมดอนาคตทางหน้าที่การงานการประกอบอาชีพแล้ว ยังก่อให้เกิดปัญหาหนี้สิน ครอบครัวแตกแยก ชีวิตไม่มีความสุข และอาจนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ได้อีก

–มติชน ฉบับวันที่ 15 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32425&Key=hotnews

คอลัมน์: สถานี ก.ค.ศ.: วินัยข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา Read More »

กรรมการ ‘อ.ก.ค.ศ.’ สารภาพ พัวพันทุจริตสอบครูผู้ช่วย

15 เมษายน 2556

ทุจริตสอบครูผู้ช่วย พบเกลือเป็นหนอน กรรมการ อ.ก.ค.ศ.เอี่ยวโกง รับสารภาพทำหน้าที่นายหน้าหาลูกค้า พร้อมจัดติว ข้อสอบให้ผู้จ่ายเงิน ระบุข้อสอบรั่วคนส่วนกลางมอบให้

จากกรณีที่คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ เริ่มทยอยแจ้งผลการพิจารณาการสอบคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการในตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว12 ครั้งที่ผ่านมา กลับไปยังคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) หลังมีมติให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯพิจารณา หลังพบขบวนการทุจริตสอบ และมีผู้ที่สอบบรรจุได้คะแนนสูงผิดปกติประมาณ 500 ราย โดย อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯหลายเขตพบว่าผู้ที่สอบบรรจุได้มีแนวโน้มทุจริตสอบครูผู้ช่วยจริง แต่ไม่มีหลักฐานชัดเจน จึงต้องขอกระดาษ คำตอบจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และผลสอบจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพิ่มเติมก่อนมีมตินั้น

เมื่อวันที่ 13 เมษายน นายอดิศร เนาวนนท์ ประธาน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) นครราชสีมา เขต 7 ในฐานะประธานชมรม อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ที่ประชุม อ.ก.ค.ศ.เขต สพป.นครราชสีมา เขต 7 ได้เชิญผู้ที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่สอบบรรจุครูผู้ช่วยได้คะแนนสูงผิดปกติจำนวน 6 คน มาสอบสวน โดยผู้ที่สอบบรรจุครูผู้ช่วยกลุ่มดังกล่าวระบุว่า สาเหตุที่ได้คะแนนสูงเป็นเพราะอ่านหนังสือหนักมา แต่เมื่อไปดูผลการเรียนในระดับปริญญาตรีแล้ว คนกลุ่มนี้มีผลการเรียนเฉลี่ยเพียง 2 กว่าๆ เท่านั้น ซึ่งเมื่อนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์แล้ว ทำให้เชื่อได้ว่าการสอบครูผู้ช่วยครั้งที่เท่านั้น ซึ่งเมื่อนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์แล้ว ทำให้เชื่อได้ว่าการสอบครูผู้ช่วยครั้งที่ผ่านมาของ สพป.นครราชสีมา เขต 7 ส่อไปในทางทุจริตแน่นอน

นายอดิศรกล่าวอีกว่า แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเรื่องนี้ ที่ประชุม อ.ก.ค.ศ.เขต สพป.นครราชสีมา เขต 7 จึงมีมติให้ขอข้อมูลเพิ่มเติมจาก สพฐ.และดีเอสไอเพิ่มเติม เพื่อจะนำไปพิจารณาในครั้งต่อไป นอกจากนี้จะแจ้งไปยัง ก.ค.ศ.เพื่อขอขยายเวลาสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

นายอดิศรกล่าวว่า ที่ประชุม อ.ก.ค.ศ. เขต สพป.นครราชสีมา เขต 7 ยังได้พูดคุยแบบเปิดอกกับกรรมการคนหนึ่งใน อ.ก.ค.ศ.เขต สพป.นครราชสีมา เขต 7 ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเข้ามาเป็นกรรมการ เนื่องจากข้อมูลที่ได้มาระบุว่ากรรมการคนดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการจัดหาคนไปสมัครสอบบรรจุครูผู้ช่วย และจัดติวให้กับผู้ที่จ่ายเงินเพื่อแลกกับการสอบบรรจุได้ ซึ่งกรรมการคนดังกล่าวก็ยอมรับว่าได้ทำจริง แต่เป็นการจัดหาคนที่ต้องการสอบบรรจุครูผู้ช่วยจาก สพป.ขอนแก่น เขต 3 มาสอบที่ สพป.นครราชสีมา เขต 2 โดยได้รับคำแนะนำจากคนรู้จักคนหนึ่งให้หาคนมาสอบ
“ส่วนข้อสอบครูผู้ช่วยที่ได้มานั้น กรรมการคนเดียวกันนี้บอกว่า ได้มาจากบุคคลใน สพฐ.โดยทั้งหมดนี้ทาง อ.ก.ค.ศ.เขต สพป.นครราชสีมา เขต 7 จะทำบันทึกเป็นข้อมูลแจ้งให้ สพฐ.ทราบต่อไป” นายอดิศรกล่าว

–มติชน ฉบับวันที่ 15 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32424&Key=hotnews

กรรมการ ‘อ.ก.ค.ศ.’ สารภาพ พัวพันทุจริตสอบครูผู้ช่วย Read More »

สพฐ.วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนโอเน็ต ม.6 ร.ร.ห่างไกลเก่งกว่า ร.ร.ในเมืองแต่ภาพรวมคะแนนเพิ่ม

15 เมษายน 2556

นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ. )ได้ทำการวิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ตระดับชั้น ม.6 ของนักเรียนในสังกัด โดยเปรียบเทียบคะแนนโอเน็ตระหว่างปี 2554 และ 2555 เพื่อดูพัฒนาในการจัดการเรียนการสอนและพบว่า ในภาพรวมคะแนนดีขึ้น 6 วิชา จากทั้งหมด 8 วิชา โดยวิชาที่คะแนนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ วิชาภาษาไทย เพิ่มขึ้น 5.56% วิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น 5.37 ศิลปะ 4.33 สังคมศึกษา เพิ่มขึ้น 3.07 ส่วนอีก 2 คะแนนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย คือ วิชาภาษาอังกฤษ เพิ่มขึ้น 0.37 และคณิตศาสตร์ 0.09 สำหรับวิชาที่คะแนนลดลง ได้แก่ วิชาสุขศึกษา ลดลง 0.88 และการงานและอาชีพ ลดลง 3.01 อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมเฉลี่ยทุกวิชา คะแนนเพิ่มขึ้น 1.86

“สพฐ.ยังได้วิเคราะห์เจาะลึกโดยแยกคะแนนโอเน็ตตามขนาดของโรงเรียน คือ ร.ร.ขนาดใหญ่พิเศษ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก พบว่า คะแนนเฉลี่ยนลดหลั่นไปตามขนาดของโรงเรียน และยังได้เปรียบเทียบคะแนนโอเน็ตระหว่าง ร.ร.ในเมืองและในชนบท พบข้อมูลที่น่าตกใจว่า คะแนนเฉลี่ยของ ร.ร.ในชนบททคะแนนเฉลี่ยสูงกว่าในเมือง ซึ่ง สพฐ.จะได้มอบให้สำนักทดสอบทางการศึกษาของ สพฐ.ไปวิจัยเชิงลึกเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้คะแนนโอเน็ตของ ร.ร.ในชนบทสูงว่า ร.ร.ในเมือง” นายชินภัทร กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะได้วิจัยผลการสอบโอเน็ตอย่างละเอียดเพื่อนำมาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในแต่ละวิชาด้วย โดยเลือกดูว่า หัวข้อการเรียนรู้ใดที่ นร.ทำสอบไม่ค่อยได้ เช่น วิชาภาษาไทยพบว่า นักเรียนมีปัญหาในเรื่องหลักใช้ภาษา วรรณคดีและวรรณกรรม วิชาคณิตศาสตร์ มีปัญหาพีชคณิต สพฐ.ก็จะเข้าปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนในหัวข้อนั้นๆ ด้วยการจัดทำคู่มือการเรียนการสอน พัฒนาสื่อ พัฒนาครู ให้มีเทคนิคการสอนหัวข้อเหล่านี้ดียิ่งขึ้น สำหรับผลวิจัยคะแนนโอเน็ตต่ำ จะนำย้อนกลับมาที่การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ จะเป็นข้อมูลที่ สพฐ.ใช้ในการวางแผนพัฒนาแบบเจาะลึก ทั้งการพัฒนาครู พัฒาการจัดการเรียนการสอน โดย สพฐ.จะไม่ปูพรมทำเหมือนสมัยก่อน แต่จะเลือกเน้นพัฒนาในหัวข้อการเรียนรู้ที่มีปัญหา

ด้าน รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) กล่าวว่า สำหรับคะแนนเฉลี่ยของโอเน็ต ชั้น ม.6 ในภาพรวมแยกตามสาระทั้งในระดับประเทศและตามขนาดโรงเรียน ใน 5 วิชาหลัก ดังนี้

วิชาภาษาไทย โรงเรียนขนาดเล็ก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในการอ่านสูงที่สุด 47.41% รองลงมาคือ การฟัง การดู และการพูด 39.23% ตามด้วยการเขียน 34.68% วรรณคดีและวรรณกรรม 29.55% และ หลักการใช้ภาษา 29.03% โรงเรียนขนาดกลาง การอ่านสูงสุด 50.73% รองลงมาคือ การฟัง การดู และการพูด 43.32% ตามด้วยการเขียน 37.50% หลักการใช้ภาษา 32.09% และวรรณคดีและวรรณกรรม 32.06% โรงเรียนขนาดใหญ่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนใน การอ่านสูงที่สุด 54.73% รองลงมาคือ การฟัง การดู และการพูด 48.41% ตามด้วยการเขียน 40.90% หลักการใช้ภาษา 35.93% และวรรณคดีและวรรณกรรม 35.37% และโรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ การอ่านสูงสุด 61.48% รองลงมาคือ การฟัง การดู และการพูด 57.89% ตามด้วยการเขียน 47.35% หลักการใช้ภาษา 44.00% และวรรณคดีและวรรณกรรม 42.33%

สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม โรงเรียนขนาดเล็ก มีผลสำเร็จทางการเรียนในเรื่อง หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคมสูงสุด 37.30% รองลงมา ภูมิศาสตร์ 37.16% เศรษฐศาสตร์ 36.77% ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม 27.48% และประวัติศาสตร์ 22.06% โรงเรียนขนาดกลาง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภูมิศาสตร์สูงสุด 39.04% รองลงมา เศรษฐศาสตร์ 38.85% หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม 38.50% ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม 27.25 และประวัติศาสตร์ 22.67% โรงเรียนขนาดใหญ่ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภูมิศาสตร์สูงสุด 41.41% รองลงมา เศรษฐศาสตร์ 40.70% หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม 40.02% ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม 29.41 และประวัติศาสตร์ 23.76% โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภูมิศาสตร์สูงสุด 45.30% รองลงมา เศรษฐศาสตร์ 44.59% หน้าที่พลเมือง วัฒนธรรมและการดำเนินชีวิตในสังคม 43.16% ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม 33.23% และประวัติศาสตร์ 27.09%

ภาษาอังกฤษ โรงเรียนขนาดเล็ก มีผลสัมฤทธิ์เรื่องภาษาและการสื่อสารสูงสุด 21.78% รองลงมาภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 19.23% ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก 18.90% และภาษาและวัฒนธรรม 9.80% โรงเรียนขนาดกลาง ภาษาและการสื่อสารสูงสุด 22.59% รองมาภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 19.63% ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก 19.31% และภาษาและวัฒนธรรม 11.05% โรงเรียนขนาดใหญ่ ภาษาและการสื่อสารสูงสุด 24.24% ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก 20.65% รองลงมาภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 20.60% และภาษาและวัฒนธรรม 12.93% โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ภาษาและการสื่อสารสูงสุด 31.12% ภาษากับความสัมพันธ์กับชุมชนและโลก 26.41% รองลงมาภาษากับความสัมพันธ์กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่น 24.41% และภาษาและวัฒนธรรม 17.92%

วิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนขนาดเล็ก สูงสุดการวัด 18.16% พีชคณิต 18.06% จำนวนและการดำเนินการ 17.62% การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น 15.53% โรงเรียนขนาดกลาง สูงสุดพีชคณิต 19.64% รองมาจำนวนและการดำเนินการ 18.99% การวัด 18.72% การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น 16.67% โรงเรียนขนาดใหญ่ สูงสุดพีชคณิต 22.04% รองลงมาจำนวนและการดำเนินการ 20.98% การวัด 19.57% การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น 17.72% โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ สูงสุดพีชคณิต 28.82% รองลงมาจำนวนและการดำเนินการ 27.50% การวัด 22.37% การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น 21.07%

วิชาวิทยาศาสตร์ โรงเรียนขนาดเล็ก สูงสุด ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 38.02% รองมาธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 37.21% กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก 33.46% โรงเรียนขนาดกลาง สูงสุดธรรม ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 39.34% ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 39.29% กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก 36.12% โรงเรียนขนาดใหญ่ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 41.63% ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 40.63% กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก 38.85% โรงเรียนขนาดใหญ่พิเศษ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 46.35% รองลงมา กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก 43.80% และชีวิตกับสิ่งแวดล้อม 43.32%

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32423&Key=hotnews

สพฐ.วิเคราะห์เปรียบเทียบคะแนนโอเน็ต ม.6 ร.ร.ห่างไกลเก่งกว่า ร.ร.ในเมืองแต่ภาพรวมคะแนนเพิ่ม Read More »

วัยรุ่นไทย กับ ภาษา…??

15 เมษายน 2556

“บ่องตง จุงเบย ฝุดๆ” 3 คำ ที่กำลังได้รับความนิยมของชาวอินเตอร์เน็ต ความเหมาะสมของภาษาที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม วัยุร่น มทร.ธัญบุรี คิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ไปฟังความคิดเห็นของพวกเขากันเลย

นายโสภณ สาทรสัมฤทธิ์ผล เล่าว่า ในฐานะที่เป็นครูสอนภาษาไทย ไม่อยากให้เรียกว่า “ภาษาวิบัติ” ให้ใช้คำว่า “ภาษาอุบัติ” เนื่องจากเป็นการอุบัติขึ้นมาใหม่ มีวิวัฒนาการขึ้นมาใหม่ เนื่องจากมีเทคโนโลยีเข้ามา คนไทยนิยมพูดกันสั้นๆ ยกตัวอย่างการเรียกชื่อคณะวิศวกรรมศาสตร์ เป็น วิศว รวมไปถึงรับคำภาษาต่างชาติเข้ามา เช่น เวอร์ แปลว่ามาก มาจากคำว่า โอเวอร์ สำหรับวัยรุ่นที่นิยมวิวัฒนาการภาษาแปลกใหม่ขึ้นมา “บ่องตง” มาจากการพิมพ์ระบบในคีย์บอร์ด เกิดเป็นคำมักง่ายของภาษาไทย กลายเป็นคำพูดติดปาก แต่พูดไม่ชัดทำให้เขียนถูกต้อง ซึ่งส่วนตัวมองว่าเป็นกระแสจนกลายเป็นแฟชั่น แฟชั่นในเรื่องของภาษา ซึ่งมีการเกิด นำมาใช้ แล้วก็จบลง เช่น คำว่าชิมิ ซึ่งตอนนี้ไม่เป็นที่นิยมแล้ว ภาษาแปลกใหม่เกิดขึ้นได้ ขึ้นอยู่ว่าผู้ใหญ่จะยอมรับได้มากน้อยเพียงใด “วัยรุ่นควรใช้ให้ถูกกาลเทศะ” ระวังในการนำมาเขียน ไม่ว่าจะเขียนในการสอบ หรือการเขียนโครงการต่างๆ

“ตั้ม” นายชาติชาย บุญตอม นักศึกษาชั้นปีที่ 3 (หลักสูตรต่อเนื่อง) สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคมโทรคมนาคม เล่าว่า “ภาษาวิบัติ” ประเด็นที่ถกเถียงกันมานาน โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นช่วงเพียงเวลาหนึ่ง ที่คนใช้ภาษาอยากเปลี่ยนรสชาติของการใช้ภาษา หรือเป็นการเล่นกับคำให้ดูแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่ในทางสังคมคนรุ่นหลังมีความเป็นห่วงลูกหลานจะใช้ภาษาผิดๆ ถูกๆ เด็กสมัยนี้จึงถูกมองว่า ใช้ภาษาวิบัติ “มองว่ามันเป็นวิวัฒนาการของการใช้ภาษาลองผิดลองถูก” แต่ในหน่วยงานราชการภาษายังมีแบบแผน คอยขัดเกลาภาษาอยู่ ทุกสิ่งเป็นไปตามยุคสมัย ตอนเรียนอยู่มัธยม ตอนนั้นคำว่า “จ๊าบ” การแสดงถึงอาการฮิตมาก ตอนนี้หายไปแล้ว กลับมาศัพท์ใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น “แอ๊บเวอร์” ซึ่งคำเหล่านี้อีกไม่กี่ปีคงหายไปจากสังคมไทย และถูกมองว่าเป็นคำโบราณ และถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่พูดจาแบบ “ท่านขุน”

“ฟิว” นายปริวรรต เส็งพ่วง นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิทย์อาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร เล่าว่า ภาษาเด็กวัยรุ่นที่ใช้กันในโลกออนไลน์ เป็นคำที่แผลงมาจากคำพูดที่ใช้กันบ่อยๆ ซึ่งคำพวกนี้นำมาพูดในกลุ่มเพื่อนๆ ไม่เสียหายอะไร แต่ถ้าหากนำไปพิมพ์หรือพูดด้วยเรื่องที่สำคัญ ทำไมภาษาพวกนี้ถึงได้รับความนิยม เนื่องจากนิสัยของวัยรุ่นต้องการการยอมรับ ทันสมัย ทันเหตุการณ์ ซึ่งทุกวันนี้ เด็กไทยนิยมพิมพ์ในคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ อยู่กับสังคมออนไลน์ มากกว่าสังคมปัจจุบัน จึงมีคำแปลกแผลงออกมา “ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม การที่จะพิมพ์อะไรหรือพูดอะไร ต้องดูกาลเทศะเป็นอันดับต้นๆ”

“ปาร์ตี้” น.ส.สิริมา แจ้งใจ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการท่องเที่ยว คณะศิลปกรรมศาสตร์ เล่าว่า ภาษาวิบัติเริ่มมาจากสังคมออนไลน์ จนเป็นสาเหตุของคำพูดติดปาก ไม่เห็นด้วยกับการใช้ภาษาที่ปิดไปจากเดิม เพราะว่าทำให้เสียงหรือความหมายผิดเพี้ยนไปจากเดิม ทำให้การสื่อสารในปัจจุบันไม่มีประสิทธิภาพ ควรจะใช้คำที่ถูกต้อง จนติดเป็นนิสัย อ่านเข้าใจง่าย อยากให้วัยรุ่น ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง เพื่อดำรงรักษาภาษาไทยให้อยู่คู่กับสังคมไทย แต่สังคมทุกวันนี้ “ความแปลกจะทำให้ได้รับความสนใจ” ซึ่งเป็นนิสัยส่วนใหญ่ของวัยรุ่นไทย

“ทิยา” น.ส.กิติยา ละลายทุกข์ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาสถิติประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เล่าว่า ภาษาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในกลุ่มวัยรุ่น เกิดขึ้นมาแล้วก็หายไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถห้ามได้ เพราะการสื่อสารของคนในปัจจุบัน สะดวกขึ้น อาศัยความสะดวกเป็นช่องทางในการพูดคุย พูดคุยผ่าน facebook หรือโปรแกรมบนโทรศัพท์มือถือ มือพิมพ์ พิมพ์ไปพิมพ์มา กลายเป็นคำใหม่ ภาษาไทยเป็นภาษาที่สวยงาม เป็นเอกลักษณ์ของชาติ หากคนในชาติใช้ภาษาวิบัติ ชาวต่างชาติได้ยินคงแปลกใจ

“โอลีฟ” น.ส.อโรชา บุญตะหล้า นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาการโรงแรม คณะศิลปศาสตร์ เล่าว่า ทำไมภาษาวิบัติจึงเป็นที่นิยม เนื่องจากพิมพ์ง่าย ดูเป็นภาษาพูดมากกว่า และที่สำคัญดูน่ารัก แต่ไม่เห็นด้วยที่นำมาใช้ในโลกออนไลน์ เพราะว่า ดูไม่เหมาะสม อาจติดเป็นนิสัย เช่น เวลาเรียนเขียนรายงาน หรือเอกสารสำคัญ อาจเผลอเขียนภาษาเหล่านั้นลงไป เพราะว่า เหตุการณ์นี้เคยเกิดขึ้นกับตนเอง ตอนนี้ตนเองพยายามที่จะไม่ใช้ภาษาดังกล่าว จะพยายามใช้ภาษาที่ถูกต้อง

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับภาษาไทยทุกวันนี้ จะมีภาษาแปลกๆ เกิดขึ้น แต่ยังไรก็ตาม ภาษาไทยเป็นภาษาประจำชาติไทย ภาษาพ่อภาษาแม่ ที่สืบทอดสื่อสารถ่ายทอดต่อกันมาช้านาน ทุกคนในสังคมควรภูมิใจและใช้ให้ถูกต้อง ถูกกาลเทศะ

ที่มา: หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32422&Key=hotnews

วัยรุ่นไทย กับ ภาษา…?? Read More »

เตือนนักเรียนใช้โปรแกรม สอท.คิดแอดมิชชั่น

15 เมษายน 2556

นางศศิธร อหิงสโก ผู้จัดการสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 4-21 เม.ย.นี้ สอท. เปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบกลางการรับนิสิตนักศึกษาหรือแอดมิชชั่นกลาง ปีการศึกษา 2556 จากข้อมูล ณ วันที่ 13 เม.ย. พบว่า มีนักเรียนเข้ามาสมัครแอดมิชชั่นแล้ว จำนวน 31,003 คน แต่ชำระเงินเพียง 1,933 คน ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะนักเรียนส่วนใหญ่จะสมัครและชำระเงินช่วงหลังสงกรานต์ หรือก่อนปิดรับสมัคร แต่ตนไม่อยากให้นักเรียนแห่ไปสมัครช่วงนั้น เพราะถ้ามีปัญหาจะแก้ไขไม่ทัน นอกจากนี้อยากให้นักเรียนคำนวณคะแนน เพื่อเลือกคณะที่จะเข้าศึกษาต่อโดยใช้โปรแกรมการคำนวณของ สอท. ทาง www.cuas.or.th

“โปรแกรมการคำนวณของ สอท. เป็นแนวทางการคำนวณคะแนนเบื้องต้น โดยใช้ข้อมูลเท่าที่นักเรียนกรอกมาให้ และถึงแม้จะคำนวณคะแนนได้แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสมัครในคณะ/ประเภทวิชานั้นได้ ดังนั้นนักเรียนต้องตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะของแต่ละคณะ/ประเภทวิชาที่ต้องการจะสมัครกับระเบียบการรับสมัครคัดเลือกฯด้วย เช่น เกณฑ์ขั้นต่ำ วิชาที่ต้องใช้ในการรับสมัคร เป็นต้น โดยต้องทำความเข้าใจให้ดีก่อนที่จะสมัคร เพื่อจะได้ไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นภายหลัง” นางศศิธรกล่าว

นางศุทธินี งามเขตต์ ผอ.กลุ่มพัฒนาการศึกษานอกโรงเรียน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) กล่าวถึงกรณีที่ผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านการศึกษานอกระบบโรงเรียน หรือเอ็นเน็ต ประจำปีการศึกษา 2555 ที่ออกมาพบว่า คะแนนเฉลี่ยแต่ละวิชาค่อนข้างต่ำ ทั้งระดับประถม,ม.ต้น, และ ม.ปลาย โดยเฉพาะวิชาสาระความรู้พื้นฐาน ว่า กศน. กำลังทำการวิเคราะห์ผลคะแนนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงอยู่ และจะมีการประชุมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพหรือผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน กศน.ในราวเดือน พ.ค.นี้
ส่วนกรณีที่นักศึกษา กศน. ขาดสอบทุกระดับชั้นมากถึงร้อยละ 30 นั้น นางศุทธินีกล่าวว่า ถึงแม้ว่าการสอบเอ็นเน็ตจะมีผลต่อการจบของผู้เรียน กศน. และจะมีการย้ำว่าสถาบันทดสอบทางการศึกษาจะจัดสอบให้แค่ปีละครั้งเท่านั้น แต่เราก็ไม่สามารถบังคับให้เข้าสอบได้ทุกคนหากมีภารกิจเขาก็จะไม่มาสอบ อย่างไรก็ตามทาง กศน. ได้หาทางออกให้แก่ผู้ที่ไม่ได้เข้าสอบเอ็นเน็ต ด้วยการจัดสอบอี-เอ็กแซมให้ โดยจ้างมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งทำข้อสอบซึ่งมีมาตรฐานและตัวชี้วัดเดียวกับข้อสอบเอ็นเน็ต

–เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 15 เม.ย. 2556 (กรอบบ่าย)–

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32421&Key=hotnews

เตือนนักเรียนใช้โปรแกรม สอท.คิดแอดมิชชั่น Read More »

เยาวชนไทยก้าวไกลสู่อาเซียน

14 เมษายน 2556

เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเท่าทันและเท่าเทียมสำนักพิมพ์อมรินทร์คอมมิกส์ ในเครือบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)ร่วมกับกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และสถาบัน Enconcept E-Academy จัดงานเสวนา “เยาวชนไทยก้าวไกลสู่อาเซียน”ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

ภายในงานมีการเสวนาหัวข้อ “เยาวชนไทยก้าวไกลสู่อาเซียน”และเปิดตัวโครงการ “อมรินทร์ยอดอัจฉริยะ We Love Asean” โดยองอาจ จิระอร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานหนังสือเล่ม บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) ร.ท.หญิงกรรภิรมย์วิชาธร นักการทูตชำนาญการ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองอาเซียน 4 กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และอริสราธนาปกิจ (ครูพี่แนน) จากสถาบัน Enconcept E-Academy ดำเนินรายการโดย เขมสรณ์ หนูขาว
องอาจ จิระอร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสายงานหนังสือเล่มบริษัท อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน)ได้ให้ข้อมูลว่า อมรินทร์ฯ เล็งเห็นความสำคัญในการเสริมความรู้เรื่องอาเซียนแก่ผู้อ่านทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่ โดยผลิตหนังสือและจัดกิจกรรมเสริมความรู้เรื่องอาเซียนตลอดทั้งปีในธีม We Love Asean by AMARIN รู้จักอาเซียน พูดภาษาอาเซียน ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ผลิตหนังสือสำหรับเยาวชนชุด “เราคืออาเซียน” จำนวน 11 เล่ม ทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยแบ่งเนื้อหาเป็นหมวดหมู่ให้กระชับเข้าใจง่าย พร้อมภาพการ์ตูนประกอบเพื่อสร้างสีสันให้อ่านได้อย่างสนุกสนาน ในกลุ่มผู้ใหญ่มีหนังสือ ความสำเร็จไม่มีข้อยกเว้น และอาเซียนรู้ไว้ได้เปรียบแน่ เขียนโดย ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณอดีตเลขาธิการอาเซียน ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้รับการตอบรับจากผู้อ่านเป็นอย่างดีด้วยยอดขายกว่าแสนเล่ม และในปีนี้เรายังมีแผนที่จะผลิตหนังสือความรู้เกี่ยวกับอาเซียนอีกมากมาย รวมกว่า 100 ปกอาทิ เก่งภาษาอาเซียน9 เล่ม, พูดคล่องท่องศัพท์สองภาษา 8 เล่ม,หนังสือสอนภาษาชุดSurvivor อาเซียน และหนังสือท่องเที่ยวประเทศในอาเซียน”

ร.ท.หญิงกรรภิรมย์ วิชาธรนักการทูตชำนาญการ รักษาราชการแทนผู้อำนวยการกองอาเซียน 4 กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เรามีกิจกรรมสำหรับเยาวชนทั้งปี โดยกิจกรรมหลักคือวันอาเซียนซึ่งตรงกับวันที่ 8 สิงหาคม จัดให้มีกิจกรรมแข่งขันตอบปัญหา มีรางวัลเป็นตั๋วเครื่องบินไปกลับ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อให้เด็กๆได้เยี่ยมชมสำนักงานอาเซียน นอกจากนี้ยังได้จัดทำสื่อต่างๆโดยหนังสือใหม่ในปีนี้ได้แก่ บัวแก้วไขปัญหาอาเซียน, 58 คำตอบสู่ประชาคมอาเซียน นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมอื่นๆเพื่อให้ความรู้แก่เยาวชนทั่วทุกภูมิภาคอาทิค่ายภาษาอังกฤษ โครงการอาเซียนสัญจร ทั้งนี้ สื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ผู้สนใจสามารถ ดาวน์โหลดจากเว็บไซต์ได้ที่ www.mfa.go.th/asean หรือสามารถทำหนังสือขอสื่อจากกรมอาเซียนได้

ด้านครูพี่แนน-อริสรา ธนาปกิจ สถาบันEnconcept E-Academy กล่าวว่า ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ใช้สื่อสารหลัก เพราะฉะนั้นการเตรียมเข้าสู่อาเซียนนั้น คือเราต้องสื่อสารกับชาวต่างชาติได้นอกจากนี้ต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในอาเซียน อย่างไรก็ตาม ถ้าเราต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทุกคนต้องร่วมกันผลักดัน

ทั้งนี้ อมรินทร์ฯ ยังได้จัดโครงการ “อมรินทร์ยอดอัจริยะ We Love Asean” การแข่งขันตอบคำถามความรู้สองภาษาเกี่ยวกับอาเซียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย โดยสำนักพิมพ์อมรินทร์คอมมิกส์ ชิงรางวัลแพ็กเกจท่องเที่ยวสิงคโปร์ โล่เกียรติยศ และทุนการศึกษา รวมมูลค่ากว่า 200,000 บาท โดยได้รับการสนับสนุนจากภาคีพันธมิตรที่เห็นความสำคัญของการส่งเสริมการเรียนรู้เรื่องอาเซียน คือ กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และสถาบัน Enconcept E-Academy ซึ่งจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป พร้อมจัดติวให้ความรู้ก่อนแข่งโดย Enconcept E-Academy และแข่งขันชิงชนะเลิศในวันที่ 20 กรกฎาคม 2556 ที่งานเทศกาลครอบครัวนักอ่านศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่

www.amarinpocketbook.com/news/genius หรือ Facebook ค้นหาอมรินทร์คอมมิกส์)

ที่มา: หนังสือพิมพ์สยามรัฐ

http://www.moe.go.th/moe/th/news/detail.php?NewsID=32418&Key=hotnews

เยาวชนไทยก้าวไกลสู่อาเซียน Read More »

แรงขับการแบ่งปันในเครือข่ายสังคม (itinlife392)

 

note อุดม แต้พาณิช ตอน อินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ค
note อุดม แต้พาณิช ตอน อินเทอร์เน็ต เฟซบุ๊ค
sharing and clickback
sharing and clickback

คำถาม .. อะไรเป็นเหตุปัจจัยให้เราแบ่งปันข้อมูลจากเว็บไซต์

ได้อ่านผลงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์พฤติกรรมการแบ่งปันเนื้อหาและคลิ๊กกลับในเว็บไซต์เครือข่ายสังคม ของ 33across.com และ tynt.com ที่เขียนใน zdnet.com โดย Eileen Brown พบว่าการแบ่งปันเนื้อหาจำแนกได้หลายกลุ่ม ในกลุ่มที่เพื่อนในเครือข่ายสังคมให้ความสนใจคลิ๊กกลับมากที่สุด คือ ข่าว กีฬา การเมือง การสรรเสริญ การเลี้ยงดู และบันเทิง ส่วนที่สนใจคลิ๊กกลับกันน้อยและแบ่งปันน้อยคือ รถยนต์ ช็อบปิ้ง และท่องเที่ยว ส่วนกลุ่มคลิ๊กน้อยแต่แบ่งปันมากคือ ธุรกิจ เทคโนโลยี และวิทยาศาสตร์

มี 2 คำที่น่าสนใจคือ แบ่งปัน (Share) และคลิ๊กกลับ (Clickback) พฤติกรรมของสมาชิกเครือข่ายสังคมเมื่อไปพบเห็นเรื่องราวต่าง ๆ ในเว็บไซต์ก็ต้องการแบ่งปันให้เพื่อนของตนรู้ หรือมีส่วนร่วมก็จะทำใน 2 ลักษณะคือ คัดลอกแล้ววาง หรือ ใช้ปุ่มแชร์ ดังนั้นการแบ่งปัน คือ เราส่งข้อมูลเข้าเว็บไซต์เครือข่ายสังคม เพื่อให้เพื่อนรับรู้เรื่องของเรา เป็นข้อมูลสั้นและลิงค์ (Link) สำหรับคลิ๊กไปอ่านรายละเอียด ส่วนคลิ๊กกลับ คือ เพื่อนของเราอ่านข้อมูลสั้น แล้วรู้สึกสนใจจึงคลิ๊กลิงค์เปิดดูรายละเอียดจากเว็บไซต์

ประเด็นคำถาม คือ เหตุผลที่เราแบ่งปันเนื้อหาไปนั้นมีอะไรเป็นเหตุปัจจัย แล้วพบว่า เราแบ่งปันเพราะถือมั่นต้องการแสดงตัวตน (ego) นั่นคือเราไม่ได้แบ่งปันเพราะคิดว่าเพื่อนสนใจ หัวข้อที่พบว่ามีการแบ่งปันจากเว็บไซต์มากที่สุดคือวิทยาศาสตร์ (Science) ซึ่งได้อธิบายว่าเป็นเรื่องที่ยากต่อความเข้าใจ และต้องการแสดงองค์ความรู้ของเรา ในประเด็นคลิ๊กกลับก็พบว่าเพื่อนของเราคลิ๊กดูวิทยาศาสตร์น้อยมาก แสดงว่าเราไม่สนใจว่าเพื่อนจะสนใจเรื่องของเราหรือไม่ ขอเพียงเราชอบ และอยากแบ่งปันก็พอ ส่วนข่าว (News) คือเรื่องที่เพื่อนสนใจคลิ๊กกลับมากที่สุด แต่เราจะแบ่งปันน้อย เพราะข่าวไม่ใช่เรื่องที่แสดงตัวตนของเรา ถึงตรงนี้หลายท่านอาจไม่เห็นด้วย แต่ทั้งหมดนี้เป็นผลการศึกษาในต่างประเทศ ถ้าศึกษาพฤติกรรมคนไทยอาจมีผลการศึกษาต่างไป เท่าที่สังเกตเราสนใจแบ่งปันเนื้อหาจากเว็บไซต์กันน้อย คนที่จะแบ่งปันก็จะเป็นตามอาชีพนั้น อาทิ นักข่าวก็จะแบ่งปันข่าวของสำนักของตน ส่วนราชการก็แบ่งปันกิจกรรมหรือผลงาน นักธุรกิจก็จะแบ่งปันข้อมูลสินค้าของตน แล้วท่านมีพฤติกรรมอย่างไรในเครือข่ายสังคม

 

 

http://www.thaiall.com/blog/burin/5087/

http://www.zdnet.com/new-research-highlights-that-social-sharing-is-driven-by-ego-7000013932/

นี่คือโลกของกู

http://www.youtube.com/watch?v=FI3ZDSWL9XE

แรงขับการแบ่งปันในเครือข่ายสังคม (itinlife392) Read More »

ช่วงสงกรานต์ = 7 วันอันตราย

ช่วงสงกรานต์ = 7 วันอันตราย
ช่วงสงกรานต์ = 7 วันอันตราย

DATA + PROCESS = INFORMATION = UTILIZATION
ข้อมูลที่ผ่านการประมวลผลแล้วของ สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ
http://service.emit.go.th/accident/acclogin.php

ความเป็นมา .. อันตรายในที่นี้นับเฉพาะอุบัติเหตุที่เป็นช่วงของการเกิดอุบัติเหตุสูงสุดในรอบปี และหลายปีที่ผ่านมานับแต่ปี 51 ถึงปัจจุบัน สถิติอุบัติเหตุสูงสุดของ 7 วันอันตราย ก็ไม่มีปีใดที่ไม่ถึง 6000 ครั้ง และมีหลายปีที่สูงถึง 7000 ครั้ง หากเปรียบเทียบสงกรานต์ในปี 54 และ 55 พบว่ามีสถิติอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น

ความเชื่อ .. การนำเสนอข้อมูลให้ประชาชนตระหนักว่าอันตรายเกิดขึ้นบ่อยในช่วง 7 วันอันตราย และก็รู้สาเหตุที่มาจากการหลับใน และดื่มสุราเป็นส่วนใหญ่  เมื่อนำเสนอผ่านสื่อสาธารณะแล้ว ประชาชนก็จะไม่ขับเมื่อง่วง ไม่ดื่มสุรา หรือดื่มลดลง จะทำให้สถิติการเกิดอุบัติเหตุลดลงอย่างแน่นอน

ความเป็นจริง .. สถิติการเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น เพราะไม่ตระหนักต่อการเกิดอุบัติเหตุ

ความพยายาม .. ให้ข้อมูลผ่านสื่อต่อไป หวังว่าสักวันประชาชนจะตระหนัก

ชีวิตดั่งละคร หรือเอาชีวิตไปสร้างละคร
ชีวิตดั่งละคร หรือเอาชีวิตไปสร้างละคร

 

สาวลาวบนปก นิตยสารมหาชน (Mahason Magazine) ของลาว
ก็งามเพราะแต่ง

 

สาวลาวในปีใหม่ลาว 2556

http://www.facebook.com/mahasonmagazine

http://www.facebook.com/photo.php?fbid=10151362502959149&set=a.10151362502159149.1073741831.104039739148

http://www.thailandmagazinedirectory.com/LAO-MAGAZINES-DIRECTORY/MAHASON-MAGAZINE-LAO.html

 

คนลาวก็มีวัฒนธรรมดั่งเดิมไม่ต่างกันคนไทยมากนักhttp://www.thaiall.com/blogacla/burin/2797/

ช่วงสงกรานต์ = 7 วันอันตราย Read More »

สาวเปิดเต้า เล่นสงกรานต์ แล้วอะไรคือความเป็นไทย

นางทั้ง 7 ในที่ที่เป็นส่วนตัว
นางทั้ง 7 ในที่ที่เป็นส่วนตัว

“.. เต้าแห่งความเป็นไทยไม่ปกปิด แล้วจิ๋มคู่ชีวิตจะอยู่ไหม ..

culture1

ผมเห็นเรื่องนี้  .. ก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไร
เคยอ่านบทความเรื่อง “การศึกษาไทยถ้าไม่เปลี่ยนอาจบ๊วย .. แน่นอน
http://thainame.net/edu/?p=817
นำเสนอไว้ว่า ข้อเสนอแนะของเพียร์สัน
ข้อ 3 คือ มีวัฒนธรรมที่สนับสนุนการศึกษา
แล้ววัฒนธรรมไทยก็ไม่สนับสนุนการศึกษาจนเราเกือบบ๊วย
แล้วเหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า เกือบบ๊วยเลื่อนไปสู่บ๊วยนั้น อยู่แค่เอื้อม
เพราะกระทรวงที่จะทำให้สังคมไทยมีวัฒนธรรมการศึกษา
กลับพาเราเข้ารกเข้าพงกันไปใหญ่
.. ก็เพราะพวกเขาไม่ได้อยู่ในวงการการศึกษา
.. เรื่องการศึกษาก็ปล่อยให้กระทรวงศึกษาทำ กระทรวงนี้ไม่เกี่ยว

culture2

กระทรวงวัฒนธรรม ไม่เข็ด สาวเปิดเต้า เล่นสงกรานต์ โพสต์ลงเว็บอีกแล้ว

อีกไม่กี่วันก็จะถึง “วันสงกรานต์” อย่างเป็นทางการแล้ว “กระทรวงวัฒนธรรม” ที่ดูจะเป็นแม่งานหลักในเทศกาลนี้ก็ประเดิมรับสงกรานต์ ด้วยการใช้รูปภาพหน้าหัวเว็บของกระทรวง เป็นรูปหญิงสาวประมาณ 3-4 คน สาดน้ำไปมาดูน่าชื่นชมสวยงามด้วยขนมแบบไทย

http://www.m-culture.go.th/

แต่ที่น่าสนใจคือ พวกเธอสวมใส่โจงกระเบน แต่เฉพาะแค่ช่วงล่าง ช่วงบนของพวกเธอกลับไม่สวมใส่อะไรเลย จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คว่า ถึงความย้อนแย้งของกระทรวงวัฒนธรรมในการรณรงค์เรื่องการแต่งกายให้เหมาะสมกับความเป็นไทยหรือไม่ และวกกลับมาสู่คำถามสำคัญที่ดูจะยังหาคำตอบไม่ได้ว่า “อะไรคือความเป็นไทย

โดย ศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ อาจารย์จากสำนักท่าพระจันทร์ ก็ได้แสดงความเห็นว่า “อุเหม่ ไหงเป็นยังงั้นไปได้ ไปปิดเต้าทั้ง ๖ บัดเดี๋ยวนี้เลย เสื่อมเสียฟามเป็นไทยเมิด

เต้าแห่งความเป็นไทยไม่ปกปิด แล้วจิ๋มคู่ชีวิตจะอยู่ไหม กระทรวงวัฒนธรรมมาอำไทย สิ้นอำนาจอธิปไตยแล้วบัดนี้ ชะเอิงเงิงเงย

ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเพราะกระแสวิจารณ์หรือปรากฎการณ์เซ็นเซอร์ตัวเอง ท้ายที่สุดเว็บกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้เปลี่ยนจากรูปหญิงสาวเปิดเต้าเล่นสงกรานต์ เป็นรูปสถาปัตยกรรมไทยที่เป็นที่รู้จัก และมีภาพหญิงสาว 2 คนเล่นรดน้ำสงกรานต์อย่างสุภาพ เพราะพวกเธอใส่เสื้อผ้ามิดชิดมาก – ใส่เสื้อแขนยาว และห่มทับด้วยสไบเฉียง

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก ที่กระทรวงวัฒนธรรมนำรูปดังกล่าวลงเว็บไซต์ เพราะเมื่อสองปีที่แล้ว เว็บไซต์ของกระทรวงวัฒนธรรมก็ได้ลงรูปเดียวกันนี้ในแบนเนอร์ของเวป เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กระหึ่มโลกออนไลน์ มากจนถึงกับเว็บไซต์ของกระทรวงล่มกันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ ภาพดังกล่าวเป็นภาพวาดสีน้ำของนายสมภพ บุตรราช ศิลปินมีชื่ออีกคนของไทย ที่ได้วาดภาพบอกเล่าถึงวันสงกรานต์ ซึ่งมีหญิงสาวจำนวน 7 คนเปลือยหน้าอก ร่ายรำ เล่นดนตรี เล่นน้ำกันอย่างอย่างสนุก โดยภาพดังกล่าวเคยจัดแสดงไปครั้งหนึ่งแล้วที่หอศิลป์ฯ ก่อนที่ทางกระทรวงจะตัดทอน และนำไปไว้ในหน้าเว็บดังกล่าว

และเช่นเดียวกับปีนี้ ที่สุดท้าย กระทรวงวัฒนธรรมก็นำภาพดังกล่าวออกไปจากหน้าเว็บไซต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

http://news.sanook.com/1179825/

สาวเปิดเต้า เล่นสงกรานต์ แล้วอะไรคือความเป็นไทย Read More »